ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: รอยพระพุทธบาท ๓ รอย ที่กล่าวไว้ในอรรถกถา  (อ่าน 37 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29653
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
รอยพระพุทธบาท ๓ รอย ที่กล่าวไว้ในอรรถกถา
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2026, 11:37:14 am »
0
.



รอยพระพุทธบาท ๓ รอย ที่กล่าวไว้ในอรรถกถา

๑. อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ มีจำนวน ๑ รอย
๒. อรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕ มีจำนวน ๒ รอย

มีรายละอียดโดยสังเขป ดังนี้




 :25: :25: :25:

อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ (คัดมาบางส่วน)
       
มาคันทิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ เพราะเห็นนางตัณหาดังนี้.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร.?
         
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของมาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยาชาวกัมมาสธัมมนิคม แคว้นกุรุ ทันใดนั้นเองได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงเปล่งพระรัศมีสีทองประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ไม่ไกลกัมมาสธัมมนิคม.
         
ขณะนั้นแม้มาคันทิยพราหมณ์ก็ได้ไป ณ นิคมนั้นเพื่อล้างหน้า เห็นรัศมีสีทอง คิดว่านี่อะไร มองดูข้างโน้นข้างนี้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจ.
         
นัยว่า ธิดาของพราหมณ์นั้นก็มีผิวเหมือนทองด้วย.
บรรดาขัตติยกุมารเป็นต้นเป็นอันมากพากันขอนางนั้นก็ไม่ได้.
พราหมณ์ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าจักยกธิดาให้แก่สมณะผู้มีผิวคล้ายทองเท่านั้น.

พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเกิดความคิดขึ้นว่า สมณะนี้มีผิวเหมือนธิดาของเรา เราจะยกธิดาของเราให้สมณะนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นจึงดีใจ รีบไปเรือนบอกกะนางพราหมณีว่า แม่มหาจำเริญ แม่มหาจำเริญ ฉันเห็นชายผิวทองเหมือนลูกสาวแล้ว แม่นางจงแต่งตัวลูกสาวเถิด เราจะยกให้สมณะนั้น.

เมื่อนางพราหมณีเอาน้ำหอมอาบลูกสาว แล้วตกแต่งด้วยผ้าดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นอยู่นั้นเอง จนถึงเวลาภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
         
@@@@@@@

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกัมมาสธัมมนิคม.

พราหมณ์และพราหมณีก็พาธิดาไปถึงโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น นางพราหมณีไม่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นแต่เครื่องลาดหญ้าที่ปูไว้เป็นที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โอกาสที่ประทับนั่งและรอยพระบาทไม่อากูล.
         
นางพราหมณีจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ นี่เครื่องลาดหญ้าปูไว้สำหรับสมณะนั้นหรือ.
พราหมณ์ตอบว่า ถูกแล้ว แม่นาง.
นางพราหมณีกล่าวว่า พ่อพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น การมาของเราไม่สำเร็จสมประสงค์เสียแล้ว.
พราหมณ์ถามว่า เพราะอะไรเล่า แม่นาง.
         
นางพราหมณีตอบว่า พ่อพราหมณ์จงดูซิ ปูหญ้ายังเรียบร้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคกามจะใช้สอย.
พราหมณ์กล่าวว่า แม่นางเมื่อเราแสวงหาสิ่งเป็นมงคล แม่นางอย่าได้พูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเลย.
นางพราหมณีเที่ยวเดินไปข้างโน้นข้างนี้อีก เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์จงดูรอยเท้านั้นซิ ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หมกมุ่นในกามเลย.

พราหมณ์ถามว่า แม่นางรู้ได้อย่างไรเล่า.     
นางเมื่อจะแสดงความรู้ของตน จึงกล่าวว่า
     เป็นความจริง เท้าของคนกำหนัดเป็นเท้ากระโหย่ง
     เท้าของคนโทสะเป็นเท้าขย่ม
     เท้าของคนโมหะลงส้น
     เท้าเช่นนี้เป็นเท้าของผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว.

กถานี้ยังไม่ชัดเจนแก่พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น.

@@@@@@@

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้เสด็จมายังไพรสณฑ์นั้น.
นางพราหมณีเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า งดงามด้วยพระลักษณะอันเลิศ แวดวงด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง
จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ เห็นสมณะนั้นหรือยัง.
พราหมณ์ตอบว่า เห็นแล้วแม่นาง.

นางพราหมณีกล่าวว่า สมณะนี้จักไม่บริโภคกามเป็นแน่ เรามาเสียเวลาเสียแล้ว ผู้มีลักษณะอย่างนี้จักบริโภคกามข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. ฯลฯ.



ที่มา : อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตร
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=416&fontsz=0





อรรถกถาเล่มที่ ๒๙ ภาษาบาลีอักษรไทย สุตฺต.อ.๒ (ปรมตฺถ.๒) (คัดมาบางส่วน)

๙. มาคนฺทิยสุตฺตวณฺณนา

[๘๔๒] ทิสฺวาน ตณฺหนฺติ มาคนฺทิยสุตฺตํ. กา อุปปตฺติ? เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต ปจฺจูสสมเย พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โอโลเกนฺโต กุรูสุ กมฺมาสธมฺมนิคมวาสิโน  มาคนฺทิยสฺส นาม พฺราหฺมณสฺส สปชาปติกสฺส
อรหตฺตูปนิสฺสยํ ทิสฺวา ตาวเทว สาวตฺถิโต ตตฺถ คนฺตฺวา กมฺมาสธมฺมสฺส อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ นิสีทิ สุวณฺโณภาสํ มุญฺจมาโน.

มาคนฺทิโยปิ ตํขณํ ตตฺถ มุขโธวนตฺถํ คโต สุวณฺโณภาสํ ทิสฺวา "กึ อิทนฺ"ติ อิโต จิโต จ เปกฺขนฺโต  ภควนฺตํ ทิสฺวา อตฺตมโน อโหสิ. ตสฺส กิร ธีตา สุวณฺณวณฺณา, ตํ พหู ขตฺติยกุมาราทโย วารยนฺตา น ลภนฺติ. พฺราหฺมโณ เอวํลทฺธิโก โหติ "สมณสฺเสว นํ สุวณฺณวณฺณสฺส ทสฺสามี"ติ. โส ภควนฺตํ ทิสฺวา "อยํ เม ธีตาย สมานวณฺโณ, อิมสฺส นํ ทสฺสามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปาเทสิ.

ตสฺมา ทิสฺวาว อตฺตมโน อโหสิ. โส เวเคน ฆรํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณึ อาห "โภติ โภติ มยา ธีตาย สมานวณฺโณ ปุริโส ทิฏฺโฐ, อลงฺกโรหิ ทาริกํ, ตสฺส นํ ทสฺสามา"ติ. พฺราหฺมณิยา ทาริกํ คนฺโธทเกน นฺหาเปตฺวา วตฺถปุปฺผาลงฺการาทีหิ
อลงฺกโรนฺติยา เอว ภควโต ภิกฺขาจารเวลา สมฺปตฺตา.

@@@@@@@

อถ ภควา กมฺมาสธมฺมํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

เตปิ โข ธีตรํ คเหตฺวา ภควโต นิสินฺโนกาสํ อคมํสุ, ตตฺถ ภควนฺตํ อทิสฺวา พฺราหฺมณี อิโต จิโต จ วิโลเกนฺตี ภควโต นิสชฺชฏฺฐานํ ติณสนฺถารกํ อทฺทส. พุทฺธานญฺจ อธิฏฺฐานพเลน นิสินฺโนกาโส ปทนิกฺเขโป จ อพฺยากุลา โหนฺติ.

สา พฺราหฺมณํ อาห. "เอส พฺราหฺมณ ตสฺส ติณสนฺถาโร"ติ, อาม โภตีติ. เตนหิ พฺราหฺมณ อมฺหากํ อาคมนกมฺมํ น สมฺปชฺชิสฺสตีติ. กสฺมา โภตีติ? ปสฺส พฺราหฺมณ อพฺยากุโล ติณสนฺถาโร, เนโส กามโภคิโน ปริภุตฺโตติ. พฺราหฺมโณ "มา โภติ มงฺคเล ปริเยสิยมาเน อวมงฺคลํอภณี"ติ อาห.

ปุนปิ พฺราหฺมณี อิโต จิโต จ วิจรนฺตี ภควโต ปทนิกฺเขปํ ทิสฺวา พฺราหฺมณํ อาห "อยํ ตสฺส ปทนิกฺเขโป"ติ อาม โภตีติ. ปสฺส พฺราหฺมณ ปทนิกฺเขปํ, นายํ สตฺโต กาเมสุ คธิโต"ติ 

"กถํ ตฺวํ โภติ ชานาสี"ติ จ วุตฺตา อตฺตโน ปญฺญาพลํ ทสฺเสนฺตี อาห :-
       
    "รตฺตสฺส หิ อุกฺกุฏิกํ ปทํ ภเว
     ทุฏฺฐสฺส โหติ อนุกฑฺฒิตํ ปทํ
     มูฬฺหสฺส โหติ สหสานุปีฬิตํ
     วิวฏจฺฉทสฺส อิทมีทิสํ ปทนฺ" ติ.
   
อยํ หิ เตสํ กถา วิปฺปกตา,

@@@@@@@

อถ ภควา กตภตฺตกิจฺโจ ตเมว วนสณฺฑํ อาคโต.
พฺราหฺมณี ภควโต วรลกฺขณขจิตํ พฺยามปฺปภาปริกฺขิตฺตํ รูปํ ทิสฺวา
พฺราหฺมณํ อาห "เอส ตยา พฺราหฺมณ ทิฏฺโฐ"ติ. อาม โภตีติ.
อยํ กาเม น ปริภุญฺชิสฺสติ, อาคตกมฺมํ นสมฺปชฺชิสฺสเตว, เอวรูโป นาม กาเม ปริภุญฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ.



ที่มา : https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=29&A=8561





อรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕ (คัดมาบางส่วน)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระพระวรกายแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี ทรงนั่งเข้าผลสมาบัติ.

บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว ท่านรำพึงว่านี้อะไรกัน จึงเห็นพระศาสดาเสด็จไปยังแคว้นสุนาปรันตะ จึงตรัสเรียก "วิสสุกัมเทพบุตร" มาสั่งว่า พ่อเอ้ย วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ท่านจงสร้างเรือนยอด ๕๐๐ หลัง จงประดิษฐานเตรียมไว้ยอดซุ้มประตูพระวิหารพระเชตวัน.
         
วิสสุกรรมเทพบุตรก็ได้จัดตามเทวโองการ เรือนยอดของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เป็น ๔ มุข. ของพระอัครสาวก ๒ มุข. นอกนั้นมีมุขเดียว.

พระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จเข้าไปเรือนยอดที่ใกล้ ในบรรดาเรือนยอดอันตั้งไว้ตามลำดับ. มีภิกษุ ๔๙๙ รูป นับตั้งแต่พระอัครสาวกเป็นต้นไป จึงได้เข้าไป ได้มีเรือนยอดว่างอยู่หลังหนึ่ง. เรือนยอดทั้ง ๕๐๐ หลังลอยละลิ่วไปในอากาศ.

@@@@@@@

พระศาสดาเสด็จถึงสัจจพันธบรรพต ได้พักเรือนยอดไว้บนอากาศ

ดาบสผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าสัจจพันธ์ที่บรรพตนั้น ให้มหาชนถือมิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศอยู่. แต่ธรรมอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระอรหัตตผลในภายในของท่านย่อมรุ่งโรจน์เหมือนประทีปลุกโพลงในภายในฉะนั้น.

พระศาสดาครั้นทรงเห็นดังนั้นแล้ว จึงคิดว่าเราจักแสดงธรรมแก่เขา ดังนี้แล้วจึงเสด็จไปแสดงธรรม.
ในเวลาจบเทศนา พระดาบสบรรลุพระอรหัต. อภิญญามาถึงท่านพร้อมด้วยพระอรหัตที่บรรลุนั่นเอง.
ท่านเป็นเอหิภิกษุ ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ ก็เข้าไปเรือนยอด (หลังที่ว่าง)

พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ที่เรือนยอด เสด็จไปวานิชคาม กระทำเรือนยอดไม่ให้มีใครเห็นแล้ว เสด็จเข้ายังวานิชคาม. พวกพ่อค้าถวายทานแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วนำพระศาสดาไปยังกุฏาคาร.

พระศาสดาได้เสด็จเข้าไปยังโรงกลม. มหาชนบริโภคอาหารเช้าตราบเท่าที่คิดว่า พระศาสดาทรงสงบระงับความหิวอาหาร แล้วสมาทานองค์อุโบสถ ถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก กลับมายังอารามเพื่อต้องการฟังธรรม. พระศาสดาทรงแสดงธรรมเกิดเป็นประมุขที่ผูกเป็นหุ่นของมหาชน. โกลาหลเพราะพระพุทธองค์ได้มีเป็นอันมาก.

@@@@@@@

พระศาสดาประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเองตลอด ๗ วันเพื่อสงเคราะห์มหาชน. พออรุณขึ้นก็ได้ปรากฏอยู่ในมหาคันธกุฎีนั้นเอง. ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ๗ วัน การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐. พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๗ วัน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในวานิชคาม ให้พระปุณณเถระกลับด้วยตรัสสั่งว่า เธอจงอยู่ในที่นี้แล ได้เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีอันมีอยู่โดยลำดับ.

พระยานาคนัมมทากระทำการต้อนรับพระศาสดา ให้เสด็จเข้าไปสู่ภพนาค ได้กระทำสักการะต่อพระรัตนตรัย. พระศาสดาแสดงธรรมแก่พระยานาคนั้น แล้วออกจากภพนาค.

พระยานาคนั้นอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่ควรสละแก่ข้าพระองค์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เจดีย์คือรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เจดีย์คือรอยพระบาทนั้น เมื่อคลื่นหลากมาๆ ย่อมปิด เมื่อคลื่นไปแล้วย่อมเปิดออก ความถึงพร้อมด้วยมหาสักการะได้มีแล้ว.

@@@@@@@

พระศาสดาเสด็จออกจากที่นั้น แล้วเสด็จไปยังสัจจพันธบรรพต ตรัสกะสัจจพันธภิกษุว่า เธอทำให้มหาชนหยั่งลงไปในทางอบาย เธอจงอยู่ในที่นี้แหล่ะ ให้ชนเหล่านั้นสละลัทธิเสีย แล้วให้ดำรงอยู่ในทางแห่งพระนิพพาน.
         
ฝ่ายพระสัจจพันธภิกษุนั้นทูลขอข้อที่ควรประพฤติ.
พระศาสดาแสดงพระเจดีย์ คือ รอยพระบาท ที่หลังแผ่นหินแท่งทึบ เหมือนรอยตราที่ก้อนดินเหนียวเปียก.
แต่นั้นก็เสด็จ กลับพระวิหารเชตวันตามเดิม.



ที่มา : อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ,๕. ปุณณสูตร
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=112





อรรถกถาเล่มที่ ๑๓ ภาษาบาลีอักษรไทย สํ.อ. (สารตฺถ.๓) (คัดมาบางส่วน)

๕-๖. ปุณฺณสุตฺตาทิวณฺณนา

ภควา ปาโตว สรีรปฏิชคฺคนํ กตฺวา คนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ผลสมาปตฺตึ อปฺเปตฺวา นิสีทิ.

สกฺกสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหํ อโหสิ. โส "กึ อิทนฺ"ติ อาวชฺเชตฺวา สตฺถุ สุนาปรนฺตคมนํ ทิสฺวา วิสฺสกมฺมํ อามนฺเตสิ "ตาต อชฺช ภควา ตึสมตฺตานิ โยชนสตานิ ปิณฺฑจารํ คมิสฺสติ, ปญฺจ กูฏาคารสตานิ มาเปตฺวา เชตวนทฺวารโกฏฺฐมตฺถเก คมนสชฺชานิ กตฺวา ฐเปหี"ติ.

โส ตถา อกาสิ. ภควโต กูฏาคารํ จตุมุขํ อโหสิ, ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ ทฺวิมุขานิ, เสสานิ เอกมุขานิ,

สตฺถา คนฺธกุฏิโต นิกฺขมฺม ปฏิปาฏิยา ฐปิตกูฏาคาเรสุ ธุรกูฏาคารํ ปาวิสิ. เทฺว อคฺคสาวเก อาทึ กตฺวา เอกูนปญฺจภิกฺขุสตานิปิ กูฏาคารคตานิ อเหสุํ, เอกํ ตุจฺฉํ กูฏาคารํ อโหสิ, ปญฺจปิ กูฏาคารสตานิ อากาเส อุปฺปตึสุ.
     
@@@@@@@

สตฺถา สจฺจพนฺธปพฺพตํ นาม ปตฺวา กูฏาคารํ อากาเส ฐเปสิ.

ตสฺมึ ปพฺพเต สจฺจพนฺโธ นาม มิจฺฉาทิฏฺฐิตาปโส มหาชนํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ อุคฺคณฺหาเปนฺโต ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา วสติ, อพฺภนฺตเร จสฺส อนฺโตจาฏิยํ ปทีโป วิย อรหตฺตผลสฺส อุปนิสฺสโย ชลติ. ตํ ทิสฺวา "ธมฺมธชสฺส กเถสฺสามี"ติ คนฺตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ. ตาปโส เทสนาปริโยสาเน อรหตฺตํ ปาปุณิ. มคฺเคเนวสฺส อภิญฺญา อาคตา, โส เอหิภิกฺขุ หุตฺวา อิทฺธิมยปตฺตจีวรธโร กูฏาคารํ ปาวิสิ.
   
ภควา กูฏาคารคเตหิ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วาณิชคามํ คนฺตฺวา กูฏาคารานิ อทิสฺสมานกานิ กตฺวา วาณิชคามํ ปาวิสิ. วาณิชา พุทฺธปฺปมุขสฺส สํฆสฺส มหาทานํ ทตฺวา สตฺถารํ กูฏาคารํ นยึสุ.

สตฺถา มณฺฑลมาลํ ปาวิสิ. มหาชโน ยาว สตฺถา ภตฺตทรถํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ, ตาว ปาตราสํ กตฺวา อุโปสถงฺคานิ สมาทาย พหุํ คนฺธญฺจ ปุปฺผญฺจ อาทาย ธมฺมสฺสวนตฺถาย อารามํ ปจฺจาคมาสิ. สตฺถา ธมฺมํ เทเสสิ. มหาชนสฺส พนฺธนโมกฺโข ชาโต,มหนฺตํ พุทฺธโกลาหลํ อโหสิ.
     
@@@@@@@

สตฺถา มหาชนสฺส สงฺคหตฺถาย สตฺตาหํ ตฺตเถว วสติ, อรุณํ ปน มหาคนฺธกุฏิยํเยว อุปฏฺฐเปสิ. สตฺตาหมฺปิ ธมฺมเทสนาปริโยสาเน จตุราสีติยา ปาณสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อโหสิ. ตตฺถ สตฺตาหํ วสิตฺวา วาณิชคาเม ปิณฺฑาย จริตฺวา "ตฺวํ อิเธว วสาหี"ติ ปุณฺณตฺเถรํ นิวตฺเตตฺวา อนฺตเรน นมฺมทานที นาม อตฺถิ, ตสฺสา ตีรํ อคมาสิ.

นมฺมทา นาม นาคราชา สตฺถุ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา นาคภวนํ ปเวเสตฺวา ติณฺณํ รตนานํ สกฺการํ อกาสิ.

สตฺถา ตสฺส ธมฺมํ กเถตฺวา นาคภวนา นิกฺขมิ. โส "มยฺหํ ภนฺเต ปริจริตพฺพํ เทถา"ติ ยาจิ.

ภควา นมฺมทานทีตีเร ปทเจติยํ ทสฺเสติ. ตํ วีจีสุ อาคตาสุ ปิถิยฺยติ , คตาสุ วิวรียติ.
มหาสกฺการสมฺปตฺตํ อโหสิ.

@@@@@@@

สตฺถา ตโต นิกฺขมิตฺวา สจฺจพนฺธปพฺพตํ คนฺตฺวา สจฺจพนฺธํ อาห "ตยา มหาชโน อปายมคฺเค โอตาริโต, ตฺวํ อิเธว วสิตฺวา เอเตสํ ลทฺธึ วิสฺสชฺชาเปตฺวา นิพฺพานมคฺเค ปติฏฺฐาเปหี"ติ.

โสปิ ปริจริตพฺพํ ยาจิ.
สตฺถา ฆนปิฏฺฐิปาสาเณ อลฺลมตฺติกปิณฺฑมฺหิ ลญฺชนํ วิย ปทเจติยํ ทสฺเสสิ.
ตโต เชตวนเมว คโต.


ที่มา : https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=13&A=476


 st12

ยังมีต่อ..โปรดติดตาม...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2026, 11:44:27 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ