กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
51
รูป คือ ธาตุ 4 เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนได้ยาก และว่างเปล่าจากความเป็นตัวเป็นตน
ความทุกข์ ของกายเห็นได้ชัดจาก ทุกข์เนืองนิจ ได้แก่การเลี้ยงชีวิต บำรุงกาย
ความทุกข์ ของกายเห็นได้ชัดมาก ก็คือความอาพาธเจ็บไข้ ได้ป่วย มีความทรมานด้วยประการต่าง ๆ
ทุกข์ที่เกิดจากรูป นั้น แม้เติมด้วยธาตุ ต่าง ๆ ทุกข์นั้นก็มิได้หายไปจริง หรือ หมดไปจริง ยังคงทุกข์ อย่างนั้น ดังนั้น ที่จะบอก คือ ทุกข์กาย พระพุทธเจ้า พระองค์แก้ให้ไม่ได้
พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเสวยทุกขเวทนากาย แมกระทั่ง เสด็จดับขันธปรินิพพาน
ดังนั้น ท่านที่มาฝึกภาวนา เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ ทางกายนั้นจึงไม่มี
และเราจะชนะทุกข์ ที่เกิดจากรูปนี้อย่างไร ?
ชนะได้ด้วยการพัฒนาจิตให้เห็นตามความเป็นจริงว่า รูปนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่างเปล่าวจากความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ด้วยอำนาจของ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อคลายอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เจริญธรรม วันนี้เพียงเท่านี้นะจ๊ะ
52
ปิดทองหลังพระ ทำงานโดยไม่ต้องไปใส่ใจว่าใครจะชมเชย หรือ ไปสนใจใครจะมาตำหนิเพราะเราเห็นแจ้งแล้วว่า กรรมฐานเป็นบุญ ย่อมได้รับบุญ เมื่อท่านทั้งหลายภาวนาก็ได้บุญ ก็อย่าไปคิดว่าบุญนั้นเป็นของเรา ขอให้ทุกครั้งที่ทำให้ทำเพื่อคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในบุญนั้น อย่างนี้เรียกว่าปิดทองหลังพระ นะจ๊ะ และอาตมาก็ตั้งใจเผยแผ่พระกรรมฐานโดยตรงโดยมิได้มายกตน ขึ้นมาสำคัญกว่าพระกรรมฐานมาตลอด ถึงแม้ทุนที่สนับสนุนจะต้องไปรบกวนโยมแม่ จากตระกูลตนเองอยู่ทุกวัน ก็จะตั้งใจปิดทองหลังพระนี้ ไปตราบเท่าที่ยังทำได้ต่อไปนะจ๊ะ
  เจริญธรรม
53
Facebook ธัมมะวังโส / นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ มีนาคม 07, 2022, 04:24:59 pm »
นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา
ความกตัญญู เป็นสัญลักษณ์ของคนดี
ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล รำลึกถึงพระคุณแม่ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายที่ลืมแม่ ให้ใส่ใจในแม่บ้าง ส่วนใครดูแลแม่อยู่ก็ขอให้พบกับความสุข อันเป็นเครื่องหมายของความดีกันทุกท่าน เข้าพรรษามา 2 วันแล้วก็ช่วงนี้เป็นช่วงนั่งกรรมฐาน ดังนั้นอาจจะต้องห่างหายจาก เว็บกันบ้าง ขอให้ทุกท่านมีความสุข ตั้งใจปรารถนาปฏิบัติภาวนาเพื่อสิ่งใด ก็ขอให้ลุล่วงในสิ่งนั้น ทุกท่าน
เจริญพร
54
ทุกคนมีช่วงสำคัญ กันทุกคน แต่ช่วงสำคัญ ที่สุดของชีวิต คือ อย่างไร ?
ช่วงสำคัญที่สุดคือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย สี่การนี้ เป็นช่วงสำคัญมาก ๆ ที่จะทำให้เรา ทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ ดังนั้นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นช่วงสำคัญนี้ในคราเสด็จเยี่ยมราษฏร พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย ออกบวชเพื่อแสวงหาวิธีที่จะทำให้ช่วงสำคัญนี้ หมดสิ้นไปจากเรา 6 พรรษา ที่พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ลำบากตรากตรำ ทรงทรมานพระวรกาย ต่าง ๆ เพื่อ วิโมกข์ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ พระองค์จึงตัดสินพระทัยกลับมาตั้งอยู่ในความพอดี ในคค่ำคืนเดือน 6 วันเพ็ญ พระองค์จึงได้สำเร็จ ญาณทั้ง 3 นี่คือ ชัยชนะ ที่ผ่านมาแล้ว 2600 ปี ทีเป็นที่มาของ พุทธชยันตี
 เจริญธรรม / เจริญพร
55
กราบนมัสการครูบาอาจารย์ทุกองค์ครับ...สาธุ สาธุ สาธุ
56
มูลกรรมฐาน ทั่วไป / Re: 01-02 การให้ธรรมเป็นทาน ชนะ การให้ทั้งปวง - 01
« กระทู้ล่าสุด โดย popeye4964 เมื่อ กุมภาพันธ์ 21, 2017, 09:36:45 am »
กราบสาธุครับ....
57
มูลกรรมฐาน ทั่วไป / Re: 01-02 การให้ธรรมเป็นทาน ชนะ การให้ทั้งปวง - 01
« กระทู้ล่าสุด โดย Nhithis เมื่อ ธันวาคม 02, 2016, 11:07:03 am »
กราบสาธุครับ พระอาจารย์
58


ประเพณีลอยกระทง 14 พ.ย.59 ควรจะกระทำหรือไม่ ?
หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ช่วงนี้เป็นช่วงไว้อาลัยแด่พ่อแห่งแผ่นดินจึงไม่ควรจัดงาน วันลอยกระทง แต่ฉันคิดต่างไปสักเล็กน้อยว่า งานลอยกระทงควรจะจัดเพราะ แท้จริงของการลอยกระทงคนไทยมีสองความหมายเท่านั้นเองไม่ได้จัดเป็นงานรื่นเริง สามารถจัดงานลอยกระทงแบบสงบเงียบ ก็สามารถกระทำได้ อีกอย่าง พ่อ คงไม่อยากให้ลูกมานั่งหงอย นั่งเศร้า หรอกคนเป็นพ่อ รักลูก ก็อยากให้ลูกมีความสุข ดังนั้นการจัดงานลอยกระทงจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะเป็นประเพณีทีดีงาม

การลอยกระทงนั้น คนไทยชาวกสิกรรม ล้วนแล้วแต่ขอบคุณแม่น้ำจึงบูชาแม่น้ำด้วยวิธีการมอบเครื่องสักการะ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นขยะมากไปเพราะใช้โฟม ใช้เคมี ดังนั้นจะเป็นประโยชน์แก่แม่น้ำก็ต้องใช้วัสดุธรรมชาต อาหารขนมปังก็พอได้ สัตว์น้ำได้กินเป็นทาน ทั้งยังทำให้คนอัตคัตมีกิน มีใช้จากเหรียญทานใส่กระทงด้วย และเป็นการรักษาวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานเห็น คุณค่าทางจิตด้วยการให้ความเคารพ ต่อพระแม่คงคา

กระทงสร้าง ด้วยจิต มีสำนึก
เพราะระลึก คุณแห่งน้ำ ไม่สงสัย
แม่คงคา เลี้ยงชีวิต เส้นเลือดใจ
อันชนไทย บูชาคุณ "มหานที" เอย

ส่วนชาวพุทธก็ถือโอกาสใช้กระทงเป็นเครื่องบูชาสักการะพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะรอยพระพุทธบาท นัมมทานที ในช่วงคืนเดือนเพ็ญนี้ อาศัย พวกนาค นำพาสักการะอันสมควรแก่ รอยพระพุทธบาท นัมมทานที ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทที่มีอยู่น้ำ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถลงไปกราบสักการะได้ คงต้องอาศัยจังหวะช่วงนี้เท่านั้นที่เรียกว่า น้ำหลากเดือนสิบสอง ความเป็นจริงแล้วก็เป็นมอบอามิสบูชาต่อ พระพุทธเจ้าส่วนหนึ่งตามความเชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็ขึ้นอยู่วัดแต่ละวัดไปจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าไใจไปอย่างไร แต่บางทีก็เห็นว่า ลอยกระทงสวรค์ไปด้วย บูชา จุฬามณี กลายเป็นที่สนุกสนาน ผสมผสานงานบุญตามศรัทธาเลื่อมใส

ส่วนชาวพุทธ น้อมถึงคุณ พุทโธเจ้า
จึงเข้าเฝ้า รอยพระบาท นทีหลวง
น้อมกระทง แทนศรัทธา ใจหมื่นดวง
ให้ปลื้มทรวง ปีติลง "นัมมะทา มหานที" เทอญ

เจริญธรรม / เจริญพร
59
ความเข้าใจผิด อีกเรื่อง ของชาวพุทธคิดว่า ฆราวาส สำเร็จในบุรุษ 4 คู่ แล้วจะเรียกว่าพระ หรือเนื้อนาบุญไปด้วยอันนี้เข้าใจผิดไปอีก เดี๋ยวนี้สอนเลอะเทอะ สำหรับฆราวาสที่บรรลุธรรม ศัพท์ทางธรรมเรียกว่า อริยะ ไม่ได้เป็นพระ ให้เรียกว่า อริยะตามด้วยคุณธรรมที่บรรลุ เช่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เรียกว่า ท่านสุทัตตะอริยะ อย่างนี้ถูกต้อง ไม่ใช่เรียกว่า ท่านพระอริยะสุทัตตะ อย่างนี้เรียกผิด
การที่จะเรียก อริยะว่าเป็นพระตามพระบรมพุทธานุญาตนั้น จะต้องถูกยกฐานะโดยสงฆ์ก่อน ถึงจะเป็น พระอริยะได้ ไม่งั้นสมัยก่อน พอสำเร็จธรรม ก็ต้องรีบมาบวช รีบขวนขวายความเป็นพระ แม้แต่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ผู้บรรพชาให้ ด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา อริยะอรหันต์ก็ยังต้องให้ความสำคัญ อย่างเช่น พระพาหิยะ บรรลุเป็นอริยะอรหันต์ แต่ไม่มีจีวร ก็ยังไม่มีฐานะทางสงฆ์ พระพุทธเจ้าให้ไปหาจีวร ไม่ใช่เป็นแล้ว จะได้รับการยอมรับแต่งตั้ง แต่พระองค์ยกย่องในคุณธรรมว่า ผู้สำเร็จโดยฉับพลัน
ดังนั้นบรรดาฆราวาส จะไปเรียกตัวเองว่าพระไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพ้นบัญญัติ จะเป็นอะไรก็ได้ แต่งตั้งตนเองเป็นพระบวชเองเลยก็ได้อย่างนี้ไม่ได้ เพราะการเป็นพระสงฆ์ต้องสืบสายมาจากพระพุทธเจ้าตรงเท่านั้นท่านจึงให้มอบหมายการบรรพชา ด้วยการเป็นอุปัชฌาย์ และอุปัชฌาย์ก็ต้องสืบสานธรรมเนียม สมมุติบัญญัติอันนี้ว่า ด้วยวิธี จตุตถกรรมวาจาร มีสงฆ์เป็นพยาน ในมัชฌิมประเทศ ก็ 10 รูป รวมอุปัชฌาย์ คู่สวดเป็น 13 รูป ในประเทศใหญ่ ก็ 25 รูป ในชนบทมาก ก็ต้อง 13 รูปเช่นกัน
ดังนั้นการเป็นพระสำเร็จได้ด้วยการยกฐานะของสงฆ์ ด้วยการอุปสมบถเท่านั้น แต่การเป็นอริยะบุคคลสำเร็จได้ด้วยการภาวนา



60
ถามตอบเรื่องกรรมฐาน / สัพเพเหระ-อาหาร เนื้อนาบุญ ไทยทาน
« กระทู้ล่าสุด โดย dhammawangso เมื่อ พฤศจิกายน 04, 2016, 02:32:14 am »


อะไรชื่อว่า หนึ่ง ในสามเณรปัญหา ข้อแรกคำตอบก็คือ

อาหารชื่อว่าหนึ่ง บุคคลทุกวันนี้ที่วุ่นวายก็เพราะเรื่องอาหารเป็นหลักถ้าลองมีอาหารกินกันได้ไม่หมดทั้งชาติละก็ เขาก็จะไม่ต้องออกไปทำงานให้เหน็ดเหนื่อยกัน ไม่ต้องเสียเวลาเรียนอะไรทั้งนั้น ดังนั้นเรื่องปาก เรื่องท้องถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก

สำหรับพระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน อาหารจัดเป็นเรื่องแรกที่ต้องจัดการ แต่พระสงฆ์ก็มีข้อห้าม ๆ ปรุงอาหารในสายวินัย ห้ามปลูกธัญญพิชเพื่อการเกษตรอีกหลายอย่าง เนื่องด้วย พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณแล้วว่า พระสงฆ์สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ดังนั้นให้พระสงฆ์เอาเวลาทำงานที่ชาวบ้านเหน็ดเหนื่อยนั้นมาเป็นเวลาพัฒนาตนให้เป็นเนื้อนาบุญที่ชาวบ้านลงทุนไปแล้ว จะได้ผลกำไรมากขึ้น ดังนั้นพระสงฆ์จึงไม่มีอาชีพอย่างชาวบ้าน แต่ดำรงตนเป็นเนื้อนาบุญ

ที่นี้พระสงฆ์ถ้าบวชเข้ามาแล้วไม่ภาวนา ไม่รักษาศีล เอาแต่สวดเสก แสวงลาภยศ เงินทองแบบชาวบ้าน ถามว่าพระสงฆ์แบบนี้จะเป็นเนื้อนาบุญได้อย่างไร นั่นแหละชาวบ้านเขา ๆ อย่างเรา ๆ ก็คิดเป็นดังนั้นก็เลยเลือกที่จะทำบุญกับพระอริยะสงฆ์

ที่นี้พระสงฆ์พวกนี้ก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นต้องหาพระสูตรมาพูดยืนยันว่าทำบุญกับตนยังได้บุญไปสู่การสอนการทำบุญแบบพระอริยะ เรียกว่าทำบุญตรงไหนก็ไม่ได้บุญเท่ากับ ทำบุญสังฆทาน อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า ต้องรักษผลประโยชน์เอาไว้ก่อน ชาวบ้านก็หลงเชื่อ ยอมซื้อสังฆทานเวียนไปเวียนมา ดอกไม้ธูปเทียนเวียนปักไปปักมา ถามว่ามันจะได้บุญจริงหรือ นี่คือธรรมเนียมที่ผิด

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอนว่าทำบุญสังฆทานจะดีกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า แต่ที่ท่านตรัสก็คือให้เข้าใจขณะที่ทำบุญขณะนั้นมีโอกาสอะไรก็ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด มันก็เป็นแบบนี้ พระสงฆที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าควรแก่สักการะ ควรแก่ไทยธรรม ในบทสังฆคุณ ไม่มีสมมุติสงฆ์ แต่ยกย่องว่า พระอริยสงฆ์ 4 คู่ คือ พระโสดาบัน จนถึงพระอรหันต์ นั่นแหละสมควรแก่สักการะ และไทยธรรมทั้งปวง แม้องค์เดียวก็ได้บุญมาก

วันนี้ฉันอยู่ได้ด้วยนมสี่กล่อง ก็คือนม ที่คุณ ณฐพลสรรค์ นำมามอบถวายไว้ ต้องรู้ใจหน่อย นมที่ฉันดื่มก็คือ นมเดนมากสระบุรี มีสองรสเท่านั้นคือ รสหวาน และ ช๊อกโกแลึค ส่วนนมจืดไม่ดื่มแต่จะนำมาทำอาหารประเภทแกงใส่ร่วมกับ กระทิ ดังนั้นถ้าไม่มีโครงการทำแกง หรือ กระทิ มานมจืดก็จะวางไว้อย่างนั้นไม่ได้ฉัน จนหมดอายุ

คุยกันพอได้สนทนาธรรม ไม่ได้มีอะไรในหัวข้อนี้
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10