ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: "เดือน ๘ สองหน" คืออะไร.? | ทำไมต้องเดือน ๘ .?  (อ่าน 115 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 29655
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0
.



ฤดูกาลกับวันเข้าพรรษา : "เดือน ๘ สองหน" คืออะไร.? ทำไมต้องเดือน ๘ .?
Posted By pimchanok pangsoy | 03 พ.ย. 64



 :25: :25: :25:

ความพิเศษของปีอธิกมาส หรือปีที่มีเดือน ๘ สองหน

กำหนดกันว่า ปีอธิกมาสทางจันทรคติ ซึ่งมีเดือน ๘ สองหน ทำให้วันสำคัญทางพุทธศาสนาได้เลื่อนไปไม่เหมือนทุกปี เช่น

    • วันมาฆบูชาของไทย ได้เลื่อนไปอยู่ ณ วันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔     
       
    • วันวิสาขบูชาซึ่งโดยปกติจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ แต่ในปีที่มีเดือน ๘ สองหน ให้เลื่อนไปอยู่ในเดือน ๗ แทน โดยถือว่าเดือน ๘ หนหลังเป็นเดือน ๘ ที่แท้จริง ส่วนเดือน๘ หนแรก ก็จะมีค่าเท่ากับเดือน ๗

    • วันเข้าพรรษา ได้เลื่อนไปเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปดหลัง (๘๘) แทน





เข้าพรรษากับฤดูกาล : ทำไมจึงเกิดเดือน ๘ หน้า ๘ หลัง.?
 
เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดพุทธบัญญัติข้อหนึ่งที่มอบให้กับเหล่าพระสงฆ์ ก็คือ “การเข้าพรรษา” โดยเริ่มต้นในวันถัดจากขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นั่นคือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งตรงกับต้นฤดูฝน
 
จุดประสงค์ : เพื่อให้บรรดาสงฆ์ได้อยู่ประจำสถานที่เป็นเวลา ๓ เดือนของปฏิทินจันทรคติ เพื่อใช้เวลาช่วงนี้ศึกษาทบทวนเนื้อหาของธรรมะ และไม่ไปรบกวนชาวบ้านที่กำลังเริ่มต้นทำการเพาะปลูก อีกทั้งหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำพืชพรรณและสัตว์เล็กๆที่อยู่ตามพื้นดิน
 
จะเห็นได้ว่าพุทธบัญญัตินี้ ผูกมัดเงื่อนไขไว้ ๒ ข้อ คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และต้นฤดูฝน

ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ในปีแรก ๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ครั้นย่างเข้าปีที่สี่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ร่นเข้าไปอยู่ในฤดูแล้ง (ราว ๆ เดือนเมษายน) แทนที่จะเป็นฤดูฝน เป็นเหตุให้วันออกพรรษาร่นเข้ามาเป็นต้นฤดูฝน ผิดวัตถุประสงค์ของพุทธบัญญัติ

ปัญหา : หากยึดเฉพาะปฎิทินจันทรคติ ช่วงเข้าพรรษาที่ควรจะเป็นหน้าฝน ก็จะมาตรงกับหน้าร้อนบ้าง หน้าหนาวบ้าง นั่นเพราะปฏิทินจันทรคติไม่สามารถใช้อ้างอิงกับฤดูกาลได้เลย

แนวทางแก้ไขของปราชญ์โบราณ
 
จึงมีการปรับชดเชยระหว่างปฏิทิน “ จันทรคติ” กับ ปฏิทิน “ สุริยะคติ” เนื่องจากรอบปีของดวงจันทร์ (Lunar month) เร็วกว่ารอบปีของดวงอาทิตย์ (Solar month) ประมาณปีละ ๑๑ วัน แต่ฤดูกาลต่าง ๆ ที่เกิดบนโลกมาจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ทำมุมตกกระทบกับพื้นผิวโลกในองศาที่แตกต่างกัน หากยึดเฉพาะของจันทรคติ จะทำให้เริ่มผิดจากฤดูกาลจริง

 



วิธีการชดเชย
         
จะมี ๒ วิธีคือ เดือนพิเศษและวันพิเศษ     
       
๑. เดือนพิเศษ
ปีปกติจะมี ๑๒ เดือนเรียกว่า "ปีปกติมาส" ,ปีที่มีการเพิ่มเดือนแปดเป็นสองหนจะเรียกว่า "ปีอธิกมาส" ทุกๆ ๒-๓ ปี จะเพิ่มเดือนจันทรคติเข้าไปอีก ๑ เดือน โดยให้เพิ่มที่เดือน ๘ มีสองครั้ง เรียกว่า เดือน “แปดหน้าและแปดหลัง” หรือ “แปดสองหน” และเริ่มเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ ของเดือนแปดหลัง หากปีนั้นมี เดือน ๘ สองครั้ง เพื่อทำให้การเข้าพรรษาอยู่ในช่วงเวลาของต้นฤดูฝนตรงตามพุทธบัญญัติ           
       
๒. วันพิเศษ
ปกติแล้วเดือนคี่จะมี ๒๙ วัน คือ ไม่มีแรม ๑๕ ค่ำ ,เดือนคู่จะมี ๓๐ วัน เรียกว่า "ปีปกติวาร" ในบางปีจะมีการเพิ่มวันพิเศษ คือ เดือนคี่จะมี ๓๐ วัน (มีแรม ๑๕ ค่ำด้วย) เรียกว่า "ปีอธิกวาร"

ที่มาของสูตรการปรับดังกล่าว

อาณาจักรโบราณ เช่น บาบิโลน และกรีก มีสูตรชดเชยระหว่างปฏิทินจันทรคติกับปฏิทินสุริยะคติอยู่แล้ว เพราะอาณาจักรเหล่านั้นก็มีประเพณีที่ต้องปฏิบัติตามฤดูกาลเช่นกัน  นักดาราศาสตร์ชาวกรีกชื่อว่า "เมตั้น แห่งกรุงเอเธน" ได้ประกาศใช้สูตรนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ ปี 432 BC (432 ปี ก่อนคริสตกาล)

แต่ชาวบาบิโลนใช้สูตรนี้มานานก่อนหน้าท่านเมตั้น ภาษาวิชาการทางดาราศาสตร์เรียกว่า Intercalation หรือ Metonic Cycle กำหนดให้เพิ่มเดือนจันทรคติ ๗ ครั้ง ในรอบ ๑๙ ปี ถ้าปีไหน เกิดปรากฏการณ์เดือนทางจันทรคติขาด จะกำหนดให้เป็น “ปีอธิกมาส” และ ให้เพิ่มเดือนที่ ๑๓ เข้ามา เพื่อให้ ชดเชยวันที่หายไป 

ทีนี้ จะเห็นว่าปีอธิกมาสนั้น สมควรจะเกิดทุก ๆ ๓ ปี หรือคือ ๖ ครั้งใน ๑๘ ปี แต่ว่าถ้าคำนวนแบบละเอียด ๆ แล้วจะพบว่า ปีอธิกมาสจะเกิด ๗ ครั้งใน ๑๙ ปี (ทุก ๓ ปีบ้าง ทุก ๒ ปีบ้าง)





สูตรทางปฏิทินพุทธของไทย

ใช้วิธีพิจารณาที่วันออกพรรษา หากวันดังกล่าวร่นขึ้นมาอยู่ที่ต้นเดือนตุลาคม และทำท่าจะร่นเข้าไปในเดือนกันยายนของปีต่อไป ก็กำหนดให้ปีที่จะถึงมี ๘ สองหน เรียกว่า “ อธิกมาส”
     อธิก แปลว่า เกิน หรือ เพิ่ม         
     มาส แปลว่าเดือน         
     รวมความแปลว่า เพิ่มเดือน หรือ มีเดือนเกิน 
 
ทำไมต้องเป็นเดือน ๘

ทั้งนี้ก็ด้วยเดือนแปด เป็นเดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เข้าสู่ฤดูของการทำนา ซึ่งเป็นสิ่งหลักของชาวไทยแต่โบราณ  ฉะนั้นเดือนแปดจึงมีความสำคัญ ต่อการกำหนดน้ำฟ้าน้ำฝน กำหนดฤดูการทำนา

หากปีเคลื่อนเดือนคล้อย ก็จะมีผลกระทบต่อข้าวในนา ฉะนั้น เมื่อเดือนคลาดเคลื่อนไปและจะเติมเดือน จึงต้องเติมเดือนแปดด้วยประการฉะนี้แล

 



ความเชื่อโบราณ : “๘ สองหน ฝนมาช้า”

ความเชื่อของคนโบราณเชื่อว่า หากมีเดือน ๘ สองหน มักจะเกิดฝนแล้ง หรือมีความแห้งแล้งมาก ทำนายากนั้น ซึ่งสาเหตที่แท้จริงนั้น คาดว่า น่าจะเกิดเพราะฝนตามฤดูกาล จะมาช้าในเดือน ๘ หลัง ชาวบ้านมักเชื่อว่า ฝนน่าจะมาในเดือนกันยายน-ตุลาคม

ฤดูกาลที่แตกต่าง ของเข้าพรรษา ในไทยและในต่างประเทศ          

ปัจจุบันศาสนาพุทธเผยแผ่ไปหลายประเทศเกือบทั่วโลก พุทธบัญญัติข้อนี้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเพราะประเทศที่อยู่ซีกโลกด้านเหนือ กับประเทศที่อยู่ซีกโลกด้านใต้ มีฤดูกาลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เช่น เดือนกรกฎาคม - กันยายน เป็นฤดูฝนของประเทศไทย แต่เป็นฤดูแล้งของประเทศออสเตรเลีย พระสงฆ์ที่วัดไทยในประเทศออสเตรเลีย จึงต้องจำใจเข้าพรรษาในฤดูแล้งและออกพรรษาในต้นฤดูฝนพอดี 
 
ศาสนาคริสต์ก็พบนี้ปัญหาเช่นกัน วันคริตส์มาสของพวกเขาที่ออสเตรเลียต้องฉลองท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศ เพราะวันที่ ๒๕ ธันวาคม เป็นฤดูร้อนสุดๆเพิ่งจะเลยวัน “ครีษมายัน” (Summer solstice) ไปเพียง ๔ วัน ท่านซานต้าเลยต้องเหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ผิดกับซานต้าในประเทศแถบยุโรปที่แต่งตัวด้วยชุดใหญ่





ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90472/-blog-blo-morart-mor-
Posted By pimchanok pangsoy | 03 พ.ย. 64

เนื้อหาเรียบเรียงจาก :-
- http://www.oknation.net/blog/spj/2010/05/07/entry-1
- https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080213022645AAKOHsU
- http://pantip.com/topic/33870834
- http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=524728
- https://trang82.wordpress.com/2012/05/04/ปีอธิกมาสคืออะไร/
- https://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิทินไทย
- http://en.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539370469
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2026, 09:47:39 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ