.
'ไม่ชอบอะไร ให้หยุดพูดถึงสิ่งๆ นั้น' เมื่อสิ่งที่เกลียดมีพื้นที่ในใจมากไป ทำอย่างไร.? ถ้าเราเผลอให้คุณค่ากับมัน
Summary
• ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ
• บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา
• ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป
‘ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ’
หลายครั้งที่เรารู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังเล่นตลกกับเรา เพราะมักส่งสิ่งที่เราเกลียดหรือสิ่งที่เราไม่ชอบ ให้วนเวียนกลับมาทักทายอยู่ซ้ำๆ ในชีวิต ในความเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือการเล่นตลกแต่อย่างใด แต่เป็นการที่มนุษย์ให้คุณค่าและพื้นที่ในใจกับสิ่งที่เราไม่ชอบมากกว่าสิ่งอื่นๆ จนสมองเลือกที่จะจดจำและปักหมุดสิ่งนั้นไว้เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ และเมื่อพื้นที่ของความไม่ชอบเริ่มขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่ของความสุขจะถูกเบียดบังให้เล็กลงโดยทันที
ทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น?
ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ
ในทางจิตวิทยา Constructivism หรือแนวคิดว่า มนุษย์มักสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา ผ่านการสร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ หากเลือกสร้างความหมายให้แต่สิ่งที่เราไม่ชอบ โลกทั้งใบของเราก็จะถูกล้อมรอบไปด้วยพลังงานลบ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต
ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า
@@@@@@@
สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่เรากลัว
บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา อย่างทฤษฎี Projection หรือการฉายภาพ พบว่า สิ่งที่เราเกลียดในตัวคนอื่นมักเป็นสิ่งที่เราแอบซ่อนไว้ภายในจิตใจ เมื่อเห็นคนอื่นได้ทำสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้หรือถูกห้ามไม่ให้ทำ สมองจะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมและส่งสัญญาณออกมาเป็นความเกลียด เพื่อปกป้องความเชื่อเดิมของตัวเอง
หรือแม้แต่สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่เราเคยถูกกระทำ เช่น ในวัยเด็กอาจเคยถูกทำลายและสูญเสียความมั่นใจ หรือการเกลียดความไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรง จากแผลใจในอดีตที่เคยเป็นเหยื่อและไม่มีใครปกป้อง
โดยงานวิจัย The Adverse Childhood Experiences (ACE) Study โดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ Kaiser Permanente พบว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การถูกทอดทิ้ง การถูกตำหนิ หรือใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่มันถูกฝังไว้ในระบบประสาทและการตอบสนองต่ออารมณ์ และจะถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายเดิม จนนำไปสู่การตอบสนองที่รุนแรงกว่าปกติ
'ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า'
@@@@@@@
แล้วจะจัดการความรู้สึกนี้ได้อย่างไร?
ในโลกที่ใครหลายคนอยากมีตัวตน ได้รับการมองเห็น และถูกยอมรับในสังคม การถูกด่าทอหรือการถูกเกลียด กลายเป็นสิ่งที่ใครบางคนพยายามคว้ามันเอาไว้ เพียงเพื่อต้องการมีตัวตนอยู่ในพื้นที่ของใครสักคน
ดังนั้น ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป
ไม่ต้องเอาชนะความเกลียด แค่ทำให้มันไร้ตัวตน
เพราะการเอาชนะสิ่งที่ไม่ชอบไม่ใช่การพยายามเกลียดให้มากขึ้น แต่คือการทำให้สิ่งที่เราเกลียดนั้น ‘ไร้ตัวตน’ เพื่อคืนพื้นที่ในใจให้กับสิ่งที่เรารักจริงๆ
Thank to :
https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105977Thairath Plus › Everyday Life › Culture | 5 ก.พ. 69 | creator : กองบรรณาธิการ
อ้างอิง :-
- Verywellmind | Constructivism in Psychology and Psychotherapy
- About the CDC-Kaiser ACE Study