ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.?  (อ่าน 6132 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29604
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0
.



"สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.?

คำพังเพย "สวรรค์ในอก นรกในใจ" มีความหมายว่า ใจคนเรานั้นเป็นสำคัญ จะดีจะชั่ว จะทุกข์จะสุข ก็ย่อมขึ้นอยู่ที่ตัวของเรา จะเลือกที่จะคิดหรือที่จะเป็น

• ซึ่งคำพังเพยนี้ "ท่านขุนวิจิตรมาตรา" ได้อธิบายไว้ใน "หนังสือสำนวนไทย" ว่าเทียบได้กับพุทธสุภาษิตที่ว่า

        "นรกไม่มีผู้ใดก่อสร้างขึ้น คือ ไฟโกรธในใจให้เกิดไฟนรกและเผาผลาญเจ้าของไฟที่ให้เกิดขึ้นนั้น เมื่อผู้ใดทำการชั่ว ผู้นั้นจุดไฟนรกขึ้นและผู้นั้นย่อมไหม้ไปด้วยไฟของตนเอง"


• ในโคลงโลกนิติสำนวนเก่า ได้มีโคลงกระทู้ "สวรรค์ในอกนรกในใจ" ดังนี้

            ๐ สวรรค์ แสวงสุขได้     เสียกรรม
         ในอก อิ่มบุญธรรม           เที่ยงได้
         นรก รักบาปนำ               ไปสู่ ทุกข์แฮ
         ในใจ ให้สุขให้               ทุกข์ด้วยใจเอง ฯ


• อธิบายเพิ่มเติม ด้วยโคลงในหนังสือ "ปัญหาขัดข้อง" ในวชิรญาณ ดังนี้

            ๐ เราดี, เขาว่าร้าย          ช่างเขา
         สวรรค์นรก, อก, ใจ, เรา      ย่อมแจ้ง
         ใช่ควรจะถือเอา                เป็นมั่น
         ดี, ชั่ว อาจกลั่นแกล้ง         กล่าวได้ดุจจริง ฯ

_______________________________________________________________
ที่มา http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090318185540AAytuXV





ความหมายตามพจนานุกรม

      สวรรค์ในอก นรกในใจ, สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ

      (สํา) น. ความสุขที่เกิดจากการทำความดี หรือความทุกข์ที่เกิดจากการทำความชั่ว ย่อมอยู่ในใจของผู้ทำเอง
.
________________________________________
พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 30, 2025, 10:18:24 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29604
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
Re: "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.?
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 05, 2013, 11:21:24 am »
0
.



ขณสูตร : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ , พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

[๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราเห็นแล้ว ในผัสสายตนิกนรกนั้น...

    สัตว์จะเห็นรูปอะไรๆ ด้วยจักษุ ก็ย่อมเห็นแต่รูปอันไม่น่าปรารถนา ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าปรารถนา
    ย่อมเห็นแต่รูปไม่น่าใคร่ ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าใคร่
    ย่อมเห็นแต่รูปอันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าพอใจ

    จะฟังเสียงอะไรๆ ด้วยหู...
    จะดมกลิ่นอะไรๆ ด้วยจมูก...
    จะลิ้มรสอะไรๆ ด้วยลิ้น...
    จะถูกต้องโผฏฐัพพะอะไรๆ ด้วยกาย...

    จะรู้แจ้งธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ
    ก็ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา
    ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าใคร่
    ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าพอใจ


@@@@@@@

[๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ชั้น เราได้เห็นแล้ว ในผัสสายตนิกสวรรค์นั้น...
   
    บุคคลจะเห็นรูปอะไรๆ ด้วยจักษุก็ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าปรารถนา ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าปรารถนา
    ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าใคร่ ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าใคร่
    ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าพอใจ ฯลฯ
    ...................................

    จะรู้แจ้งธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ....
    ก็ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา
    ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่
    ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ

@@@@@@@

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ฯ

    จบสูตรที่ ๒

_____________________________________________________________
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=18&A=3253&Z=3276         





อรรถกถาขณสูตรที่ ๒           
   
ในขณสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ฉ ผสฺสายตนิกา นาม ความว่า นรกชื่อว่า ผัสสายตนะ ๖ ไม่มี.   
นรกทั้งหลายที่ชื่อ ฉผัสสายตนิกา แต่ละชื่อไม่มี.

จริงอยู่ บัญญัติว่า ผัสสายตนะทางทวาร ๖ ย่อมมีในมหานรก แม้ทั้งหมด ๓๑ ขุมนั่นเอง.
แต่คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอา อเวจีมหานรก.

แม้ในบทว่า สคฺคา (สวรรค์) นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะ บุรีดาวดึงส์ เท่านั้น.
แต่ชื่อว่า บัญญัติแห่งอายตนะหก แม้แต่ละอย่างในกามาวจรเทวโลกไม่มี ก็หาไม่.

@@@@@@@

ถามว่า : พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ฉผัสสายตนิกา นี้ ไว้ทำไม.
ตอบว่า : ใครๆ ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้ เพราะได้รับแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และไม่อาจอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกได้
         - เพราะเกิดความประมาทด้วยสามารถความยินดีในการเล่นโดยส่วนเดียว
         - เพราะได้รับความสุขโดยส่วนเดียว.

ส่วนมนุษยโลกมีความสุขและความทุกข์ระคนกัน ในมนุษยโลกนี้เท่านั้น ย่อมมีทั้งอบายและสวรรค์ปรากฏ. นี้ชื่อว่าเป็นกรรมภูมิของมรรคพรหมจรรย์.
   
กรรมภูมินั้น พวกท่านได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขันธ์ซึ่งเป็นของมนุษย์ที่พวกเธอได้กันแล้ว จัดเป็นลาภของพวกท่าน และภาวะเป็นมนุษย์ที่พวกเธอได้แล้วนี้ ก็เป็นขณะเป็นสมัยของการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ที่พวกเธอได้.

               
@@@@@@@

สมจริงดังคำที่พระโปราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า.

    "การเจริญมรรคในที่นี้ นี้ก็เป็นกรรมภูมิ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชเป็นอันมาก ในที่นี้ก็เป็นฐานะอยู่ ท่านเกิดความสังเวชแล้ว ก็จงประกอบความเพียรโดยแยบคาย ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชเถิด."

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเวคา แปลว่า ความสังเวช.

            จบอรรถกถาขณสูตรที่ ๒
             
__________________________________________________
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ , ๒. ขณสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=214
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2025, 08:50:32 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29604
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
Re: "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.?
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2025, 08:06:07 am »
0
.



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ ภาษาบาลี อักษรไทย พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

[๒๑๔] ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ   
         ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม นิรยา ตตฺถ   

         ยงฺกิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อนิฏฺฐรูปํ เยว ปสฺสติ โน อิฏฺฐรูปํ
         อกนฺตรูปํ เยว ปสฺสติ โน กนฺตรูปํ
         อมนาปรูปํ เยว ปสฺสติ โน มนาปรูปํ   

         ยงฺกิญฺจิ โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฯ   
         ยงฺกิญฺจิ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ฯ
         ยงฺกิญฺจิ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯ
         ยงฺกิญฺจิ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ ฯ

         ยงฺกิญฺจิ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อนิฏฺฐรูปํ เยว วิชานาติ โน อิฏฺฐรูปํ
         อกนฺตรูปํ เยว วิชานาติ โน กนฺตรูปํ
         อมนาปํ เยว วิชานาติ โน มนาปรูปํ ฯ


         @@@@@@@

[๒๑๕] ลาภาโว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ   
         ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม สคฺคา ตตฺถ   

         ยงฺกิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อิฏฺฐรูปํ เยว ปสฺสติ โน อนิฏฺฐรูปํ
         กนฺตรูปํ เยว ปสฺสติ โน อกนฺตรูปํ
         มนาปรูปํ เยว ปสฺสติ โน อมนาปรูปํ ฯเปฯ

         ยงฺกิญฺจิ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯเปฯ   

         ............................

         ยงฺกิญฺจิ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อิฏฺฐรูปํ เยว วิชานาติ โน อนิฏฺฐรูปํ
         กนฺตรูปํ เยว วิชานาติ โน อกนฺตรูปํ
         มนาปรูปํ เยว วิชานาติ โน อมนาปรูปํ ฯ

         @@@@@@@

ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสายาติ ฯ

         ทุติยํ ฯ

_____________________________________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali_item_s.php?book=18&item=214&items=2





๒. ขณสูตร ว่าด้วยขณะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

     
[๑๓๕] “ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เราเห็นนรก(๑-) ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ขุม

____________________________________________
(๑-) นรก ในที่นี้หมายถึง อเวจีมหานรก (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๕/๕๒)

       ในนรกทั้ง ๖ ขุมนั้น...
       สัตว์ย่อมเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งทางตาได้
       แต่เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่เห็นรูปที่น่าปรารถนา
       เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าใคร่ ไม่เห็นรูปที่น่าใคร่
       เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าพอใจ ไม่เห็นรูปที่น่าพอใจ

       ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งทางหูได้ ฯลฯ
       ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งทางจมูกได้ ฯลฯ
       ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งทางลิ้นได้ ฯลฯ
       ถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งทางกายได้ ฯลฯ

       รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางใจได้
       แต่รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าใคร่
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ


       @@@@@@@
       
       ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เราได้เห็นสวรรค์(๒-) ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ชั้นแล้ว

_________________________________________________
(๒-) สวรรค์ ในที่นี้หมายถึง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๕/๕๒)
       
       ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นนั้น...
       บุคคลย่อมเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งทางตาได้
       แต่เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าปรารถนา ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนา
       เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าใคร่ ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าใคร่
       เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าพอใจ ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าพอใจ ฯลฯ

       ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งทางลิ้นได้ ฯลฯ

       .....................................

       รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางใจได้
       แต่รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าใคร่ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ
       
       @@@@@@@

ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์”

            ขณสูตรที่ ๒ จบ


_______________________________________________
ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๖๙-๑๗๐
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=18&siri=115
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 04, 2026, 08:33:08 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ