ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: 'สินไซ' ไร้มายา อกาลิโก  (อ่าน 1994 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29662
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
'สินไซ' ไร้มายา อกาลิโก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2013, 09:59:40 am »
0


'สินไซ' ไร้มายา อกาลิโก
'สินไซ'ไร้มายา อกาลิโก : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล

แต่ก่อนนั้นคำว่า “บ้าน บ้าน” มีความหมายในเชิงดูถูกกันว่าเชย ล้าสมัยเหมือนอยู่บ้านนอกคอกนา ทว่าเดี๋ยวนี้ อะไรที่บ้าน บ้าน กลับกลายเป็นเสน่ห์ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ซ้ำแบบใคร อย่างนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เวลาอยู่นอกสนาม พวกเธอแทบไม่ต่างจากสาวไทยบ้าน บ้าน ที่รักสวยรักงาม ชื่นชอบ ‘ตำปูปลาร้า’ เป็นชีวิตจิตใจ ใช้สรรพนามแทนตัวว่า “หนู” ฯลฯ แต่ขอโทษ เวลาอยู่ในสนาม ลีลาการตบของพวกเธอ สนั่นหวั่นไหวขนาดคว้าแชมป์เอเชียพร้อมตั๋วไปชิงแชมป์โลกอย่างที่ทราบกันดี ผมเลยให้สมญานามพวกเธอว่า “สาวบ้าน บ้าน ระดับโลก” 
 
วันก่อนผมสัญจรไปร่วมเสวนา “ประชาคมอาเซียน” ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสร็จแล้วมีเวลาเหลือสัก 2 ชั่วโมงก่อนกลับกรุงเทพฯ คณะผู้จัดงานถามว่าอยากไปเที่ยวชมสถานที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่? ผมตอบอย่างไม่ลังเลใจเลยว่า อยากไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือที่ชาวอีสาวเรียก “ฮูปแต้ม” เล่าขานนิทานพื้นบ้านเรื่อง “สินไซ” หรือ “สังข์ศิลป์ไชย” อันเลื่องชื่อของขอนแก่น ด้วยเหตุผลสำคัญคือเป็นฮูปแต้มแบบบ้าน บ้าน จากฝีมือช่างพื้นบ้าน แต่เป็นที่ยอมรับกันว่าสวยคลาสสิก และมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก ทุกวันนี้เป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนขอนแก่นได้อย่างวิเศษ





สิม หรือ โบสถ์วัดไชยศรี ตั้งอยู่หมู่ 8 ต.สาวะถี อ.เมืองขอนแก่น ห่างจากตัวเมืองไปราว 20 กิโลเมตร องค์สิมมีอายุ 113 ปี สร้างในพ.ศ.2443 จุดเด่นอยู่ที่ผนังด้านนอกประดับฮูปแต้มเล่าเรื่อง “สินไซ” ฝีมือช่างชาวมหาสารคาม นามว่า ช่างทอง ทิพย์ชา และคณะ เส้นสายลายแต้มบ่งบอกว่าเป็น “ศิลปะไร้มายา” (Naive Art) คือไม่ติดอยู่ในกรอบวิชาการศิลปะสำนักใดเลย ออกมาจากฝีมือและใจบริสุทธิ์ของช่างบ้าน บ้าน แต่รวมๆ แล้วดูดี โดยเฉพาะการออกแบบโทนสีของฮูปแต้ม เป็นโทนสีน้ำเงินคราม ผสมสีเหลืองทองและสีดำ ซึ่งเป็นคู่สีที่ไม่เคยล้าสมัย เข้าขั้นคลาสสิกอย่างไร้กาลเวลา (อกาลิโก)

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ช่างพื้นถิ่นกล้ารังสรรค์งานอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่ทรงอิทธิพล หรือพูดง่ายๆ ว่ามีคนหนุนหลัง ซึ่งในที่นี้ น่าจะหมายถึง “หลวงปู่อ่อนสา” ท่านเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดไชยศรี ผู้รวบรวมจิตศรัทธาชาวบ้านสร้างสิมหลังนี้ขึ้นมา ซึ่งตามประวัติว่าท่านออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเอง เพราะท่านมีฝีมือและประสบการณ์เชิงช่างเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเลือกเล่าเรื่อง “สินไซ” นิทานพื้นบ้านยอดนิยม ที่จัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิกของชาวลุ่มน้ำโขงอีกด้วย





“สังข์ศิลป์ไชย” หรือ “สินไซ” เล่าขานตำนานความกล้าหาญ กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละ ของ “สินไซ” ชายหนุ่มผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ แต่ตอนคลอดมีธนูและดาบติดตัวมาด้วย แถมยังมีน้องฝาแฝดเป็นหอยสังข์ จึงได้ชื่อว่าสังข์ทอง และมีพี่ต่างมารดาเป็น “คชสิงห์” (ลำตัวเป็นสิงห์ แต่มีงวงเหมือนช้าง) นามว่า “สีโห” เมื่อแรกคลอด โหรหลวง ทำนายว่า “สินไซ”เป็นผู้มีบุญญาธิการ ภายภาคหน้าจะได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้ถูกอิจฉาริษยา และถูกใส่ร้ายว่าเป็นอัปมงคลแก่บ้านเมือง

จึงถูกเนรเทศไปอยู่ป่า แล้วยังถูกหลอกให้ไปตกระกำลำบาก ต้องต่อสู้กับสรรพสัตว์ ทั้งพญาครุฑ พญานาค พญางู แต่สินไซก็ปราบได้หมด โดยเฉพาะชัยชนะที่มีเหนือยักษ์ “กุมภรรณ” ซึ่งเป็นผู้ลักพาตัวนางสุมณฑา น้องสาวของพระยากุศราชแห่งเมืองเป็งจาล ผู้เป็นพระราชบิดาของสินไซนั่นเอง สินไซจึงนำความสงบสุขกลับคืนมา พระยากุศราชจึงยกราชบัลลังก์ให้สินไซขึ้นครองเป็นพระราชาผู้ทรงบุญญาธิการ


ทุกวันนี้ ในภาคอีสานของไทยยังมีการแข่งขันเล่าเรื่อง วาดรูป และขับขานนิทานสินไซออกมาเป็นบทเพลง เป็นละคร เป็นหนังประโมทัย (หนังตลุงอีสาน) บทแล้วบทเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า มีหนังสือนิทานสินไซ ทั้งภาคภาษาไทย ลาว อังกฤษ และฝรั่งเศส ในขณะที่รัฐบาลลาวถึงกับรณรงค์ปลูกฝังให้เยาวชนมีความกล้าหาญ กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละ เยี่ยงสินไซ ภายใต้นโยบาย “สินไซแห่งยุคสมัย” โดยอ้างอิงท่านไกสอน พมวิหาน ผู้นำพรรค “ปะซาซนปะติวัดลาว” (ผู้ล่วงลับ) ท่านเคยเรียกร้องคนหนุ่มสาวลาวให้มีจิตใจดั่ง "สินไซแห่งยุคสมัย" ลุกขึ้นยืนต้านพายุลมแรง มีความกตัญญูต่อแผ่นดิน มีความรักชาติเด็ดเดี่ยวเหนียวแน่น





"สินไซแห่งยุคสมัย” ในฐานะอุดมการณ์ชาติลาวใหม่ ประกาศให้โลกได้รับรู้เป็นครั้งแรกในพิธีเปิด “เวียงจันทน์เกมส์ 2009” หรือซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ลาวเป็นเจ้าภาพ ซึ่งนอกจากมีเยาวชนลาวนับพันคนออกมาอวดลีลาท่าเต้นมวยลาว ภายใต้ชื่อชุด "สินไซแห่งยุคสมัย”แล้ว จุดเด่นยังอยู่ที่การจุดคบเพลิงด้วยธนูไฟ ซึ่งถูกเข้าใจว่าเป็น “พระรามแผลงศร” ในมหากาพย์รามเกียรติ์

บ้างก็ว่าเป็นการเลียนแบบการจุดคบเพลิงในกีฬาโอลิมปิกที่สเปน แต่แท้ที่จริงแล้ว โพไช อาไพลาด นักกีฬาวูซูทีมชาติลาว เจ้าของเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2006 ที่กาตาร์ สวมบทเป็นสินไซแห่งยุคสมัย ยิงธนูไฟจุดคบเพลิง แทนคำประกาศว่า “สินไซ” คือฮีโร่ หรือวีรชนของคนลาวและชาวสองฟากฝั่งโขงอย่างแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ตลาดเพลงลาวยุคใหม่ จะมี แร็พสินไซ ฮิพฮอพสินไซ ประกอบท่าเต้นบี-บอย หรือเบรกแดนซ์ ให้ได้ยินกันอย่างกว้างขวางในวันนี้


ทั้งนี้ ที่วัดไชยศรี ยังมี “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน” และ “ศาลาภูมิปัญญาสินไซ” ให้เยี่ยมชม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น โทร.0-4322-7714-6 หรือเฟซบุ๊ก วัดไชยศรี ตำบลสาวะถี และเฟซบุ๊ก สินไซสองฝั่งโขง

ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20131110/172423.html
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ