.

ขอบคุณภาพจาก
https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478๓๑. ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด
ถาม : ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด
ตอบ : ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนรู้จักคำว่า “รัก รัก รัก” กันทั้งนั้น รักพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน วงศาคณาญาติ รักเพื่อนพ้อง ญาติสนิทมิตรสหาย รักสินทรัพย์ เงินทอง ข้าวของ ตลอดจนสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่มีรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่ารักตนเอง
ดังที่พระพุทธพจน์ที่ว่า “ความรักเสมอด้วยตนไม่มี” ที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อสอนให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อเรารักตัวของเราเองยิ่งกว่าใครๆ คนอื่นเขาก็รักตัวของเขายิ่งกว่าใครๆ เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นให้ต้องได้รับทุกข์ฉันนั้น
พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับความรักไว้ว่า
“ความโศกเกิดแต่ความรัก ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน”
@@@@@@@
ก็ความรักอันเป็นเหตุให้เกิดความโศกและความกลัวนี้ เป็นความรักที่เนื่องด้วยโลภะตัณหาอันเป็นบาปอกุศล เป็นความรักที่เกิดจากความต้องการผูกพันรักใคร่ แต่ยังมีความรักอีกชนิดหนึ่งซึ่งปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้รับความสุขโดยประการเดียว รักโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาดเพราะมีอโทสะ ความไม่โกรธเป็นมูลราก จึงเป็นบุญกุศลความรักชนิดนี้คือ เมตตา
ความรัก ๒ อย่างนี้ มีเหตุเกิดต่างกัน ผลที่ได้รับจึงต่างกัน ความรักชื่อว่าเมตตา เป็นประเสริฐ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน ถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกัน โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข เพราะไม่มีใครเบียดเบียนประทุษร้ายใครๆ ให้เดือดร้อน
พระพุทธเจ้านั้นมากไปด้วยพระเมตตา ทรงรักทุกคนแม้แต่ศัตรู เหมือนกับทรงรักพระราหุลราชโอรส พระองค์ทรงปรารถนาให้ชาวโลกได้อยู่เย็นเป็นสุข จึงทรงสอนให้มีศัลห้าเป็นประการแรกนั่น คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เพราะเพียงการมีศีลห้าเพียงอย่างเดียว ชาวโลกก็จะมีแต่ความสุขหาประมาณมิได้ เพราะการไม่ฆ่าสัตว์นั้น ไม่ทำให้สัตว์ต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือเรา เป็นการเอื้อเอ็นดูต่อสัตว์ เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์
@@@@@@@
รองลงมาจากรักชีวิต ทุกคนรักทรัพย์สินสิ่งของของตน การไม่หยิบฉวยลักขโมยทรัพย์สินสิ่งของผู้อื่นโดยที่เขาไม่อนุญาต เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น
คนที่มีบุตรภรรยาสามี ก็รักบุตรภรยาสามีของตน การไม่ล่วงละเมิดในบุตรภรรยาสามีของผู้อื่น เป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น
การไม่พูดเท็จ พูดแต่คำจริง เป็นการให้ความจริงแก่ผู้อื่น
การงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติดมึนเมาทั้งปวง เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรภรรยาสามีของผู้อื่น ให้ความจริงแก่ผู้อื่น เพราะผู้ที่มึนเมาย่อมขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ สามารถจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าบุตร ภรรยา สามีของตน ในที่สุดแม้แต่การฆ่าตนเองก็มิได้เว้น 
ขอบคุณภาพจาก
https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478เพราะฉะนั้น การมีศีลห้าจึงเป็นการรักษาตนเองและรักษาผู้อื่นให้พ้นจากภัยเวร ผู้มีศีลห้าจึงต้องมีเมตตาประจำใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น ทุกคนในโลกนี้ก็จะอยู่เป็นสุข แม้จากโลกนี้ไปแล้วก็อยู่เป็นสุขในโลกอื่น
สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระคาถาธรรมบท ปิยวรรค ว่า
"บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลที่ทำบุญไว้ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น เหมือนพวกญาติเห็นญาติที่รักที่จากไปต่างถิ่นแล้วกลับมา ย่อมต้อนรับด้วยความยินดี ฉะนั้น"
คือย่อมต้อนรับด้วยเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ คืออายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์และความเป็นใหญ่ทิพย์ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะอันเป็นทิพย์
@@@@@@@
ชาวโลกทุกวันนี้ต่างอ้างว่ามีศาสนาประจำใจตน แต่ยังมากไปด้วยความโลภ อยากได้ทั้งอำนาจและทรัพย์สินที่มิใช่ของตนโดยไม่ชอบธรรม แม้เมื่อไม่ได้หรือได้ไม่พอก็ทำลายล้างกัน ไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตาย พิกลพิการ ขอให้ตนได้ในสิ่งที่ตนอยากได้เท่านั้น
ความริษยา อาฆาต พยาบาท ก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้ความโลภ การไม่ชอบหน้ากันเพียงคนสองคน ก็สามารถทำลายล้างคนเป็นแสนๆ ล้านๆ ได้ โลกทั้งโลกที่ต้องวุ่นวายเดือดร้อน ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความโลภและความริษยาอาฆาตของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน รวมทั้งผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ประพฤติผิดธรรม ทอดทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่า แม้ผู้เป็นพ่อแม่ก็ทอดทิ้งลูกได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อให้พ้นความอับอายขายหน้าเท่านั้น
ภัยอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกิด ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเหตุให้ผู้คนนับแสนนับล้านต้องตายไปอย่างน่าสยดสยอง จะโทษใครเล่าถ้าไม่โทษการกระทำอันไร้เมตตาปราณีของพวกเราเองซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
@@@@@@@
ขอมอบ พระพุทธภาษิต เป็นเครื่องเตือนใจเราทั้งหลายว่า
"เมื่อโลกสันนิวาสอันไฟ (คือราคะ โทสะ โมหะเป็นต้น) ลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์ พวกเธอยังจะมัวร่าเริงบันเทิงอะไร เธอทั้งหลายอันความมืดคืออวิชชาปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีป (คือญาณปัญญา) เพื่อขจัดความมืดคืออวิชชานั้นเสียเล่า"
ที่มา อ้างอิงและแนะนำ :-
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ราชสูตร
https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=2856&Z=2880 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
คาถาธรรมบท ปิยวรรค
https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=830&Z=861 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๒
ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ข้อ [๖๖๘] ถึง [๖๗๑]
https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=30&A=6281&Z=6413 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑
https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=662&Z=691 อรรถกถา กุมภชาดก
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2292 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
คำว่า พรหมวิหาร 4
https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=พรหมวิหาร_4ขอบคุณ :
https://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=31นานาปัญหา โดย คณะสหายธรรม
“ความรัก” โดยภาษาบาลีก็เรียกว่า เปมะ
ความรักในความหมายของธรรมชาติ คือ อาการที่อยากจะรวมกันเป็นสิ่งเดียวของ ของ ๒ สิ่งตามธรรมชาติ ในนิทานที่พวกคริสต์เคยเล่าไว้ที่เป็นนิยายว่า..
ตัวมนุษย์นี่ เมื่อก่อนนี้มันมีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ มีขาออกรอบตัว ๘ ขาในราวนั้น ๘ ซีก มันมีฤทธิ์มาก ฤทธิ์มากเหลือประมาณจนจะไปทำลายพระเจ้าในโลกของพระเจ้า เทพเจ้า แล้วเทพเจ้านั้นก็คิดตัดทอนกำลังของไอ้สัตว์ประหลาดนี้ โดยผ่ามันออกเป็น ๒ ตัว คือให้มันเป็นชายตัวหนึ่ง เป็นหญิงตัวหนึ่ง มันก็มีเพียง ๔ เงี่ยง ๒ ตัวที่เคยมี ๒ ตัวรวมกันเป็น ๘ เงี่ยง ทีเมื่อมันถูกผ่าออกเป็น ๒ ส่วน กำลังมันก็ลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือครึ่งหนึ่งก็ไม่เป็นที่หวาดกลัวแก่เทพเจ้า
ทีนี้สัตว์ ๒ ตัวนี้คือตัวหญิงกับตัวชายนี่ มันประสงค์จะกลับไปรวมเป็นตัวเดียวกันอย่างเดิม เพื่อมีฤทธิ์เดชที่จะทำลายพระเจ้าให้จนได้ แต่มันก็ไม่สำเร็จ
ดังนั้นมันจึงพยายามอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ไอ้ความพยายามที่จะกลับรวมเป็นตัวเดียวดังเดิมนี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ความรัก mythology ของพวกกรีก มีอย่างนี้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
เพราะสิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น จะมีความหมายเป็นการอยากรวมเป็นตัวเดียวกันของของ ๒ สิ่งหรือมากกว่า ๒ สิ่งเสมอ
ความรักอย่างเพศอย่างกามารมณ์ก็คือว่า อยากจะรวมกันของของ ๒ สิ่ง
ความรักบริสุทธิ์ของบิดามารดากับลูกอย่างนี้ ก็คืออยากจะรวมเป็นอันเดียวกันของของ ๒ สิ่ง
ดังนั้นความรัก จึงแสดงอาการคือโผเข้าหากัน กอดรัดกันเพื่ออยากจะรวมเป็นอันเดียวกัน นี่เป็นความหมาย
@@@@@@@
ความรักที่มีความหมายว่า อยากรวมเป็นอันเดียวกันนั่น มันก็มี ๒ ชนิดอีกแหละ
ความรักบริสุทธิ์ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเมตตา แต่ก็เรียกว่าความรักก็ได้ ในภาษาธรรมดาใช้คำว่า “ความรัก”
แต่ถ้าว่าเราจะศึกษากันในทางของธรรมะ เราต้องแยกออกเป็น ๒ ชนิดนะ
- รักอย่างบริสุทธิ์อย่างเมตตานี่รักด้วยวิชชา สติปัญญาหรือความรู้
- รักด้วยกามารมณ์นั่น มันเป็นกิเลส มันรักด้วยอวิชชา
ให้จำกันง่าย ๆ ก็ว่าความรักบริสุทธิ์ทำไปด้วยวิชชา กลายเป็นธรรมะชั้นสูงเรียกว่า "พรหมวิหาร" พรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความรักบริสุทธิ์โดยวิชชานี่เราเรียกว่าพรหมวิหารข้อ ๑ ใน ๔ ข้อ
ส่วนความรักด้วยกิเลสเป็นกามารมณ์นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นพรหมวิหาร มันทำไปด้วยอวิชชา ฉะนั้นมันเป็นกามารมณ์ของความโง่อย่างสูงสุดก็เป็นกามเทพ กามเทพหรือเทพเจ้าแห่งกามารมณ์
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา อบรมนักศึกษาธรรมศาสตร หัวขอ “ธรรมะกับกามารมณ์” ปี ๒๕๒๔
รหัสไฟลเสียง 4125230319050ขอบคุณ : เฟซบุ้ค หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ | 8 กุมภาพันธ์ 2016
https://www.facebook.com/buddhadasaarchives/photos/10153846373110535/?locale=th_TH