กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
Facebook ธัมมะวังโส / ผลงานของธัมมะวังโส โดยรวม และ โดยละเอียด
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ สิงหาคม 04, 2023, 07:35:02 pm »

ผลงานทางมูลกรรมฐาน ของ ธัมมะวังโส ร่วมกับศิษย์
=======================+++++++++
2550 เริ่มเผยแผ่ มูลกรรมฐาน สนับสนุน คณะ 5 วัดราชสิทธาราม
ออกหนังสือฉบับแรก ชือว่า หนังสือขึ้นกรรมฐาน ฉบับวัดแก่งขนุน จัดพิมพ์ 3 ครั้ง ๆ ละ 1000 เล่ม ปัจจุบันไม่เหลือสักเล่ม
2550 เริ่มจัดทำเว็บและสถานีวิทยุออนไลน์ แบบจ่ายเงิน
2550 จัดสร้างภาพหลวงปู่สุกแบบภาพวาด
2550 สร้างตะกรุดปลอกกระสุน และ ตระกรุดผ้า ตะกรุดดอกเล็ก จำนวน 999 ดอก
2551 สร้างรูปหล่อ หลวงปู่สุก หน้าตักเท่าองค์จิต ประดิษฐาน บนศาลาเก่า วัดแก่งขนุน
2551 สร้างรูปหล่อ หลวงปู่สุก 5 นิ้ว จำนวนตามการสั่งจอง 75 องค์
2550 ร่วมกับเจ้าอาวาสสร้างลานธรรมวัดแก่งขนุน และจัดสร้าง พระพุทธเมตตา
2551 สร้างพระพุทธบาทจำลองเป็นหินแกะสลัก และ แท่นรับรองพระพุทธบาท ไม้สัก
2553 จัดทำหนังสืออานาปานสติ ปฎิสัมภิทามรรค ฉบับของขวัญ A5 จำนวนจัดพิมพ์ 2000 เล่ม
2554 - 2560 จัดการเรื่องค้นคว้าแปลภาษาคัมภีร์เก่า ( แต่ปัจจุบันไฟล์เสียและสูญหายหมด เหลือ 5 ฉบับ )
2555 จัดทำหนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม / กฏแห่งกรรม / เรืองเล่าโลกทิพย์ ( ปัจจุบันไฟล์เสียหายเพราะ harddisk พัง และ ถูกไวรัสเรียกค่าไถ่ )
2559 จัดทำหนังสือ โยชนา ฉบับบรรจุ ( จำนวน 13 เล่ม )
2560 จัดทำหนังสือ วิโมก์ วิภังค์ ฉบับที่ 1 ( จำนวน 200 เล่ม )
2562 จัดทำหนังสือคู่มือกรรมฐานฉบับเริ่มต้น ( แจกเป็น PDF และ พิมพ์ต้นฉบับ ไว้ 1 เล่ม )
2563 จัดทำระบบ Data Libraly Cloud สนง ส่งเสริมพระกรรมฐาน
2565 จัดสร้างพระกัจจายนะ  5 นิ้ว จำนวน 90 องค์ 
2565 จัดทำหนังสือ ปรโลก แจกเป็นไฟล์ PDF ( และจัดพิมพ์ไว้เป็นเล่ม )
รวมผลการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2546 - 2566(ปัจจุบัน  21 ปี )
เจริญธรรม / เจริญพร
22
ให้ข้อธรรมง่าย ๆ ในวันนี้ ภาวนาแบบนี้ถูกใจไหม ?
เมื่อพรามหณ์โมโห ภรรยาตนเอง( นางธนัญชานี ) เพราะทำลายความเชื่อถือของเหล่านิครนถ์ที่ตนนับถือในวันนั้น ด้วยการกล่าวคำสรรเสริญ พระพุทธเจ้า พราหมณ์ โมโหเป็นอย่างมากจึง เร่งรีบไปที่อารามที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ครั้นไปถึงเป็นเวลาสนทนาธรรมมีประชาชนเยอะ พราหมณ์พยายามระงับอารมณ์ แล้วแค่นเสียงถามพระพุทธเจ้าว่า
    ฆ่าอะไร ถึงจะมีความสุข
  ( เพราะตอนนั้นตนเองอยากฆ่าทำร้ายพระพุทธเจ้า )
 พระพุทธเจ้าตรัสว่า
    โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆ่าความโกรธเสียได้ ย่อมหลับเป็นสุข
 พราหมณ์ถึงแม้จะโกรธอยู่ แต่ครั้นฟังแล้วก็ได้ปัญญาในทันที นั่นเองนี่เรียกว่า ชนะ 3 อย่าง ช่นะกายกรรม ชนะวจีกรรม ชนะมโนกรรม จึงประกาศตนเป็นพุทธมามกะ
ดังนั้นการจะดับความโกรธ เป็นปัญหาใหญ่ เพราะขณะที่โกรธ ต่อให้เป็นพระอินทร์พระพรหม ที่ไหน ข้าก็ไม่สนใจ ดังนั้นคนที่ระงับความโกรธได้ ทางกายก่อนนับว่า ประเสริฐ คนที่ระงับความโกรธ ได้ทางวาจา ก็นับว่าเป็นนักปราชญ์ ส่วนคนที่ละจากความโกรธได้ทาง ใจ นับว่า ยอดยิ่ง เป็น อริยะบุคคล
เจริญธรรม / เจริญพร
( นี่เรียกว่า พ้นจากกิเลสเพราะปัญญาพิจารณาก่อน เป็นการละกิเลสตรงไม่ต้องผ่านสมาธิ หรือ สติ  แค่มี หิริ โอตตัปปะ เท่านั้นก็เพียงพออยู่ )
23
ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิตย์นี้แล้ว ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดไปด้วยกัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++
นั่งยืนเดินนอนตั้งแต่ลืมตามา ก็พิจารณาธรรมบทนี้มาตลอด
พระพุทธเจ้า พระองค์สอนให้สาวกรู้จักการพิจารณาธรรม อย่างน้อยก็เรืองปัจจัยสี่อย่าง มี จีวร บิณฑบาตร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค โดยให้พิจารณาก่อนใช้ ขณะใช้ และหลังจากใช้
ก่อนใช้ ( ปะฏิสังขาโย ) ว่าที่ใช้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กายนี้เท่านั้น ใช้ตามความจำเป็น ไม่ได้ใช้เพื่ออวดหล่อ อวดรวย
ขณะใช้ ( ธาตุปัจจะโย ) ที่ใช้อยู่ให้นึกเสียว่ามันเป็นเพียงธาตุที่ต้องนำมาใช้เท่านั้น พอนำมาใช้ถูกต้องกับกายอันเน่าอยู่เป็นนิตย์นี้แล้วก็กลายเป็นของน่าเกลียดไปด้วยกัน
หลังใช้( อัชชะมะยา ) หลังใช้ก็ให้พิจารณาว่า ที่ใช้ก็เพราะจำเป็นต้องใช้ ไม่ได้ใช้เพื่อการใดเลย แต่ใช้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ไปอีกวัน เท่านั้น
เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว สิ่งฟุ่มเฟือย ก็จะลดลง และไม่หลงอยู่กับวัตถุที่ใช้ที่มี จิตก็จะอยู่กับความสันโดษไม่วุ่นวายกับเรื่องการขวนขวายไร้สาระ อย่างน้อยก็หยุดปรุงแต่ง ได้ทั้งชั่วขณะ และได้ทั้งตลอดเวลา
มนุษย์เราเสียเวลาปรุงแต่งกับเรื่องสิ่งของ เครื่องใช้สอย หยูกยา เครื่องแต่งกายมากนะ แม้แต่เรื่องอาหารการกิน จึงทำให้จิตนั้นเหนื่อย ฟุ้งซ่าน มักมากก็เพราะว่าปรุงแต่งต้องการอยากได้ตลอดเวลา
ดังนั้นคนภาวนา ต้องเอาความคิดปรุงแต่งไร้สาระอย่างนี้ออกให้มาก ยิ่งไม่ปรุงแต่งก็จะยิ่งภาวนาได้ง่าย เพราะไม่มีเรื่องให้คิดให้อยากมักมากในกามคุณนั่นเอง
เจริญธรรม / เจริญพร
24
ถาม ขอข้อความธรรมสักนิดครับ พอจ เพื่อเจริญธรรมครับ
ตอบ สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง
สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์
สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
เจริญธรรม / เจริญพร
25
Facebook ธัมมะวังโส / โลภภายนอก เราควบคุมไม่ได้ เพราะโลกภายนอก
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ มีนาคม 24, 2022, 08:23:01 am »
โลภภายนอก เราควบคุมไม่ได้ เพราะโลกภายนอก มันมีกติกา สังคม กฏหมาย ข้อแม้ ข้อจำกัด โดยอ้างอิง กับ โลกธรรม
โลกธรรม ก็มีอยู่สองด้าน
คือ ด้านชอบ มีลาภสักการะ มียศ มีสุข มีสรรเสริญ
ด้านไม่ชอบ ก็เสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีทุกข์ และถูกนินทา
ดังนั้นโลกภายนอก มันก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ทุกวันเวลาเดือนปี ก็มีกฏเกณฑ์ข้อบังคับอะไรต่าง ๆ ไปตามกฏกติกาของมันตามความชอบ ความชัง ดังนั้นโลกภายนอก ถ้าอยากสุขสงบ ก็ต้องอาศัย สันโดษ ( ความพอเพียง ) ถ้าขาดความสันโดษแล้ว มันก็จะวุ่นวายไปรูปแบบต่าง ๆ
นี่เรื่องของโลกภายนอก มันมีกฏคือความพอใจ และ ความไม่พอใจ เป็นแรงขับดัน ดังนั้นคนที่ยุ่งกับโลกภายนอกตลอดเวลา จิตมันก็จะขึ้นจะลงไปตามสภาวะการณ์ของโลกธรรมนั่นเอง
คนทำดี ถูกด่าก็ได้ ถูกทิ้งก็ได้ ถูกรังแกก็ได้ ไม่ได้แปลกอะไร ในโลกภายนอก
คนทำชั่ว ถูกสรรเสริญก็ได้ ถูกสนับสนุนก็ได้ ถูกช่วยเหลือก็ได้ เพราะไม่ได้แปลกอะไรเลยสำหรับโลกภายนอก
ดังนั้น โลกภายนอก มีโลกธรรม และกฏกติกาสังคมต้องส่วนนั้นเป็นผู้กำหนด จะมีสุข มีทุกข์ ก็เป็นไปตามสภาวะการณ์ของโลกธรรมนั้น จัดการได้ยาก แต่ก็ไม่ยากนักในปัจจุบัน หากมีฐานะเงินทองหน้าที่การงานที่ดีใหญ่โต มันก็ค่อนข้างจะมีผู้สนับสนุน แต่ถ้าไม่มีฐานะเงินทอง มันก็หมาหัวเน่า ไม่มีใครแคร์อยากคบ นี่คือสภาวะของโลกภายนอก
ดังคำไทยท่านว่า ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก ปลาเล็ก กินปลาน้อย ปลากะจ่อยร่อยต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดในภาวะการณ์ต่างๆ
น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา
คนใหญ่โตสนับสนุน คนถูกสนับสนุนก็ไปเก็บเอากับคนเล็กคนน้อย
พอหมดคนใหญ่โตสนับสนุน คนที่ไม่ใครสนับสนุนก็จะถูกถล่ม
เอ้อ นี่มันแบบโลกๆ แต่กี่สมัย กี่ยุค กี่บ้านเมือง กี่กาลเวลา มันก็เป็นอย่างนี้ มันเปลี่ยนแปลงอะไรนัก ในโลกภายนอก ที่มีสังคมขับดัน
ที่นี้ถ้าจะเอาความสงบ ก็ต้องพยายามตัดโลกภายนอก พระพุทธเจ้าพระองค์สอนให้ผู้ภาวนา ตัดเรื่องโลกภายนอกต้องวางลง เลิกคิดการใหญ่ เลิกเป็นใหญ่ พิจารณาปัจจัย พอเพียงในชีวิต การุณย์สรรพสัตว์ กรุณาผู้ตกทุกข์ได้ยาก เมตตาคนมีทุกข์ และวางเฉยเมื่อคนนั้นต้องพบกับกรรม
ดังนั้นโลกภายนอกเป็นเรื่องที่ผู้ภาวนา ต้องละ ถ้าไม่ละ มันก็ภาวนาไม่ได้ อยากจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ กำหนดกติการนั้น กติกานี้ มันก็จะเป็นความวุ่นวาย ดังนั้นผู้ภาวนาจำเป็นจะต้องหยุดเรื่องโลกภายนอกลงบ้าง
หันมาใช้ชีวิตที่พอเพียง และพยายามระลึกอยู่เสมอว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ใช่จะไปคอยแต่พึ่งคนอื่น คนภาวนาต้องพยายามพึ่งตนเอง พึ่งพากำลังตนเอง จะภาวนา จะทำกรรมฐาน จะไปมองคนอื่น ๆ ไม่ได้ ต้องมองตนเองพิจารณาตนเอง ต้องเดินทางตามมรรคด้วยตนเอง นี่จะเรียกว่านักภาวนา
ดังนั้นสังคมจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะมีกติกาอย่างไร จะไม่สนใจเรา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปหนักอกหนักใจ ถ้าพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วชีวิต คนเรา มีความตายเป็นที่สุดรอบ มีกิจกรรมทางบุญทางบาปเป็นตรารับรองเส้นทางชีวิต จะมีสุขภายในจิตก็ต้องภาวนา อยากมีทุกข์ก็ไปยุ่งกับโลกภายนอก ดังนั้นก็อยู่ที่ทุกคนจะเลือกอะไร อยากเลือกอะไรก็เลือกไป จะหาความดี อบรมบ่มจิตให้มีความสงบ กับภาวนา หรือจะหาเรื่องใส่ตัวไปยุ่งอยู่กับโลกธรรม ก็เลือกเอา
อยู่ที่ไหน ๆ ก็สงบไม่ได้ ถ้าใจมันอยากยุ่งอยู่กับโลก
แต่อยู่ที่ไหน ก็สงบลงได้ ถ้าพอเพียงตั้งมั่นในธรรม ยอมรับตามความเป็นจริงเดินทางตามมรรคผลนิพพาน
ก็พิมพ์ยาวนิดหนึ่ง แต่อยากให้เป็นข้อความเตือนจิตสะกิดใจกับผู้ที่ มัวแต่ยุ่งเรื่องทางโลกมากเกินไป ยุ่งกับสังคมมากเกินไป ยุ่งกับชีวิตมากเกินไป ยุ่งกับอุดมการณ์มากเกินไป ให้มีจิตตรงสงบลงเสียบ้าง
อย่างไรก็ขอให้ทุกท่านจงมีความสงบร่มเย็น ทุกข์ที่มีก็ขอให้มีสติตั้งมั่น เจริญด้วยธรรม ทั้งปีนี้ และปีหน้า ถ้วนหน้ากันเทอญ
เจริญธรรม / เจริญพร
26
สิ่งที่ผู้ภาวนา ควรเชื่อเพื่อติดตามพระพุทธเจ้า
1.กำเนิด 4 ประการ ( การเกิดในสังสารวัฏมี 4 แบบ )
การเกิดในสังสารวัฏอาศัย ผลจากกรรมที่สร้าง จะดี หรือ ชั่วของตนเป็นตัวกำหนด
เกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้นเอง
เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ เป็นต้น
เกิดในไข่ เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น
เกิดในเถ้าไคล หนอน ไส้เดือน เป็นต้น
เกิดผุดขึ้นเอง เปตร เทวดา พรหม สัตว์นรก เป็นต้น
2.อบายภูมิ มี 4 ( ที่เกิดที่ไม่ดี ไม่สามารถถึงการบรรลุธรรมได้ )
1.นิริยะ สัตว์นรก  2.ติรัจฉาน สัตว์ดิรัจฉาน 3.อสุรกาย เหล่าอสุรกาย 4. เปตร สัตว์เปตร
ถาม การเชื่อเรื่อง กำเนิด 4 และ อบายภูมิ จะมีประโยชน์อะไร
ตอบ มีประโยชน์ทำให้รู้จักสังสารวัฏ จะอยู่สบาย ลำบาก ก็เพราะกรรม จะได้กำเนิดอะไร ก็เพราะกรรม
กรรม มี 3 อย่าง
กรรมดี
กรรมชั่ว
กรรมที่เป็นกลางๆ
ดังนั้นการเชื่อในกำเนิด 4 และ อบายภูมิ 4 จะทำให้มนุษย์ไม่สร้างกรรมชั่วในขณะที่มีชีวิต แต่ถ้าไม่เชื่อ ผลเสียก็คือไม่เกรงกลัวต่อกรรม ดังนั้นคนที่ไม่แคร์กรรมชั่ว ก็ไม่คือไม่แคร์ผลของกรรม ย่อมกระทำกรรมชั่วได้ทั้งเปิดเผยและลับหลัง
เจริญธรรม / เจริญพร
27
Facebook ธัมมะวังโส / ถาม จะพ้นจากอบายภูมิ 4 มีวิธีการอะไรบ้างครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ มีนาคม 24, 2022, 08:21:50 am »
ถาม จะพ้นจากอบายภูมิ 4 มีวิธีการอะไรบ้างครับ
ตอบ
 การสร้างบารมีเพื่อพ้น อบายภูมิ 4
1.ทาน การให้   2. ศีล การไม่เบียดเบียน 3.ภาวนา การบ่มนิสัยไปทางพระนิพพาน
ผู้พ้นจากอบายภูมิ 4 ในทางพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่า ผู้เป็นโสดาบัน พ้นจากอบายภูมิ 4
อบายภูมิ 4 มีอะไรบ้าง
1. ติรัจฉาณ เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาณ
2. เปต เกิดเป็นเปตร
3. นิริยะ เกิดเป็นสัตว์นรก
4. อสุรกาย เกิดเป็นอสุรกาย
ภูมิทั้ง 4 เป็นภูมิที่ไม่สามารถถึงธรรม อันเป็นอริยะ ชื่อว่าภูมิเกิดที่ไม่สบาย เพราะสัตว์เบียดเบียนกันเป็นปกติ หรือ ธรรมดา สัตว์เล็กกินสัตว์ใหญ่ สัตว์ใหญ่ข่มเหงสัตว์เล็ก
ดังนั้นการได้ตายแล้วต้องเกิดใหม่ที่ไม่รู้จบนั้น การได้เกิดในอบายภูมิ 4 ท่านกล่าวว่าไม่เป็นการดี ดังนั้นในยามมีชีวิตอยู่ควรสร้างหนทางไปสู่การเกิด อย่างน้อย 2 ภูมิ คือ ภูมิมนุษย์ และ ภูมิเทวดา
ดังนั้นผู้ที่จะทำวิธีการตามนั้นจึงต้องมีความเชื่อในภพภูมิ เพราะถ้าไม่มีความเชื่อในภพภูมิ มันก็ยากต่อการรักษากิจกรรมที่จะทำได้
ในทางพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่าา การพ้นจากอบายภูมิแบบทั่วไปก็ให้ทำบารมี 3 อย่าง
1. ทาน คือการให้ทาน
2. ศีล คือการรักษาศีล
3. ภาวนา คือการบำเพ็ญจิตเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง
3 วิธีการนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พ้นจากอบายภูมิ 4 ได้ ซึ่งไม่ได้มีความซับซ้อนทางธรรมใดๆ มากนัก มีก็แต่ภาวนา อาจจะซับซ้อนไปตามระดับ
เจริญธรรม / เจริญพร
28
Facebook ธัมมะวังโส / ปณิธาน ในการภาวนา และการเผยแผ่ พระธรรม
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ มีนาคม 24, 2022, 08:21:18 am »
ปณิธาน ในการภาวนา และการเผยแผ่ พระธรรม
==============================
กายวิเวก  จิตตวิเวก  อุปธิวิเวก
   กายวิเวก เป็นอย่างไร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมช่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ล้อมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ เดินผู้เดียว นั่งผู้เดียว ยืนผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว อธิฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวอยู่เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป นี้ชื่อว่า  กายวิเวก
   จิตตวิเวก เป็นอย่างไร ภิกษุในพระธรรมนี้ เข้าปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ มีจิตสงัดจากวิตก วิจาร เพราะเข้าทุติยฌาน เข้าตติยฌานมีจิตสงบจากสุขและทุกข์ เข้าอากาสานัญจายตน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆะสัญญา มานัตตสัญญา เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจาก อากาสานัญจายตนสัญญา เข้าอากิญจัญยายตนฌาน มีจิตสงัดจาก วิญญาณัญจายตนสัญญา เข้าเนวสัญญานาสัญญายตน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา เมื่อภิกษุนั้น เป็นโสดาบันบุคคล สงัดจากสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฐิ เป็นต้น เป็นสกทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคะสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคะนุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ ๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคุสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็นอานาคามี มีจิตสงัดจากกามราคะสังโยชน์ ปฏิฆะสังโยชน์ กามราคะนุสัย ปฏิฆนุสัยอย่างละเอียด ๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคะสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันต์มีจิตสงัดจาก รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชามานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้น และสงัดจากสังขารนิมิตรทั้งปวงภายนอก นี้ชื่อว่า จิตวิเวก
   อุปธิวิเวกเป็น อย่างไร กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธิวิเวก ได้แก่ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก
   กายวิเวก   ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก   ผู้ยินดีในเนกขัมมะ(การออกบวช)
   จิตตวิเวก  ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์  ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง
   อุปธิวิเวก   ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ(กิเลส)ถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร
   ตามความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันเลิศประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่สูงสุด บวรของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
   ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น บุคคลนั้นแล ย่อมปฏิบัติในที่ใกล้นิพพาน
+=================================+
ส่วนตัวเมื่อระลึกถึงการอุปสมบถแล้ว ขณะนี้พอใจในการภาวนา ของตนเองเป็นอย่างมาก ที่พอใจมากที่สุดก็ปี พ.ศ.2559 ที่ได้เข้าปฏิจจสมุปบาท 4 รอบ ตามที่ครูอาจารย์ได้สอนวิธีการของกรรมฐาน และความโล่งแจ้งสบายได้เกิดมาตั้งแต่ พ.ศ.2559
ถึงแม้ว่าปัจจุบัน จะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามวัยอายุ ก็นับว่าพอใจอยู่ในการภาวนาที่ผ่านมา
ก็ขอบคุณทุกท่านที่ได้สนับสนุนการเผยแผ่พระกรรมฐานของธัมมะวังโส ตลอดถึงได้สนับสนุนวิถีธรรมในการภาวนาด้วย
ขออำนาจบุญบารมีที่ ธัมมะวังโส ได้กระทำให้แจ้งจงบังเกิดผลแก่ทุกท่านที่ได้ร่วมสนับสนุนการภาวนาและการเผยแผ่ของธัมมะวังโส ให้เจริญไปสู่ความสิ้นกิเลสและทุกข์ กันทุกท่านเทอญ
เจริญธรรม / เจริญพร
29
หน้าที่ ของ ธัมมะวังโส ขึ้นอยู่กับพวกท่านเลือกอะไรต่างหาก ไม่ใช่ ธัมะวังโสเป็นผู้เลือก แต่ท่านทั้งหลายเป็นผู้เลือก
==================================
สิ่งที่ ธัมมะวังโส จะเป็นให้ได้สำหรับพวกท่าน ที่ยังคงต้องการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏะสงสาร ก็คือ เป็นเนื้อนาบุญ
สิ่งที่ ธัมมะวังโส จะเป็๋นให้ได้สำหรับพวกท่าน ที่ต้องการพ้นจากสังสารวัฏนี้ ก็คือ เป็น ครูอาจารย์
สิ่งที่ ธัมมะวังโส จะเป็นให้ได้สำหรับผู้ที่เป็นเพื่อนเท่านั้น ก็คือ เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย
เจริญธรรม / เจริญพร
30
Facebook ธัมมะวังโส / Re: สถานการณ์บ้านเมือง ตอนนี้
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ มีนาคม 24, 2022, 08:20:31 am »
ยุคข้าวยาก หมากแพง ( ยุคเงินเฟ้อ ) มาถึงแล้ว
ท่านทั้งหลาย ต้องรู้จักการใช้เงินที่มี ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เงินเฟ้อ หมายถึงอะไร
เงินเฟ้อ หมายถึง การใช้เงินแลกสิ่งของชิ้นเดิม ในราคาที่มากขึ้น ยกตัวอย่าง เคยซื้อเนื้อหมู 150 บาท ต่อ กก แต่ต้องมาซื้อ 250 ต่อ กก อย่างนี้เรียกว่า สภาวะเงินเฟ้อ
หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าเงิน ที่มีอยู่ต่ำลงจากเดิม เช่น 5 บาทเคยกินข้าวได้จาน แต่ตอนนี้ 50 บาท ถึงกินข้าวได้จานหนึ่ง นี่เรียกว่า สภาวะเงินเฟ้อ
สภาวะของแพง มีกรณีเดียว คือ ของหายากมากขึ้น หรือหาแทบไม่ได้ สิ่งใดที่หายาก หรือหาไม่ค่อยได้ สิ่งนั้นย่อมมีราคาสูงขึ้น
แต่สภาวะเงินเฟ้อนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสภาวะหาได้ยาก ในยุคปัจจุบันนี้ ของบริโภคเป็นของหาได้ยาก เหตุมาจาก สภาวะโรคติดต่อที่มีมา 2 - 3 ปีนี้ ทำให้ผลผลิต ด้านบริโภค มีไม่เพียงพอหรือ ไม่มีใครทำ คนทำ นั่นจึงเป็นสาเหตุสภาวะเงินเฟ้อ
นี่เป็นงานหนัก สำหรับรัฐบาลเลยนะ เพราะจะฟื้นฟูให้คนประกอบการ กับมาประกอบการอีกนั้น มันต้องมีปัจจัยหลายอย่าง
เกี่ยวกับ ธรรมะกรรมฐาน อย่างไร
เกี่ยวแต่ก็มีผลกระทบไม่มากนัก เพราะคนภาวนา ปกติกินน้อยอยู่เรียบง่าย ดังนั้นก็จะเดือดร้อนเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
แต่อย่างไรผลกระทบกับสังคมมันก็จะมีอาญชกรรม อาญชญากร เพิ่มขึ้นดังนั้นสภาวะแวดล้อมถือว่า ความปลอดภัยมีน้อยลงเพราะคนต้องกินต้องใช้ แต่คนไม่มีความสามารถหาเงินเฟ้อมากขึ้น
ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อันตราย
อย่างคนอยู่ในที่โรคระบาด ต้องสูญเงินไปกับ การซื้อชุดตรวจ ATK และชุดตรวจมีราคาต่ำสุดก็ 80 บาท ใช้ 2 ชุดต่อครั้ง แต่ชุด 80 บาทนั้นก็หายากหรือประสิทธิภาพการตรวจไม่เพียงพอ ก็ต้องเสียเงินไปกับค่าครองชีพบังคับ มากกว่า 200 บางครั้งถึง 300 หรือมากกว่าจะเห็นว่า ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่เพียงพอต่อการซื้อชุด ATK เลย นี่ หายนะ ค่าครองชีพ แล้วคนไทยยังต้องเจอ สภาวะเงินเฟ้ออีก ต้องใช้เงินมากขึ้นในการแลกของบริโภค นี่เรียก ผีซ้ำกรรมเคราะห์ ซ้ำเติมคนเพิ่มขึ้นไปอีก
จะอยู่อย่างไร ในสภาะอย่างนี้
อดทน ไม่มีคำใดดีกว่านี้แล้ว
คนไทย ต้องอดทน ถึงแม้ว่า มันจะลำบากอย่างไรก ก็ต้องอดทน ให้มากขึ้น
เจริญธรรม / เจริญพร
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10