.
พุทฺโธติ กิตฺตยนฺตสฺส กาเย ภวติ ยา ปีติ
วรเมว หิ สา ปีติ กสิเณนาปิ ชมฺพุทีปสฺส ความปิติโสมนัสที่เกิดในกาย
ของบุคคลผู้เปล่งวาจาว่า "พุทโธ"
ประเสริฐกว่าสมบัติทั้งปวงในชมพูทวีปที่มา : ที. อฏ. ๑/๕๓
หนังสือพระปริตรธรรม (พระคันธสาราภิวงศ์ ธรรมาจริยะ, อภิวังสะ)
ขอบคุณภาพจาก pinterest
อรรถกถา ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงลักษณะของผู้คงที่ในฐานะแห่งการติเตียนอย่างนี้แล้ว บัดนี้มีพระพุทธประสงค์จะทรงแสดงลักษณะของผู้คงที่ในฐานะแห่งการสรรเสริญ จึงตรัสพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ดังนี้เป็นต้น.
ในพระบาลีนั้น คำว่า คนเหล่าอื่น ได้แก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสเหล่าใดเหล่าหนึ่ง.
คำว่า เพลิดเพลิน มีวิเคราะห์ว่า เป็นเหตุมายินดีแห่งใจ. คำนี้เป็นชื่อของปีติ.
ภาวะแห่งใจดี ชื่อว่า โสมนัส. คำว่า โสมนัสนี้เป็นชื่อของความสุขทางจิต.
ภาวะแห่งบุคคลผู้เบิกบาน ชื่อว่า ความเบิกบาน
ถามว่า ความเบิกบานของอะไร.?
ตอบว่า ของใจ.
คำว่า ความเบิกบาน นี้เป็นชื่อของปีติอันทำให้เบิกบาน นำมาซึ่งความฟุ้งซ่าน.
แม้ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสสังขารขันธ์ด้วยบททั้งสอง ตรัสเวทนาขันธ์ด้วยบทเดียว ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงห้ามความเบิกบานโดยนัยที่หนึ่งอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงโทษในความเบิกบานนั้นโดยนัยที่สอง จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า ถ้าเธอทั้งหลายจักเพลิดเพลิน จักดีใจ จักเบิกบานใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดังนี้.
แม้ในที่นี้ ก็พึงทราบเนื้อความว่า บทว่า ตุมฺหญฺเญวสฺส เตน อนฺตราโย ความว่า อันตรายจะพึงมีแก่คุณธรรมทั้งหลาย มีปฐมฌานเป็นต้นของเธอทั้งหลายนั่นเอง เพราะความเบิกบานนั้น.
@@@@@@@
ถามว่า ก็เพราะเหตุไรจึงตรัสดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญปีติ และโสมนัสในพระรัตนตรัยนั่นเทียว โดยพระสูตรหลายร้อยสูตร มีอาทิอย่างนี้ว่า
"ผู้ที่ประกาศว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เกิดปีติไปทั่วกาย ก็ปีตินั้นประเสริฐกว่าชมพูทวีปเสียอีก"
และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในวัตถุอันเลิศดังนี้ มิใช่หรือ.?
ตอบว่า ตรัสสรรเสริญไว้จริง แต่ปีติและโสมนัสนั้นเกี่ยวกับเนกขัมมะในที่นี้ทรงประสงค์ปีติและโสมนัสที่เนื่องด้วยการครองเรือนอย่างที่เกิดขึ้นแก่ท่านพระฉันนะ โดยนัยว่า พระพุทธเจ้าของเรา พระธรรมของเรา ดังนี้เป็นต้น.
@@@@@@@
ด้วยว่า ปีติและโสมนัสที่เนื่องด้วยการครองเรือนนี้ ย่อมกระทำอันตรายแก่การบรรลุฌาน เป็นต้น.
ด้วยเหตุนั้นแหละ แม้ท่านพระฉันนะจึงไม่สามารถที่จะทำคุณวิเศษให้บังเกิดได้ตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จปรินิพพาน.
แต่ท่านได้ถูกคุกคามด้วยพรหมทัณฑ์ที่ทรงบัญญัติไว้ในปรินิพพานสมัย
ละปีติและโสมนัสนั้นได้แล้ว จึงยังคุณวิเศษให้บังเกิดได้.
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าปีติและโสมนัสที่ตรัสแล้วนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายปีติและโสมนัสที่ทำอันตรายเท่านั้น.
ก็ปีตินี้ที่เกิดพร้อมกับความโลภ และความโลภก็เช่นกับความโกรธนั่นเอง.
อย่างที่ตรัสไว้ว่า (๗-)
คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม
เมื่อนรชนถูกความโลภครอบงำ ย่อมมืดตื้อทันที
ความโลภก่อให้เกิดความพินาศ ความโลภทำให้จิต
อยากได้ ชนไม่รู้จักความโลภนั้นซึ่งเป็นภัยเกิดในภายใน ดังนี้. ____________________________
(๗-) ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๖๘
อ้างอิง : อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=09&A=1&Z=1071ที่มา
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=1&p=3ขอบคุณภาพจาก
http://4.bp.blogspot.com/
อรรถกถาเล่มที่ ๔ ภาษาบาลีอักษรไทย ที.อ. (สุมงฺคล.๑)
[๖] เอวํ อวณฺณภูมิยํ ตาทิลกฺขณํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ วณฺณภูมิยํ ทสฺเสตุํ "มมํ วา ภิกฺขเว ปเร วณฺณํ ภาเสยฺยุนฺ"ติ อาทิมาห.
ตตฺถ ปเรติ เย เกจิ ปสนฺนา เทวมนุสฺสา. อานนฺทนฺติ เอเตนาติ อานนฺโท, ปีติยา เอตํ อธิวจนํ.
สุมนสฺส ภาโว โสมนนฺสํ, เจตสิกสุขสฺเสตํ อธิวจนํ.
อุพฺพิลฺลาวิโน ภาโว อุพฺพิลฺลาวิตตฺตํ.
กสฺส อุพฺพิลฺลาวิตตฺตนฺติ.? เจตโสติ, อุทฺธจฺจาวหาย อุพฺพิลฺลาปนปีติยา เอตํ อธิวจนํ. อิติ อิธาปิ ทฺวีหิ ปเทหิ สงฺขารกฺขนฺโธ, เอเกน เวทนากฺขนฺโธ วุตฺโต.
@@@@@@@
เอวํ ปฐมนเยน อุพฺพิลฺลาวิตตฺตํ นิวาเรตฺวา ทุติเยน ตตฺถ อาทีนวํ ทสฺเสนฺโต "ตตฺร เจ ตุเมฺห อสฺสถา"ติ อาทิมาห.
อิธาปิ ตุมฺหญฺเญวสฺส เตน อนฺตราโยติ เตน อุพฺพิลฺลาวิตตฺเตน ตุมฺหากํเยว ปฐมชฺฌานาทีนํ อนฺตราโย อสฺสาติ อตฺโถ เวทิตพฺโพ. กสฺมา ปเนตํ วุตฺตํ, นนุ ภควตา :-
"พุทฺโธ"ติ กิตฺตยนฺตสฺส, ยสฺส กาเย ภวติ ยา ปีติ, วรเมว หิ สา ปีติ, กสิเณนาปิ ชมฺพุทีปสฺส.
`ธมฺโม'ติ ฯเปฯ
`สํโฆ'ติ กิตฺตยนฺตสฺส, ยสฺส กาเย ภวติ ยา ปีติ, วรเมว หิ สา ปีติ, กสิเณนาปิ ชมฺพุทีปสฺสา"ติ จ.
"เย ภิกฺขเว พุทฺเธ ปสนฺนา, อคฺเค เต ปสนฺนา"ติ จ เอวมาทีหิ อเนกสเตหิ สุตฺตนฺเตหิ รตนตฺตเย ปีติโสมนสฺสํเยว วณฺณิตนฺติ.?
สจฺจํ วณฺณิตํ, ตํ ปน เนกฺขมฺมนิสฺสิตํ. อิธ "อมฺหากํ พุทฺโธ อมฺหากํ ธมฺโม"ติ อาทินา นเยน อายสฺมโต ฉนฺนสฺส อุปฺปนฺนสทิสํ เคหนิสฺสิตํ ปีติโสมนสฺสํ อธิปฺเปตํ. อิทํ หิ ฌานาทิปฏิลาภาย อนฺตรายกรํ โหติ.
@@@@@@@
เตเนวายสฺมา ฉนฺโนปิ ยาว พุทฺโธ น ปรินิพฺพายิ, ตาว วิเสสํ นิพฺพตฺเตตุํ นาสกฺขิ, ปรินิพฺพานกาเล ปญฺญตฺเตน ปน พฺรหฺมทณฺเฑน ตชฺชิโต ตํ ปีติโสมนสฺสํ ปหาย วิเสสํ นิพฺพตฺเตสิ.
ตสฺมา อนฺตรายกรํเยว สนฺธาย อิทํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ.
อยํ หิ โลภสหคตา ปีติ, โลโภ จ โกธสทิโสว. ยถาห :-
"ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ, ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ,
อนฺธตมํ ตทา โหติ, ยํ โลโภ สหเต นรํ.
อนตฺถชนโน โลโภ, โลโภ จิตฺตปฺปโกปโน,
ภยมนฺตรโต ชาตํ, ตํ ชโน นาวพุชฺฌตี"ติ. _____________________________________
ที่มา
https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=4&A=1