.
สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แล้วในโลกยุคใหม่ เราจะใส่ใจแบบไหนถึงพอดี.?
Summary
• เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว
• การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้
• เราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ
‘กินข้าวหรือยัง?’ ‘ไปไหนมา?’ ‘แฟนไม่มาด้วยหรอ?’
คำถามดังกล่าวเป็นคำถามสไตล์ไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คำถามเหล่านี้สำหรับคนไทย และอาจจะรวมถึงชาวเอเชียคือการแสดงความเป็นมิตรแบบ Collectivism (วัฒนธรรมรวมกลุ่ม) ที่เน้นความผูกพัน อยากทราบถึงความเป็นอยู่ และเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ในยุคที่พวกเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คำถามเหล่านี้อาจกลายเป็นการก้าวก่าย กดดันและดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป
แล้วในวันที่หลายอย่างอ่อนไหว เราจะใส่ใจอย่างไรให้เหมาะสมกันดี?
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว
‘เราเรียนรู้ได้ว่าเราเป็นใครจากการสะท้อนของคนรอบข้าง และเราสามารถพัฒนาศักยภาพได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง’
เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้
@@@@@@@
แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น พอวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เราเองก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บทความนี้ชวนสำรวจว่า ความใส่ใจในโลกยุคใหม่ต้องใส่ใจแบบไหนถึงพอดี
1- ลองใช้ความใส่ใจแบบ Invisible Support หรือการช่วยเหลือแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เป็นการสนับสนุนที่เนียนๆ ไปกับสถานการณ์ ไม่โจ่งแจ้งจนทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เพราะบางครั้งแค่การ ‘อยู่ข้างๆ’ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรก็พอแล้ว หรือพูดง่ายๆ มันคือการคอยมองสอดส่องความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขา
2- หันมาฝึก Empathetic Responsiveness เปลี่ยนจากการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใส่ใจแบบ ‘ใจเขาใจเรา’ เพราะเรื่องบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลไปเสียหมด แค่มีความเห็นใจ ไม่เอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น แต่เลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของเขาจากใจจริง อย่าพยายามไปจี้ถามใคร เพราะหากเราโดนจี้ถามเรื่องส่วนตัวโดยที่คนถามไม่สนใจความรู้สึกเรา เราเองก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน
3 - เคารพความเป็นส่วนตัว การรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่คือการให้พื้นที่ความสบายใจแก่กัน การใส่ใจที่ดีต้องรอให้เจ้าของพื้นที่ ‘อนุญาต’ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา
@@@@@@@
"การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้"
เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ
Thank to :
https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105962?Thairath Plus › Everyday Life › Lifestyle | 29 ม.ค. 69 | creator : กองบรรณาธิการ
อ้างอิง :-
- What makes some people so nosey
- PLoS ONE | The Watching Eyes Effect
- BBC | เหตุใดเราจึงซุบซิบนินทาคนอื่น ? นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการมีคำอธิบาย