ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว  (อ่าน 19 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29633
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0
.



สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แล้วในโลกยุคใหม่ เราจะใส่ใจแบบไหนถึงพอดี.?



Summary

   • เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว

    • การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้

    • เราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ




 :49: :49: :49:

‘กินข้าวหรือยัง?’ ‘ไปไหนมา?’ ‘แฟนไม่มาด้วยหรอ?’

คำถามดังกล่าวเป็นคำถามสไตล์ไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คำถามเหล่านี้สำหรับคนไทย และอาจจะรวมถึงชาวเอเชียคือการแสดงความเป็นมิตรแบบ Collectivism (วัฒนธรรมรวมกลุ่ม) ที่เน้นความผูกพัน อยากทราบถึงความเป็นอยู่ และเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ในยุคที่พวกเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คำถามเหล่านี้อาจกลายเป็นการก้าวก่าย กดดันและดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป

แล้วในวันที่หลายอย่างอ่อนไหว เราจะใส่ใจอย่างไรให้เหมาะสมกันดี?

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว

‘เราเรียนรู้ได้ว่าเราเป็นใครจากการสะท้อนของคนรอบข้าง และเราสามารถพัฒนาศักยภาพได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง’

เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้

@@@@@@@

แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น พอวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เราเองก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บทความนี้ชวนสำรวจว่า ความใส่ใจในโลกยุคใหม่ต้องใส่ใจแบบไหนถึงพอดี

1- ลองใช้ความใส่ใจแบบ Invisible Support หรือการช่วยเหลือแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เป็นการสนับสนุนที่เนียนๆ ไปกับสถานการณ์  ไม่โจ่งแจ้งจนทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เพราะบางครั้งแค่การ ‘อยู่ข้างๆ’ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรก็พอแล้ว หรือพูดง่ายๆ มันคือการคอยมองสอดส่องความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขา

2- หันมาฝึก Empathetic Responsiveness เปลี่ยนจากการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใส่ใจแบบ ‘ใจเขาใจเรา’ เพราะเรื่องบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลไปเสียหมด แค่มีความเห็นใจ ไม่เอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น แต่เลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของเขาจากใจจริง อย่าพยายามไปจี้ถามใคร เพราะหากเราโดนจี้ถามเรื่องส่วนตัวโดยที่คนถามไม่สนใจความรู้สึกเรา เราเองก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน

3 - เคารพความเป็นส่วนตัว การรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่คือการให้พื้นที่ความสบายใจแก่กัน การใส่ใจที่ดีต้องรอให้เจ้าของพื้นที่ ‘อนุญาต’ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา


@@@@@@@

    "การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้"

เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ





Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105962?
Thairath Plus › Everyday Life › Lifestyle | 29 ม.ค. 69 | creator : กองบรรณาธิการ
อ้างอิง :-
- What makes some people so nosey
- PLoS ONE | The Watching Eyes Effect
- BBC | เหตุใดเราจึงซุบซิบนินทาคนอื่น ? นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการมีคำอธิบาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 06:53:22 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ