พาแวะ 'วัดอัมพวัน' สิงห์บุรี เชื่อว่า..ข้าวที่นี่ กินแล้วรวย.!!สัปดาห์นี้ชวนไปที่ “วัดอัมพวัน” ที่จ.สิงห์บุรี โดดเด่นด้านการฝึกสมาธิ แถมยังเป็นแหล่งเที่ยวแหล่งธรรม คนแน่นทุกเทศกาล เพราะเชื่อว่าข้าววัดนี้ทานแล้วรวย
วัดที่มีชื่อว่า “อัมพวัน” ในไทยมีอยู่ด้วยกันถึง 30 แห่ง ทว่าวัดอัมพวันที่จ.สิงห์บุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.พรหมบุรี มีแห่งเดียว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้ที่สนใจในด้าน “การฝึกสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน” ตามแนวสติปัฏฐาน 4
สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักการปฏิบัติภาวนาตามแนวสติปัฏฐานสูตร ปฏิบัติตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ
การถูกครอบงำจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับคนที่กำลังหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ การปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ “พระราชสุทธิญาณมงคล” หรือ “พระธรรมสิงหบุราจารย์” ที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “หลวงพ่อจรัญ” วางกฎเกณฑ์ไว้ให้ทุกคนพูดน้อย กินน้อย และนอนน้อย ทุกประการทำตามระเบียบของพระเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังไม่รับผู้ที่จะมาบวชแก้บน ผู้ป่วยโรคจิต โรคติดต่อ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 
ความโดดเด่นของวัดอัมพวัน สิงห์บุรี คือ การเปิดอบรมสอนวิชาของพระพุทธเจ้าให้ผู้ผ่านการเรียน มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติ แรกเดินเข้าไปภายในวัดจะพบว่าทุกวันจะมีผู้คนมากมายมาท่องเที่ยว และลงทะเบียนเรียนกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นจำนวนหลายร้อยคนทั้งคนไทยและต่างชาติ
ทุกอย่างตั้งแต่ที่พักและอาหารฟรี ไม่มีการจ่ายเงินจ่ายทองแต่อย่างใดทั้งสิ้น…
ความโดดเด่นของวัดอัมพวัน นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้วิชามหาสติของพระพุทธเจ้าที่เข้มขลังแล้ว โรงทาน ของวัดอัมพวันนั้นได้ชื่อว่า เป็นโรงทานที่มีอาหารให้ทุกคนที่มาเยือนวัดนี้อิ่มท้องตลอดเวลา ครั้งเมื่อหลวงพ่อจรัญ ยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนวัดแห่งนี้ มักจะได้ยินคำพูดจากหลวงพ่อจรัญว่า ให้ไปทานข้าว เพราะข้าววัดนี้ทานแล้วรวย เหตุอย่างนี้หรือเปล่าไม่ทราบมีหลายครั้งที่รถทัวร์สายที่ขึ้นล่องทางเหนือ นำผู้โดยสารมาแวะกินข้าววัดอัมพวันกันอยู่บ่อยครั้ง 
ที่วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คือ “หลวงพ่อเพชร” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่วัดอัมพวัน ตั้งแต่หลวงพ่อจรัญรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสฯ ยังมี “หลวงพ่อดำ” หรือหลวงพ่อในป่าที่สอนวิชามหาสติปัฏฐาน 4 ให้กับหลวงพ่อจรัญ และสิ่งก่อสร้างเสนาสนะในวัดอัมพวันล้วนแต่มีเรื่องราวชวนฉงน
พระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานงามสง่าในอุโบสถที่ใช้เวลาในการก่อสร้างถึงสามครั้งสามครา มีความเก่าแก่ยาวนาน ย้อนถอยไปไกลถึงสมัยของแผ่นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ทรงประกาศนามของวัดแห่งนี้ว่า “อัมพวัน”
โดยวัดแห่งนี้เป็นอีกวัดที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายจากองทัพพม่า ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ใครที่ไปวัดอัมพวัน จะสังเกตเห็น พระพุทธรูปปางนาคปรก พระพุทธรูปองค์นี้ ฝรั่งนำมาถวายในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยปกติเมื่อเจ้าอาวาสซึ่งเป็นที่เคารพกราบไหว้ศรัทธา มรณภาพ วัดนั้นก็มักจะร้างลาผู้คน เพราะผู้ศรัทธาในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะบุคคล 
แม้วันนี้จะไม่มีหลวงพ่อจรัญ นั่งอยู่ในกฏิคอยบอกกล่าวสั่งสอนเหมือนเช่นเดิมแล้ว แต่สำหรับวัดอัมพวันแห่งนี้ ผู้คนยังหลั่งไหลมากันอย่างเนืองแน่น จำนวนผู้คนพร้อมทั้งโรงทานอาหารอร่อยนับไม่ถ้วน ที่ปรากฏในวันงานพิธีเททองหล่อ “หลวงพ่อเพชร” พระประธานประจำพระเจดีย์ธรรมสิงหบุราจริยานุสรณ์และ หลวงพ่อดำพระในป่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่สนใจดินฟ้าอากาศว่าจะร้อนหรือเย็น ศรัทธาของมวลมหาพุทธศาสนิกชนมากราวกับว่าหลวงพ่อจรัญยังมีชีวิตอยู่
สิ่งที่หลวงพ่อฝากไว้กับวัดอัมพวัน คือ วิชาแก้ทุกข์แก้กรรม ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเงิน แต่ให้ผลจริงสำหรับคนจริง ปฏิบัติจริงก็เจอของจริงเห็นผลจริง ขอเพียงเป็นผู้มีสัจจะ รักษาคำพูดยิ่งชีวิต 
หลวงพ่อจรัญ เคยกล่าวว่า อยากแก้กรรมแบบง่าย ๆ ก็จะเจอของปลอม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เหมือนเมืองลับแล มองด้วยใจก็จะเห็นของดีของแท้ติดไม้ติดมือกลับไป
การเดินทางมาวัดอัมพวัน ไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัวก็มาไม่ยาก ถ้าจะใช้บริการ บขส. ให้ไปที่อาคารบีช่อง 1 จะมีป้ายเขียนชัดว่า วัดอัมพวัน ค่าตั๋ว 110 บาท ถ้าจะนั่งรถทัวร์ที่หมอชิต ราคาตั๋ว 178 บาท ทางเข้าวัดเห็นชัดเพราะอยู่ริมถนนสายเอเชีย
ไหว้พระเก้าวัดครั้งหน้าอย่าลืมไปกินข้าวที่วัดอัมพวัน เพราะข้าววัดนี้กินแล้วรวย.........................................
คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง โดย “แรมทาง”
ขอบคุณภาพจาก : วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
ขอบคุณที่มา :
https://www.dailynews.co.th/article/705156อังคารที่ 23 เมษายน 2562 เวลา 11.00 น.