นางมัลลิกา ภริยาพันธุละเสนาบดี
มัลลิกา ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ ท่าน คือ พระนางมัลลิกา ผู้เป็นพระมเหสีพระเจ้าปเสนทิโกศล กับ นางมัลลิกา ผู้เป็นภริยาของพันธุละเสนาบดี พระสหายสนิทของพระเจ้าปเสนทิโกศล เรื่องของพระนางมัลลิกา ได้เคยนำมาเล่าขานสู่กันฟังไปแล้ว วันนี้มีถึงเรื่องของนางมัลลิกาอีกท่านที่เหลือ
นางมัลลิกา เป็นธิดาของมัลลกษัตริย์องค์หนึ่ง ได้สมรสกับพันธุละซึ่งเป็นโอรสของมัลลกษัตริย์องค์หนึ่งเช่นเดียวกัน ทั้งสองเป็นชาวเมืองกุสินารา พันธุละเป็นศิษย์สำนักทิศาปาโมกข์รุ่นเดียวกับปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล และมหาลิ แห่งแคว้นวัชชี เมื่อจบการศึกษา ต่างก็กลับยังมาตุภูมิ มหาลิแสดงศิลปวิทยาให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีชม แต่บังเอิญถูกผู้อิจฉาริษยาแกล้งจนได้รับอุบัติเหตุตาบอดสองข้าง ต่อมาได้เป็นที่ปรึกษาของเหล่าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย
@@@@@@
ส่วนพันธุละ เมื่อกลับมาตุภูมิแสดงศิลปวิทยาอวดชาวกุสินารา ถูกแกล้งเช่นเดียวกับมหาลิ แต่ไม่ถึงกับได้รับอุบัติเหตุ แต่ผลการแสดงศิลปวิทยาคราวนั้นไม่สำเร็จดังใจหวัง จึงตัดสินใจออกจากเมืองกุสินาราพร้อมภรรยา มาพึ่งใบบุญพระสหายเก่าที่เมืองสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงสถาปนาพันธุละในตำแหน่งเสนาบดี พันธุละก็รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
นางมิลลิกาไม่มีบุตรมาเป็นเวลานาน จนพันธุละจะส่งตัวกลับมาตุภูมิ นางคิดว่าก่อนที่จะกลับไป ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อนดีกว่า จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
พระองค์ตรัสถามว่าจะไปไหน นางกราบทูลว่า “จะกลับยังมาตุภูมิ เพราะไม่สามารถมีบุตรสืบสกุลได้”
พระพุทธองค์ตรัสว่า “ถ้าเธอจะกลับบ้านเพราะเหตุเพียงแค่นี้ เธอไม่ต้องกลับ”
นางคิดว่า เมื่อพระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ แสดงว่าเราจะต้องมีบุตรแน่นอน จึงกลับไปบอกสามี พันธุละดีใจ ไม่คิดจะส่งภรรยากลับมาตุภูมิอีกต่อไป
@@@@@@
ไม่นานนางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง อยากอาบและดื่มน้ำในสระโบกขรณี อันเป็นสระมงคลและหวงห้ามของกษัตริย์ลิจฉวีเมืองไพศาลี พันธุละจึงอุ้มนางขึ้นรถม้า ห้อตะบึงเข้าไปยังเมืองไพศาลี ตรงไปยังสระโบกขรณี ถือแส้หวายหวดเหล่าทหารผู้อารักขาสระน้ำแตกกระจาย ตัดข่ายโลหะให้ภรรยาลงไปอาบและดื่มน้ำในสระแล้วก็อุ้มขึ้นรถม้ากลับ พวกลิจฉวีพอทราบว่าผู้บุกรุกเข้าใกล้สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็พากันติดตาม
มหาลิได้ยินเสียงรถและฝีเท้าม้าก็รู้ทันทีว่าเป็นพันธุละ สหายของตน จึงห้ามเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีไม่ให้ติดตาม เพราะจะเป็นอันตราย แต่พวกนั้นหาฟังไม่
พันธุละสั่งภรรยาว่า ถ้ารถม้าที่ตามมาปรากฏเป็นแนวเดียวกันเมื่อใดให้บอก เมื่อรถม้าปรากฏเป็นแนวเดียวกันแล้ว มัลลิการ้องบอกสามี พันธุละจึงน้าวคันธนูปล่อยลูกศรออกไปด้วยความแรง ลูกศรออกจากแล่งด้วยความเร็วทะลุหัวใจของพวกลิจฉวีล้มลง สิ้นชีวิตพร้อมกัน
@@@@@@
ต่อมา นางมัลลิกาให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดสิบหกครั้ง (รวมเป็น ๓๒ คน) บุตรทั้งหมดเจริญเติบโต เรียนศิลปวิทยาสำเร็จ และได้แต่งงานมีครอบครัวทุกคน และต่างก็รับราชการสนองคุณประเทศดุจบิดาของตน
อยู่มาวันหนึ่ง พันธุละเสนาบดีได้ทราบว่า เหล่าตุลาการวินิจฉัยด้วยความไม่ยุติธรรม จึงนั่งว่าคดีเสียเอง โดยให้ความยุติธรรมแก่เจ้าทุกข์ ทำให้ประชาชนแซ่ซ้องสาธุการไปทั่ว ความทราบถึงพระกรรณพระราชา พระองค์จึงทรงมอบหน้าที่วินิจฉัยคดีแก่พันธุละอีกตำแหน่งหนึ่ง พวกตุลาการที่หลุดจากตำแหน่งก็หาทางเล่นงานพันธุละ เมื่อสบช่องโอกาสจึงกราบทูลยุยงพระราชาว่า พันธุละคิดการใหญ่ถึงขั้นก่อการกบฏ
แรกๆ พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเชื่อ แต่เมื่อมีผู้เพ็ดทูลบ่อยเข้า จึงทรงคลางแคลงพระทัย หาอุบายกำจัดพันธุละ ให้พันธุละพร้อมบุตรชายทั้งหมดไปปราบโจรที่ชายแดน แล้วส่งทหารไปดักฆ่ากลางทางทั้งหมด
@@@@@@
วันที่สามีและบุตรชายทั้ง ๓๒ คนถูกฆ่า นางมัลลิกากำลังถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งที่คฤหาสน์ของตน มีผู้นำจดหมายด่วนมาแจ้งข่าวร้าย นางนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ แต่ก็สู้อดกลั้นความเศร้าโศกไว้ เพราะกำลังทำบุญเลี้ยงพระอยู่ เหน็บจดหมายไว้ที่ชายพก แล้วสั่งให้ยกอาหารมาถวายพระ
สาวใช้ถือถาดเนยใสเข้ามา ทำถาดตกแตกต่อหน้าพระสารีบุตรเถระ พระเถระเจ้าจึงกล่าวเตือนว่า “ของที่แตกได้ก็แตกแล้ว ไม่ควรคิดอะไรมาก”
นางมัลลิกานำจดหมายออกจากชายพก แล้วกราบเรียนท่านว่า “ดิฉันได้ข่าวว่าสามีและบุตรชายทั้งหมดถูกฆ่าตายแล้ว ยังอุตส่าห์ข่มความโศกไว้ได้ เพียงถาดเนยใสแตกใบเดียว ดิฉันไม่คิดอะไรดอกเจ้าค่ะ”
@@@@@@
พระสารีบุตรอัครสาวกเมื่อรู้ข่าว จึงเทศนาปลุกปลอบจิตนางมิลลิกาว่า ชีวิตของสัตว์โลกนี้ไม่มีนิมิตหมาย (รู้ไม่ได้ว่าจะตายเมื่อใด ตายด้วยอาการอย่างไร ที่ไหน) ชีวิตนั้นสั้นนัก เป็นอยู่ลำบาก และประกอบด้วยทุกข์ จึงไม่ควรประมาท”
นางมิลลิกาเรียกสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแจ้งข่าวและให้โอวาทว่า สามีของพวกนางไม่มีความผิด แต่ได้รับผลกรรมแต่ชาติปางก่อน ไม่ควรเศร้าโศกเกินเหตุ และที่สำคัญที่สุด ไม่ควรผูกอาฆาตพยาบาทต่อผู้กระทำ ไม่ว่าใครก็ตาม
จารบุรุษ (ผู้สอดแนม) ที่พระราชาส่งมาดูลาดเลา ได้นำความไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล ท้าวเธอจึงทรงทราบความจริงว่า พระองค์ได้ผิดต่อพระสหายและบุตรของเขาผู้ไม่มีความผิดเสียแล้ว ทรงเสียพระทัยมาก ทรงจัดพิธีศพพันธุละและบุตรทั้ง ๓๒ คนอย่างสมเกียรติ
@@@@@@
ต่อมาก็ได้สถาปนา ทีฆการายนะ หลานคนเดียวของพันธุละในตำแหน่งเสนาบดีสืบแทนเพื่อ “ไถ่บาป” ของพระองค์ ทีฆการายนะไม่เคยลืมสิ่งที่ลุงและน้องๆ ของตนถูกกระทำ เมื่อสบโอกาสจึงยุยงพระราชโอรสของพระราชา (เจ้าชายวิฑูฑภะ) ยึดราชสมบัติ ขณะที่พระราชกำลังจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อกลับเข้าเมืองไม่ได้ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงขึ้นม้าหนีไปหมายจะขอกำลังจากพระเจ้าหลาน “อชาตศัตรู” ให้มาช่วย แต่เมื่อเข้าเมืองราชคฤห์ไม่ได้ จึงนอนสิ้นพระชนม์อยู่หน้าประตูเมืองราชคฤห์นั้นเอง
นางมัลลิกาหลังจากเสียสามีและบุตรชาย จึงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาตพาบรรดาสะใภ้หม้ายกลับไปยังกุสินารา เมืองมาตุภูมิ
@@@@@@
นางมัลลิกาเป็นตัวอย่างของสตรีที่เข้าถึงธรรม นางเป็นคนเข้าใจโลกและชีวิต รู้จักอดกลั้นในความทุกข์โศก เมื่อชีวิตกระทบกับความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง นอกจากนั้น ยังเมตตากรุณาเป็นอย่างยิ่ง สามีและลูกๆ ถูกฆ่าตายทั้งที่ไม่มีความผิดและรู้ว่าต้นเหตุมาจากใครก็ไม่ผูกพยาบาท ยังสอนสะใภ้ทั้งหลายไม่ให้พยาบาทอีกด้วย นับว่าเป็นสตรีชาวพุทธตัวอย่างที่ดีคนหนึ่งคัดบางตอนมาจาก...หนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ประมวลประวัติพระเถระพระเถรี อุบาสกอุบาสิกาสมัยพุทธกาล
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต
ขอบคุณที่มา :
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=42577
คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
- เป็นสาวิกาที่ดีของพระพุทธเจ้า ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีทีพระนางมัลลิกาถูกสามีส่งกลับบ้านเกิด เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ก็คิดถึงพระพุทธเจ้าก่อนอื่น นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า คนเรานั้นต้องมั่นคงในพระรัตนตรัย ก่อนจะทำอะไรก็ให้ “นึกถึงพระ” ก่อน แล้วโอกาสจะทำผิดพลาดย่อมมีน้อย หรือไม่มีเลย
- เข้าใจโลกและชีวิต พระนางมีความเข้าใจธรรมดาของโลกและชีวิตเป็นอย่างดี คือ เข้าใจว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกฏธรรมชาติ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย่อมมีจิตปล่อยวางไม่ดีใจเกินไปเมื่อมีสุข ไม่เสียใจเกินไปเมื่อได้ทุกข์ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทราบว่าสามีและบุตรถูกฆ่า พระนางยังคงมีจิตใจมั่นคง ไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้ปรากฏให้ปรากฏ
- เป็นผู้ที่มีความอดทน จากตัวอย่างข้างต้นแสดงว่าพระนางมีขันติธรรมสูงยิ่ง เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สู้อดกลั้นความเสียใจ ยังคงปฏิบัติหน้ที่คือการเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์ตามปกติ
- เป็นผู้มีใจกว้าง มีความเมตตาสูงยิ่ง สามีและบุตรถูกฆ่าตายทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด พระนางแม้จะมีความเสียใจ เสียดาย แต่ก็ทำใจได้ ไม่ผูกอาฆาตพยาบาทผู้เป็นเหตุให้พวกเขาตาย และยังสั่งสอนให้สะใภ้ทั้ง 32 คน ไม่ให้ผูกอาฆาตพยาบาทด้วย ให้ถือว่าเป็นผลกรรมของแต่ละคนที่ทำมา นับว่าเป็นผู้มีเมตตากรุณาแท้จริง น้อยคนจะทำได้อย่างนี้
- เป็นภรรยาที่ดี แม้ถูกสามีส่งกลับมาตุภูมิเพราะหาว่าเป็นหมัน พระนางก็ยินดีปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่การที่สามีและภรรยาแต่งงานกันแล้วไม่มีบุตรนั้น ยังไม่แน่ว่าเป็นความบกพร่องของใคร อาจจะเป็นความบกพร่องของสามีก็ได้ แต่พระนางก็ยอมรับว่าตนบกพร่อง นับเป็นภรรยาที่ดีตามคติของชาวชมพูทวีปสมัยโบราณ ปัจจุบันคุณสมบัติข้อนี้ ถึงเราจะไม่นำมาใช้ทั้งหมด ก็สามารถปรับใช้ได้ในประเด็นที่ว่า เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นในครอบครัว ภรรยาหรือสามี ก็ไม่ควรโทษแต่ฝ่ายหนึ่งแต่อย่างเดียว ควรหันมาพิจารณาตนเองด้วยว่าตนเองก็อาจมีข้อบกพร่องอะไรที่ควรปรับปรุงบ้าง เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นที่มา :
https://jiab007.wordpress.com/2011/04/01/พระนางมัลลิกา/