ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 517
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว มากเกินไป สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:07:21 am

ที่มาของภาพ, Getty Images


ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว มากเกินไป สำหรับคนส่วนใหญ่

คำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ยอมรับนับถือกันมานาน อย่างเช่นการดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์เสมอไป โดยงานวิจัยล่าสุดพบว่าร่างกายและสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ต้องดื่มน้ำมากถึง 2 ลิตรต่อวัน

คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Science หลังทำการทดลองขนาดใหญ่กับกลุ่มตัวอย่าง 5,604 คน ใน 23 ประเทศ โดยกลุ่มตัวอย่างนี้ครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกอายุ 9 วัน ไปจนถึงคนชราอายุกว่า 90 ปี

ผลปรากฏว่าคนเรามีความต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป โดยคนส่วนใหญ่ต้องการน้ำดื่มเพียงวันละ 1.5 - 1.8 ลิตรเท่านั้น เนื่องจากได้รับน้ำในอาหารที่รับประทานเข้าไปก่อนแล้วถึง 50% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

ศาสตราจารย์ โยสุเกะ ยามาดะ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากสถาบันนวัตกรรมชีวการแพทย์แห่งชาติญี่ปุ่น กล่าวอธิบายว่า “ที่มาของคำแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร ไม่มีความชัดเจน ทั้งยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่รับรองความถูกต้อง เป็นไปได้ว่าผู้ให้คำแนะนำดังกล่าว ไม่ได้คำนึงถึงปริมาณน้ำจำนวนมากที่ร่างกายได้รับจากอาหารอยู่ก่อนแล้ว”


ที่มาของภาพ, Getty Images

มีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างดื่มน้ำชนิดพิเศษ โดยโมเลกุลของไฮโดรเจนในน้ำถูกแทนที่ด้วยดิวเทอเรียม (deuterium) ซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจนที่มีความเสถียร เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำที่หมุนเวียนเข้าออกจากร่างกายในแต่ละวัน โดยอัตราการขจัดดิวเทอเรียมส่วนเกินออกจากร่างกาย จะบ่งบอกถึงอัตราการสูญเสียน้ำของแต่ละคนได้

ผลการทดลองพบว่าความต้องการน้ำของคนเราแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับเพศ, วัย, กิจกรรมที่ทำประจำ, และสภาพสิ่งแวดล้อม โดยคนที่อยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น, คนที่อยู่อาศัยบนภูเขาสูง, นักกีฬา, หญิงมีครรภ์, และแม่ที่กำลังให้นมบุตร เป็นกลุ่มที่มีอัตราการสูญเสียน้ำสูงกว่าผู้อื่นและจำเป็นจะต้องดื่มน้ำมากกว่า

ปริมาณน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการยังลดลงตามวัย โดยทารกแรกเกิดมีอัตราการสูญเสียน้ำมากที่สุดถึง 28% ของร่างกายในแต่ละวัน ทำให้จำเป็นต้องดื่มน้ำนมให้เพียงพอ ส่วนคนชราวัย 90 ปีขึ้นไปนั้น มีอัตราการหมุนเวียนของน้ำในร่างกายเพียง 2.5 ลิตรต่อวัน ทำให้ไม่ต้องดื่มน้ำมากถึง 8 แก้ว ตามคำแนะนำดั้งเดิม

ศ. ยามาดะกล่าวเสริมว่า “อันที่จริงแล้ว ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่คุณกินเข้าไป หากคุณกินขนมปัง, ไข่, เบคอน เป็นอาหารหลัก ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าคนที่กินผักสด, เนื้อสด, ปลา, พาสตา, และข้าว”

ศ. จอห์น สปีกแมน หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอาร์เบอร์ดีนของสหราชอาณาจักร บอกว่า “แม้การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว จะไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่การผลิตน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง การบริโภคน้ำดื่มเกินความจำเป็นยังเท่ากับสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ เช่นในสหราชอาณาจักรเราอาจสูญเสียน้ำไปในการผลิตน้ำดื่มถึงวันละ 20 ล้านลิตรเลยทีเดียว”





Thank to : https://www.bbc.com/thai/articles/cv2d95p1eydo
25 พฤศจิกายน 2022
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การปรากฏของ “กะเทย” ในเอกสารประวัติศาสตร์ ยุคแรกหมายถึงคนกลุ่มใด.? เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:03:52 am


ภาพประกอบเนื้อหา - จิตรกรรมฝาผนัง วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยุธยา


การปรากฏของ “กะเทย” ในเอกสารประวัติศาสตร์ ยุคแรกหมายถึงคนกลุ่มใด.?

ก่อนจะมี เกย์ เก้ง ตุ๊ด ฯลฯ คำว่า “กะเทย” คือคำแรก ๆ ที่นิยามถึงบุคคลเพศที่สามอันนอกเหนือจากชายและหญิง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า “กะเทย” คือ “(1) น. คนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง, คนที่มีจิตใจและกิริยาอาการตรงข้ามกับเพศของตน (อะหม ว่า เทย)”

การปรากฏคำว่า กะเทย ในเอกสารประวัติศาสตร์ยุคแรก ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ในสังคมล้านนาสมัยโบราณ จากเอกสาร “ตํานานไทยวน” กล่าวถึงการสร้างมนุษย์แบบระบบ 3 เพศ อันได้แก่ เพศชาย เพศหญิง และไม่มีเพศ การจัดประเภทเช่นนี้ก็เพื่อแยกสภาวะความเป็นชายออกจากเพศสภาวะอื่น ๆ ที่อาจแฝงปรากฏบนเพศสรีระของชาย เนื่องจากตํานานการสร้างโลกของไทยวนได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ

โดยตํานานการสร้างโลกของไทยวนเรียกว่า “ปฐมมูลมูลี” พบคําว่า “นบุํสกลิงคฯ์” แปลเป็นภาษาบาลีว่า “นปุงสกลิงค์” หมายถึง บุคคลไม่มีเพศ ทั้งนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่ามีความหมายตรงกับเพศวิถีใดตามแนวคิดของสังคมในปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีระบบเรื่องเพศมากกว่าชายและหญิงมาตั้งแต่อดีต

ในสังคมลาวสมัยโบราณ จากเอกสาร “คัมภีร์สุวรรณมุข” ก็มีการกล่าวถึง กะเทย ว่าด้วยข้อห้ามและผลของการที่ชายหญิงลอบเป็นชู้กัน เมื่อตายไปแล้วเกิดชาติใหม่เป็นหญิงเลว 500 ชาติ และเกิดเป็น “มอง” 500 ชาติ คำว่า “มอง” หมายความว่าคนหรือสัตว์ที่ไม่ปรากฏเพศชัดว่าเป็นชายหรือหญิง หรือก็คือ กะเทย นั่นเอง ซึ่งคำว่า มอง ไปพ้องความหมายของคำว่า “กะเทิย (น. คำนาม)” ในภาษาล้านนา ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง ความว่า “คนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง คนที่มีจิตใจและกริยาอาการตรงข้ามกับเพศของตน (สมัยก่อนใช้ แซ, ทุย, เทิน, มอง, มองทุย, หน้อง)”


@@@@@@@

ในสังคมไทยสมัยโบราณ จากเอกสาร “กฎหมายตราสามดวง” ในส่วนของพระไอยการลักษณภญาน ก็กล่าวถึง กะเทย (กับบัณเฑาะก์) ว่าเป็นหนึ่งในคน 33 จำพวกที่ไม่สามารถเป็นพยานได้ เว้นแต่โจทก์หรือจำเลยยินยอม ความว่า “คน 33 จำพวกนี้ อย่าให้ฟังเอาเปนพญาณ ถ้า โจท/จำเลย ยอมให้สืบ ฟังเอาเปนพญาณได้”

ด้วยเหตุที่ “กฎหมายตราสามดวง” แยก กะเทย ออกจาก บัณเฑาะก์ เป็นคนละพวกกัน ย่อมหมายความว่าในสมัยนั้นให้นิยามต่างกัน บัณเฑาะก์ อาจหมายถึงคนที่ไม่ปรากฏเพศชายหรือหญิง หรือคนที่มีอวัยวะเพศกำกวม ไม่สามารถที่จะบอกเพศได้อย่างแน่ชัด ซึ่งโดยรวมแล้วน่าจะหมายความว่าเป็น “กะเทยทางกายภาพ” ส่วนคำว่า กะเทย นั้น อาจหมายความว่าเป็น “กะเทยทางสังคม” คือบุคคลที่มีลักษณะกิริยาท่าทางตรงข้ามกับเพศของตน แตกต่างไปจากชายและหญิง จนสามารถแยกออกมาเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งได้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวได้ว่า กะเทย ใน “กฎหมายตราสามดวง” มีพฤติกรรมรักร่วมเพศระหว่างชาย-ชาย

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นปรากฏพฤติกรรมรักร่วมเพศ เช่น กรณีลูกสวาท คือพระสงฆ์อุปการะเลี้ยงเด็กชาย “กอดจูบหลับนอนเคล้าคลึงไปไหนเอาไปด้วย” หรือกรณีพระสงฆ์สมัยรัชกาลที่ 2 “พอใจลูบคลำเล่นของที่ลับพวกลูกศิษย์ที่รุ่นหนุ่มสวย ๆ” จนถูกสึก

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศจะไม่กล่าวถึง “กะเทย” หรือ “ความเป็นกะเทย” แต่อย่างใด โดยคำว่า “เล่นสวาท” (ชาย-ชาย) หรือ “เล่นเพื่อน” (หญิง-หญิง) จะเป็นคำที่ถูกนำมาใช้อธิบายและเชื่อมโยงกับพฤติกรรมรักร่วมเพศ ในขณะที่คำว่า กะเทย เป็นคำนามที่บ่งบอกถึงคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ชายและหญิง ไม่ได้เหมารวมว่าคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ = กะเทย

@@@@@@@

ในส่วนของคำว่า “กะเทย” นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ได้กล่าวไว้ว่าคนไทอะหมก็มีคำว่า “เทย” ใช้ในความหมายเดียวกัน, กะเทย ในภาษาเขมรก็มีคำว่า “เขทิย” มีความหมายเช่นเดียวกัน ขณะที่พจนานุกรมเขมร-ไทย ฉบับของพระยาอนุมานราชธน กล่าวถึง กะเทย ว่า “เขฺทีย (เขฺตย) 1. กระเทย [สะกดตามต้นฉบับ] 2. นอกคอก นอกรีต”

กาญจนา นาคสกุล ตั้งข้อสังเกตว่ามีคำในภาษาไทยและภาษาเขมรหลายคำที่พ้องกันโดยไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นคำไทยเดิมหรือคำเขมรเดิม ดังนั้น คำว่า เขทิย ก็อาจเป็นหนึ่งในคำพ้องเหล่านั้น อาจเป็นไปได้ว่าคำว่า กะเทย, เทย และเขทิย เป็นคำที่ใช้เรียกลักษณะของสิ่งที่ไม่ปรากฏเพศ หรือมีลักษณะกลาง ๆ ไม่เป็นเพศใดเพศหนึ่งที่ใช้กันอยู่เดิมในภูมิภาคนี้ก็เป็นได้

ขณะที่ “สัพะ พะจะนะ พาสาไท” พจนานุกรมของสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ที่จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2397 สมัยรัชกาลที่ 4 ให้ความหมายของคำว่า กะเทย ว่าตรงกับภาษาอังกฤษว่า Hermaphrodite เช่นเดียวกับ “อักขราภิธานศรับท์” พจนานุกรมของหมอบรัดเลย์ ที่จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2416 ให้ความหมายของ กะเทย ว่า “คนไม่เปนเภษชาย ไม่เปนเภษหญิง มีแต่ทางปัศสาวะ”

โดยสรุปแล้วคำว่า กะเทย ในยุคแรกหมายถึงลักษณะที่กำกวมของอวัยะเพศ (อาจมีสองเพศในคนเดียว) และหมายถึงคนอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะทางจิตใจและกิริยาที่ไม่เป็นชายไม่เป็นหญิง นอกจากนี้ คนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศก็ไม่ได้ถือว่าเป็น กะเทย แต่อย่างใด

@@@@@@@

จากเอกสารเหล่านี้ ทำให้เห็นว่า กะเทย ในยุคแรกถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่พึงประสงค์ หากทำกรรมชั่ว ผิดประเวณี ลอบเป็นชู้ ชาติหน้าก็จะเกิดเป็นกะเทย ถูกกีดกัดจากระบบยุติธรรม ถูกจัดเป็นหนึ่งในคน 33 จำพวกที่ไม่สามารถเป็นพยานในคดีความได้ ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลแนวคิดจากศาสนาทั้งสิ้น

แม้มีเอกสารหลายชิ้นที่ระบุถึง กะเทย อยู่บ้าง แต่แทบไม่พบส่วนที่กล่าวถึงชีวิตของคนกลุ่มนี้เลย ลำพังเรื่องราวของชาวบ้านสามัญก็แทบจะไม่ถูกบันทึกลงบนเอกสารทางประวัติศาสตร์ ยิ่งเป็น กะเทย ซึ่งเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งในสังคมด้วยแล้ว ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกบันทึกไว้เป็นเรื่องเป็นราว

อย่างไรก็ตาม มีเอกสารชิ้นหนึ่งคือ “บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ” โดยโจวต้ากวาน ราชทูตจีนสมัยราชวงศ์หยวนที่ได้เดินทางไปยังเขมรในสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 ราว 700 ปีก่อน ได้บันทึกถึง กะเทย ไว้ว่า “ในประเทศนี้มีพวกกะเทยอยู่มากมาย ทุกวันจะไปเดินตามตลาดเป็นหมู่ ๆ ละ 10 คน มักจะชอบชักชวนชาวจีนและกลับได้ของให้อย่างงาม ช่างน่าเกลียดและน่าบัดสีเสียนี่กระไร”

อภิญญา ตะวันออก อธิบายความตอนนี้เพิ่มเติมว่า “กะเทยสมัยนครธม ดูจะมีเสรีภาพอย่างเพียงพอในการแสดงออกต่อสาธารณชน โดยเพียงบรรทัดเดียวก็ทำให้เข้าใจว่า ณ ตลาดชุมชนของเมืองพระนคร ได้มีพ่อค้าจีนถูกชาวเพศที่ 3 แห่งเมืองพระนครคุกคามด้วยพฤติกรรมอันน่ารังเกียจจากเอาตัวเข้าพัวพันเพื่อหวังทรัพย์สินมีค่าบางอย่าง…ชาวกะเทยเมืองพระนคร มิได้ถูกจำกัดสิทธิเยี่ยงทาสไพร่แต่อย่างใด”

@@@@@@@

นอกจากนี้ อภิญญา ตะวันออก ยังตั้งข้อสังเกตว่าชาวเขมรเมืองพระนครที่ประกอบอาชีพค้าขายส่วนใหญ่เป็นหญิง บางครั้งจึงต้องอาศัยกะเทยเป็นตัวแทนเพื่อทำการติดต่อเจรจากับพ่อค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ

นี่ดูจะเป็นบันทึกที่กล่าวถึง “กะเทย” ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนและมีสีสันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยบันทึกของโจวต้ากวานก็ทำให้เห็นว่าในอดีตกะเทยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มมีสัมพันธ์แน่นแฟ้น เหมือนคำกล่าวในปัจจุบันที่ว่า “กะเทยตาย กะเทยเผา”





อ้างอิง :-
- อนุมานราชธน, พระยา. พจนานุกรมเขมร-ไทย เล่ม 1 ก-ต. กรุงเทพฯ : จงเจริญการพิมพ์, 2517.
- โจวต้ากวาน เขียน, เฉลิม ยงบุญเกิด แปล. บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ. กรุงเทพฯ : มติชน. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2543.
- วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์, พัชรินทร์ สิรสุนทร และฐานิดา บุญวรรโณ. การปรากฏอัตลักษณ์ กายา และอาณาบริเวณทางสังคมของกะเทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (พ.ศ. 2470-2516) ใน, ดำรงวิชาการ, มกราคม-มิถุนายน 2565.
- เทอดศักดิ์ ร่มจำปา. จาก “กะเทย” ถึง “เกย์” ประวัติศาสตร์ชายรักร่วมเพศในสังคมไทย ใน, วารสารอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มกราคม-มิถุนายน 2546.
- อภิญญา ตะวันออก. อัญเจียแขมร์ : เมืองนคร – ตอนทาสไพร่ – กะเทย ใน, มติชนสุดสัปดาห์, 15-21 พฤศจิกายน 2562.

ขอขอบตุณ :-
ผู้เขียน   : สมานฉันท์ ปฐมวงส์
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 24 พฤศจิกายน 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_96855
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมดำรงฯ รับสั่ง ผู้นับถือพุทธศาสนามีมาก เป็นแต่นับถือไปตามกัน เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:56:21 am



กรมดำรงฯ รับสั่ง ผู้นับถือพุทธศาสนามีมาก เป็นแต่นับถือไปตามกัน

…เหล่าชนที่นับถือพระพุทธศาสนา แม้ถึงมีมากแต่จะหาผู้ที่เข้าใจชัดเจนในศาสนาที่ตนนับถืออยู่ได้โดยยากยิ่งนัก เพราะไม่ค่อยจะมีหนังสือแสดงคำสั่งสอน ซึ่งเป็นเครื่องชักนำให้เข้าใจชัดเจนดีเหมือนหนังสือคำสอนศาสนาอื่นๆ จะเข้าใจชัดเจนดีก็แต่ผู้มีกำลังจะสะสมหนังสือไว้อ่านได้ กับคนที่ได้ไปมาหาสู่สนทนากับท่านผู้รู้และฟังเทศนาในวัดนั้นๆ คนสามัญนอกจากนี้ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจให้ชัดเจนได้ เป็นแต่นับถือไปตามกันเท่านั้น การแนะนำสั่งสอนประชุมชนให้เข้าใจพุทธศาสนาชัดเจนจึงเป็นธุระสำคัญที่ควรจะเอาใจใส่…

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน “คำปรารภการตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยและการจัดระเบียบการศึกษาและการสอบ” พ.ศ. 2437




ข้อมูลจาก :-
- สายชล สัตยานุเคราะห์. การสร้างอัตลักษณ์ “เมืองไทย” และ “ชั้น” ของสยาม. สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2546.
- เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 25 พฤศจิกายน  2565

Thank to : https://www.msn.com/th-th/lifestyle/lifestyle/กรมดำรงฯ-รับสั่ง-ผู้นับถือพุทธศาสนามีมาก-เป็นแต่นับถือไปตามกัน/ar-AA14xnQB?ocid=mailsignout&li=BBr91nk 
เมื่อวานนี้ 16:03
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชู “วัดสวนดอก” ต้นแบบวัดปลอดบุหรี่ สร้างชีวีด้วยหลักธรรม เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:46:32 am




ชู “วัดสวนดอก” ต้นแบบวัดปลอดบุหรี่ สร้างชีวีด้วยหลักธรรม

สสส. หนุน 3,000 วัดทั่วประเทศสู่วัดปลอดบุหรี่ ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พร้อมชู “วัดสวนดอก” ต้นแบบวัดปลอดบุหรี่ สร้างชีวีด้วยหลักธรรม

ในอดีตการแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ของพระสงฆ์ได้รับความสนใจน้อยมาก และสถานการณ์ปัญหาการสูบบุหรี่ในกลุ่มพระสงฆ์ที่ผ่านมายังไม่ลดลง ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพของพระสงฆ์โดยตรง เมื่อปี 2559 มีการตรวจคัดกรองสุขภาพของพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ รวม 122,680 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุข พบ พระสงฆ์เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค คือ การสูบบุหรี่ บริโภคอาหารไม่เหมาะสม มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ดังกล่าวข้างต้น จึงนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านสุขภาวะของพระสงฆ์ รวมไปถึงการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคดังกล่าวด้วย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล็งเห็นความสำคัญและมีความห่วงใยต่อสุขภาพของพระสงฆ์ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจัดให้มีโครงการ วัดปลอดบุหรี่ สร้างชีวีด้วยหลักธรรม นำสู่สุขภาวะชุมชน โดยมุ่งหวังรณรงค์ให้พระสงฆ์เลิกบุหรี่ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเรื้อรัง และเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เป็นแบบอย่างที่ดีรวมถึงการสร้างค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่แก่เด็กและเยาวชน โดยที่ จ.เชียงใหม่ มี วัดสวนดอก เป็นอีกหนึ่งวัดต้นแบบปลอดบุหรี่ที่มีความเข้มแข็ง จากการดำเนินโครงการทั้งภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมสาธิต “บาลีสาธิตศึกษา”

นายธวัชชัย จันจุฬา ผู้ประสานงานโครงการ “วัดปลอดบุหรี่ สร้างชีวีด้วยหลักธรรม นำสู่สุขภาวะชุมชน” กล่าวว่า โครงการนี้ได้ดำเนินการในทั่วประเทศ 17 จังหวัด มีกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบายให้ความรู้พระสงฆ์ด้าน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน แพร่ ลำพูน สุโขทัย ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ มีวัดที่เข้าร่วมในโครงการฯ จำนวน 1,850 แห่ง โดยในแต่ละจังหวัดเกิดการประกาศนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการทำให้วัดเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ตามกฎหมายกำหนด




นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังการกระทำความผิด โดยพระคิลานุปัฏฐาก ซึ่งเป็นพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด (อสว.) ทำหน้าที่รณรงค์ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ส่งเสริมสุขภาวะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และประชาชนทั่วไป โดยหากพบว่ามีพระสงฆ์ที่ละเมิดการกระทำความผิด ก็จะรายงานให้พระผู้ปกครองในระดับสูงทราบ และให้การช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อยากเลิกบุหรี่ส่งต่อให้สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 เป็นผู้ติดตามช่วยเหลือและสนับสนุนให้พระสงฆ์เลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร

ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ยังจัดกิจกรรมเชิญชวน ญาติโยม และพระสงฆ์ที่สูบบุหรี่ ลงนามอธิษฐานจิตเลิกเหล้า บุหรี่ โดยจะมีวัดที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผู้เชิญชวนให้ญาติโยมลงนามอธิฐานจิต 1 รูป ต่อ 3 คน และรวบรวมส่งรายชื่อทั้งหมดให้กับสายด่วนเลิกบุหรี่เพื่อติดตาม และช่วยให้เลิกบุหรี่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรายชื่อแต่ละจังหวัดเพื่อจัดทำข้อมูลลงในระบบ

“ความท้าทายแรกของการทำงาน คือ การสร้างความเชื่อและทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ เพราะเมื่อก่อนพระสงฆ์ท่านคิดว่าการสูบบุหรี่ไม่ผิด และที่สำคัญพระท่านไม่ทราบว่าการสูบบุหรี่นำไปสู่เรื่องของการเจ็บป่วยด้วย จนเราไปสำรวจในวัด พบสัดส่วนของพระที่สูบบุหรี่ค่อนข้างมาก จึงนำมาสู่การดำเนินโครงการวัดปลอดบุหรี่ขึ้นในตอนนั้น โครงการของเราไม่ได้ทำแค่วัด แต่ยังขยายไปในโรงเรียนพระปริยัติธรรมด้วย ซึ่งตอนนี้มีประมาณ 26 แห่ง” นายธวัชชัย กล่าว

ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันรูปแบบของบุหรี่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ปากกา  Liquid paper ฯลฯ จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับพระผู้ใหญ่ ซึ่งต่างบอกว่าต้องปรับตัวและศึกษาข้อมูลตามให้ทันเทคโนโลยีเพื่อหาแนวทางป้องกันในเรื่องนี้




ด้าน พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ, ผศ.ดร. อาจารย์ประจำ มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวัดปลอดบุหรี่ฯ กล่าวว่า ก่อนจะมาถึงวัดปลอดบุหรี่ ได้ดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ใน มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ ก่อน และขยายมายังโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่เมื่อพระสงฆ์และสามเณรเรียนจบไปแล้วก็ต้องกลับสู่วัดของตนเอง ดังนั้น จึงขยายมาทำโครงการวัดปลอดบุหรี่ด้วย ขณะเดียวกันมหาเถรสมาคม ก็ให้ความสำคัญในการใช้วัดเป็นฐานในการเชิญชวนคนลดละเลิกอบายมุขและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ

โดยเฉพาะมิติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยวัดต้องเป็นต้นแบบที่ดีของคนในชุมชน อย่างไรก็ดี ทุกคนต้องมองเห็นปัญหาร่วมกัน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ต้องร่วมกันในการทำพื้นที่ชุมชนของตนให้ปลอดจากสิ่งเหล่านี้ และญาติโยมต้องร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการสูบบุหรี่ของพระสงฆ์ เช่น การไม่ถวายบุหรี่

อีกกลไกที่สำคัญ คือ พระคิลานุปัฏฐาก หรือ พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด (อสว.) เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานรณรงค์ให้วัดปลอดบุหรี่ โดย 1 วัดจะมีพระคิลานุปัฏฐาก  1 รูป เดิมพระคิลานุปัฏฐาก มี จำนวน 9,000 กว่ารูปทั่วประเทศ แต่บางรูปได้ลาสิขาไป ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการดูแลกรณีหากต้องดูแลพระสงฆ์อาพาธ ดังนั้น มติของมหาเถรสมาคมจึงมีนโยบายให้มีพระบริบาล 1 รูป ต่อ 1 วัด เพื่อมาช่วยงานพระคิลานุปัฏฐาก

“สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความตระหนักในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วม เช่น ถ้าเรามีข้อมูลชุดหนึ่ง อาทิ ข้อมูลจังหวัดเชียงใหม่มีพระสูบบุหรี่กี่รูป เราจะประมาณการปัญหาพระป่วยได้ว่ากี่รูป คณะสงฆ์จะช่วยกันดูแลอย่างไร พระอาจารย์มองว่า ปัญหาแบบนี้จะมากขึ้นเพราะเราเป็นสังคมผู้สูงอายุ พระสงฆ์ที่มีอายุมากจะล้มป่วยเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอกลับจากโรงพยาบาลมาที่วัดก็จะไม่มีคนดูแล ปัญหาตรงนี้ก็จะวนกลับมา” พระวิสิทธิ์ กล่าว




พระวิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การคุมเข้มเฉพาะบ้านวัดโรงเรียนเท่านั้นคงไม่เพียงพอ ผู้นำชุมชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ทุกองค์กรต้องตระหนักร่วมกัน สิ่งที่เราเห็นร่วมกันว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของชุมชน ทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลสังคม ให้รับรู้ว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักร่วมกัน เราก็จะนำสังคมของเราไปสู่สังคมสุขภาวะที่เราตั้งใจไว้ได้ เมื่อพระมีสุขภาพดีวัดก็จะมั่นคง มั่นคงในที่นี้หมายถึงวัด ก็จะมีผู้คนดูแลรักษาเป็นพื้นที่ที่เป็นต้นบุญต้นแบบให้ญาติโยมได้เข้ามาในวัดได้อย่างปลอดภัยและเป้าหมายสุดท้าย คือ ชุมชนมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุข

พระมหาสมเกียรติ สิริอรุโณ ผู้อำนวยการโรงเรียพระปริยัติธรรม “บาลีสาธิตศึกษา” มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า โรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการของ สสส. โดยเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมปลอดบุหรี่ ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายไปยังโรงเรียนพระปริยัติธรรมเขต 5 ซึ่งมีทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน มาร่วมกันสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมปลอดบุหรี่ให้เป็นแบบอย่าง

โดยนำแนวปฏิบัติของโรงเรียนของเราขยายไปยังโรงเรียนเครือข่าย โรงเรียนของเราเชื่อมโยงกับวัดอยู่กว่า 40 วัด ซึ่งสามเณรในโรงเรียน จะฝากให้ไปพำนักอาศัยที่วัดเครือข่ายจะมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ปกครองโดยตรง โรงเรียนก็จะร่วมกับเจ้าอาวาสในการดูแลสามเณรของเราที่อยู่วัดนั้น ๆ ให้ปลอดจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เมื่อก่อนการนำบุหรี่มาถวายพระอาจมีบ้าง แต่ปัจจุบันค่านิยมเปลี่ยนแปลงไป แทบจะไม่มีแล้ว ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ยังไม่ปรากฏมีในสถานศึกษาของเรา






ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/1722006/
25 พฤศจิกายน 2565 ,16:38 น.
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มจร วิจัยเปิดเส้นทางสายพระเกจิ-ปฏิบัติวิปัสสนาฯ หนุนท่องเที่ยววิถีพุทธ เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:34:50 am



มจร วิจัยเปิดเส้นทางสายพระเกจิ-ปฏิบัติวิปัสสนาฯ หนุนท่องเที่ยววิถีพุทธ

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยววิถีพุทธ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทั้งสายพระเกจิ วัตถุมงคล ประเพณีวัฒนธรรม และการปฏิบัติธรรม พร้อมเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ หวังช่วยดึงนักท่องเที่ยวไทย

พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) ผอ.สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า มจร จัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ และสร้างพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม ส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยลงพื้นที่วิจัยเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยววิถีพุทธ

โดยจัดทำเป็นชุดความรู้และสื่อดิจิทัลที่ทันสมัย การจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบ 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธของประเทศไทยในระดับนานาชาติ



ด้าน พระมหาทวี มหาปญฺโญ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย หัวหน้าชุดโครงการวิจัย นวัตกรรมข้อมูลกลางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธในเมืองหลักของประเทศไทยในระดับนานาชาติ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยพระมหาวัฒนา ปญฺญาทีโป, ดร.อุดม จันทิมา และ ดร.กรรณิการ์ ขาวเงิน หัวหน้าโครงการวิจัยย่อย

ได้รับมอบทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร โดยเป็นทุนวิจัยปี 2565 เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยววิถีพุทธ ในเมืองหลัก 15 จังหวัด 30 แห่ง

และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัยทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตลอดจนการจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์สื่อผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ครอบคลุมทั้งมิติเพื่อการนันทนาการ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


@@@@@@@

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยววิถีพุทธเพื่อการนันทนาการ แบ่งเป็น 3 สาย ประกอบด้วย
1.สายเกจิอาจารย์ รูปเคารพ และวัตถุมงคล
2.สายสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม และ
3.สายประเพณีวัฒนธรรมและอนุรักษ์ธรรมชาติ

ส่วนเส้นทางท่องเที่ยววิถีพุทธเพื่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็แบ่งเป็น 3 สายเช่นกัน ประกอบด้วย
1.การปฏิบัติธรรมแบบอานาปานสติ
2.การปฏิบัติธรรมแบบสติปัฏฐาน และ
3.การปฏิบัติธรรมแบบกายเคลื่อนไหว        

พระมหาทวี กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีสถานปฏิบัติธรรมที่มีบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ การได้มาปฏิบัติธรรมจึงเปรียบเสมือนการเติมพลังให้กับชีวิต โดยทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยววิถีพุทธจำนวนมาก

    โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่
    www.travel2thailand.com,
    Tiktok และ facebook : buddhisttourism หรือ travel2thailand และ
    Youtube : travel2thailand





ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/1720559/
25 พฤศจิกายน 2565 , 12:39 น.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมโปรตุเกส เป็นยุโรปชาติแรก ที่ตั้งถิ่นในสยาม สู่อิทธิพลการทหาร-การค้า-ศาสนา เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2022, 09:29:32 am

ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช


ทำไมโปรตุเกส เป็นยุโรปชาติแรก ที่ตั้งถิ่นในสยาม สู่อิทธิพลการทหาร-การค้า-ศาสนา

เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาเจริญไมตรีกับสยาม หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างชาวสยามกับชาวโปรตุเกสทั้งในด้านการสงครามและการศาสนา หลักฐานเหล่านี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของชาวโปรตุเกสอย่างแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) และบาทหลวงอันโตนิโอ ปินโต (Antonio Pinto ค.ศ.1664-1696)

หากพูดถึงการติดต่อระหว่างสยามกับโปรตุเกสในช่วงแรกเริ่มนั้น กัสปาร์ กอไรญา (Gasper Correira) ระบุไว้ว่า สยามกับโปรตุเกสเริ่มติดต่อตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยอัลฟงซู ดือ อัลบูแกร์เกอ อุปราชรัฐโปรตุเกสแห่งอินเดีย ผู้พิชิตเมืองมะละกาส่งดูอาร์เต เฟร์นันเดซ เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์เมืองสยาม เชื่อว่ารู้จักอยุธยาผ่านทางมะละกา การสร้างสัมพันธ์ช่วงแรกก็ไม่ได้ตั้งใจสานสัมพันธ์ทางการทูตหรือการค้า แต่เกิดจากเหตุการณ์สงครามที่โปรตุเกสมีต่อรัฐในอารักขาของอยุธยา

อย่างไรก็ตาม ชาวโปรตุเกสไม่ใช่ชาติแรกที่เข้ามาในสยาม แต่นักประวัติศาสตร์บ่งชี้ตามหลักฐานว่า ชาวโปรตุเกสเป็นชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาและสร้างสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับสยาม

ในเอกสารโปรตุเกสที่พูดถึงชาวสยามนั้นก็มีข้อความไม่มากนักที่พูดถึงสยาม เอกสารจดหมายรายงานของรุย ดือ บริตู (Rui de Brito) ชาวโปรตุเกสที่เดินทางมาตะวันออกไกลปลายศตวรรษที่ 15 ไปถึงอัลฟงซู ดือ อัลบูแกร์เกอ (Afonso de Abuquerque) บรรยายไว้ว่า “เจ้าผู้ปกครองเมืองอาณาจักสยามมีน้ำพระทัยโอบอ้อมอารีและปกครองคนหมู่มาก ทั้งมีดินแดนในพระราชอำนาจมากมายที่ติดกับทะเล”

@@@@@@@

เอกสารที่เชื่อว่าเป็นเอกสารโปรตุเกสฉบับแรกที่เกี่ยวกับสยามก็คือ จดหมายของรุยที่มีถึงอัลฟงซู ดือ อัลบูแกร์เกอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจติดต่อการค้าและการยุทธ์ในสยาม

บาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธ์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ อธิบายเรื่องเหตุผลที่ชาวโปรตุเกสเข้ามาในสยามเป็นชาติแรกไว้ในบทความเรื่อง “มิสซังในอดีต…สู่อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ”

ใจความส่วนหนึ่งมีว่า

“ในศตวรรษที่ 14 และ 15 แขกมุสลิม หรือพวกเติร์ก (Turk) กำลังมีอำนาจมากและรุกรานยุโรป และเมื่อเมืองสำคัญ เช่น Constantinople ถูกตีแตกในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453 (พ.ศ. 1996) ชาวยุโรปและพระศาสนจักรเองก็เริ่มกลัวกันว่า ยุโรปจะรอดพ้นมือของพวกเติร์กหรือไม่ในยุโรป

ตอนนั้นก็มีเพียงประเทศ 2 ประเทศที่มีอำนาจและเข้มแข็งเพียงพอที่จะต้านทานการรุกรานของพวกแขกมุสลิมได้ ได้แก่ โปรตุเกสและสเปน นอกจากมีอำนาจและกำลังเพียงพอแล้ว ยังมีความก้าวหน้าในการสำรวจดินแดนใหม่ๆ อีกด้วย กษัตริย์ของทั้ง 2 ประเทศ (ซึ่งเป็นประเทศคริสตัง) ต่างก็ขออำนาจจากพระสันตะปาปา ที่จะทำหน้าที่เผยแพร่ความเชื่อไปยังดินแดนที่เพิ่งค้นพบใหม่ๆ เหล่านั้น บรรดาพระสันตะปาปาในสมัยนั้น ต่างก็เห็นถึงประโยชน์ทั้งด้านวิญญาณและด้านวัตถุด้วย ก็ได้มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่พวกนักสำรวจของโปรตุเกส และสเปน และมอบหมายให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ทำหน้าที่เผยแพร่ความเชื่อในลักษณะเช่นนี้…

โปรตุเกสและสเปนต่างก็เป็นมหาอำนาจด้วยกันทั้งคู่ในสมัยนั้น เพื่อมิให้ทะเลาะวิวาทและบาดหมางกันเอง โลกใบนี้ก็กว้างใหญ่ พระสันตะปาปา Alexander VI จึงได้ออกกฤษฎีกา Inter Caetera วันที่ 3 พฤษภาคม 1493 (พ.ศ. 2036) แบ่งโลกออกเป็น 2 ซีก โดยการขีดเส้นจากขั้วโลกหนึ่งไปยังอีกขั้วโลกหนึ่ง ซีกโลกด้านตะวันตกมอบให้สเปน, ด้านตะวันออกมอบให้โปรตุเกส”


@@@@@@@

แต่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ถกเถียงกันกว้างขวางย่อมเป็นเอกสาร “บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต” โดยแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต (Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) นักเดินทางที่มีประวัติเบื้องต้นค่อนข้างโลดโผน จากข้อมูลของเอกสารอธิบายว่า เขาเข้ามาในสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรก ก่อนค.ศ. 1548 และครั้งที่ 2 ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช แต่หลังจากตรวจสอบข้อมูลในเอกสารก็มีนักประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ศักราชซึ่งคลาดเคลื่อนออกไป

ในด้านการทูตเพื่อทำสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นชื่อดูอาร์เต โคเอโย (Duarte Coelho) ในช่วงพ.ศ. 2059

เมื่อเอ่ยถึงแหล่งที่อยู่ของชาวโปรตุเกสในสยาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีที่ศึกษาเรื่องชาวค่ายโปรตุเกสในสยามอย่างปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ผู้เคยทำงานกองโบราณคดี กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2527 บรรยายว่า หมู่บ้านโปรตุเกสกำเนิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2083 ตามพระบรมราชโองการฯ ของสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกส 120 คน ถือเป็นบำเหน็จการทำความดีความชอบจากการเข้าร่วมรบในสงครามเชียงกรานจนได้รับชัยชนะ

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เชื่อว่า ชาวโปรตุเกสก็เริ่มเข้ามาตั้งบ้านเรือนเพื่อทำการค้าในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แล้ว หลังจากที่ดูอาร์เต โคเอโย ทำสัญญาได้เป็นผลสำเร็จ ชาวโปรตุเกสก็รับภาระสำคัญอีกประการในกองทัพคือจัดหาอาวุธพร้อมกับฝึกหัดการใช้งาน ขณะที่พระเจ้าแผ่นดินสยามพระราชทานพระราชานุญาตให้ชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานและค้าขายในประเทศได้รวมทั้งให้อิสระในการนับถือศาสนา สามารถสร้างไม้กางเขนไว้กลางเมือง อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานว่าด้วยอุปสรรคด้านภาษาทำให้การเผยแผ่ศาสนาไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

เมื่อถึงช่วงทรงทำสงครามกับเมืองเชียงใหม่ การรบก็ได้ประโยชน์จากทหารอาสาโปรตุเกส และปราบทัพเชียงใหม่อย่างราบคาบ แต่ในช่วงเวลนั้น นักวิชาการเชื่อกันว่า พม่าเองก็มีทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาพร้อมรับจ้างรบให้กับทุกฝ่ายที่สามารถจ้างได้

@@@@@@@

การรบระหว่างสยามกับเชียงใหม่มีปรากฏในบันทึกของปินโต โดยการรบกับเชียงใหม่ใน ปี ค.ศ. 1548 (พ.ศ. 2088) เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอกสารของปินโต แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทำให้มองได้ว่าข้อมูลในเรื่องเล่าน่าจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอยู่มาก

ขณะที่สงครามกับเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ซึ่งบันทึกของปินโตระบุปีคือ ค.ศ. 1548 (พ.ศ. 2091) อันเป็นปีที่คลาดเคลื่อนจากพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่บรรยายศึกเมืองเชียงกรานเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1538 (พ.ศ. 2081)

พิทยะ ศรีวัฒนสาร นักวิชาการที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโปรตุเกสอธิบายเนื้อหาในบันทึกของปินโตซึ่งบอกเล่าว่า กษัตริย์สยามให้คำมั่นสัญญากับชาวต่างชาติทุกแห่งที่ร่วมรบด้วยจะได้รับรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ได้รับอนุญาตให้สร้างศาสนสถานในแผ่นดินสยามได้ แต่ส่วนหนึ่งปินโต ก็เขียนในทำนองว่า การรบครั้งนี้มีสภาพเหมือนถูกเกณฑ์แบบกลายๆ กล่าวคือ หากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกขับออกภายใน 3 วัน จึงทำให้มีชาวโปรตุเกส 120 คน จาก 130 คนร่วมรบ

บันทึกของปินโต ยังเล่าถึงเหตุการณ์หลังสงครามที่บอกว่า สมเด็จพระไชยราชาเสด็จสวรรคตเพราะทรงถูกวางยาพิษ โดยผู้ลงมือคือพระมเหสีของพระองค์ที่สมคบกับออกขุนชินราช เมื่อพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระไชยราชาขึ้นเสวยราชสมบัติ ทั้งสองก็ลอบวางยาพิษพระมหากษัตริย์พระองค์น้อยและขึ้นครองราชย์แทน ไม่กี่เดือนต่อมา พระมหากษัตริย์และพระมเหสีก็ถูกปลงพระชนม์โดยออกญาพิษณุโลก เหล่าขุนนางก็ถวายราชสมบัติแด่พระอนุชาต่างมารดาของสมเด็จพระไชยราชา ซึ่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุหลายพรรษา

หลังสิ้นรัชกาลสมเด็จพระไชยราชา สยามเริ่มตกอยู่สภาพสั่นคลอนกระทั่งพ.ศ. 2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐา ปีต่อมาพม่าก็เข้าโจมตีและล้อมสยาม ศึกครานั้นมีทหารโปรตุเกสที่ป้องกันเมืองนำมาโดยดิโอโก้ เปอไรร่า (Diogo Pereira) พร้อมทหารโปรตุเกสประมาณ 50 นาย ขณะที่พ่อค้าโปรตุเกสก็มักต้องร่วมรบด้วยหลายครั้งเพื่อเอาใจกษัตริย์และยังเป็นการป้องกันทรัพย์สินของตัวเอง


@@@@@@@

ในช่วงพ.ศ. 2147 เป็นต้นมาชาวยุโรปก็เข้ามามากขึ้นหลังกรุงศรีอยุธยาเริ่มมั่งคั่งมากขึ้น ชาวยุโรปที่เข้ามาก็อาศัยชาวโปรตุเกสที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนหน้าช่วยให้ความรู้และช่วยทำความเข้าใจด้านภาษา อาชีพที่สำคัญของชาวโปรตุเกสอีกประการในช่วงนั้นก็คือล่าม นักโบราณคดีคาดว่า ภาษาโปรตุเกสเองก็แพร่หลายในราชสำนัก พระราชวงศ์ และขุนนางก็พอจะใช้ภาษาโปรตุเกสได้

จะเห็นได้ว่าบทบาทของชาวโปรตุเกสในสยามจะมีหลากหลายทั้งทางทหาร การค้า แต่อำนาจของชาวโปรตุเกสในสยามลดลงในช่วงที่ฮอลันดาและอังกฤษซึ่งมีอิทธิพลมากขึ้นในยุคนั้นเริ่มเข้ามา นักโบราณคดีเชื่อกันว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาในยุคนั้นก็มีสภาพกระทบกระทั่งกันเองเป็นบางคราวจากสาเหตุด้านการเมือง และศาสนา เนื่องจากชาวอังกฤษและฮอลันดานับถือคริสต์ศาสนา นิกายโปรแตสแตนท์ ส่วนโปรตุเกสนับถือนิกายคาทอลิค

ชาวโปรตุเกสก็จำเป็นต้องดิ้นรนมากขึ้น หลังมีแนวโน้มว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดปรานชนชาติอื่นมากกว่า พ.ศ. 2152 คณะสงฆ์นิกายเยซูอิตเดินทางมาสมทบในค่ายของโปรตุเกส เป็นกลุ่มเชี่ยวชาญเรื่องวิทยาการสมัยใหม่อย่างเช่นการคำนวณ พวกเขาเห็นว่าศาสนาไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้มั่นคง ก็เริ่มเข้าหาฐานขุนนางโปรตุเกสให้สนับสนุนกลุ่มบาทหลวงให้เป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดินด้านการนโยบายต่างประเทศและวิทยาการสมัยใหม่จากยุโรป

เป็นที่ทราบกันว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามหลายพระองค์เชื่อใจทหารรับจ้างโปรตุเกส นายทหารหลายรายได้รับตำแหน่งสูงในกองทัพและราชสำนัก หลังกรุงแตกในพ.ศ. 2112 มีหลักฐานว่าชาวโปรตุเกสเสียชีวิตอย่างน้อย 27 คน และมีตกเป็นเชลยอีกจำนวนหนึ่ง

ในจดหมายเหตุของบาทหลวงปินโต พระราชพงศาวดารไทย และปูมโหร ยังมีบันทึกถึงเหตุการณ์การตายในช่วง พ.ศ. 2239 โดยเล่าว่า เกิดไข้ทรพิษระบาด ผู้คนล้มตายกันมาก คนตายทั่วพระราชอาณาจักรเกือบ 8 หมื่นคน พื้นที่วัดไม่มีที่ฝังศพจนศพเกลื่อนกลาดตามทุ่งนา วัดที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนของชาวต่างชาติก็ฝังศพแล้ว 4,200 ศพ เมื่อมีการขุดแต่งโบราณสถานบ้านนักบุญเปโตร ในหมู่บ้านโปรตุเกส ก็พบโครงกระดูกจำนวนมากนอนเรียงรายเป็นระเบียบอย่างแน่นหนาในชั้นดิน

@@@@@@@

สำหรับโบสถ์ในหมู่บ้านโปรตุเกส ปรากฏหลักฐานในเอกสารหลายฉบับ คือ บันทึกของแกมป์เฟอร์ (Kaempfer) ที่กล่าวถึงการตั้งหมู่บ้านของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาว่า “ทางทิศใต้มีหนทางแคบๆ ลงสู่แม่น้ำ ชาวดัทช์ตั้งโรงงานและร้านค้าที่หรูหรา สะดวกสบายบนพื้นที่แห้ง ต่ำลงไปอีกนิดบนฝั่งเดียวกันนั้น มีหมู่บ้านชาวญี่ปุ่น พะโค และมะละกา ฝั่งตรงข้ามมีชาวโปรตุเกสที่เกิดจากชนพื้นเมือง ถัดออกไปเป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์โดมิงโก เป็นคณะบาทหลวงชาวโดมินิกัน ด้านหลังโบสถ์เล็กๆ อีกหลังหนึ่งชื่อเซนต์ออสติน เป็นของบาทหลวง 2 ท่าน ไม่ไกลจากนี้เท่าใดนัก มีโบสถ์เยซูอิตชื่อเซนต์พอลซึ่งเลียนแบบมาจากโบสถ์ใหญ่ในเมืองกัว”

ในจดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงกีร์ ตาชาร์ด ก็มีบันทึกใจความว่า “ที่กรุงสยามนั้นมีวัดโปรตุเกส ประกอบด้วยบุคคลจำนวนมากกว่าสี่พันคน วัดทั้งสองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสังฆราชแห่งเมืองมะละกา”

และแผนที่จากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนในปี พ.ศ. 2230 ได้แสดงอาณาบริเวณของค่ายโปรตุเกสและแสดงขอบเขตตำแหน่งของโบสถ์ 2 หลัง อธิบายว่า

“The Portuguese Jacobins (Jacobin เป็นภาษาฝรั่งเศส ตรงกับภาษาอังกฤษว่าโดมินิกัน) อยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านญี่ปุ่น The Portuguese Jesuits อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน”

ขณะที่กรุงแตกอีกครั้งในพ.ศ. 2310 ก็เป็นจุดจบความเป็นอยู่ที่ผสมกลมกลืนกับไทยซึ่งดำเนินมายาวนานเกือบ 300 ปีลงไปพร้อมกับกรุงศรีอยุธยา







อ้างอิง :-
- Seabra, Leonor. “Macao and Siam (Thailand) : Relation in the Seventeenth and Eighteenth Centuries” in Review of the Culture, No 19, 2nd serie (April-June 1994) pp. 47-62. แปลโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ใน กระดานทอง สองแผ่นดิน
- ปรีดี พิศภูมิวิถี. กระดานทอง สองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.
- ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์. “ศาสนาและความเป็นตายของชาวค่ายโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา”. ใน ศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2527.
- พิทยะ ศรีวัฒนสาร. “395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย”. ใน Facebook / Bro Bidya. ออนไลน์. เผยแพร่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554. เข้าถึง 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562. <https://www.facebook.com/notes/bro-bidya/395-ปี-บันทึกของปินโต-หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย/173959419282420/>
- สำนักบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. “สมมติฐานใหม่ที่ “บ้านโปรตุเกส” วัดโดมินิกัน ข้อมูลที่ด่วนสรุป?”. ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม 2548. ออนไลน์เผยแพร่เมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2560. <https://www.silpa-mag.com/history/article_10716>

Thank to : https://www.silpa-mag.com/history/article_37466
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 20 สิงหาคม 2562
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนไทยอ่อนภาษาอังกฤษ อันดับรั้งท้าย บ๊วยเมียนมาเเละกัมพูชา เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2022, 09:18:44 am



คนไทยอ่อนภาษาอังกฤษ อันดับรั้งท้าย บ๊วยเมียนมาเเละกัมพูชา

เพราะกลัวพูดผิด เเล้วเป็นตัวตลก คนไทยอ่อนภาษาอังกฤษ อันดับรั้งท้าย บ๊วยเมียนมาเเละกัมพูชา

เราไม่กล้าเเละกลัวการพูดภาษาอังกฤษ คือเรื่องจริงของคนไทย เพราะกลัวพูดปิด กลัวเป็นตัวตลก กลัวหลายๆอย่าง ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยน้อยคนที่จะเก่งเลย

โดยเว็บไซต์ EF เป็นองค์กรนานาชาติที่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอบรมภาษา การเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และหลักสูตรการศึกษาเชิงวิชาการเพื่อช่วยเปลี่ยนความฝันให้เป็นโอกาสสำหรับคนทุกวัยและทุกเชื้อชาติ ซึ่งมีหลายหลักสูตรตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา

ล่าสุด องค์กรได้ออกมาเผยอันดับประเทศและภูมิภาคที่ใช้ทักษะภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดโดยอ้างอิงจาก 2.1 ล้านคนและ 111 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนำคะแนนมาแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษคล่องและมีประสิทธิภาพในระดับสูงมาก, ระดับสูง, ระดับปานกลาง, ระดับต่ำและระดับต่ำมาก

ผลปรากฏว่า ประเทศที่คะแนนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับสูงมากนำมาเป็นอันดับ 1 คือ เนเธอร์แลนด์ ตามมาด้วยสิงคโปร์ ออสเตรีย นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ซึ่งประเทศสิงคโปร์เป็นชาติเดียวจากทวีปเอเชียที่ติดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับสูงมาก

@@@@@@@

หากจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะในทวีปเอเชีย พบว่า สิงคโปร์อยู่อันดับ 1 ด้วย 642 คะแนน ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 578 คะแนน มาเลเซีย 574 คะแนน ฮ่องกง 561 คะแนน เกาหลีใต้ 537 คะแนน ส่วนทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยจัดอยู่ 4 อันดับรั้งท้ายด้วย 423 คะแนน ซึ่งมีผลคะแนนน้อยกว่าเวียดนาม (คะแนน 502) เมียนมา (437 คะแนน) และกัมพูชา (434 คะแนน)

ประเทศไทยนั้น ติดอันดับที่ 97 จาก 111 ประเทศทั่วโลก จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพในระดับต่ำมาก เป็นอันดับที่ 21 จาก 24 ของทวีปเอเชีย ตามรายงานภูมิภาคที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับต่ำ คือ ภาคกลาง ส่วนภาคอื่น ๆ นั้นถูกจัดอันดับที่ทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก

ซึ่งจังหวัดที่ถูกสำรวจว่ามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษได้ในประเทศไทยคือ นนทบุรี (คะแนน: 486) กรุงเทพฯ (คะแนน:483 ) เชียงใหม่ (คะแนน:457 ) พัทยา (คะแนน:445 ) ขอนแก่น (คะแนน: 438) ภูเก็ต (คะแนน:430 ) และอุดรราชธานี (คะแนน:412 ) โดยกลุ่มอายุที่มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดีที่สุดในประเทศไทยคือ กลุ่มอายุ 26 – 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในประเทศไทยเคยอยู่ในระดับต่ำในช่วงปี 2560 (อันดับ 53 จาก 80) และปี 2561 (อันดับ 64 จาก 88) ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ ในปี 2562 (อันดับ 74 จาก 100) ปี 2563 (อันดับ 89 จาก 100) และ ปี 2564 (อันดับ 100 จาก 112)






Thank to : https://www.ejan.co/ejanjaxlax/slouqj0l15
เผยแพร่เมื่อ : 24 พ.ย., 2022, 14:08
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ครูปริยัติธรรมกว่าพันคน บุกพุทธมณฑล เดือดร้อนทำงานไม่ได้รับเงินเดือน เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2022, 09:05:37 am


ครูปริยัติธรรมกว่าพันคน บุกพุทธมณฑล เดือดร้อนทำงานไม่ได้รับเงินเดือน

เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) กว่าพันคน นัดชุมนุมเรียกร้องสิทธิ ทำงานไม่ได้รับเงินค่าตอบแทน หรือเงินเดือน บางคนต้องกู้หนี้ยืมสินมากินมาใช้ จี้สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติชี้แจง

เวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากหอประชุม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มาว่า เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ประกอบด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาภาคใต้ องค์กรครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามารถศึกษาจังหวัด และชมรมนักวิชาการศาสนา จำนวนกว่า 1,200 คน ได้รวมตัวร่วมชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากไม่ได้รับเงินค่าตอบแทน หรือไม่ได้รับเงินเดือนตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ

โดยมีแผ่นป้ายเขียนข้อความว่า “เงินเดือนจะโอนเข้าบัญชีตอนไหนครับ” “กราบเท้าบิ๊กบอสทั้งหลายช่วยเร่งดำเนินการทุกอย่างให้สำเร็จเร็วๆด้วยนะ” “สงสาร จศป”. “สิทธิ์ จศป.อยู่ไหน เจ้านายชี้แจ้งด้วยครับ” “เงินตกเบิกเมื่อไหร่จะได้ครับเจ้านาย” “ขอให้ท่านเห็นใจใส่ใจในความเดือดร้อนของ จศป. ด้วยนะครับเจ้านาย” “พรบ.ปี 62 จะให้รอถึง พ.ศ.ไหน” เป็นต้น

การรวมตัวเรียกร้องครั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรมทั่วประเทศ ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่กระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ผู้บริหารและครูบุคลากรของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ได้รับความเดือดร้อนและเสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ ถึงขั้นบางโรงเรียนต้องกู้เงิน ยืมเงินสำรองจ่ายให้ครูในสังกัด เนื่องจากในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2565 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองพุทธศาสนศึกษาและหักเงินอุดหนุนในหมวดค่าตอบแทนครู

โดยให้เหตุผลเพื่อจะมารวมจ่ายเป็นเงินตกเบิกให้กับ จศป. ในเดือนกันยายน 2565 จนสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาจึงได้เงินคืนอุดหนุนดังกล่าวให้ ซึ่งยังไม่ใช่ค่าตอบแทนตามที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ และไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ จากกองพุทธศาสนศึกษา ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่เสนอขอรับงบประมาณ

โดยข้อเรียกร้องครั้งนี้ทำเป็นหนังสือเปิดผนึก ในนามสมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาแห่งประเทศไทย และภาคีได้ โดยตั้งประเด็นเกี่ยวกับข้อสงสัยในการดำเนินการของกองพุทธศาสนศึกษา 5 ข้อ



1. เหตุแห่งความล่าช้าในการดำเนินงานของงบประมาณงบกลาง เพื่อเป็นค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่ จศป.ทั่วประเทศ ซึ่งระยะเวลาได้ล่วงเลยมานานกว่า 5 เดือนแล้ว

2. สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการของงบประมาณงบกลาง ตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ ค่าตอบแทนรายเดือนให้กับ จศป. ไปยังสำนักงบประมาณแล้วหรือยัง มีอุปสรรคและปัญหาอันใดที่ทำให้เกิดความล่าช้า ขอรายละเอียดและความชัดเจนเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน

3. การของงบประมาณ งบกลางตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบให้เกิดความล่าช้าอยู่ที่ระบบ หรือตัวบุคคล ในการดำเนินงาน กรณีอยู่ที่ตัวบุคคลขอเสนอตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าอีกต่อไป

4. เหตุใดที่ผ่านมาสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ไม่มีการชี้แจงเหตุแห่งความล่าช้า หรือความคืบหน้าในการดำเนินการของงบประมาณงบกลาง แก่ผู้บริหารทั่วประเทศ

5. ขอความชัดเจนในการในระยะเวลาดำเนินการจัดทำข้อมูลตามหนังสือที่สำนักงบประมาณ มีมาถึงสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติว่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงเดือนใด

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ นายพิศัณย์ มณีวรรณ เลขาธิการสมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนกับทางสำนักพุทธศาสนา โดยมี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รักษาการผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เดินทางมารับหนังสือร้องเรียน โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า จะรับพิจารณาและจะส่งหนังสือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ

หลังยื่นหนังสือ พระปลัดอภิสิทธิ์ ครูปริยัติธรรมดมลี ภาคใต้ หนึ่งในการนำเรียกร้อง เผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาร่วมยื่นหนังสือกับสำนักพุทธฯ อยากให้ชี้แจงถึงการดำเนินงานของงบประมาณค่าตอบแทนครู จศป. ว่าไปถึงไหนแล้ว และติดขัดเรื่องอะไร ต้องการอะไรเพิ่มเติม เพราะครู จศป.ได้ดำเนินการมาโดยตลอด อยากให้สำนักพุทธฯ ชี้แจ้งว่า สิ่งที่ขาดเหลือมันคืออะไร แล้วเมื่อไหร่ที่จะได้เงินค่าตอบแทน

"วันนี้พี่น้องชาว จศป. อยากได้คำตอบเพียงเท่านั้น เพราะความเดือดร้อนเกิดมามากมายเหลือเกิน ที่มาชุมนุมในวันนี้มีทั้งพระและฆราวาส จำนวน 1,250 รูป/คน ทั่วประเทศ ทุกภาค ในการศึกษาพระปริยัติธรรมการสอน มีความลำบากมาก ถ้าไม่ลำบากจะไม่แสดงออกในลักษณะแบบนี้ แต่วันนี้เราเดือดร้อน เพราะเงินตอบแทนไม่ได้รับ ต้องกินต้องใช้ ต้องใช้ยานพาหนะเติมน้ำมัน ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด จนทุกวันนี้ต้องไปหยิบยืมเงินหรือต้องกูธนาคารมาประทังชีวิตกันแล้ว"



นายพิศัณย์ มณีวรรณ เลขาธิการสมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ เปิดเผยว่า วันนี้ทางสมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีใครได้รับค่าตอบแทนตามที่พระราชบัญญัติได้กำหนด พี่น้องที่มาในวันนี้มาจากทั่วประเทศตั้งแต่เชียงราย จนถึงยะลา เพื่อมาติดตามทวงถาม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการ เป็นผู้ประสานรับงบประมาณให้กับพี่น้องครู หรือ จศป.ทั่วประเทศ

วันนี้ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นที่จะตามมา ตามพระราชบัญญัติ แต่วันนี้ยังไม่มีอะไรที่เกิดขึ้น โดยที่พระราชบัญญัติตั้งแต่ 2562 จนปัจจุบันล่วงเลยมาจะเข้าปีที่ 4 แล้ว ซึ่งเสียเวลามาก หลังจากที่กระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติกำหนด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปัจจุบันนี้ 5 เดือนแล้ว ทางคณะครูหรือ จศป.ยังไม่ได้รับเงินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงเป็นเหตุที่ทำให้สมาพันธ์ครูมารวบรวมตัวมาตามสิทธิของเขา

"วันนี้ที่เดินทางมายื่นหนังสือ ได้มีการทวงถามเกี่ยวกับประเด็นที่ติดใจสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้า เรื่องของความชัดเจนในการยื่นเสนอต่อกระทรวงการคลัง เราได้เอาปัญหาทั้งหมดที่อยู่ในประเด็นของจดหมายปิดผนึก ได้มาปรึกษานอกรอบกับ นายอินทพร จั่นเอี่ยม รักษาการผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีการพูดคุยกันและได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานชุด 1 เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ

เนื่องจากที่ผ่านมาทางกองและหรือทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติยังขาดบุคลากรที่เป็นนักการศึกษาที่จะมีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำด้านการศึกษา ดังนั้นจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกชุด ซึ่งภายในเดือนธันวาคมจะต้องมีความชัดเจน พวกเราจะตามเรื่องเพราะเดือดร้อนกันทุกคน".






Thank to : https://www.thairath.co.th/news/local/central/2561823
24 พ.ย. 2565 19:20 น. , ไทยรัฐออนไลน์
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กฎแห่งกรรม : กฎอยู่เหนือคนและกาลเวลา เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2022, 07:11:07 am



กฎแห่งกรรม : กฎอยู่เหนือคนและกาลเวลา

กรรม ตามนัยแห่งคำสอนของพระพุทธศาสนา หมายถึงการกระทำโดยมีเจตนาให้เกิดผลจากการกระทำนั้น และกรรมนี้เองเป็นเหตุปัจจัยกำหนดวิถีชีวิตของคนแต่ละคน ทั้งในทางดี และในทางชั่ว ตามนัยแห่งพุทธพจน์ที่ว่า กมฺมุนา วตฺตติ โลโก แปลโดยใจความว่า สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม และพุทธพจน์ที่ว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้แตกต่างกัน

ด้วยโดยนัยแห่งคำสอนข้างต้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นอเทวนิยม คือปฏิเสธเหตุปัจจัยภายนอกที่จะดลบันดาลให้สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป แต่ตรัสว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัยรวมกันอย่างถูกส่วน สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปเมื่อเหตุปัจจัยแตกดับ

กรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามเจตนาของผู้กระทำ คือ

1. กุศลกรรม คือการกระทำ อันเกิดจากเจตนาดีหรือกุศลเจตนา ซึ่งมีวิบากหรือผลเป็นสุข
2. อกุศลกรรม คือการกระทำ อันเกิดจากเจตนาไม่ดีหรืออกุศลเจตนา ซึ่งมีวิบากหรือผลเป็นทุกข์

กรรมทั้งสองประเภทนี้ จะให้ผลเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความหนักเบาของการกระทำ ถ้าการกระทำนั้นรุนแรงหรือที่เรียกว่า ครุกรรม หรือกรรมหนัก ก็ให้ผลเร็ว และถ้าการกระทำนั้นไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า พหุลกรรมให้ผลช้ากว่าครุกรรม

จากการที่กรรมให้ผลเร็วช้าไม่เท่ากันนี้เอง ทำให้คนที่ทำกรรมดี แต่ไม่ได้ดี และในทางกลับกัน คนที่ทำความชั่ว แต่ไม่ได้รับผลแห่งกรรมชั่ว ตรงกันข้าม กลับได้ดี มีความเจริญรุ่งเรืองในตำแหน่งหน้าที่การงาน และนี่เองที่ทำให้คนบางคนที่ไม่ศึกษา และทำความเข้าใจกับกฎแห่งกรรม เกิดความท้อแท้ไม่อยากทำความดี จะเห็นได้จากคำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป”

@@@@@@@

ยิ่งในยุคนี้ เวลานี้คนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธจำนวนไม่น้อยเกิดความท้อถอย และท้อแท้กับการทำดี เมื่อได้ยิน ได้ฟังข่าวคนทำผิดแต่หลุดรอดจากการลงโทษทางกฎหมาย และแถมยังได้เป็นใหญ่ ก็เลยประชดด้วยการประกาศย้ายประเทศ และมีคนเห็นด้วยเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งนี้น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม แต่กระบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการให้เกิดความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ในการออกกฎหมาย

2. ตัวบทกฎหมายไม่รอบคอบ รัดกุม และครอบคลุม เหตุอันก่อให้เกิดความยุติ จึงกลายเป็นช่องโหว่ช่องว่างให้ผู้ใช้กฎหมายตีความเพื่อช่วยให้คนผิดกลายเป็นคนถูก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ ในช่วงนี้

ด้วยเหตุ 2 ประการข้างต้น ทำให้อนุมานได้ว่า ผู้คนในสังคมไทยวันนี้กำลังจะสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรม

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะเป็นชาวพุทธ จึงใคร่ขอร้องชาวพุทธทั้งหลายว่า อย่าเพิ่งถอดใจ และคิดย้ายประเทศไทย เพราะเพียงไม่พอใจกับการกระทำของคนบางคน และบางกลุ่ม ขอให้อดทนและเชื่อในกฎแห่งกรรมว่าคนทำดี ต้องได้ดี และในทางกลับกัน คนทำชั่วต้องได้รับผลกรรมเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อน แน่นอนเพียงรอให้ผลแห่งกรรมในอดีตให้หมดผลหมดกรรมแล้วกรรมชั่วจะให้ผลแน่นอน ไม่เชื่อลองดู


@@@@@@@

อนึ่ง เกี่ยวกับการทำดี และทำชั่วมีชาวพุทธจำนวนหนึ่งที่มีข้อสงสัยว่าเป็นความจริงหรือ และได้อ้างสิ่งปรากฏให้เห็นคนทำดี แต่ไม่ได้ดี และตรงกันข้าม คนทำชั่วกลับได้ดี มียศศักดิ์ จึงเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป”

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ถ้าท่านผู้อ่านย้อนไปดูประเภทของกรรมที่แบ่งตามเวลาของการให้ ผลคือ ครุกรรมให้ผลก่อน และพหุลกรรมให้ผลทีหลัง ก็จะได้คำตอบดังนี้

1. คนทำดี แต่ไม่ได้ดี เนื่องจากในขณะนั้นกรรมชั่วที่เป็นครุกรรมให้ผลอยู่ต่อเมื่อครุกรรมให้ผลจบแล้ว กรรมดีที่เป็นพหุลกรรมจะให้ผล

2. คนทำชั่วได้ดี เนื่องจากในขณะนั้นกรรมดีอันเป็นครุกรรมให้ผลอยู่ ต่อเมื่อกรรมดีให้ผลจบแล้ว กรรมชั่วจะให้ผล




Thank to :-
Photo : pinteres
URL : https://mgronline.com/daily/detail/9640000050017
เผยแพร่ : 24 พ.ค. 2564 15:47 , โดย : สามารถ มังสัง
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จิตที่ฝึกดีแล้ว ทำให้คนเป็นมนุษย์ เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2022, 06:44:50 am




จิตที่ฝึกดีแล้ว ทำให้คนเป็นมนุษย์

“ผู้ที่ฝึกแล้ว เป็นผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์ (ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสฺ)” นี่คือพุทธพจน์ ซึ่งได้สอนเกี่ยวกับความเป็นคน โดยนัยแห่งพุทธพจน์ข้างต้น มีความหมายชัดเจนว่า ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ฝึกฝนตนเองจะเป็นคนดีที่สุด

จากพุทธพจน์ข้างต้น ทำให้เกิดคำถาม 2 ประการคือ

1. จะต้องฝึกอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนประเสริฐที่สุด
2. มนุษย์มีหลายประเภทหรือ?

เกี่ยวกับคำถามข้อที่ 1 ตอบได้ว่า จะต้องฝึก 3 ขั้นตอนคือ

ขั้นตอนที่ 1. จะต้องรักษาศีล เพื่อควบคุมกายและวาจาไม่ให้กระทำการทุจริต ด้วยกายหรือที่เรียกว่ากายทุจริต และไม่ให้กระทำการทุจริตด้วยวาจาหรือที่เรียกว่า วจีทุจริต

ขั้นตอนที่ 2. ฝึกสมาธิ เพื่อควบคุมจิตให้สงบ ไม่ให้คิดในสิ่งที่เป็นอกุศลหรือที่เรียกว่า มโนทุจริต

ขั้นตอนที่ 3. ฝึกปัญญา เพื่อให้รู้ความจริงเกี่ยวกับสรรพสิ่ง ตามที่เป็นจริงหรือที่เรียนรู้ตามสภาพความจริง

@@@@@@@

ส่วนปัญหาข้อที่ 2 ตอบได้ว่า ตามนัยแห่งคำสอนในพระพุทธศาสนา ได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 ประเภท โดยยึดตามสภาวจิตที่บงการให้แสดงพฤติกรรม ทั้งทางกายและทางวาจา ดังนี้

1. มนุสสเทโว หรือมนุษย์เทวดาได้แก่ ผู้ที่มีธรรมที่เทวดาจะต้องมีเช่น พ่อแม่ที่มีพรหมวิหาร 4 และพระราชาที่มีทศพิธราชธรรม เป็นต้น

2. มนุสฺโส หรือมนุษย์ปกติทั่วไป ซึ่งเป็นสาธุชนรักษาศีล 5 และมีสภาวจิตสูงกว่าเดรัจฉาน

3. มนุสฺสติรัจฉาโน หรือมนุษย์สัตว์ได้แก่ คนที่มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เช่น ที่ข่มขืนลูกของตัวเอง เป็นต้น

4. มนุสฺสเปโต หรือมนุษย์เปรตได้แก่ คนที่เห็นแก่ได้ ทุจริต คดโกง ในทำนองเดียวกันเปรตที่หิวโหยอยากกินตลอดเวลา


@@@@@@@

ถ้าท่านผู้อ่านนำเอาคำสอนของพุทธข้างต้น มาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของผู้คนในสังคมปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่า มนุษย์ประเภทที่ 3 และ 4 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อนุมานได้ดังนี้

1. จากข่าวอาชญากรรมที่ปรากฏ จะพบว่า พฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เช่น พ่อข่มขืนลูกสาวของตนเอง และลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ได้ปรากฏขึ้นบ่อยๆ และอาชญากรประเภทนี้เรียกได้ว่า มนุษย์เดรัจฉาน

2. การทุจริต คอร์รัปชัน ปรากฏให้เห็นดาษดื่น และส่วนหนึ่งของการโกงกินเกิดจากคนมีการทุจริตแต่ไม่มีคุณธรรม นี่คือมนุษย์เปรต

จากพฤติกรรมกระทำผิดที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการโกงกิน หรืออาชญากรรมอื่นใด ผู้กระทำผิดส่วนหนึ่งมีการศึกษา มีสถานะทางสังคมเป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป แต่ที่กลายเป็นคนเลวก็เนื่องมาจากไม่ได้ฝึกฝนจิตนั่นเอง

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า คนจะเป็นคนดีได้ จะต้องฝึกฝนจิต เพื่อควบคุมกิเลสมิให้แสดงออกทางกายและวาจา ซึ่งจะเป็นเหตุให้ล่วงละเมิดศีลธรรมและกฎหมายกลายเป็นอาชญากร






Thank to : https://mgronline.com/daily/detail/9640000089098
เผยแพร่ : 8 ก.ย. 2564 15:52 ,ปรับปรุง : 8 ก.ย. 2564 15:52 ,โดย : สามารถ มังสัง
Photo : pinterest
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สถานีนิพพาน : ธรรมดา ธรรมชาติ ชั่วคราว เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2022, 09:41:49 am


สถานีนิพพาน : ธรรมดา ธรรมชาติ ชั่วคราว


อันเนื่องมาจากปก

• ตื่นโพลงโล่งจ้า...กว้างๆ...ไกลๆ...สว่างไสว ไร้ขอบเขต
  ช่าง...ช่าง...บ้าง ! กั้นกิเลสสุดวิเศษจะหาไหน
  ผ่านเข้ามา...เห็น , ได้ยิน ฯลฯ พึงท่ามกลาง...ปล่อยผ่านทิ้งออกไป
  ยุติตัณหาสมุทัย...สิ้นวัฏฏะ..นิโรธนิพพานฯ

ความหมาย

จิตพระอริยเจ้าท่านพุทธะ ตื่นโพลงเบิกบาน คลายจิตออกเหมือนดอกไม้บาน ดุจแสงแห่งอาทิตย์อุทัย ส่องสว่างจ้าออกไปทั่วทุกอณูแห่งโลกธาตุ อย่างไร้เขตไร้แดน คลายจิตออก วิมุติหลุดออก (ตื่นจากหลับด้วยอำนาจของกิเลสโมหะอวิชชาตัวหลงรู้) มืดหรือสว่าง หนาวหรือร้อน น้ำท่วมหรือฝนแล้งบ้างก็ช่าง...ทุกข์ก็ช่าง...แม้สุขก็ให้ช่างเสียด้วย

มันเรื่องของธรรมดา ธรรมชาติ ชั่วคราว กาย - จิต ก็ธรรมชาติชั่วคราว ชีวิตเกิดตายไม่จริง ปลง - ปล่อย - วาง - ช่าง...ช่างบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป มันผ่านทิ้งหลุดออกไปของมันเอง วิมุติหลุดออกไปเอง.!

ตั้งแต่เกิดจนตายไป...ตั้งแต่ตื่นขึ้นจนหลับไป..อารมณ์ทางตา , หู ฯลฯ ที่ผ่านเข้ามาเป็นวิบากกรรมเก่า ธรรมดา ธรรมชาติชั่วคราว ช่างๆ บ้าง (ช่างสติตัดรู้) ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องตรงอะไร - เลือกอะไร - ท่ามกลางๆไป มันผ่านทิ้งวิมุติหลุดออกไปของมันเอง

นิโรธเป็นผลของความดับตัณหา สมุทัย อริยสัจ จิตคลายตัวออก วิมุติหลุดออก แล้วจึงว่าง นิพพานของมันเอง




สถานีที่ให้ลงมีมากมาย  อยู่ที่เราจะเลือกจุดหมายใด 
สถานีนิพพานแสนนานไกล  ท่านล่ะ จะเลือกไป บ้างไหมเอ๋ยฯ

ที่ปกหนังสือ เล่ม ๑๕ – ๑๖ ทำเป็นภาพสมมุติจำลอง มีสถานีนิพพานนั้น

แท้จริงนิพพาน - ว่าง ไม่ใช่สถานที่ ไม่มีอะไร - ไม่เป็นอะไร ไม่ใช่รูป - นาม - ขันธ์ - อายตนะ- ธาตุ - อินทรีย์ ไม่เป็นธรรม - ไม่เป็นกรรมปัจจัยการ ๑๒ ไม่ใช่ทุกข์ – ตัณหาสมุทัย หรือแม้แต่มรรคอริยสัจ หรือแม้แต่สมาธิตบะฌานญาณ วิปัสสนาสติปัฏฐาน ปัญญาญาณทัสสนะ ก็ไม่ใช่

นิพพานเป็นผลของการคลายตัวของจิตที่วิมุติหลุดพ้น ออกมาจากตัณหาอุปาทาน การยึดติดจากขันธ์ จนขันธวิมุตติหลุดออกมาจากตัวรู้ปัญญาญาณ จนวิมุติญาณทัสสนะยุติเหตุ ตัณหาสมุทัยอริยสัจ จึงว่าง นิโรธนิพพาน






ขอขอบคุณ :-
บทความ : จากหนังสือ มนุษย์...เกิดมาทำไม.? เล่ม ๑๗ ตอน ประวัติอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป โดย ผู้เรียบเรียง สุวัฒน์ สุวฑฺฒโน (พิทักษ์วงษ์)
URL : http://www.buddhaanswertolife.com/wp-content/uploads/2014/06/UPDATE-HUMAN-17.pdf
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สาธุ.! ชาวดอยน้ำใจงามขนผักปลอดสาร บริจาควัดห้วยปลากั้ง ช่วยคนยากไร้ เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2022, 06:32:57 am



สาธุ.! ชาวดอยน้ำใจงามขนผักปลอดสาร บริจาควัดห้วยปลากั้ง ช่วยคนยากไร้

เชียงราย - สาธุอนุโมทนาบุญกันทั่ว..ชาวดอยห้วยน้ำขุ่นน้ำใจสูงร่วมลงแรงปลูกผักปลอดสารทั้งฟิลเล-สลัด ฯลฯ ก่อนเก็บขนลงดอยบริจาค “หลวงพ่อพบโชค-วัดห้วยปลากั้ง” แจกจ่ายช่วยคนยากไร้ ยืนยันไม่มีพ่นยา

นายดีมา ดำรงชัยวิชิต ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมลูกบ้านห้วยน้ำขุ่น หมู่ 16 ต.ทาก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้พากันขนพืชผักปลอดภัยจากสารเคมี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักเมืองหนาว เช่น ผักฟิลเล ผักสลัด ฯลฯ นำไปบริจาคผ่านพระไพศาลประชาทร (พระอาจารย์พบโชค) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย เพื่อให้ทางวัดนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในวัดและที่ไปพึ่งใบบุญจากทางวัดด้วย



นายดีมากล่าวว่า พืชผักเหล่านี้ไม่ได้เป็นผักเหลือขายหรือผักล้นตลาด แต่เป็นผักที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกเตรียมไว้และดูแลอย่างดี เมื่อได้เวลาก็พากันเก็บและขนลงมาจากภูเขาเพื่อจะแสดงน้ำใจแบ่งปันอาหารให้แก่ผู้อื่น ซึ่งบ้านห้วยน้ำขุ่นตั้งอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,015 เมตร สภาพพื้นที่และภูมิอากาศเย็นเหมาะต่อการปลูกพืชผักเหล่านี้ รวมทั้งหมู่บ้านได้รับการส่งเสริมให้เป็นชุมชนผลิตผักสลัดปลอดสารพิษ ผลผลิตที่ได้นอกจากจะใช้รับประทานกันเองในครัวเรือนแล้วยังสามารถส่งขายตลาดเพื่อเป็นรายได้เสริมกระทั่งสามารถนำมาบริจาคได้ดังกล่าว



ทั้งนี้ หลังรับบริจาคพืชผักจากชาวบ้านห้วยน้ำขุ่นครั้งนี้จำนวน 90 ตะกร้า น้ำหนักรวมกันประมาณ 500 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 25,000 บาท ก็จะให้คนที่ต้องการผักนำถุงหรือภาชนะมาแบ่งบรรจุไปบริโภคต่อไป

สำหรับวัดห้วยปลากั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.เชียงราย และมีชื่อเสียงด้านความมีธรรมะเมตตาของพระอาจารย์พบโชคที่รับผู้ยากไร้โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาชีวิตหรือฐานะยากจนเข้าไปดูแล โดยมีที่พักและส่งไปเรียนหนังสือเป็นจำนวนมาก




นอกจากนี้ยังมีผู้ใหญ่ที่มีใจกุศลหรือผู้ที่มีปัญหาชีวิตไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ อาทิ ผู้ที่ออกจากเรือนจำหลังการต้องโทษ ฯลฯ ก็จะได้รับการช่วยเหลือและอบรมจิตใจเพื่อให้เป็นคนดีแล้วทำงานด้านต่างๆ ตามที่ทางวัดจัดขึ้น เช่น ล้างรถ ทำเฟอร์นิเจอร์จากโลงศพ ฯลฯ ทำให้ต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมากในการเลี้ยงดูผู้คนจึงมีผู้บริจาคทานเพื่อสมทบทุนดำเนินกิจกรรมธรรมะเมตตาดังกล่าว




Thank to : https://mgronline.com/local/detail/9650000111549
เผยแพร่ : 23 พ.ย. 2565 06:48 , ปรับปรุง : 23 พ.ย. 2565 06:48 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “หลวงพ่อโสธร” องค์สีดำ ช่วงบ่มรัก ก่อนปิดทอง เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2022, 06:17:25 am




“หลวงพ่อโสธร” องค์สีดำ ช่วงบ่มรัก ก่อนปิดทอง

วัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือวัดหลวงพ่อโสธร วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นวัดที่โด่งดังมาอย่างยาวนาน มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากใครเดินทางไปเที่ยวในช่วงนี้จะได้กราบไหว้ “หลวงพ่อโสธร” ที่เป็นองค์สีดำ ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยากมาก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่อยู่ในโครงการอนุรักษ์พระพุทธรูปหลวงพ่อโสธร ในขั้นตอนการบ่มรัก จึงทำให้องค์พระพุทธรูปที่เราเห็นนั้นเป็นสีดำนั่นเองค่ะ





โดยปกติแล้วเราจะเห็นภาพขององค์พระพุทธโสธร และพระพุทธรูป 17 องค์ เป็นสีทองอร่าม สวยงาม แต่สืบเนื่องจากมีการพบรอยแตกร้าวขององค์พระพุทธโสธร จึงนำมาสู่การอนุรักษ์โดยวัดโสธรวราราม ร่วมกับกรมศิลปากร โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติการอนุรักษ์ดังนี้

1. งานทำความสะอาดลอกชั้นสี และวัสดุแปลกปลอมออกจนถึงชั้นวัสดุเดิม
2. งานเสริมความมั่นคงองค์พระพุทธรูป
3. งานปั้นซ่อมส่วนที่ชำรุดตามหลักพุทธศิลป์
4. งานทำพื้นรักสมุก และลงรักเงา พร้อมขัดแต่งผิว
5. งานปิดทองคำเปลวแท้ 100%
6. งานสีชาดฐานชุดชี / ฐานพระพุทธรูป



จากขั้นตอนที่ 4 ภายหลังการลงรักเงาครั้งสุดท้าย ก็จะเข้าสู่กระบวนการบ่มรัก หรือการพักพื้นที่ลงรักให้ผิวแห่งสนิทเป็นเวลา 20-30 วัน (ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก หลังจากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนของการปิดทองคำเปลวต่อไป

ในช่วงนี้ทางวัดจึงได้ทำการจัดนิทรรศการ เปิดหน้าประวัติ ตำนาน งานพุทธศิลป์ หลวงพ่อโสธร ในงานอนุรักษ์หลวงพ่อโสธร ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมเพียง 1 เดือนเท่านั้น ใครที่อยากเข้าชมหลวงพ่อโสธรองค์สีดำ ที่หาชมได้ยาก ต้องห้ามพลาดช่วงนี้อย่างเด็ดขาดเลยค่ะ






ข้อควรรู้

    ๐ แต่งกายสุภาพ กางเกงหรือกระโปรงควรมีความยาวเลยเข่า, เสื้อไม่บาง, เอวไม่ลอย, งดเสื้อสายเดี่ยวแขนกุดทุกชนิด ไม่ใส่หมวก และถอดรองเท้าของเข้าโบสถ์
    ๐ เรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธร คือ เรื่องขอไม่ให้เป็นทหาร กับเรื่องขอบุตร เนื่องจากหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหาร เพื่อจะได้ปกป้องบ้านเมือง ส่วนคนที่มาขอบุตรก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บล้มตายมาให้นั่นเอง

รายละเอียดเพิ่มเติม

พิกัด : https://goo.gl/maps/SoDGZBBCR3SooiuF8
ที่อยู่ : ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07.00-16.00 น.





Thank to : https://inzpy.com/travel/sothorn-buddha/
fahwoww , 21 Nov, 2022 , TravelThailand Trips
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เก็บตก งานนมัสการหลวงพ่อโสธร และงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา 2565 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2022, 06:06:54 am




เก็บตก งานนมัสการหลวงพ่อโสธร และงานประจำปีจังหวัดฉะเชิงเทรา 2565

งานนมัสการหลวงพ่อโสธร ที่มีมานานกว่า 100 ปี ซึ่งปี 2565 เป็นปีที่ 132 จัดขึ้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) เหมาะสำหรับคนที่สนใจไปทำบุญเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต และครอบครัว รวมถึงการร่วมกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย วันนี้เราจะพามาดูบรรยากาศงานที่ผ่านมากันค่ะ



งานนมัสการหลวงพ่อโสธรเป็นงานที่สืบต่อวัฒนธรรมอันดีงามมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะมีทั้งการจัดพิธีบวงสรวง และพิธีเปิดงานขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางบก โดยปกติจะจัดงานยาวนานถึง 10 วัน 10 คืน ซึ่งเป็นงานประจำปีที่สอดคล้องกับประเพณีลอยกระทง และเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทราด้วยค่ะ

หลังจากที่มีการแห่ และทำพิธีบวงสรวงเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการจัดงานวัด ภายในงานก็จะเต็มไปด้วยแสงสีเสียง การเล่นเกม เล่นกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงของกินที่มารวมจำหน่ายอยู่ภายในงานอย่างล้นหลาม ซึ่งถ้าใครเคยไปงานวัดก็จะพอเข้าใจบรรยากาศดี เราลองมาดูบรรยากาศภายในงานกันดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง



ถ้าหากดูโซนของกินร้านจะอยู่รอบ ๆ บริเวณงานค่ะ มีให้เลือกซื้อหลายอย่างเลย ทั้งแบบร้านซื้อแล้วเดินกิน กับแบบนั่งกินที่ร้าน ตั้งแต่ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ผัดไท หรือแม้แต่ร้านหมูกระทะก็มีนะคะ แล้วก็มีร้านลูกชิ้นจะเห็นเยอะมาก ๆ มีร้านเกาลัด ไก่ย่าง และเมนูแปลก ๆ อย่างนกกระทาทอด ก็มารวมอยู่ในงานเช่นกันค่ะ ถือว่ามาที่เดียวได้ทั้งทำบุญ เล่นกิจกรรมสนุกสนาน และอิ่มท้องไปพร้อม ๆ กันเลย

ส่วนกิจกรรมที่คนเล่นกันเยอะ ๆ ก็จะมีทั้งแบบยิงปืน ปาโป่ง ปาลูกดอก โยนบอล ตักปลา มันจะมีทั้งกิจกรรมที่เล่นได้เฉพาะผู้ใหญ่ กับกิจกรรมที่เด็ก ๆ ก็สามารถเล่นด้วยได้ค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเห็นไปตักปลากัน แต่ละเกมบอกเลยว่าไม่ง่ายนะคะ เล่นยากมาก กว่าจะได้ของรางวัลมา ต้องเป็นคนที่เล่นบ่อย ๆ เล่นจนชิน กิจกรรมเหล่านี้ก็จะอยู่บริเวณรอบงานเช่นกันค่ะ


และถ้าหากเดินเข้าไปโซนตรงกลางของงาน ก็จะเห็นเครื่องเล่นเยอะเต็มไปหมดเลย มีทั้งแบบเครื่องเล่นสำหรับเด็กเล็ก เครื่องเล่นแนววัยรุ่น และสิ่งที่น่าสนใจที่ชวนให้เราไปดู ที่เห็นมันส์กันมากจะมีอยู่จุดหนึ่ง คนไปรุมกันเต็มเลยคือ โซนรถบั๊ม วัยรุ่นไปรอเล่นกันเยอะมาก รุ่น ๆ เราคงสู้ไม่ไหว

กิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ก็มีอยู่นะคะ อย่างรถไต่ถัง บ้านผีสิง สาวน้อยตกน้ำ ทุกอย่างดูค่อนข้างวุ่นวาย แต่ระหว่างทางก็จะเห็นกลุ่มเทศกิจที่คอยเดินตรวจภายในงานเยอะพอสมควรค่ะ มั่นใจว่าปลอดภัยในระดับหนึ่งเลย



นอกจากนี้ยังมีงานคอนเสิร์ตด้วยค่ะ แต่จะเริ่มช่วงค่ำ ๆ ในแต่ละวันก็จะมีวงดนตรีที่มีชื่อเสียงมาเล่นคอนเสิร์ตด้วย จะมีตารางบอกว่าแต่ละวง อาจจะเป็นวงที่เราชอบมาเล่นวันไหน ซึ่งงานจะเปิดดึงดึกเลยค่ะ จะเริ่มซาลงประมาณหลัง 4 ทุ่มไปแล้ว ถือเป็นการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีของชาวฉะเชิงเทราเลยก็ว่าได้

และถ้าปีหน้าใครไม่อยากพลาดก็อย่าลืมดูวันกันให้พร้อมนะคะ และสามารถไปเที่ยว ไปทำบุญกันได้ เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯนิดเดียว ขับรถส่วนตัวไปใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้วค่ะ แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ก็อาจจะเลือกไปไหว้พระที่วัดหลวงโสธรเพียงอย่างเดียวก็ได้ค่ะ ใครสนใจเกี่ยวกับการไหว้ขอพร ให้ประสบความสำเร็จลองดูได้ที่ แนะนำวิธีไหว้หลวงพ่อโสธร ไหว้ยังไงให้ปัง!



อ้อ และสำหรับงานกิจกรรมนี้จะไม่ได้จัดภายในวัดหลวงพ่อโสธรนะคะ หากใครสนใจจะไปเดินงานจะต้องไปที่ศาลากลาง แต่ถ้าหากใครที่อยากงานขบวนแห่สุดอลังการต้องก็แนะนำต้องไปตั้งแต่วันเริ่มจัดงานค่ะ ที่สำคัญคือ เข้างานฟรี สำหรับปีหน้า งานนมัสการหลวงพ่อโสธร จะจัดช่วงวันไหนสามารถรอติดตามได้ที่เพจ Inzpy เลยค่ะ

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ : https://inzpy.com/travel/sothon-buddha-festival/





Thank to : https://inzpy.com/travel/sothon-buddha-festival/
Mermie , 23 Nov, 2022 , TravelThailand Trips
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แนะนำวิธีไหว้หลวงพ่อโสธร ไหว้ยังไงให้ปัง.! เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2022, 05:53:59 am




แนะนำวิธีไหว้หลวงพ่อโสธร ไหว้ยังไงให้ปัง.!

วัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือเรียกสั้น ๆ ว่าวัดหลวงพ่อโสธร วัดดังแห่งเมืองแปดริ้ว ใครที่มาเที่ยวที่นี่หากไม่ได้มากราบไหว้ขอพรที่วัดแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงฉะเชิงเทรา ที่วัดหลวงพ่อโสธรแห่งนี้มีเหล่าผู้ที่ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้กันอย่างล้นหลาม ด้วยชื่อเสียงที่บอกเล่าปากต่อปากกันว่าหากมากราบไหว้ท่านก็จะประทานพรให้สมหวังดังปรารถนา ซึ่งในบทความนี้เราจะขอ แนะนำวิธีไหว้หลวงพ่อโสธร มีวิธีไหว้ยังไงให้ปัง สมปรารถนาแล้วต้องแก้บนอย่างไร มาดูรายละเอียดกันได้เลยค่ะ



ประวัติความเป็นมา

พระพุทธโสธรเดิมทีนั้นประดิษฐานอยู่ทางภาคเหนือ ต่อมาบ้านเมืองเกิดเหตุการณ์ระส่ำระสายจึงได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำลงมาพร้อมกับพี่น้อง ๓ องค์ องค์แรกลอยไปผุดที่คลองวัดบางพลี จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบางพลี องค์ที่สองลอยไปที่บ้านแหลม สมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้ จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม

ส่วนพระพุทธรูปองค์กลางนั้นล่องไปทางแม่น้ำบางปะกง เมื่อมาถึงบริเวณหน้าวัดหงส์ ชาวบ้านจำนวนมากช่วยกันยกฉุดแต่ก็ไม่สามารถนำขึ้นจากน้ำได้ จนมีอาจารย์ผู้หนึ่งได้ทำพิธีบวงสรวง และใช้ด้ายสายสิญจน์คล้องพระหัตถ์อัญเชิญขึ้นจากน้ำเป็นอันสำเร็จ วัดหงส์นี้ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโสธร และขนานนามพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ตามชื่อวัดคือ “หลวงพ่อโสธร”

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้มีจิตศรัทธา กล่าวกันว่าผู้ที่ได้มาขอพรกับหลวงพ่อโสธร มักจะสมปรารถนาในเรื่องการค้าขาย ประสบความสำเร็จ มีโชคลาภเงินทอง และสุขภาพแข็งแรง ทำให้มีประชาชนจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ และขอบารมีจากหลวงพ่อปกป้องคุ้มครอง หรือขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ



วิธีการบนหลวงพ่อโสธร

    1. เตรียมของบนบาน ได้แก่ ไข่ต้ม 99 ฟอง พวงมาลัย 9 พวง และธูป 3 ดอก
    2. จุดธูป 3 ดอก กล่าวบทสวดหลวงพ่อโสธร ตามด้วยคำขอที่ต้องการ จากนั้นให้นำไข่ต้ม และพวงมาลัยถวาย โดยปอกไข่ 1 ฟองเพื่อถวาย และรอจนธูปหมด จึงลาไข่ต้มกลับไปกิน
    3. หลังจากกล่าวคำขอเรียบร้อยแล้ว ให้กล่าวว่าบนบานว่าหากสำเร็จตามปรารถนา จะกลับมาแก้บนด้วยการถวายไข่ 99 ฟอง หรือแก้บนด้วยพวงมาลัย หรือถวายรำละครชาตรี ซึ่งเชื่อว่าหลวงพ่อโสธรโปรด
    4. ให้เข้าไปไหว้หลวงพ่อโสธรองค์จริงที่โบสถ์หินอ่อน และถวายดอกไม้ (องค์จริงจะถวายได้แค่ดอกไม้ และห้ามปิดทอง)
    5. เมื่อทำการเรียบร้อยแล้วต้องตั้งมั่นถือศีล 5 แล้วสิ่งที่บนบานไว้จะสำเร็จดังหวัง


 

วิธีแก้บนหลวงพ่อโสธร

เมื่อเรื่องที่บนบานไว้สำเร็จตามปรารถนาแล้ว ให้กลับมาแก้บนตามสิ่งที่บนไว้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม พวงมาลัย หรือถวายรำ เมื่อแก้บนเสร็จอย่าลืมขอน้ำมนต์จากทางวัดนำกลับไปอาบเพื่อเป็นสิริมงคลต่อตัวเอง

เรื่องที่ห้ามบน ห้ามขอ กับหลวงพ่อโสธร

    ๐ ห้ามขอให้จับได้ “ใบดำ” หรือขอให้ไม่ได้เป็นทหาร เพราะมีความเชื่อกันว่า หลวงพ่อโสธรชอบให้คนไปเป็นทหารเพื่อรักษาบ้านเมือง ท่านจึงอยากให้ทุกคนเป็นทหาร
    ๐ ไม่ควรขอลูกกับหลวงพ่อโสธร เนื่องจากความเชื่อที่ว่า หลวงพ่อโสธรจะส่งลูกไปเป็นทหาร หรือส่งทหารมาเป็นลูก ซึ่งจะส่งผลให้เด็กที่เกิดมาอาจพิการหรือมีอวัยวะไม่ครบ 32 ประการ เนื่องจากเป็นทหารที่ไปออกรบมา


 

คาถาไหว้หลวงพ่อโสธร (ฉบับเต็ม)

(ท่องนะโม 3 จบ แล้วกล่าวคำบูชา)
กาเยนะ วาจายะ เจตสา วา โสธะรัง นามะ
อิทธิปะฏิหาริกะรัง พุทธะรูปัง อะหัง วันทามิสัพพะโสฯ
นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ
นะกาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต
พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร
ศรีศากกะยะมุนี โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย
ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง

รายละเอียดเพิ่มเติม

พิกัด : https://goo.gl/maps/SoDGZBBCR3SooiuF8
ที่อยู่ : ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07.00-16.00 น.


 



Thank to : https://inzpy.com/travel/how-to-pray-sothon-buddha/
fahwoww , 22 Nov, 2022 ,TravelThailand Trips
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สิ่งที่เป็นไป เพื่อความเสื่อม | และ ความอันตรธาน แห่ง พระสัทธรรม 5 ประการ เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2022, 06:17:00 am


สิ่งที่เป็นไป เพื่อความเสื่อม | และ ความอันตรธาน แห่ง พระสัทธรรม 5 ประการ

คราวหนึ่ง พระศาสดาประทับ ณ สาวัตถี ตรัสยกย่องพระมหากัสสปะว่ามีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์ คือ พระองค์เองจำนงอยู่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าสู่ฌาน 4 และฌาน 8 ได้อย่างไร มหากัสสปะก็ทำได้อย่างนั้น พระองค์ทรงสามารถเรื่องการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ทรงระลึกชาติได้ มีทิพโสต ทิพยจักษุอย่างไร ทรงสิ้นอาสวะอย่างไร พระมหากัสสปะก็สามารถอย่างนั้น ฉะนั้นในบางครั้งจึงทรงเอาสังฆาฏิของพระมหากัสสปะมาทรงใช้เอง และประทานสังฆาฏิของพระองค์แก่พระมหากัสสปะ

อีกครั้งหนึ่งเมื่อพักอยู่ ณ เชตวนารามเมืองสาวัตถี วันหนึ่งพระอานนท์อาราธนาพระมหากัสสปะให้โอวาทภิกษุณี ณ สำนักภิกษุณี ท่านปฏิเสธถึง 2 ครั้งเพราะท่านชอบความสงัด ไม่ต้องการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ท่านบอกพระอานนท์ว่า 'ไปเถิดอานนท์ เธอเป็นคนมีกิจมาก มีธุระมาก' เมื่อพระอานนท์อ้อนวอนเป็นครั้งที่ 3 ท่านจึงยอมไป

เมื่อให้โอวาทภิกษุณีเสร็จแล้วจากไปแล้ว ภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อถูลติสสา ไม่พอใจในโอวาทของพระมหากัสสปะได้กล่าวออกมาว่า อะไรกัน ท่านกัสสปะกล้ากล่าวธรรมต่อหน้า เวเทหมุนี เช่นพระอานนท์ เหมือนพ่อค้าขายเข็มเสนอเข็มขายแก่นายช่างทำเข็มผู้ฉลาด ช่างน่าหัวเราะ

พระมหากัสสปะทราบความนั้นแล้ว จึงกล่าวกับพระอานนท์ว่า 'อานนท์.! ระหว่างเราและเธอนั้นใครเป็นช่างทำเข็ม ใครเป็นพ่อค้าขายเข็มกันแน่' แล้วท่านก็กล่าวถึงข้อที่พระศาสดาทรงยกย่องท่านเพียงใด

พระอานนท์ขอโทษพระมหากัสสปะแทนภิกษุณีผู้โง่เขลานั้นว่า 'ขอท่านได้โปรดยกโทษเถิด ผู้หญิงมักเป็นคนเบาความเสมอ'

พระมหากัสสปะนั้นมีความสนิทสนมกับพระอานนท์เป็นพิเศษ ท่านมีเมตตากรุณาต่อพระอานนท์ประหนึ่งบุตรของท่าน แม้ พระอานนท์จะมีอายุล่วงมัชฌิมวัย มีเกศาหงอกแล้ว ท่านก็ยังเรียกพระอานนท์โดยกุมารวาทะ คือเรียกว่าเด็กน้อยอยู่เสมอ

บังเอิญภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อ ถูลนันทาได้ยินคำนั้นเข้าจึงติเตียนท่านว่า เรียกพระอานนท์โดยวาทะอันไม่สมควร เพราะพระอานนท์เป็นเวเทหมุนี เธอติเตียนพระมหากัสสปะ ว่าเหมือนเคยเป็นเดียรถีย์มาก่อน

@@@@@@@

พระมหากัสสปะทราบความนั้น จึงเล่าเรื่องแต่เบื้องหลังของท่านให้พระอานนท์ฟังว่าท่านคิดอย่างไรจึงบวช ได้พบพระศาสดาอย่างไร โดยนัยดังนี้

'อานนท์.! ภิกษุณีชื่อถูลนันทาได้กล่าวคำออกไปโดยมิได้พิจารณาแล้ว อานนท์.! จำเดิมแต่ข้าพเจ้าปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกบวชประพฤติตนเป็นอนาคาริกมุนี มิได้อุทิศศาสดาองค์อื่นเลย นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อก่อนข้าพเจ้าอยู่ครองเรือนมีความคิดเกิดขึ้นมาว่า ฆราวาสเป็นทางแคบเป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส แต่บรรพชาเป็นทางว่าง ผู้อยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์สิ้นเชิงเหมือนสังข์ที่ขัดแล้วนั้นทำได้ยาก ไฉนหนอเราพึงออกจากเรือนประพฤติตนเป็นผู้ไม่มีเรือน

ต่อมาข้าพเจ้าได้เอาผ้าเก่าๆ เป็นผ้าห่ม ออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก ได้พบพระศากยมุนีศาสดาที่พหุปุตตเจดีย์ระหว่างเมืองราชคฤห์กับนาลันทา ข้าพเจ้าเลื่อมใสได้เข้าไปหมอบลงแทบพระบาทของพระองค์ขอเป็นสาวก

    พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่ข้าพเจ้า 3 ข้อ คือ
    1. ให้เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าในภิกษุทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ ปานกลาง และภิกษุใหม่
    2. เมื่อฟังธรรมที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง จงตั้งใจฟังด้วยดี ถือเอาสาระสำคัญให้ได้
    3. ต้องเป็นผู้ไม่ละกายคตาสติ คือ พิจารณากาย โดยความเป็นของไม่งาม น่าเกลียด โสโครก

อานนท์.! ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มีหนี้ คือยังละกิเลสไม่ได้ บริโภคอาหารของชาวเมืองอยู่เพียง 7 วันเท่านั้น พอวันที่ 8 ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

อานนท์.! คราวหนึ่งภายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปูสังฆาฏิของข้าพเจ้าทำเป็น 4 ชั้น แล้วทูลอาราธนาให้พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้นเพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า พระองค์ก็ประทับนั่ง แล้วตรัสว่า สังฆาฏิของข้าพเจ้านุ่มดี ข้าพเจ้าจึงเอ่ยวาจาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับและทรงมอบสังฆาฏิผ้าป่านที่พระองค์ทรงใช้แล้วแก่ข้าพเจ้า พระศาสดาและข้าพเจ้าได้เปลี่ยนสังฆาฏิกันใช้ด้วยประการอย่างนี้

'อานนท์.! หากพึงกล่าวโดยชอบก็พึงจะกล่าวว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค เกิดจากพระโอษฐ์ คือ ธรรมเกิดแล้วจากธรรม อันธรรมสร้างขึ้นมาแล้ว เป็นธรรมทายาทแห่งพระองค์'



สมัยหนึ่ง ณ เชตวันวิหาร พระมหากัสสปะทูลถามพระศาสดาว่า 'อะไรหนอเป็นปัจจัย เมื่อสิกขาบทยังน้อย ภิกษุทั้งหลายดำรงอยู่ ในอรหัตตคุณมาก แต่เมื่อสิกขาบทบัญญัติมากขึ้น ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณกลับน้อยลง'

พระศาสดาตรัสว่า

    'ดูก่อนกัสสปะ.! เมื่อสัตว์กำลังเสื่อม สัทธรรมกำลังอันตรธาน สิกขาบทแม้มาก ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณก็น้อย'

    'ดูก่อนกัสสปะ.! ตราบใดที่สัทธรรมปฏิรูปคือธรรมปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลก สัทธรรมแท้ก็ยังไม่อันตรธานตราบนั้น เปรียบเหมือนเมื่อเงินปลอมยังไม่เกิดขึ้น เงินแท้ก็ยังไม่อันตรธาน'

    'ดูก่อนกัสสปะ.! อะไรอื่นเป็นต้นว่า ปฐวีธาตุหาทำให้พระสัทธรรมเสื่อมได้ไม่ แต่สิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อม คือโมฆบุรุษที่เกิดขึ้นในศาสนานี้เอง'

    'กัสสปะ.! สิ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่อความอันตรธานแห่งพระสัทธรรมมีอยู่ 5 ประการ คือ บริษัท 4 ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษาและในสมาธิ ส่วนธรรมอีก 5 ประการซึ่งมีนัยตรงกันข้ามนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งพระสัทธรรมโดยแท้'





ขอขอบคุณ :-
Photo : pinterest
เติมใจให้กัน : ครั้งที่ 95 สิ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม และความอันตรธานแห่งพระสัทธรรม 5 ประการ
เผยแพร่ : 13 ต.ค. 2551 15:27 ,โดย : MGR Online
URL : https://mgronline.com/dhamma/detail/9510000121608
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ส่องต่างชาติ มองแนวคิด เรื่อง “การทำบุญ” และ “ชีวิตที่ดี” ของคนไทยในอดีต เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2022, 05:48:40 am
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพชาวบ้านสามัญชนขณะเดินทางค้าขายหรือค้าเร่ มีโจรผู้ร้ายฉุดคร่าชิงทรัพย์และข่มขืนด้วย เป็นภาพจิตรกรรม วัดเขียน จังหวัดอ่างทอง (จากหนังสือ มนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex. สนพ. มติชน, 2563)



ส่องต่างชาติ มองแนวคิด เรื่อง “การทำบุญ” และ “ชีวิตที่ดี” ของคนไทยในอดีต

หลักแนวคิดเชิงศาสนาที่มีความสำคัญและคนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน มีเรื่องการทำบุญรวมอยู่ด้วย เคยมีนักวิชาการต่างชาติศึกษารวบรวมมุมมองของคนไทยในอดีตต่อ “การทำบุญ” และ “การมีชีวิตที่ดี” ไว้อย่างน่าสนใจ และน่าคิดทบทวนดู แม้ว่าหลายคนอาจมีมุมมองต่อข้อมูลเหล่านี้ว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหนแตกต่างกันออกไป

หนังสือ Thai Culture and Behavior เขียนโดย รูธ เบเนดิก (Ruth Benedict) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) หนังสือเล่มนี้ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ ใช้ชื่อหนังสือว่า “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทย” เนื้อหาส่วนหนึ่ง รูธ เบเนดิก กล่าวถึงการทำบุญของคนไทยในอดีตไว้ว่า คนไทยต่างให้ความหมายของการทำบุญในอดีตว่า ถ้าหากคนปฎิบัติตามศีลต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่ และรักษาศีลให้มั่นคงได้ คนผู้นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลใดๆ อีก ทุกสิ่งทุกการกระทำขึ้นอยู่กับตนเอง ทุกคนล้วนยึดหลักตามสุภาษิตที่ว่า

    “ใดๆ โลกล้วนอนิจจัง ยกเว้นเพียงความดีและความชั่วเท่านั้นที่จะติดตามไปเหมือนเงาตามตัว”

งานเขียนของรูธ เบเนดิก ยกข้อความหนึ่งในงานเขียนของเคนเน็ธ เพอร์รี่ แลนดอน (Kenneth Perry Landon) ซึ่งศึกษาห้วงเปลี่ยนผ่านของสยาม และเคนเน็ธ เขียนไว้ว่า

    “ในบทนำของหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเล่มหนึ่ง พระบาทสมเด็จประปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. 1925-1933) ทรงให้ความเห็นไว้ว่า สาระสำคัญของพุทธศาสนาสำหรับเยาวชนคือ การตระหนักถึงหลักสำคัญที่ว่า เยาวชนจะเป็นอะไรนั้นล้วนขึ้นอยู่กับตนเอง
     ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่นใด ใครที่ทำดีย่อมได้รับผลดีและใครที่ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วทั้งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นี่คือ หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาและเป็นหลักพื้นฐานของศีลธรรมความประพฤติ…พระองค์ทรงมิได้มีราชดำรัสใดเกี่ยวข้องกับสวรรค์ นรก หรือนิพพาน”


จากการศึกษาของรูธ เบเนดิก พบว่าการทำบุญในอดีตนั้น จะมาพร้อมกับความสนุกสนาน ในทุกโอกาสจะได้รับความสนุกสนานตอบแทนพร้อมกันไปด้วย หรือได้รับความชื่นชมจากเพื่อนฝูง


@@@@@@@

คนไทยบางคนยังถือว่า คนเราสามารถได้บุญกุศลจากความอับโชคโดยไม่ตั้งใจของตนด้วย ตัวอย่างเช่น หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกขโมยของก็ถือว่า แผ่กุศลให้กับทรัพย์สิ่งของที่หายไป ใกล้เคียงกับกรณีของชาวยิปซีซึ่งถือสุภาษิตแบบยุโรปตะวันออกว่า “เมื่อหมวกปลิวลงน้ำ ก็เลยพูดเสียว่า อุทิศให้แก่วิญญาณของบิดา”

การทำบุญในอดีตมิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้สมความปรารถนาหรือเพื่อให้มีความหลุดพ้นจากโลกิยะ แต่การทำบุญเป็นหลักจริยธรรมธรรมที่เป็นพื้นฐานของพุทธศาสนาของไทยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่ดี และการทำบุญจะยิ่งได้รับกุศลมากถ้าเป็นการทำดีแก่ผู้อื่น

การทำดีแก่ผู้อื่นจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำยาก คนไทยเข้ากับคนได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ในการทำบุญต่างๆ เหล่านั้น หลายคนมักมองกันไปว่าหมายถึงการใส่บาตรทุกเช้า บวชเป็นพระ ปิดทองพระ สร้างอาคารต่างๆ ในวัด เช่าพระพิมพ์ ไปร่วมฉลองวันนมัสการพระพุทธบาท และงานพิธีอื่นๆ เป็นต้น รูธ เบเนดิก ยังชี้ว่า การทำบุญทำให้คนเชื่อมั่นในกุศลผลบุญของตัวเองว่าจะไม่ตกนรก รูธ เบเนดิก ยกตัวอย่างว่า

      “…เจตนารมณ์จริงๆ ของคนนั้นมิได้ ‘คิด’ เป็นกุศลเช่นนั้นเลย แม้กระทั่งเมื่อเกิดการกระทำโดยจงใจแต่หุนหันชั่ววูบก็ไม่ถือว่า เป็นการขัดต่อการทำบุญนั้นๆ ดังนิทานสอนใจเกี่ยวกับพระหนุ่มผู้เกิดในตะกูลชั้นสูง ซึ่งพยายามฆ่าเด็กทารก
      เพราะหมอดูได้ทำนายว่า พระรูปนี้จะต้องแต่งงานกับลูกสาวของทาส และระบุตัวเจ้าสาวในอนาคตเป็นทารก ซึ่งในขณะนั้นนอนอยู่ในเปลใต้กุฏิ
      และเพื่อหลีกเลี่ยงคำทำนาย พระรูปนี้ได้หย่อนมีดผ่านร่องระแนงพื้นไม้ ไปถูกตัวเด็กทารก แต่มีดนั้นมิได้ทำอันตรายจนถึงตาย
      และในท้ายที่สุดพระรูปนี้ก็ได้แต่งงานกับเด็กสาว ที่ตนมิได้ทราบมาก่อนเลยว่าเป็นคนเดียวกันกับเด็กทารกผู้นั้น แต่บุญกุศลของพระรูปนี้ก็มิได้ลดน้อยลง จากการหมายจะฆ่าทารกแต่อย่างใด…”
(Le May A: 93)

@@@@@@@

ทั้งนี้ รูธ เบเนดิก มองว่า การมีชีวิตที่ดีมิใช่การกระทำที่เป็นการสร้าง “กุศล” แก่คนไทยในอดีต เพราะแนวคิดพื้นฐานของการมีชีวิตที่ดีสอดคล้องกับการเลี้ยงดูเด็ก คนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนมีชีวิตที่ดี การมีชีวิตที่ดีถือเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับคนไทยเลย

คนไทยจะถือความอดทนต่อชะตาชีวิตกับวาสนาของตนที่ต้องยอมรับความเป็นอยู่มากกว่าที่จะต้องดิ้นรนผลักตัวเองขึ้นให้มีชีวิตที่ดี เพราะความอดทนต่อชะตาชีวิตของตนเป็นคุณธรรมที่ดียิ่งแก่มนุษย์ ผู้ใดที่มีขันติธรรมจะสามารถอยู่ได้อย่างสงบ

หากพูดในเรื่องของการมีชีวิตที่ดี “ความโกรธ” ก็ถือเป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตที่ดี ความโกรธที่ร้อนลุกเป็นไฟ จนไม่สามารถควบคุมสติ อารมณ์ไว้ได้ จะต้องรีบระงับความโกรธไว้แต่เนิ่นๆ

จากข้อความในหนังสือของเลอ เมย์ ที่รวบรวมคติในสยามบันทึกไว้ว่า “พลังแห่งความโกรธเปรียบประดุจไฟไหม้ป่า หากคนนั้นไม่สำนึกดีพอที่จะระงับความโกรธไว้ได้ในท่วงทันที ความโกรธนั้นจะลุกลามไปกระทั่งกลายเป็นความเสียหายร้ายกาจที่สุด”

และมีข้อความที่เตือนสติมนุษย์ไว้ว่า “ให้ระงับเหตุทะเลาะวิวาทในขณะที่ความโกรธยังไม่ปะทุเดือด” เพราะจะเป็นความโกรธที่สามารถหายได้ไว และเกิดการให้อภัยกันในที่สุด

@@@@@@@

ตามที่เลอ เมย์ ยกข้อความเอาไว้ ความโกรธเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมอารณ์ยาก โดยตามหลักแล้ว “คนไทยชอบให้อภัย คนไทยไม่ใครฉุนเฉียวนัก และแทบจะเห็นคนไทยตื่นเต้นโดยง่ายนอกเสียจากคนผู้นั้นจะเมาสุรา”

“ความดีมีอำนาจเหนือความชั่ว” เป็นความเชื่อของคนไทยในอดีต หากมองมาถึงการที่คนไทยให้ความสำคัญเกี่ยวกับการระงับความโกรธและความพยาบาทตามที่เลอ เมย์กล่าวไว้นั้น มันสะท้อนบริบทในอดีตได้ระดับหนึ่ง ดังนิทานพื้นบ้านอีกเรื่องหนึ่งที่เลอ เมย์บันทึกลงในหนังสือ

นิทานเรื่องนี้เล่าถึงเด็กสาวที่ถูกกล่าวหาจากครอบครัวว่าถูกผีสิง เด็กสาวผู้นั้นพบพระจิตใจดีรูปหนึ่ง ซึ่งพระรูปนั้นจำเป็นต้องเอ่ยความเท็จเพื่อปลอบใจเด็กสาวว่าเมื่อจิตใจของเด็กดีขึ้น ก็จะมีอาการดีขึ้นเอง ด้วยถือคติว่า “เมื่อเบิกบาน เพลิดเพลิน และมีความสุขแล้ว ความเชื่อในเองความเจ็บป่วยต่างๆ รวมทั้งความเจ็บป่วยจริงๆ ก็หายไปเอง ดังนั้น จึงถือว่าความเบิกบานและความสุขเป็นยาขนานวิเศษ….ที่จะเยียวยาได้”








อ้างอิง :-
- เบเนดิกต์, รูธ. พรรณี ฉัตรพลรักษ์ แปล. “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย Thai Culture and Behavior”. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.
- Landon, K. P., Siam in Transition, Shanghai, 1939. อ้างถึงใน “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย Thai Culture and Behavior”. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.
- Le May, Reginald, An Asian Arcady, Cambridge, 1926; Siamese Tales Old and new, (Quoted Le May A.), London, 1930; Buddhist Art in Siam, Cambridge, 1938. อ้างถึงใน “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย Thai Culture and Behavior”. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.
- Young, F., The kingdom of the Yellow Robe, London, 1900. อ้างถึงใน “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย Thai Culture and Behavior”. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.

ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : ศิโรรัตน์ พงศ์สายัณห์
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 11 มกราคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_80589
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สอบหลักฐานไทย-พม่า ชาวบ้าน ‘บางระจัน’ สู้เพื่อใคร.? เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2022, 05:35:18 am

อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ภายในอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี


สอบหลักฐานไทย-พม่า ชาวบ้าน ‘บางระจัน’ สู้เพื่อใคร.?

เรียน บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม และผู้อ่านศิลปวัฒนธรรม จังหวัดชัยภูมิ

อนุสนธิจากจดหมาย “ชาวบ้านบางระจันสู้เพื่อใคร” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 36 ฉบับที่ 5 (มีนาคม 2558) ของผู้อ่านศิลปวัฒนธรรม จังหวัดชัยภูมิ

ในชั้นต้นขอทำความเข้าใจในด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก่อนนะครับ

ทัพอังวะที่ยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2309-10 นั้นยกเข้ามา 2 ทาง ทัพใหญ่ที่ยกเข้ามาถึงวงราชธานีก่อนคือทัพทวาย ทั้งนี้ยกผ่านเข้ามาทางมะริดและตะนาวศรี จากการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานแล้วเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านอกจากทัพจะมุ่งเข้าตีกรุงศรีอยุธยาแล้ว ยังได้แบ่งกำลังลงไปตีหัวเมืองซีกตะวันออกของคาบสมุทรไทย มีเมืองไชยา ชุมพร และสะลิน (Salin มหาราชวงษ์ พงศาวดารพม่า ฉบับที่นายต่อแปล เรียกว่า เมืองเลียง)

ทัพพม่าที่ยกมาทางทวายหรือเรียกว่าทัพทวายนี้ หากยึดหลักฐานพม่า เช่น พงศาวดารฉบับหอแก้ว (Hmannan Mahayazawindawgyi) เป็นเกณฑ์ จะเป็นทัพที่ตีกวาดหัวเมืองทางใต้ อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี และกลุ่มหัวเมืองซีกตะวันตก มีทองผาภูมิและกาญจนบุรี ก่อนจะเข้ามาตั้งค่ายที่ตอนใต้ของอยุธยาคือสีกุก

แต่หากสอบเทียบเคียงกับหลักฐานข้างฝ่ายไทย เช่น พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และคำให้การขุนหลวงหาวัด จะเห็นว่าทัพทวายซึ่งมีมหานรธาเป็นแม่ทัพ จะเคลื่อนทัพใหญ่ขึ้นมาทางน้ำเมื่อจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ยุทธภูมิสำคัญเกิดที่เมืองธนบุรี นนทบุรี ตลาดแก้ว ตลาดขวัญ ก่อนจะรุกเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ที่ตำบลบางไทรและสีกุก

จะเห็นได้ว่าทัพพม่าทางเส้นทวายสามารถเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ห่างลงมาทางใต้ไม่ไกลตัวพระนครนัก โดยไม่ต้องเดินทัพผ่านพื้นที่ในแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี และบ้านระจัน กลุ่มกองกำลังที่บ้านระจันจึงไม่ได้มีบทบาท “ต้านทัพอังวะ (ที่ยกเข้ามาทางใต้) จนทำให้การมุ่งหน้าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาต้องชะลอลงไป”

@@@@@@@

กระนั้นในสงครามปี พ.ศ. 2309-10 ยังมีทัพอังวะยกเข้ามาทางเส้นเชียงใหม่ เรียกว่าทัพเชียงใหม่ ภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดี ในชั้นต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทัพนี้ไม่ได้เป็นกองโจร แต่เป็นทัพใหญ่ มีกำลังไพร่พลเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ทัพนี้จะปรับกระบวนทัพเข้าตีหัวเมืองตอนเหนือของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง อันได้แก่ เมืองลาลิน (Lalin/อาจเป็นลับแล? – หม่องต่อ) พิชัย ธานี พิจิตร นครสวรรค์ และอ่างทอง ทัพพม่า (หากยึดพงศาวดารฉบับหอแก้วเป็นเกณฑ์) จะประชุมพลอยู่ที่เมืองพิษณุโลก

ทัพทั้งนั้นประกอบด้วยทัพของตุยิน ยามะจอ (Tuyin Yamagyaw) พล 10,000 ทัพของสิริราชาเตงจาน (Thiriyazathing yan) ช้าง 100 ม้า 300 ไพร่ราบ 8,000 ทัพของตะโดเมงดิน (Thado Mindin) ช้าง 200 ม้า 700 และไพร่ราบ 12,000 และทัพหลวงของเนเมียวสีหบดี เรือ 300 ช้าง 400 ม้า 1,200 และไพร่ราบ 43,000 ประมาณพลทั้งหมดแล้วคงยากที่ชาวบ้านระจันหรือบางระจันจะสามารถ “ชะลอทัพพม่าอยู่ได้ระยะหนึ่ง”

ที่สำคัญคือ ในการทำศึกด้วยกำลังพลจำนวนมากและครอบคลุมพื้นที่กว้าง พม่าจะไม่เดินทัพเส้นเดียว แต่จะแยกกันตีเป็นหลายเส้น เป้าหมายสำคัญจะไม่มุ่งเข้าตีชุมนุมใหญ่เล็กที่กระจายกันอยู่ แต่จะเข้าตีเมืองหรือนคร เพื่อยึดเป็นฐานทัพ ริบทรัพย์ จับเชลย และรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหาร หลักฐานพม่าจึงระบุการเข้าตีหัวเมืองสำคัญบนเส้นทางเดินทัพ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการเดินทัพของทัพเชียงใหม่หรือทัพทวาย

ในการเข้าตีกลุ่มเมืองทางตอนเหนือของกรุงศรีอยุธยา อาทิ พิจิตร นครสวรรค์ อ่างทอง พม่า แบ่งกำลังออกเป็น 2 ทัพใหญ่ ภายใต้การนำของสิรินานดาเตงจาน (Thiri Nanda Thingyan) และจอกองจอตู (Kyawgaung Kyawthu) ซึ่งยกลงมาจากเมืองประชุมพลที่พิษณุโลก เข้าใจว่าบางส่วนของกองกำลังส่วนนี้น่าจะปะทะกับกำลังของชาวบางระจัน และหากเป็นเช่นนั้นศึกบางระจันก็เป็นการรบในพื้นที่สมรภูมิหนึ่งในหลายสมรภูมิศึก ซึ่งไม่ใช่เป็นการปะทะกับกองทัพใหญ่ของพม่า ซึ่งมีไพร่ราบรวมแล้วไม่น้อยกว่า 70,000 ทั้งนี้ยังไม่นับทัพช้าง ทัพม้า และกองเรืออีกเป็นจำนวนมาก


@@@@@@@

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานตามมีปรากฏเพื่อนำมาแสดงว่ากำลังรบของชาวบางระจันนั้นยากจะชะลอการเคลื่อนทัพใหญ่ของอังวะที่มุ่งเข้าตีอยุธยา เพราะทัพอังวะแยกยกกันเข้ามาเป็นหลายทาง และสรรพกำลังที่ยกมาก็มีเป็นจำนวนมาก อาวุธและพาหนะที่มีก็ได้เปรียบกว่าทั้งในด้านอานุภาพการรบและปริมาณ

กระนั้นก็ดี ข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธก็คือชุมนุมบ้านบางระจันนั้นน่าจะเป็นชุมนุมสำคัญ เพราะมีกล่าวถึงในหลักฐานสำคัญข้างฝ่ายไทยเกือบทั้งหมด ทั้งพระราชพงศาวดาร คำให้การ ทั้งนี้รวมถึงคำให้การกรมหลวงนรินทรเทวี และปูมโหร จากหลักฐานเท่าที่มีปรากฏอาจพออนุมานได้ว่าบ้านบางระจันเป็นค่ายใหญ่ แต่ไม่น่าจะมีสถานะถึงระดับเมืองบนเส้นทางเดินทัพสำคัญ

ค่ายนี้ในระยะต้นเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองสิงห์บุรี และเมืองสรรคบุรี เขตพื้นที่นี้เป็นแหล่งกำลังคน หากเกิดศึก ปกติผู้คนในแขวงนี้จะถูกเกณฑ์หรือไม่ก็อพยพมาเป็นกำลังรับศึกร่วมอยู่ในกรุง และพื้นที่เดียวกันนี้ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลี้ยงชาวพระนคร เพราะเป็นแหล่งผลิตข้าวเปลือกสำคัญ และด้วยความสำคัญดังกล่าว ทัพอังวะจึงมุ่งกวาดต้อนผู้คนและเสบียงอาหารจากพื้นที่ส่วนนี้เพื่อนำไปบำรุงทัพ หลักฐานในพงศาวดารจึงระบุว่า “ฝ่ายพม่าไปเกลี้ยกล่อม”

การรวมตัวของชาวบางระจันในชั้นต้นน่าจะเป็นการซ่องสุมกำลังของชาวบ้าน จัดเป็นกองกำลังหรือชุมนุม ซึ่งหากบ้านเมืองเป็นปกติไม่เกิดศึกสงครามก็ยากจะกระทำได้ เพราะเป็นการผิดพระอัยการ และคงต้องถูกกรุงปราบปราม การรวมตัวของชาวบางระจันไม่อาจนับเป็น “กรณีเฉพาะ” ชุมนุมเช่นนี้เกิดได้ทั่วไปดังที่ ดร. นิธิได้เคยนำเสนอไว้

ทั้งนี้ยังสามารถเทียบเคียงได้กับชุมนุมต่างๆ ที่มีปรากฏบนเส้นทางเดินทัพของพระยาตาก ตามมีปรากฏในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 25 พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี เป็นไปได้ว่าการรวมตัวกันของชาวบางระจันนั้นเป็นการรวมตัวกันเพื่อมุ่งป้องกันชุมชนของตนเองเป็นปฐม คือ ป้องกันการปล้นสะดมจากกองทัพอังวะ และเป็นไปได้ด้วยว่าเป็นการป้องกันตัวจากการถูกปล้นสะดมจากคนไทยด้วยกันเองภายใต้ภาวะข้าวยากหมากแพง

@@@@@@@

กระนั้นเมื่อตรวจสอบกับหลักฐานในพระราชพงศาวดารและคำให้การโดยละเอียด ก็จะเห็นว่าถึงแม้ในระยะแรกค่ายบางระจันจะเกิดจากการรวมตัวของเหล่า “ผู้นำ” ชาวบ้าน แต่เมื่อวันเวลาผ่านเลย รัฐอยุธยาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ “สอดส่อง” และจัดตั้ง จะเห็นได้ว่าถึงแม้ผู้นำอยุธยาจะปฏิเสธไม่ให้ชาวบ้านบางระจันยืมปืนใหญ่ ซึ่งเป็นอาวุธหลักในการสงครามยุคนั้น

[เพราะสงครามจะทำในลักษณะสงคราม “ป้อมค่ายประชิด” คือต่างฝ่ายต่างปลูกหอรบและนำปืนใหญ่ขึ้นระดมยิงใส่กัน ซึ่งรูปแบบการรบในลักษณะนี้เป็นการรบแบบ “ชิงค่าย ชิงเมือง” หรือ sieged warfare ซึ่งบ้านบางระจันจะเสียเปรียบด้านกำลังรบอย่างยิ่ง เพราะทัพอังวะสมบูรณ์ด้วยปืนใหญ่จำนวนมากซึ่งยึดได้จากเมืองที่เข้ายึดครองบนเส้นทางเดินทัพ (ดู Hmanman Mahayazawin)]

แต่อยุธยาก็ส่งพระยารัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ “ออกไปเรี่ยไรทอง หล่อปืนใหญ่ขึ้น ณ บ้านระจัน 2 กระบอก” ซึ่งแสดงว่าอยุธยาก็ไม่ได้ขัดขวางการประกอบอาวุธของบ้านบางระจัน

เมื่อตรวจสอบกับคำให้การชาวกรุงเก่าก็เป็นไปได้ว่า ค่ายบ้านระจันนี้อยู่ในเครือข่ายการวางแนวป้องกันของกรุงศรีอยุธยา กล่าวอีกนัยหนึ่งคืออำนาจรัฐอยุธยาได้เข้ามามีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับค่ายบ้านระจันหรือบางระจัน ทำให้ค่ายนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงชุมนุมที่ชาวบ้านรวมตัวกันป้องกันตนเองอีกต่อไป แต่แปรสภาพเป็นที่มั่นที่ถูกทางการร่วมจัดตั้งให้เป็นแนวป้องกันพระนคร และเป็นไปได้ว่าการปรับเปลี่ยนสถานะตามกล่างส่งผลให้ค่ายนี้ในภายหลังตกเป็นเป้าโจมตีของทัพอังวะ ซึ่งเมื่อยึดค่ายได้ก็ไม่ได้เผาค่ายทิ้ง แต่แปรสภาพให้เป็นฐานทัพของอังวะในการตีกรุงศรีอยุธยาอีกฐานทัพหนึ่ง

หลักฐานในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) ตอนหนึ่งจึงระบุว่าหนึ่งในค่ายสำคัญที่ทัพอังวะตั้งล้อมกรุงอยู่ 18 ค่ายนั้นมี “ค่ายบ้านระจัน” รวมอยู่ด้วย

        ขอแสดงความนับถือ
    รศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2558
ผู้เขียน   : รศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 11 พฤษภาคม 2563
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_49712
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ที่มาของ การ ‘บวช’ เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2022, 07:33:42 am



ที่มาของ การ ‘บวช’

เดือนกรกฎาคมนี้ มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอยู่ ๒ วัน คือ วันที่ ๑๗ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นการบูชาในเดือน ๘ ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่เรียกชื่อว่า ‘ธัมมจักกัปปวัตนสูตร’ แก่ปัญจวัคคีย์ ๕ รูป คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

การแสดงธรรมครั้งนี้ทำให้โกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า

    “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ”
   แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”


ดังนั้น คำว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จึงเป็นชื่อของท่านนับแต่นั้นมา และท่านอัญญาโกณฑัญญะก็ทูลขออุปสมบท เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแด่ท่านโกณฑัญญะ ซึ่งมีพระสังฆรัตนะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก และครบเป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นครั้งแรกเช่นกัน


@@@@@@@

ส่วนในวันที่ ๑๘ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเข้าพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่จำพรรษา ๓ เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น นอกจากมีกิจจำเป็น และวันเข้าพรรษานี้พระพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็นิยมบำเพ็ญบุญกุศลถือศีลฟังธรรมในวันพระตลอด ๓ เดือน คนหนุ่มอายุครบ ๒๐ ปี ก็จะออกบวชเป็นภิกษุตามประเพณีนิยมของชาวพุทธไทย

ที่ถือว่า การได้บวชในพระพุทธศาสนานั้นเป็นการทดแทนคุณบิดามารดา และเป็นการฝึกอบรมตน ให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม มีความอดทนอดกลั้นในการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้า คนที่ได้บวชเรียนแล้ว สึกหาลาเพศไปเป็นคฤหัสถ์ โบราณท่านเรียกว่า “บัณฑิต” แต่คำนี้คนไทยไม่ค่อยถนัดในการพูด จึงเพี้ยนมาเป็น “ทิด” ซึ่งไม่ตรงกับความหมายเดิมที่แปลว่า “ผู้รู้”

เมื่อพูดถึงการบวชแล้ว ก็จะขอนำวิธีการบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนามาเล่าไว้โดยสังเขป ดังต่อไปนี้

@@@@@@@

๑. เอหิ ภิกขุ อุปสัมปทา การบวชที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น ๒ ประการ คือ

      ก. ทรงประทานการบวชแบบเอหิ ภิกขุ แก่ผู้เห็นธรรมแต่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยพระดำรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ผู้ที่ได้รับ เอหิ ภิกขุ นี้ รูปแรก คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ

      ข. ทรงประทานเอหิ ภิกขุ แก่ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ด้วยพระดำรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ไม่มีคำว่า “เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” เพราะผู้ทูลขอบวชนั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว ผู้ที่ได้รับเอหิ ภิกขุ ตามแบบที่สองนี้ คือ พระยสะ ซึ่งเป็นบุตรของมหาเศรษฐีในเมืองพาราณสี

๒. การบวชด้วยวิธีไตรสรณาคมน์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ มี ผู้ศรัทธาจะบวชในพระพุทธศาสนา พระสาวกต้องพาผู้ศรัทธามาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลขอบวชจากพระองค์ ในบางครั้งบางกรณีต้องเดินทางไกลกันดาร เป็นความยากลำบาก แก่พระสาวกและผู้ศรัทธาที่จะมาเฝ้าทูลขอบวช

     พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชผู้ศรัทธาได้ด้วยตนเอง โดยให้โกนผม โกนหนวด ครองผ้ากาสาวพัสตร์ แล้วเปล่งวาจา ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ๓ ครั้งว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุ

     แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชด้วยวิธีไตรสรณาคมน์นี้ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงประทานการบวชด้วย “เอหิ ภิกขุ” อยู่คู่กันไป จึงเป็นอันว่ามีการบวช ๒ วิธี ที่ใช้พร้อมกันในเวลานั้น และภิกษุผู้บวชด้วยวิธีนี้ไม่มีชื่อปรากฏ

๓. การบวชด้วยญัตติจตุตถกรรม เมื่อมีพระสงฆ์เป็นจำนวนมากขึ้น การบริหารการพระศาสนามีข้อวัตรปฏิบัติที่รัดกุมพอที่จะวางใจให้สิทธิให้อำนาจแก่คณะสงฆ์ได้ ก็ทรงเปลี่ยนการบวชให้เป็นอย่างวิธีรับคนเข้าหมู่คณะหรือสมาคม คือให้ทำพิธีบวชในสงฆ์ ซึ่งเป็นคณะภิกษุ

     โดยมีพระพุทธบัญญัติว่า ในมัธยมประเทศ ซึ่งหาพระได้ง่าย การบวชต้องทำในคณะสงฆ์ ๑๐ รูป ถ้าเป็นปัจจันตประเทศ คือประเทศชายแดน ซึ่งหาพระยาก กำหนดให้มีพระ ๕ รูป ถือเป็นคณะสงฆ์ บวชผู้ศรัทธาได้ ผู้ที่ได้บวชโดยวิธีนี้เป็นคนแรกคือ พระราธะ ซึ่งเป็นศิษย์ของพระสารีบุตร

    การบวชด้วยญัตติจตุตถกรรมนี้ เป็นการทรงยกอำนาจให้แก่พระสงฆ์ รวมทั้งสิทธิของพระองค์เองที่จะบวชด้วย โดยการยกเลิกวิธีเอหิ ภิกขุ ที่พระองค์ทรงประทานเอง และทรงให้ยกเลิกการบวชด้วยไตรสรณาคมน์อีกด้วย
     ต่อมาเมื่อพระราหุล พระโอรสจะผนวช แต่พระชนมายุไม่ถึง ๒๐ ปี ผนวชเป็นภิกขุไม่ได้ เพราะมีพระชนมายุเพียง ๗ ปีเท่านั้น จึงทรงอนุญาตให้ผนวชเป็นสามเณร ด้วยวิธีไตรสรณาคมน์ ที่เคยบวชภิกษุ มาเป็นการบวชสามเณร แต่นั้นมา พระราหุล จึงถือเป็นสามรเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา

     และคำว่า “บวช” นี้โดยทั่วไปมักเรียกรวมกันไปทั้งบวชพระ บวชสามเณร แต่ในศัพท์ทางศาสนาเรียกการบวชสามเณว่า “บรรพชา” เรียกการบวชพระว่า “อุปสมบท” หรือเรียกพร้อมกันไปว่า “บรรพชาอุปสมบท” ในกรณีที่ผู้ต้องการบวชเป็นภิกษุต้องขอบรรพชาเป็นสามเณรก่อน แล้วจึงจะขออุปสมบทได้


@@@@@@@

ผู้จะบวชต้องเป็นชายอายุ ๒๐ ปี มีข้อห้ามบวชมากมายเกินกว่าจะนำมาเขียนในที่นี้ได้ จึงขอนำข้อห้ามที่ไม่ทรงอนุญาตให้บวชเด็ดขาด ดังนี้ คือ
 
     ๑. คนที่ฆ่าพระอรหันต์
     ๒. คนที่เคยทำร้ายภิกษุณี
     ๓. คนที่เคยปลอมเป็นภิกษุ
     ๔. เคยบวชเป็นภิกษุแล้ว แต่ภายหลังไปเข้าลัทธิอื่น แล้วเปลี่ยนใจมาขอบวชอีก ก็บวชไม่ได้
     ๕. คนที่เคยบวช แต่ต้องอาบัติปาราชิก
     ๖. คนที่เคยเป็นภิกษุแล้วทำสังฆเภท คือ ทำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน
     ๗. คนที่ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต คนเหล่านี้แม้ปิดบังตัวเข้ามาบวช ก็ไม่เป็นภิกษุตามพระธรรมวินัย

ปัจจุบัน ประเพณีการบวช ๓ เดือน ในระหว่างการจำพรรษานั้น หาผู้บวชได้น้อยแล้ว เพราะคนวัยหนุ่มนั้นมีการงานและอาชีพที่ต้องกระทำ เนื่องจากประเทศของเราเปลี่ยนแปลงจากประเทศกสิกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม คนจึงมีเวลาว่างน้อยกว่าอดีต ก็ทำให้การพระศาสนานั้นห่างจากคน และคนก็ห่างออกจากศาสนา

วัตถุนิยมต่างๆ หลั่งไหลมาทับถมจิตใจ จนทำให้สังคมที่เคยสงบสุข เป็นสังคมที่ต้องดิ้นรนแข่งขันชิงดีชิงเด่น คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น จนนำไปสู่ลัทธิการผลิต และแสวงหาในลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอา คนที่ร่ำรวย อยู่แล้วก็ยิ่งทะเยอะทะยานอยากร่ำรวยมากยิ่งขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม ศีลธรรมและจรรยาบรรณที่ดีงาม

การที่ไทยจะก้าวไปสู่ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก คงจะเป็นได้เพียงความคาดหวังเท่านั้น.?




Thank to :-
ภาพ : pinterst
บทความ : จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 92 ก.ค. 51 โดย ธมฺมจรถ
URL : https://mgronline.com/dhamma/detail/9510000077993
เผยแพร่ : 3 ก.ค. 2551 08:30 , โดย : MGR Online
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 วิธีทำบุญให้ เจ้ากรรมนายเวร ด้านสุขภาพและการป่วยเรื้อรัง เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2022, 06:53:53 am



5 วิธีทำบุญให้ เจ้ากรรมนายเวร ด้านสุขภาพและการป่วยเรื้อรัง

อ.บาส 7th Sense แนะ 5 วิธีทำบุญที่จะช่วยเสริมบุญในเรื่องของสุขภาพโดยเฉพาะ ทั้งการรักษาศีล การทำทาน การอุทิศส่วนกุศล

วิธีทำบุญ

1. รักษาศีลข้อที่ 1. คือ ห้ามเบียดเบียนหรือฆ่าสัตว์ อย่างเคร่งครัด

2. งดเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อกระบือ แต่สามารถบริโภคสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ตามปกติที่เป็นซากสัตว์และทำมาแล้ว อย่าไปสั่งฆ่า

3. ถวายยารักษาโรค ทำบุญกับพระที่เจ็บป่วยอาพาธ โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลต่าง ๆ ช่วยเหลือคน หรือสรรพสัตว์ ที่ตกทุกข์ได้ยากหรือเจ็บป่วยบ่อย ๆ

4. หาเวลารักษาศีล 5 ศีล 8 สวดมนต์ปฏิบัติธรรม หรือฟังธรรมะบ่อย ๆ เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมรณสติ

5. อุทิศส่วนกุศล ทุกครั้งที่ทำบุญให้อุทิศส่วนกุศลให้กับสังขารร่างกายของตัวเอง ระบุชื่อ-นามสกุล และให้เจ้ากรรม นายเวรที่เคยเบียดเบียนเข่นฆ่า ทำร้ายร่างกายจิตใจ ส่งผลให้เจ็บป่วย ให้ระบุโรคที่เป็น หรืออาการที่เป็น ให้ทำบ่อย ๆ เจ้ากรรมนายเวรจะค่อย ๆ คลายลง อาการเจ็บป่วยอาจจะหายหรือทุเลาลง หรือไปเจอหมอดียาดี


 



Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/241537/
21 พ.ย. 65 (07:30 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเทศไทย เคยมี กระทรวงเวทมนตร์.!? เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2022, 06:46:20 am



ประเทศไทย เคยมี กระทรวงเวทมนตร์.!? | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มีคนบอกว่าประเทศไทยเคยมีอะไรที่คล้ายๆ กับ “กระทรวงเวทมนตร์” โดยมีชื่อว่า “กระทรวงแพทยาคม” ทำหน้าที่ในการชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เวทมนตร์ต่างๆ โดยเป็นกระทรวงเก่าแก่ ในระดับที่มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อยแล้ว เลยทีเดียวนะครับ

    ใครคนเดิม (ซึ่งไม่ใช่แค่คนเดียว) ยังอ้างอีกต่อไปว่า คำว่า “แพทยาคม” นั้น ผูกขึ้นมาจากคำว่า “แพทย+อาคม” โดยคำว่า “แพทย์” หมายถึง “หมอรักษาโรค” ส่วนคำว่า “อาคม” นั้นก็คือ “เวทมนตร์”

    ดังนั้น แพทยาคมจึงหมายถึง “หมอรักษาเวทมนตร์” ดังนั้น ในกระทรวงนี้จึงมี “ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคม” เป็นตุลาการสำหรับไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณไสยต่างๆ


ที่สำคัญก็คือ มีการอ้างข้อมูลด้วยว่า เมื่อ พ.ศ.2168 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม ได้มีการปรากฏตัวของกระทรวงแพทยาคม เพื่อชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เสน่ห์ยาแฝด หรือการฝังรูปด้วยวิทยาคมต่างๆ มีกฎหมายบัญญัติลงโทษผู้กระทำผิด ในการใช้คุณไสยและวิทยาคมทำร้ายผู้อื่นทางอาญาอีกด้วย

ผมไม่แน่ใจนักว่า ข้อมูลดังกล่าวได้มาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นใด.?

แต่จากข้อมูลในพระธรรมนูน คือกฎหมายที่รวบรวมการประทับฟ้องโดยสมควรต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถเมื่อ พ.ศ.2165 มีข้อความระบุว่า

    “อนึ่ง มีพระธรรมนูนไว้ว่า หากันว่าเปนกระสือจะกละกระหางฉมบกฤษดิยาอาคมใส่หว้านยา แลทำเสน่หทำยาแฝดยาเมา แลรีดลูกเสียสารพัดทำทังปวงประการใด แต่ที่หมีถึงตายนั้นก็ดี พรามณาจารยอาทารโยคีกิริยมเหศเทษสารตรีทังปวงเปนโจทก็ดี เปนจำเลยก็ดีหาความกัน เปนแพ่งอาญาประการใดก็ดี เปนตระทรวงแพทยาได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง เปนตระทรวงขุนหมื่นกรมแพทยาหัววเมืองได้พิจารณา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

    ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อมูลในกฎหมายตราสามดวงก็เป็นพยานให้เราเห็นแล้วว่า มีการฟ้องร้องกันด้วยเรื่องไสยศาสตร์จริงๆ โดยอยุธยาเอง ก็มีกฎหมายสำหรับรองรับเมื่อมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นด้วย

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า กระทรวงแพทยาคมที่ว่านี่ จะมีอยู่จริงนะครับ



เอาเข้าจริงแล้ว ชื่อขององค์กร หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ของรัฐในสมัยอยุธยา ที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวงนั้น ทั้งหมดจะถูกเรียกว่า “กรม”

ในขณะที่คำว่า “กระทรวง” นั้น ในกฎหมายตราสามดวงยังสะกดว่า “ตระทรวง”

โดยเมื่อพิจารณาจากบริบทแล้วก็ดูเหมือนว่า อะไรที่เรียกว่าตระทรวงนั้น ก็ดูจะยังมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับกระทรวง ในความหมายปัจจุบันเท่าไหร่นัก

และหากจะลองไล่ดูรายชื่อของหน่วยงานหรือ “กรม” ทั้งหลายของรัฐอยุธยาจากกฎหมายตราสามดวง โดยเฉพาะในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยตำแหน่งทางราชการ และศักดินาต่างๆ ของอยุธยา (ซึ่งใช้สืบเนื่องมาจนถึงยุคต้นกรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังเป็นรัฐแบบจารีตอุษาคเนย์เดิม) ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.1998 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว ก็ไม่มีชื่อกรมที่ชื่อว่า “แพทยาคม” อยู่เหมือนเดิม มีแต่ที่ใกล้เคียงคือ “แพทยา”

ดังปรากฏชื่อตำแหน่ง พระศรีมโหสถแพทยาธิบดีศรีองครักษ เจ้ากรมแพทยาหน้า, พระศรีศักราชแพทยาธิบดีศรีองครักษ เจ้ากรมแพทยาหลัง และออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดีอะไภยพิรียบรากรมภาหุ จางวางแพทยาโรงพระโอสถ

ข้อมูลจากพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนจึงมีชื่อของหน่วยงาน ที่ชื่อมีคำว่า “แพทยา” ประกอบอยู่ด้วยอย่างน้อย 3 หน่วยงานก็คือ กรมแพทยาหน้า, กรมแพทยาหลัง และกรมแพทยาโรงพระโอสถ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากชื่อตำแหน่งทั้งหมดนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการแพทย์แน่


 

ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวกับแพทย์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายแพทย์เหล่านี้ต้องทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไสยศาสตร์ดังปรากฏอยู่ในพระธรรมนูน ดังที่ผมได้อ้างเอาไว้ข้างต้น ที่น่าสนใจก็คือ ในกฎมณเฑียรบาล คือกฎหมายที่ใช้ในวัง ส่วนหนึ่งในกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเช่นกัน มีข้อความระบุว่า

    “อนึ่ง การอายัดพระมหาราชครู พระราชครู พระอาลักษณ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ ให้ทำกำหนดราชปะเพนีโดยขบวนโบราณ แลให้ถือกำหนดพิทธีโดยดำหรับสาตราเวท มีทวาทโศศกโสฬศกรรมเปนต้น แลปัถมาพิเศก ราชาภิเศก อินทราภิเศก สังครามาภิเศก อาจาริยาภิเศก แลการภิเศกโดยสารทดำหรับทังปวง แลจัดครูพิทธีให้ชอบด้วยสารทบังคับ อันขบวนการโดยการนั้นสมุหปธานทหารพ่อเรือนโดยพนักงาน แลได้เงีนโดยการนั้นเท่าครูพิทธี

     ผิ้ให้พระนามโดยการแผ่นดินแลสมเดจ์พระอรรคมเหษีท่าน ลูกเธอหลานเธอเอกโท ได้เสื้อผ้าหมวกเงีน ตามใหญ่น้อยเอกโทให้นามวิเสศทังปวงผู้ได้งาน ให้เท่าตำแหน่งศักดิ์ ผิ้ให้นามมิชอบโดยพยากร จัดครูพิทธีหมีต้องสารท บังคับผู้ชุบโหมเวทมนตร บอกดำหรับผิดพลั้ง โทษพระอาลักษณมัดแขวน โทษพระมหาราชครูพระราชครูพระโหราธิบดีพระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ประคำใหญ่แขวนฅอ”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งพระศรีมโหสถ และพระศรีศักดิ์ (หรือพระศรีศักราชฯ) เจ้ากรมแพทยาหน้า และเจ้ากรมแพทยาหลังตามลำดับนั้น ถูกจัดรวมอยู่กับกลุ่มผู้ประกอบพิธีทางศาสนาคือ พราหมณ์ ไม่ว่าจะเป็น พระมหาราชครู, พระราชครู, พระอาลักษณ และพระโหราธิบดี ทั้งๆ ที่เป็นตำแหน่งเจ้ากรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ทั้งคู่

แถมยังเป็นไปได้มากด้วยว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้จะมาจากตระกูลของพวกพราหมณ์ ซึ่งในกรณีของกรุงศรีอยุธยานั้น พ่อพราหมณ์ทั้งหลายมักจะสืบเชื้อสายมาจากอินเดียใต้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงชื่อตำแหน่งของจางวางแพทยาโรงพระโอสถคือ “ออกญาแพทยพงษาวิสุทธาธิบดีอะไภยพิรียบรากรมพาหุ”

ที่สร้อยนามคือ “บรากรมพาหุ” นั้นคงจะมีที่มาจากคำว่า “ปรากรมพาหุ” อันเป็นชื่อกษัตริย์คนสำคัญของเกาะลังกา ที่สัมพันธ์กับอินเดียใต้อย่างใกล้ชิดด้วยแล้ว ก็คงจะยิ่งทำให้เห็นร่องรอยที่ว่าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ในพระธรรมนูนจะระบุให้ คดีที่เกี่ยวข้องกับผีสาง และเรื่องเชิงกฤติยาคมนั้น “เปนตระทรวง (หน้าที่?) แพทยาได้พิจารณา”



รัชกาลที่ 5 เคยอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เอาไว้ใน “พระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน” ว่า

    “อนึ่ง กรมหมอนั้น แต่เดิมเป็นหมอสำหรับว่าความพวกหนึ่ง มีเจ้ากรมซ้ายขวาปลัดทูลฉลองซ้ายขวาปลัดนั่งศาลซ้ายขวา อีกพวกหนึ่งเป็นหมอโรงพระโอสถ แต่พวกแรกนั้นเลิกเสียไม่ได้ว่าความตามที่ว่ามาแล้ว แต่ยังคงแบ่งเป็นสองพวกอยู่ พวกหนึ่งเรียกว่า หมอศาลา พวกหนึ่งเรียกว่าหมอโรงใน

     คำซึ่งเรียกว่า หมอศาลานั้นจะใช้สำหรับหมอพวกที่ว่าความมาแต่เดิม เป็นพวกหมอนั่งศาล ฤๅจะเป็นหมอนอกสำหรับจ่ายรักษาพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ ตามที่เข้าใจกันอยู่โดยมากก็ไม่ได้ความแน่ แต่หมอโรงในคือโรงพระโอสถนั้นคงเป็นหมอสำหรับพระเจ้าแผ่นดินแน่ แต่ถึงอย่างไรๆ ในการที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ไม่ได้เลือกว่าหมอศาลาแลโรงพระโอสถ ใช้ปนกันไปหมดตามแต่ที่ต้องการ”


ถ้าจะว่ากันตามหลักฐานในกฎหมายตราสามดวงแล้ว “หมอว่าความ” หรือ “หมอศาลา” ที่รัชกาลที่ 5 กล่าวถึงก็คือ “พระศรีมโหสถ” และ “พระศรีศักดิ์” เจ้ากรมแพทยาหน้า และเจ้ากรมแพทยาหลัง (รัชกาลที่ 5 ใช้คำว่า “ซ้าย-ขวา” แทนคำว่า “หน้า-หลัง”) ดังปรากฏมีตำแหน่งปลัดทูลฉลอง และปลัดนั่งศาล เป็นผู้ติดตามเจ้ากรมทั้งสองระบุอยู่ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน

    ดังนั้น ผู้พิพากษาคดีความที่เกี่ยวข้องกับผีสางและไสยศาสตร์ ตามที่มีกล่าวถึงอยู่ในพระธรรมนูนนั้นก็ควรจะเป็นเจ้ากรมแพทยาทั้งสองนี้เอง

แต่การพิพากษาคดีในยุคอยุธยาเรื่อยมาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ไม่ได้มีหน่วยงานเป็นการเฉพาะอย่างในปัจจุบันนี้นะครับ คดีความหรือการฟ้องร้องต่างๆ เจ้ากรมแต่กรมจะรับหน้าที่เป็นผู้พิพากษาในคดีความที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น ถ้ามีการทะเลาะกันเรื่องที่นา กรมนาก็จะเป็นทำหน้าที่พิพากษาในคดีนั้น เช่นเดียวกับกรมอื่นๆ แล้วแต่หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละกรม



ดังนั้น การที่เจ้ากรมแพทยาทั้งสอง ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับ “กรมหมอ” นั้น ต้องมาพิพากษาคดีความที่เกี่ยวกับผีสางและไสยเวท ก็เพราะผู้คนในยุคโน้นจำแนกเรื่องราวเหล่านี้อยู่ร่วมในกลุ่มก้อนของความป่วยไข้

    และก็แน่นอนด้วยว่า หมอในสมัยโน้นเขาไม่ได้รักษาผู้ป่วยกันด้วยเฉพาะแค่หยูกยา หรือการรักษาตามมาตรฐานของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์หรอกนะครับ ถ้าจะพึ่งพาอำนาจหรือความศักดิ์สิทธิ์อันใดด้วยก็ไม่เห็นจะน่าแปลกที่ไหน

แถมเอาเข้าจริงแล้ว รัชกาลที่ 5 ยังทรงบอกไว้ในพระบรมราชาธิบายเรื่องเดียวกันอีกด้วยว่า

    “ศาลกระทรวงแพทยานี้เป็นอันเลิกขาดไม่มี ด้วยข้อความที่จะหากันให้ถูกต้องในพระธรรมนูญ ก็ไม่ใคร่จะมีใครฟ้องหา”

ถ้าเชื่อตามรัชกาลที่ 5 พระศรีมโหสถ และพระศรีศักดิ์ในแต่ละยุคสมัยนั้นก็คงจะไม่ได้มีคดีความให้ต้องพิพากษามากเท่ากับเจ้ากรมอื่นๆ เขาหรอกนะครับ ส่วนใหญ่แล้วพวกท่านคงจะต้องทำงานเกี่ยวกับการแพทย์เสียมากกว่า

แน่นอนว่า ในยุคที่สยามยังเป็นรัฐจารีตแบบโบราณนั้น ย่อมมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา และไสยศาสตร์อาคมต่างๆ ซึ่งก็ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการปกครอง และบัญญัติเป็นตัวบทกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานตรงไหนเลยที่ระบุว่า กรุงศรีอยุธยาและยุคต้นกรุงเทพฯ นั้น จะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องเวทมนตร์เป็นการเฉพาะ






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม - 2 กันยายน 2564
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/culture/article_460881
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กฎแห่งกรรม ในพระไตรปิฏก : พูดใส่ร้ายป้ายสี ตกอเวจีมหานรก.!! เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2022, 07:22:45 am


กฎแห่งกรรม ในพระไตรปิฏก : พูดใส่ร้ายป้ายสี ตกอเวจีมหานรก.!!

เป็นความจริงที่ว่า ความดีย่อมเป็นความดีอยู่วันยังค่ำ เพชรย่อมเป็นเพชร ถึงแม้จะตกอยู่ที่ไหนก็ย่อมเป็นเพชรอยู่นั่นเอง ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ การเป็นคนดีก็เช่นเดียวกัน เราจะทำเพียงเสแสร้งแกล้งทำไม่ได้ ต้องทำออกมาจากจิตใจของเราจริงๆ หากเราเพียงแสร้งแกล้งทำ สักวันหนึ่งพฤติกรรมชั่วๆ ก็ย่อมหลุดออกมาให้คนอื่นเห็นอย่างแน่นอน

ในทางกลับกัน คนที่ทำความดีอย่างบริสุทธิ์ใจ หากเจออุปสรรคก็ไม่ควรที่จะท้อแท้ท้อถอยในการทำความดี ต้องเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ หากเรามั่นใจอย่างนี้ ก็จะทำให้การทำความดีของเรานั้น มีพลังแรงกล้าที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ ดังเรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่เผชิญกับการใส่ร้ายป้ายสี ต่อไปนี้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนจำนวนมาก เมื่อพระองค์เดินทางไปที่ใดก็จะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย ประชาชนได้นำอาหารหวานคาวต่างๆ มาถวายพระองค์และพระภิกษุสงฆ์ ทำให้พวกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเสื่อมลาภสักการะ ไม่มีใครเอาอาหารหวานคาวไปถวายเหมือนเช่นที่เคยเป็น

พวกเดียรถีย์จึงประชุมปรึกษาหารือกันว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลก พวกเราก็เสื่อมลาภสักการะ จะทำอย่างไรกันดีหนอ จะไปรวมกลุ่มกับใครที่จะพอมีพลังต่อกรกับพระพุทธเจ้าได้บ้าง พวกเราต้องช่วยกันหาทางกำจัดพระพุทธเจ้า ทำทุกวิถีทางที่จะให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา และให้หันกลับมาศรัทธาพวกเราเหมือนเดิมให้ได้

หลังหารือกันเรียบร้อยแล้ว พวกเดียรถีย์ก็มีความเห็น ร่วมกันว่า ต้องร่วมมือกับนางสุนทรี เพราะนางยังศรัทธา ในพวกเดียรถีย์อยู่ และนางยังเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามมาก คงจะหาทางใส่ร้ายป้ายสีพระพุทธเจ้า ได้อย่างแน่นอน


@@@@@@@

นางสุนทรีได้รับปากพวกเดียรถีย์ที่จะหาทางใส่ร้ายพระพุทธเจ้า ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อให้หมดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงถือดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ การบูรและของเผ็ดร้อนต่างๆนานา ไปที่วัดพระเชตวัน ทำทีเหมือนไปทำบุญ เวลาที่ประชาชนพากันฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วกำลังกลับบ้าน นางก็จะเดินสวนทางเข้าไปที่วัด ให้เป็นเหมือนว่า นางพักอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้

พวกประชาชนที่เห็นนางไปวัดตอนเย็นเช่นนั้น จึงพากันสอบถามว่าจะไปไหน นางก็ตอบว่าไปสำนักของพระสมณโคดม และอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมด้วย แต่แท้จริงนั้น นางไปอยู่ในอารามแห่งหนึ่งของพวกเดียรถีย์ พอถึงเวลาเช้าก็รีบตื่นแต่เช้า เดินมาที่พระวิหารเชตวัน อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ทำให้คนทั่วไปเห็นว่านางออกมาจากกุฏิของพระพุทธเจ้าหรือนอนอยู่ที่กุฏิของพระพุทธเจ้าตลอดทั้งคืน นางสุนทรีพยายามทำอยู่อย่างนี้เป็นประจำ จนชาวบ้านเริ่มเกิดความ สงสัยขึ้นมา

พวกชาวบ้านที่เห็นนางจึงพากันถามว่า ไปไหนมา นางก็บอกว่าตนอยู่ในกุฏิเดียวกันกับพระพระพุทธเจ้า นอนกับพระพุทธเจ้า สมสู่กับพระพุทธเจ้า เพิ่งจะกลับมาจากที่นั่น นางใส่ร้ายพระพุทธเจ้าอยู่เช่นนี้ เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านหมดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่นางไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นเป็นกรรมอันหนักยิ่ง

เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกเดียรถีย์ก็ซ้อนแผน โดยได้จ้างนักเลงให้ไปฆ่านางสุนทรี แล้วให้หมกไว้ที่กองขยะ หรือใกล้ๆ กับกุฏิของพระพุทธเจ้า พวกนักเลงจึงไปลอบ ฆ่านางสุนทรีและหมกไว้ตามแผนของพวกเดียรถีย์

หลังจากที่นางสุนทรีตายแล้ว พวกเดียรถีย์จึงแกล้งทำเป็นโวยวายขึ้นมาว่า “พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี” แล้วไปกราบทูลพระราชา พระองค์จึงตรัสถามว่า พวกท่านสงสัยใครที่ไหนหรือไม่ ที่คิดว่าน่าจะเป็นคนฆ่านางสุนทรี พวกเดียรถีย์จึงกราบทูลว่า ตามปกติแล้วนางสุนทรีไม่คอยเดินทางไปไหน นอกจากไปพระวิหารเชตวันเท่านั้น นางจะอยู่ที่นั่นทั้งวัน แต่ไม่ทราบว่าขณะนี้จะยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า หรือว่าใครที่อยู่ในพระวิหารเชตวันจะทำร้ายนางหรือเปล่าก็ไม่รู้



พระราชาทรงทราบดังนั้น จึงต้องการที่จะทำความจริงให้กระจ่าง โดยได้อนุญาตให้พวกเดียรถีย์ไปตรวจค้นพระวิหารเชตวัน พวกเดียรถีย์ได้พาบริวารจำนวนมากเดินทางไปพระวิหารเชตวัน และได้กระจายกันออกตรวจค้นอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบนางสุนทรีนอนตายอยู่ที่กองขยะ จึงได้พากันนำร่างของนางใส่เตียงกลับเข้าพระนคร และได้กราบทูลพระราชาว่า พระสาวกของพระพุทธเจ้าฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในกองขยะเพื่อต้องการจะปิดปากนาง ที่ได้ทำกรรมชั่วร่วมกับพระพุทธเจ้า

พระราชาจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปเที่ยวประกาศบอกเรื่องนี้ให้แก่ชาวพระนครทุกคนทราบ”
พวกเดียรถีย์จึงแอบกระยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ และได้ไป ประกาศให้ชาวเมืองทราบ หลังจากนั้นจึงพากันไปเฝ้าพระราชาอีกครั้งหนึ่ง พระราชามีรับสั่งให้นำศพของนางสุนทรีใส่แคร่และเก็บไว้ในป่าช้า ยังไม่ให้เผา

ชาวบ้านทั่วไปเมื่อได้ฟังเรื่องราวตามประกาศ ต่างก็พากันประณามการกระทำของพระพุทธเจ้า และเที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุสามเณรทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกพระนคร รวมทั้งพวกที่อยู่ในป่าช้า

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงโกรธเรื่องนี้ กลับตรัสบอก ภิกษุทั้งหลายว่า “พวกท่านทั้งหลายจงบอกชาวบ้านเหล่านั้นว่า ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว กล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้ทำ คนเหล่านี้เป็น มนุษย์ที่เลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว ย่อมเข้าสู่นรกด้วยกันทั้งนั้น”


@@@@@@@

ต่อมาไม่นานนัก พวกโจรที่รับจ้างฆ่านางสุนทรีนั่งดื่มเหล้ากันจนเมา แล้วเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น โจรคนหนึ่งได้พูดใส่หน้าเพื่อนของตนว่า “แกฆ่านางสุนทรีด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว แล้วเอาศพไปหมกไว้ในกองขยะ ไปรับเงินเขาแล้วก็เอามาซื้อเหล้ากิน” ทำให้คนทั้งหลาย ได้รู้ความจริง และไปบอกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาจับนักเลง พวกนั้นไปหาพระราชา พระองค์จึงทรงสอบสวนจนได้ความว่า พวกอัญญเดียรถีย์เป็นคนจ้างให้ไปฆ่านางสุนทรี จึงมีรับสั่งให้เรียกพวกเดียรถีย์มา แล้วตรัสแก่เดียรถีย์ว่า

“จงไปประกาศทั่วพระนครว่า นางสุนทรีนี้ถูกพวกข้าพเจ้าจ้างให้คนฆ่า เพราะต้องการใส่ความพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ผิด แต่พวกข้าพเจ้าเป็นคนผิดเอง เป็นคนทำเอง”

จากนั้นพระองค์ก็ทรงสั่งให้ประหารพวกนักเลงและพวกเดียรถีย์เหล่านั้นทั้งหมด ชาวเมืองที่เคยเข้าใจพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผิดๆ ก็หันมาศรัทธายิ่งกว่าเดิม ทำให้พระองค์และพระสงฆ์ทั้งหลายมีลาภสักการะเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

จะเห็นว่าความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่นั่นเอง การแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมนั้น ย่อมไม่สร้างความสุขให้กับผู้ที่ได้รับอย่างแท้จริง กลับจะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตนเองทั้งในภพนี้และภพหน้า ชีวิตจะมีความสุขได้จะต้องดำเนินไปตามธรรมเท่านั้น กฎแห่งกรรมจะทำหน้าที่ของมันเอง ที่จะจัดสรรชีวิตของคนแต่ละคนให้ได้รับผลตามที่ตนเองได้กระทำไว้ คนทำดีจึงไม่ควรท้อแท้ในการทำความดี และคนทำชั่วก็ควรที่จะละกรรมชั่วให้เด็ดขาด ก่อนที่กรรมชั่วจะทำลายชีวิตของตนเอง จนไม่สามารถที่จะแก้ไขได้




ขอขอบคุณ :-
ภาพ : pinterest
บทความ : จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 103 มิ.ย. 52 โดยมาลาวชิโร
URL : https://mgronline.com/dhamma/detail/9520000061689
เผยแพร่ : 2 มิ.ย. 2552 11:44, โดย : MGR Online
23  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / “อิติปิโส-รัตนมาลา” | อิติปิโส ๑๐๘ และ รหัสนัยทั้งปวง เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2022, 06:07:03 am



“อิติปิโส-รัตนมาลา” | อิติปิโส ๑๐๘ และ รหัสนัยทั้งปวง

แลเรื่องราวนี้ ที่เราจะมองย้อนไปใน “อิติปิโส-รัตนมาลา” ที่เป็นส่วนของอำนาจทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่แค่เพียงบทสวดของพระธรรม แต่เป็นซอฟต์เพาเวอร์ตัวใหม่ในชีวิตกึ่งพุทธกาลของเถรวาททั้งหลาย

แต่ก่อนหน้าจะไปถึงจุดนั้น การสืบค้นทักษะทางวัฒนธรรมที่เป็นเหมือนมรดกตกทอดจากเถรวาทกลุ่มนั้น ทำให้เราอดที่จะย้อนอดีตที่ผ่านมาเสียมิได้

โดยเฉพาะกรณีปราสาทนครวัด-นครธมที่ยุคหนึ่งเหมือนสูญหายไปจากมิติความทรงจำ กระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 และจากนั้นมา วิธีการที่จะกลับไปสู่การค้นหาสิ่งสูญหาย/บังบด ถูกนำไปต่อยอดรื้อฟื้นและค้นหาที่ส่วนใหญ่เกิดโดยนักวิจัยบารังสายเถรวาทอินโดจีนในกัมพูชา

และแม้ว่าสเกลนับตั้งแต่ค้นพบอาณาจักรยุคกลางของกัมพูชาจะเรียวเล็กลงมาก ทว่า ทั้งก่อนหลังการสิ้นยุคอินโดจีนที่นักวิจัยหลายคนของบารัง ยังคงฝักใฝ่ต่อการสำรวจเก่าแก่ที่ใกล้ตายหรือสูญหายไปของแคว้นนี้

ตัวอย่างกรณีผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนบัณฑิต-ซูซานน์ คาร์เปเลส ที่เชิญปราชญ์กวีเขมรคนสำคัญคือ “กรมงุย” มาร่ายบทกวีสดๆ ใส่ไมค์และบันทึกเสียงไว้ไม่นานก่อนที่กรมงุยจะสิ้นใจและเหลือไว้แต่กวีศิลป์ที่ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้




จากคาร์เปเลสถึงฟรองซัวส์ บิโซต์ ยุคที่กัมพูชาเติบกล้าด้วยตัวเอง นักวิจัยแห่งสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพทิศประจำเสียมเรียบได้เริ่มต้นเป็นคาร์เปเลสคนที่ 2 เมื่อถูกส่งตัวหลังถูกทหารพลพตจับตัวแรมเดือนในป่าอัลลองแวงกลับกรุงพนมเปญ

บิโซต์ใช้เวลา 3 ปีกว่าที่นี่ ลงมือค้นหากรมงุยคนที่ 2 ที่ 3 ตามแบบซูซานน์ คาร์เปเลส และทำให้เราเห็นว่า ประเทศนี้ช่างรุ่มรวยไปด้วย “กวีปากเปล่า” (ปาถกกวี) ซึ่งเป็นเครื่องจดจำบันทึกไว้ในตัวบุคคล

ศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ พวกบารังเห็นจะขาดแคลนและมองเป็นของแปลก ซึ่งที่จริงแล้วในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือสุวรรณภูมิทั้งหมด เรามีปาถกกวีไปทุกสถานในหมู่ชาวเถรวาทซึ่งส่วนใหญ่มิใช่นักบวช แต่กลับเป็นชาวบ้านพื้นถิ่น ดังที่พบในอีสานและตอนเหนือของไทย รวมทั้งพม่ารามัญที่พบว่า การเล่าเรียนธรรมวาจกจากพระครูผู้สอนมีให้เห็นเป็นปกติ

นอกเหนือจากหมู่สงฆ์ที่เรียนจำพระไตรปิฎกด้วยวาจาแล้ว ดังนี้ การที่นายสวน จุน แห่งกัมพูชาจะจดจำบทพุทธคุณ-อิติปิโสฯ และจารเป็นยันต์ผ้าหรือใบลาน มิใช่เรื่องแปลก แต่เป็นการประกอบอักขระขอมโบราณให้เป็นศิลปะนั่นเอง

เพียงแต่ที่อาจารย์สวน จุน ทำมากกว่านั้น คือนำสิ่งที่ตนประดิษฐ์บ้างหรือร่ายเป็นคาถาบทบ้าง นำไปใช้ในการรักษาโรคและถือเป็นโอสถธรรม



ต่อเรื่องราวของนักร่ายคาถาบทอิติปิโสในรูปอุบะรัตนมาลาโดยโลกครูสวน จุน ชาวเขมร ที่ฟรองซัวส์ บิโซต์ ชาวบารังรวบรวมนี้ อัญเจียฯ เคยเสนอไว้ตอนแรกแล้วในชื่อ “จากสหายดึจ-เขมรแดงถึงอิติปิโส ๑๐๘” (มติชนสุดสัปดาห์/14-20 ตุลาคม 2565)

ในตอนนั้น เราได้เกริ่นถึงอาจารย์ยู อุน ครูผู้ช่วยวิจัยด้านนี้ของบิโซต์ผู้เก็บสำเนาอิติปิโสฯ เกือบทั้งหมดที่คัดลอกจากหอสมุดแห่งชาติและอาจารย์ได้นำติดตัวเสมอ แม้แต่เมื่อทหารพลพตกวาดต้อนออกจากกรุงพนมเปญก็ตาม

คลาดกัน 2 วัน บิโซต์จึงออกตามหาครูอุน แต่ไม่ทันเสียแล้ว โลกครูได้ถูกขับออกจากบ้านไปเสียก่อน และนี่คือผู้ช่วยบิโซต์คนที่ 3 ที่สังเวยชีวิตแก่ระบอบเขมรแดง กระนั้น หลายสิบปีหรือเกือบครึ่งชีวิตทั้หมดของตน ฟรองซัวส์ บิโซต์ ยังคงรักษาการตามหากวีอิติปิโสฯ คนนั้น แม้ความตายจะมาพรากก็ตาม

ราวกับนักต่อจิ๊กซอว์ตัวร้าย ในพนมเปญที่วุ่นวายไปด้วยสภาพอันถูกปิดล้อมจากสงครามกลางเมือง แต่นักวิจัยบิโซต์กลับมีหมุดหมายที่จำตามหาสิ่งที่อาจจะสูญหาย หากเขาไม่สานต่อและถอดรหัสไว้

ดังที่การที่เขาหมกมุ่นอยู่กับกวีปากเปล่าและบทสวดอิติปิโสของเขาที่เปรียบเสมือนรัตนมาลาธรรมในใจ และนั่นคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงเขาไว้ แต่โดยทั่วไปนักวิจัยมักจะไม่โรแมนติก กระนั้น ฉันก็คิดว่า ในระยะ 3-4 ปีที่เขาได้พบกับอาจารย์สวน จุน (โดยไม่ระบุว่าที่ใด) เป็นช่วงเวลาที่เขาน่าจะมีความสุข



และนั่นก็ทำให้เขาผลักผู้ช่วย-ครูยู อุน ซึ่งรอบรู้ด้านบาลีให้คัดลอกใบลานและหนังสือนานาเกี่ยวกับคาถาบทที่หอสมุดแห่งชาติ แต่อนิจจา ครูอุนกลับหอบงานเหล่านั้นตอนถูกเขมรแดงขับไล่ไปทำนาและคงถึงแก่ชีวิต

กระนั้นรัตนมาลาธรรมที่มีบทอิติปิโสเป็นอุบะเรียงร้อยกันยังคงถูกตามหา โดยสารตั้งต้นแรกๆ อยู่ที่อาจารย์/โลกครูสวน จุน ปราชญ์ชาวบ้านฝ่ายกัมพูชา แต่เมื่อค้นคว้าต่อมาบิโซต์ได้อาศัยงานเขียนด้านนี้จากเอกสารของไทยที่ส่วนใหญ่เป็นบันทึกหลักฐานหาใช่ปราชญ์พื้นบ้านแบบเดียวกับกัมพูชา

แม้ว่าขณะนั้นในภาคอีสานของไทยจะเต็มไปด้วยผญาหรือกวีพื้นบ้าน ที่มีพรสวรรค์ด้านการสาธยายมนต์โคลงกลอนและบทพุทธคุณอีกนิทานชาดกสอนใจ

นับว่าโชคดีที่กัมพูชามีบิโซต์เป็นนักวิจัย และแม้จะมีกวีผญาเฉพาะด้านอิติปิโสฯ เพียงรายเดียวแต่ก็เพียงพอจะเป็นไปสำหรับสิ่งที่เรียกว่า “อุปสงค์-อุปทานอันวิเศษ” ที่นำพามาเจอกันระหว่างฟรองซัวส์ บิโซต์ กับสวน จุน และก่อให้เกิดเถรวาทศึกษาที่น่าทึ่ง



สวน จุน เกิด พ.ศ.2446 อ.คีรีวงศ์ จ.ตาแก้ว เริ่มเล่าเรียนหนังสือจากพระครูฐี ดุน พระชาวกัมพูชาใต้ ซึ่งอาจเป็นกุศโลบายให้ศิษย์สนใจธรรมจึงกล่าวต่อเขาว่า “การสาธยายมนตราเท่านั้น ก็สามารถสังหารศัตรูได้”

และนั่นจึงให้จุนเมื่อกลับมาบ้านเกิดแล้ว เขากลับติดตามพระธุดงค์รูปหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตสวายเรียง และนั่นเอง จุนได้รับการประสิทธิ์ประสาทมนตราอาคมบทหนึ่งอย่างลึกซึ้งในรูป “อุบะ” ที่สามารถแตกสารบบออกไปอย่างหลากหลายนานา และนั่นคือบทอิติปิโส-รัตนมาลา

เมื่อศึกษาจบแล้ว สวน จุน จึงเดินทางไปกำโปด ที่นี่ จุนได้กลายเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงจนถูกเรียกขานว่า “ครูสเตาะ” (สเตาะ-เครื่องเป่า) ทว่า เครื่องเป่าของสวน จุน หาใช่เครื่องดนตรีไม่ แต่เป็นบทมนต์ที่เขาเป่าเสกและที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “อิติปิโสฯ” นั่นเอง

ในไม่ช้า ครูจุนก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถยาโบราณที่ใช้ในการรักษาปัดเป่าโรคาพยาธิด้วยการท่องโศลกบทบาลีที่ว่า และการรักษาก็ได้ผลดีอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย

@@@@@@@

อนึ่ง ความรอบรู้ของโลกครูสวน จุน ในบทอิติปิโสนี้ คือแรงบันดาลใจสูงสุด ทันทีที่เขาได้พบตัวจริง และฟังนักร่ายสวดอิติปิโสบทหนึ่ง กระนั้น บิโซต์น่าจะดึงเอารัตนมาลาในบทอิติปิโสฯ ฉบับไทยไปไว้บ้าง โดยเฉพาะจากอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร เจ้าตำรามหายันต์ ๑๐๘ และอื่นๆ

แต่การที่บิโซต์เชิดชูฝ่ายเขมรอย่างมาก นอกจากเหตุผลส่วนตัวแล้ว ด้านหนึ่งคือลักษณะพิเศษขององค์ความรู้แขนงใหม่ในเถรวาทที่เรียกกันว่าปรีชาญาณ ที่น่าสนใจ คือกลวิธีร่ายบทอิติปิโสฯ จากกูรูผู้มีชีวิตซึ่งไม่ใช่แค่อักษรศิลป์อันพิสดาร

แต่มาจากการที่สวน จุน สามารถจดจำพระสูตรอย่างแม่นยำ ซ้ำการถ่ายทอดที่เหนือความคาดหมายจนสัมผัสได้ถึงความปราดเปรื่องว่องไวเหล่านั้น การทำให้บท “อิติปิโสฯ” ซึ่งเป็นเหมือนอักขระโบราณกลับมามีชีวิตเหล่านี้ นับเป็นลักษณะของอรรถรสที่พบในศาสตร์ฮินดูและทิเบตโดยคุรุปรีชาญาณ

โดยเฉพาะสำหรับชาวเถรวาทแล้ว เราแทบจะนึกไม่ออกเทียวว่า ยังมีบทอิติปิโสในแบบอนุโลม แบบปฏิโลม-ปฏิพัทธ์ และแบบอื่นซึ่งยากแก่จินตนาการ และทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการลำนำของกวีพื้นบ้านและเป็นศาสตร์-ศิลป์ที่น่าทึ่ง

จึงไม่แปลก ที่บิโซต์/ฮินูบา ร์จะอุทิศ “อิติปิโส-รัตนมาลา” ให้แก่อาจารย์สวน จุน ซึ่งเป็นเสมือนต้นทางอันยากเข็ญแห่งความเป็นนักวิจัยในสายเถรวาทวิทยาของตน และสำหรับชาวชนผู้หลงรักอิติปิโส ๑๐๘ ในรูปแบบอักขระขอมที่รอการพิสูจน์





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2565
คอลัมน์ : อัญเจียแขฺมร์
ผู้เขียน   : อภิญญา ตะวันออก
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/column/article_621280
ชื่อบทความเดิม คือ อิติปิโส ๑๐๘ และรหัสนัยทั้งปวง
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมืองร้อยเอ็ด ไม่ใช่ ‘เมืองสิบเอ็ด’ | “เมืองร้อยเอ็ดประตู” แต่ไม่ใช่จำนวน 101 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2022, 05:43:45 am



เมืองร้อยเอ็ด ไม่ใช่ ‘เมืองสิบเอ็ด’ | สุจิตต์ วงษ์เทศ

ร้อยเอ็ด มีนามเต็มในตำนานว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู” หมายถึง เมืองที่อำนาจทางการเมืองและการค้าแผ่ขยายกว้างไกลออกไปทุกสารทิศ เสมือนมีร้อยเอ็ดประตูเมือง ประดุจกรุงทวารวดีในมหากาพย์ของอินเดียในชมพูทวีป

[ทวารวดี แปลว่าช่องทาง (ประตู) เข้าออก เพื่อให้หมายถึงเมืองท่าที่มีกิจกรรมติดต่อ (ค้าขาย) สะดวกสบายอุดมสมบูรณ์ (เป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะในมหาภารตยุทธ์)]

ร้อยเอ็ด ในเอกสารโบราณเขียนเป็นตัวอักษรไทยน้อยว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู” หมายถึง เมืองมีประตูจำนวนมาก แต่ไม่หมายตายตัวตรงตามตัวอักษรว่า ประตูเมืองมีจำนวนร้อยเอ็ด

ร้อยเอ็ด คือ ร้อยกับหนึ่ง หรือ 101 โดยปริยายหมายความว่า มากมายก่ายกอง

ตัวอย่างพบในสังข์ทอง (ร.2) ท้าวสามนต์ให้ลูกสาวทั้งเจ็ดนางเลือกคู่จากโอรสกษัตริย์ที่ป่าวร้องมาจากบ้านเมืองมากมายก่ายกอง “กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองใหญ่”

เช่นเดียวกับคำคล้องจองเก่าที่ว่า “ร้อยเอ็ด เจ็ดย่านน้ำ” หมายถึงจำนวนมากนับไม่ถ้วน


คูน้ำคันดินเมืองร้อยเอ็ด ราวหลัง พ.ศ.1000 ทำขึ้นเป็นขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ รูปเหลี่ยมมุมมนโค้ง ขนาด 1,700 x 1,800 เมตร คูน้ำถูกขุดเป็นแนวที่กำหนดเชื่อมลำห้วยเหนือ-ลำห้วยกุดขวาง ที่เป็นลำน้ำสาขาแยกจากแม่น้ำชี แล้วชักน้ำขังไว้เพื่ออุปโภคบริโภค ส่วนคันดินได้จากขุดคูน้ำ แล้วยกดินถมเป็นแนวที่กำหนด [แผนผังเมืองร้อยเอ็ด โดย ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ (กุมภาพันธ์ 2563)]


จำนวนนับ

สมัยโบราณนานมาแล้วเมื่อครั้งสังคมไม่กว้างขวาง โลกยังติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ดังใจในพริบตาเหมือนปัจจุบัน ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปต้องการจำนวนนับที่จำเป็นแค่ “สิบ” เท่านั้น

[จะเห็นว่า พอมากกว่าสิบ ก็ต้องยึดสิบเป็นหลักแล้วเพิ่มจำนวนเข้าไปทีละหนึ่ง ได้แก่ สิบหนึ่ง (นิยมเรียกสิบเอ็ด เพราะคำว่า เอ็ด เท่ากับหนึ่ง), สิบสอง ฯลฯ]

ถ้าจำนวน “ร้อย” ถือว่ามากที่สุดแล้ว ดังพบว่า สมัยก่อนผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ มีตำแหน่งเป็น “ร้อย” เรียก “นายฮ้อย” (ของอีสานตามประเพณีการค้าดินแดนภายใน) กระทั่งชื่อทางการของภาคกลางก็ “นายร้อย” เป็นใหญ่สุด (เช่น โรงเรียนนายร้อยฯ)

[“ล้าน” เป็นจำนวนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริงในโลก เพราะคนสมัยนั้นนับไม่ถึง จึงขนานนามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ว่า ล้านนา และ ล้านช้าง]

จำนวนร้อยถือว่ามากที่สุดในสังคมโบราณนานมาแล้ว เหตุนั้นจึงมีคำว่า "ร้อย" อยู่ในความเปรียบที่รู้จักมักคุ้นกันดี ได้แก่

ร้อยชั่ง (มีค่ามาก เช่น สาวน้อยร้อยชั่ง), ร้อยทั้งร้อย (ทั้งหมดทั้งสิ้น), ร้อยแปดพันเก้า (มากมายหลายหลาก), ร้อยพ่อพันแม่ (คนจำนวนมากหลากหลายเผ่าพันธุ์), ร้อยวันพันปี (นานมาก), ร้อยสี่พันอย่าง (ต่างๆ นานา), ร้อยหวี (ชื่อกล้วยชนิดหนึ่งออกเครือมีหวีมากกว่าปกติ แม้ไม่ถึงร้อยก็เรียกเป็นร้อย)

ร้อยเอ็ด คือ ร้อยกับหนึ่ง หรือ 101 โดยปริยายหมายความว่า จำนวนมาก เพราะมากกว่าร้อย (ไปหนึ่ง) หรือ 100+1 เช่น “ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ” หมายถึงทั่วทุกหนแห่งในโลก บางทีเรียก “ร้อยเอ็ดเจ็ดคาบสมุทร” หรือ “ร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง” ก็ได้


@@@@@@@
 
เจ็ดย่านน้ำ

เมืองร้อยเอ็ด มีความหมายเข้าได้กับวลีเก่าว่า “ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ” โดยปริยายหมายถึ งเมืองที่มีเครือข่ายการค้ามากมายก่ายกอง

เจ็ดย่านน้ำ หรือ เจ็ดคาบสมุทร หมายถึง มีขอบเขตหรือพื้นที่ปริมณฑลกว้างขวางมาก ครอบคลุมหมดมหาสมุทร หรือ “ทะเลทั้งเจ็ด”

คัมภีร์อินเดียเชื่อว่า มหาสมุทรหรือทะเลมี 7 แห่ง ดังนี้

    1. ทะเลน้ำเค็ม เรียกว่า ลาวัณย์ เป็นทะเลล้อมชมพูทวีป (อินเดีย)
    2. ทะเลน้ำอ้อย เรียกว่าอิกษุรโสทะ เป็นทะเลล้อมปลักษะทวีป (หมายถึงพม่า)
    3. ทะเลน้ำผึ้ง เรียกว่าสุรา (บางแห่งเป็นเมรัย) เป็นทะเลล้อมศาลมาลีทวีป (หมายถึงมลายู)
    4. ทะเลเปรียง เรียกว่าสระปี เป็นทะเลล้อมกุศะทวีป (หมายถึงหมู่เกาะซุนดา)
    5. ทะเลน้ำนมเปรี้ยว เรียกว่าทธิมัณฑะ เป็นทะเลล้อมเกราญจะหรือโกญจาทวีป (หมายถึงจีนใต้)
    6. ทะเลน้ำนม เรียกว่าทุคธะ หรือกษิร (เกษียรสมุทร) เป็นทะเลล้อมศักกะทวีป (หมายถึงสยามกัมโพช)
    7. ทะเลน้ำธรรมดา เรียกว่าชล หรือโตยัมพุธิ เป็นทะเลล้อมบุษกรทวีป (หมายถึงจีนเหนือ)

[จากหนังสือ ภูมิศาสตร์สุนทรภู่ ของ กาญจนาคพันธุ์ พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ.2515 หน้า 37-40]

@@@@@@@

ชื่อเมืองร้อยเอ็ด ไม่ใช่สิบเอ็ด

ครูบาอาจารย์โรงเรียนใน จ.ร้อยเอ็ด ควรทบทวนที่เคยบอกนักเรียนว่า ร้อยเอ็ด หมายถึง “เมืองสิบเอ็ดประตู” เพราะไม่จริงอย่างนั้น จึงไม่ควรดันทุรัง

เมืองร้อยเอ็ด มีคำอธิบายสมัยก่อนจากบางคนว่า ชื่อเมืองร้อยเอ็ด เขียนในเอกสารโบราณเป็นตัวเลขว่า 101 สมัยโบราณอ่าน 10+1=11 (สิบเอ็ด) ดังนั้น เอกสารโบราณเขียนว่าเมือง 101 ประตู หมายถึง เมืองมี 11 ประตู ซึ่งยังมีข้อคลาดเคลื่อน ดังนี้

ข้อแรก ไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์ว่า สมัยโบราณเขียน 101 หมายถึง 10+1=11 (สิบเอ็ด)

ข้อหลัง เอกสารโบราณในหอสมุดแห่งชาติเขียนชื่อเมืองร้อยเอ็ด เป็นตัวอักษรว่า “เมืองร้อยเอ็ด” ไม่เคยพบว่าเขียน “101” กรมศิลปากรตรวจสอบเอกสารโบราณทั้งหมดที่เก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติและเคยแสดงหลักฐานต่อสาธารณะนานแล้วหลายครั้ง


 


 
ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 15 - 21 พฤษภาคม 2563
คอลัมน์ : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/column/article_306966
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ การสืบทอดลัทธิเทวราชของขอมในกรุงศรีอยุธยา เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2022, 05:25:05 am



 
กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ การสืบทอดลัทธิเทวราชของขอมในกรุงศรีอยุธยา

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุเอาไว้ว่า สมเด็จพระบรมราชาธิาชที่ 2 หรือที่มักจะคุ้นกันมากกว่าในพระนามก่อนครองราชย์ว่า เจ้าสามพระยา นั้น สร้าง “วัดราชบูรณะ” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.1964 อันเป็นปีเดียวกับที่พระองค์ขึ้นครองราชย์

โดยได้สร้างวัดขึ้นในบริเวณถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองของพระองค์ ที่ได้ทำยุทธหัตถีกันเองจนสิ้นพระชนม์ลงทั้งคู่ เมื่อครั้งหลังเกิดการจลาจล เมื่อสมเด็จพระนครินทราชา ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายทั้งสามพระองค์นี้เสด็จสวรรคต

แต่การที่เจ้าสามพระยาสร้างวัดราชบูรณะขึ้นบนพื้นที่ที่ใช้ถวายพระเพลิงพระเชษฐาทั้งสองพระองค์นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระเชษฐาทั้งคู่เสียเมื่อไหร่?

เพราะว่าในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็ได้ระบุไว้ด้วยว่า ได้ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์สององค์ไว้ตรงที่ใกล้สะพานป่าถ่าน อันเป็นสถานที่กระทำยุทธหัตถีของทั้งคู่ นัยว่าเป็นที่ระลึกถึงพระเชษฐาทั้งสอง

ดังนั้น วัดราชบูรณะจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อการอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาไปถึงข้าวของต่างๆ ที่ถูกอุทิศถวายเอาไว้ภายในกรุของพระปรางค์ อันเป็นสิ่งปลูกสร้างประธานของวัดแห่งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเก่าแก่ของอุษาคเนย์ ที่รู้จักกันในชื่อของ “ลัทธิเทวราช”

@@@@@@@

กล่าวโดยสรุป “เทวราช” เป็นลัทธิความเชื่อที่เกิดจากการประสมปะสานระหว่างศาสนาผีของอุษาคเนย์ กับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธจากชมพูทวีป พิธีกรรมสำคัญในลัทธิที่ว่านี้ก็คือ การสถาปนารูปเคารพไม่ว่าจะเป็นศิวลึงค์, เทวรูปพระนารายณ์ หรือพระพุทธรูปขึ้นเป็นรูปฉลองพระองค์ของกษัตริย์ผู้สถาปนารูปเคารพองค์นั้นเมื่อเสด็จสวรรคต ไว้บนศาสนสถานที่จำลองเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามปรัมปราคติคือ เขาพระสุเมรุ

พูดง่ายๆ ว่า เมื่อกษัตริย์ได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว ดวงพระวิญญาณจะไปรวมเข้ากับเทพเจ้าไม่ว่าจะเป็นพระศิวะ พระนารายณ์ หรือแม้กระทั่งพระพุทธเจ้า ในรูปเคารพที่ได้ถูกสถาปนาขึ้นใหม่นี้นั่นเอง

แต่ข้อมูลจากจารึกสด๊กก็อกธม ในวัฒนธรรมขอมโบราณ ซึ่งมีศักราชระบุตรงกับเรือน พ.ศ.1595 ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า รูปเคารพที่ดวงพระวิญญาณของกษัตริย์จะเข้าไปรวมด้วยนั้น ได้ถูกพิธีกรรมในลัทธิที่ว่านี้ สถาปนาให้เป็นราชาเหนือเทวะทั้งหลายในสากลจักรวาลด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อกษัตริย์ผู้ทรงประกอบพิธีในลัทธิเทวราช สิ้นพระชนม์ลงแล้ว จะได้ไปเป็นจักรพรรดิเหนือโลกของเทพเจ้า ด้วยการหลอมรวมเข้ากับพระศิวะ พระนารายณ์ หรือพระพุทธเจ้าอีกด้วย

แน่นอนว่า “พระปรางค์” วัดราชบูรณะก็เป็น “เขาพระสุเมรุจำลอง” แต่ระบบโครงสร้างผังของกรุภายในพระปรางค์ รวมถึงระเบียบการจัดวางข้าวของ และประเภทของสมบัติต่างๆ ภายในนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของพิธีกรรมที่ว่านี้ ได้พัฒนามาไกลกว่าที่ระบุอยู่ในจารึกสด๊กก็อกธมมากทีเดียว




กรุในพระปรางค์วัดราชบูรณะ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น

ห้องกรุขั้นที่ 1 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดนั้น มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปชาวจีน และเทวดาที่แต่งกายอย่างศิลปะศรีลังกา อยู่รายรอบ แน่นอนว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในห้องกรุชั้นที่ 1 นี้วาดอยู่ในผนังห้องที่ปิดตาย ภาพวาดเหล่านี้จึงไม่ได้วาดให้ใครดู เท่ากับวาดเพื่อเป็นพุทธบูชา ในการพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

ส่วนกรุชั้นกลางคือชั้นที่ 2 นั้น มีขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับห้องกรุชั้นบน แต่ก็เต็มไปด้วยเครื่องทองและของมีค่านานาชนิด โดยผนังภายในห้องกรุชั้นนี้ จะประดับไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างเต็มพื้นที่ ผนังทั้งสี่ด้านรองพื้นด้วยสีแดงชาด วาดเส้นด้วยสีขาว ดำ เขียว และปิดทอง เขียนเล่าเรื่องพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ที่เขียนไว้ด้วยสีทอง ส่วนบนเพดานก็วาดไว้ด้วยรูปดาวเพดานอย่างวิจิตรงดงาม

น่าเสียดายที่เครื่องทองส่วนใหญ่ที่ถูกจัดวางเอาไว้ในกรุชั้นนี้ถูกคนร้ายขโมยไป ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2500 และถึงแม้จะตามกลับคืนมาได้อยู่บ้าง แต่สมบัติจำนวนมากที่เคยบรรจุอยู่ภายในกรุ ซึ่งโดยมากเป็นเครื่องทองนั้น ก็ได้สูญหายไปเสียแล้ว ผลกระทบที่สำคัญจากการที่ถูกลักลอบขุดหาสมบัติอีกอย่างก็คือ ทำให้ไม่ทราบว่า ข้าวของส่วนใหญ่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบระเบียบอย่างไร.?

อย่างไรก็ตาม เราพอจะทราบว่า พระปรางค์จำลอง ที่ทำขึ้นจากทองคำ ตั้งเป็นประธานอยู่ตรงกลางของห้องกรุชั้นนี้ โดยเฉพาะเมื่อห้องกรุชั้นนี้ เต็มไปด้วยเครื่องทองชิ้นเอก ไม่ว่าจะเป็นพระขรรค์ มงกุฎ และศิราภรณ์ทองคำ ฯลฯ ประกอบกับการเข้ามาสำรวจโดยกรมศิลปากร ภายหลังการลักลอบขุดไม่นานนัก ที่ช่วยให้ทราบว่า ภายในซุ้มที่เว้าลึกเข้าไปในผนังห้องกรุชั้นนี้ ล้อมรอบด้วยโต๊ะที่ทำขึ้นจากสำริด ขนาด 44 x 72 เซนติเมตร สูง 42 เซนติเมตร ตั้งอยู่ข้างในซุ้มเหล่านั้น เฉพาะผนังด้านทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออก ส่วนทิศใต้นั้นไม่พบหลักฐานว่ามีโต๊ะที่ว่านี้อยู่ แต่คงจะเป็นโต๊ะทั้ง 3 ตัวนี้เอง ที่เคยใช้สำหรับจัดวางเครื่องทอง และสมบัติมีค่าทั้งหมดที่พบอยู่ในห้องกรุชั้นนี้

ส่วนกรุชั้นล่างสุดอันเป็นชั้นที่ 3 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปิดผนึกไว้อีกครั้งโดยกรมศิลปากรแล้วนั้น มีขนาดเล็กเพียงแค่ 1.40 x 1.40 เมตร และสูงเพียง 80 เซนติเมตรเท่านั้น แต่กลับพบสมบัติอันล้ำค่าที่สุดคือ พระเจดีย์ทองคำที่มีครอบทำด้วยโลหะถึง 4 ชั้น

ยังพบภายในของพระเจดีย์ทองคำองค์นี้บรรจุไว้ด้วย พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปแก้วผลึก กับเครื่องทองคำขนาดจิ๋วจำนวนมาก และยังมีแผ่นใบลานทองคำจารึกอักษรขอมเอาไว้ด้วย

พระธาตุที่อยู่ในเจดีย์ทอง ภายในกรุชั้นล่างสุดนี้คงจะเป็น อัฐิธาตุของสมเด็จพระนครินทราชา ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าสามพระยา เพราะพิธีกรรมในลัทธิเทวราชนั้น มักจะใช้อัฐิธาตุของกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ไปบรรจุไว้ใต้ฐาน  หรือไม่ก็เหนือฝ้าเพดานของรูปเคารพฉลองพระองค์ ที่กษัตริย์จะกลับเข้าไปรวมเป็นราชาเหนือเทวะ คือเทพเจ้าทั้งหลาย


@@@@@@@

ในขณะที่เครื่องทองที่บรรจุอยู่ในกรุชั้นที่ 2 นั้น แม้จะสูญหายไปมากแล้วก็ตาม แต่ข้าวของที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเครื่องราชูปโภค คือเครื่องแสดงยศถาบรรดาศักดิ์ของกษัตริย์ทั้งสิ้น

จึงแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับคติเรื่องพระจักรพรรดิราช คือราชาผู้อยู่เหนือราชาทั้งหลายในทั้ง 84,000 จักรวาล ตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวความคิดในลัทธิเทวราชได้เป็นอย่างดี

ส่วนกรุชั้นบนสุด ซึ่งพบพระพุทธรูปอยู่นั้น เป็นการจัดวางตามขนบในศรีลังกาที่จะใส่พระพุทธรูปเอาไว้ในกรุของเจดีย์ แทนพระบรมสารีกธาตุ

กรุทั้งสามชั้นของจึงแสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมอันสลับซับซ้อนของศาสนาพื้นเมืองอุษาคเนย์ ที่ผสมปนเปเข้ากับพระพุทธศาสนา โดยเป็นพิธีกรรมที่หลอมรวมเอาวิญญาณของสมเด็จพระนครินทราชาเข้าไปรวมเข้ากับพระพุทธเจ้า แล้วอยู่ในฐานะของพระจักรพรรดิราช ผู้เป็นใหญ่เหนือกษัตริย์และเทพเจ้าทั้งหลายในทุกๆ จักรวาล

นอกเหนือจากที่วัดราชบูรณะจะเป็นประจักษ์พยานของความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของราชสำนักอยุธยาแล้ว จึงยังเป็นร่องรอยหลักฐานของพิธีกรรมความเชื่อพื้นเมืองของอุษาคเนย์ ซึ่งไม่เคยปรากฏในวัฒนธรรมอินเดีย แต่มีตกทอดอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั่นเอง •






ขอขอบคุณ:-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 18 - 24 พฤศจิกายน 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/column/article_626077
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทนได้ไม่โกรธตอบ : คนอันโทสะประทุษร้ายแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2022, 07:28:04 am



ธรรมปฏิบัติ : ทนได้ไม่โกรธตอบ
ทุฏฺโฐ อตฺถํ น ชานาติ ทุฏฺโฐ ธมฺมํ น ปสฺสติ : คนอันโทสะประทุษร้ายแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็นธรรม

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ
ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺญตา
สเรหิ สงฺคามคตํว กุญฺชรํ
สุตฺวาน วากฺยํ ผรุสํ อุทีริตํ
อธิวาสเย ภิกฺขุ อทุฏฺฐจิตฺโตติ.

ขุ.อุ. ๒๕/๑๔๒

บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาธรรมะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ว่าด้วยวิธีอดกลั้นทนทานต่อคำหยาบร้ายของผู้อื่น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจสาธุชนนักปฏิบัติ ให้กำหนดพิจารณาถึงเนื้อความ แล้วนำไปเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับตน

พระพุทธภาษิตที่จะยกขึ้นบรรยายเนื้อความต่อไปนี้ เป็นพุทธอุทานที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ทรงเปล่งขึ้นด้วยความเบิกบานพระหฤทัย มีเรื่องเล่าในต้นพระสูตรก่อนแต่จะได้ตรัสพระพุทธอุทานนี้ว่า สมัยเมื่อพระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ เชตวนาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี ในครั้งนั้นทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกสงฆ์ ได้รับสักการะเคารพนับถือบูชาจากประชาชน สมบูรณ์ด้วยลาภผลอันสมควรแก่สมณะนานาประการ

ฝ่ายพวกเดียรถียร์พร้อมด้วยบริวารกลับเป็นผู้ตรงกันข้าม ไม่ได้รับสักการะเคารพนับถือบูชาจากประชาชน เสื่อมจากลาภผลที่ควรจะได้ พวกเดียรถียร์เหล่านั้นจึงเกิดความริษยา ทนอยู่ไม่ได้ต่อความดีในพระพุทธศาสนา จึงพยายามกระทำด้วยอุบายต่างๆ เพื่อให้เสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา ในที่สุดก็เข้าไปหานางสุนทรีปริพาชิกา คือนักบวชหญิงนอกพระพุทธศาสนา เล่าเรื่องให้นางสุนทรีปริพาชิกาฟัง ถึงการที่พวกตนเสื่อมจากลาภผล และขอให้นางสุนทรีปริพาชิกาช่วยหาอุบายทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา

นางสุนทรีปริพาชิการับคำแล้วก็ไปยังพระเชตวันเนืองๆ โดยมากก็ไปตอนเย็นและทำทีประหนึ่งว่าค้างคืนในพระเชตวัน จะต้องออกจากพระเชตวันในเวลาที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อจะได้ให้คนทั้งหลายเห็น เมื่อเป็นเช่นนี้นานมาพวกเดียรถีย์จึงใช้อุบายให้คนฆ่านางสุนทรีปริพาชิกานั้น แล้วนำศพไปทิ้งไว้ในคูใกล้พระเชตวัน เมื่อเสร็จแล้วก็แสร้งพูดกันขึ้นว่า นางสุนทรีปริพาชิกาหายไป ได้เข้าไปกราบทูลแด่พระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงทราบ


@@@@@@@

พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งให้ค้นหาศพทั่วทุกแห่ง ในที่สุดก็ได้พบศพนางสุนทรีปริพาชิกาในที่ใกล้พระเชตวัน พวกเดียรถีย์เหล่านั้นก็ยกศพนางนั้นขึ้นสู่เตียง หามไปยังถนนน้อยใหญ่ โพนทนาว่าร้ายว่า พระสมณศากยบุตรศิษย์พระสมณโคดม ทำกรรมไม่ดี ไม่เป็นสมณะ ความเป็นสมณะ ความเป็นผู้ประเสริฐ ความเป็นพระของสมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่มีแล้ว เพราะเธอร่วมกันฆ่าคนเพื่อปกปิดความชั่วแห่งพระศาสดาของตน ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านในนครนั้น เมื่อเห็นพระภิกษุก็พากันเสียดสีด่าว่าด้วยคำหยาบคายต่างๆ พระภิกษุทั้งหลายทนฟังไม่ได้ก็นำเรื่องนั้นไปกราบทูลแด่พระบรมศาสดา

พระบรมศาสดาตรัสว่า ช่างเขาเถิด คำด่าเหล่านั้นจักมีได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พอครบ ๗ วันแล้วเสียงก็จะสงบไปเอง “ช่างเขาเถิด” อนึ่ง ถ้าพวกเธอทั้งหลายได้ยินคำเสียดสีด่าว่าอย่างนั้นแล้ว ขอให้ท่องคาถาตอบไป พระภิกษุเหล่านั้นจึงเรียนคาถานั้นในสำนักพระบรมศาสดา เมื่อเรียนคาถาจำได้แล้ว ได้ยินชาวบ้านกล่าวโพนทนาพระภิกษุสงฆ์ ก็เสกคาถานั้นทุกครั้งไป พระคาถานั้นดังนี้ว่า

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ - ผู้พูดปด พูดไม่จริง ตกนรก
โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห - ผู้ใดกระทำชั่ว แล้วพูดว่าไม่ได้ทำ ผู้นั้นก็ตกนรก
อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ - ชนเหล่านั้นทั้ง ๒ จำพวก ถึงเป็นมนุษย์ก็ทำกรรมอันเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเหมือนๆกันในโลกหน้า ดังนี้


เมื่อพระภิกษุสงฆ์ได้เรียนคาถาจากสำนักพระบรมศาสดา และได้เสกคาถานั้น ในเมื่อได้ยินคำด่าว่าโพนทนา ภายใน ๗ วันเรื่องนั้นก็สงบระงับไป คือประชาชนมีความเข้าใจถูก เห็นว่าพวกเดียรถีย์เป็นฝ่ายผิด พระสมณศากยบุตรเป็นฝ่ายถูกฝ่ายดี พระภิกษุทั้งหลายจึงนำความเรื่องนี้กราบทูลพระบรมศาสดา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า

ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺญตา
สเรหิ สงฺคามคตํว กุญฺชรํ
สุตฺวาน วากฺยํ ผรุสํ อุทีริตํ
อธิวาสเย ภิกฺขุ อทุฏฺฐจิตฺโต


แปลว่า ชนทั้งหลายผู้ไม่สำรวมระวังวาจา ย่อมทิ่มแทงจ้วงจาบกันด้วยวาจา เหมือนข้าศึกยิงพญาช้างตัวเข้าสงครามด้วยลูกศรฉะนั้น ผู้เห็นภัย (ในวัฏสงสาร) ได้ยินคำที่คนอื่นกล่าวอย่างหยาบคายแล้ว อย่าเป็นผู้มีจิตประทุษร้ายเลย พึงอดกลั้นทนทานไว้ให้ได้เถิด ดังนี้

@@@@@@@

ตามเนื้อความในพระพุทธอุทานนี้ ตรัสสอนให้พุทธศาสนิกชนอดทนต่อคำที่ผู้อื่นกล่าวหยาบคายว่าร้ายติเตียน ดังคำที่ประชาชนยกขึ้นโพนทนาว่าร้ายพระภิกษุสงฆ์ แต่ภิกษุเหล่านั้นอดทนไว้ได้ ไม่โต้ตอบ เป็นเพียงได้ขับคาถาตอบเท่านั้น

คนเราเกิดมาย่อมมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะไปเก็บไว้ที่ไหนก็ไม่ได้ เมื่อไปที่ไหนตาหูเป็นต้นก็ติดไปด้วย ตาก็ต้องได้เห็นรูป หูก็ต้องได้ฟังเสียงเป็นอาทิ เมื่อได้เห็นรูป ฟังเสียง อาการก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ชอบใจและไม่ชอบใจ เสียงดีไม่ต้องอดทน แต่เสียงชั่วต้องอดทน เสียงดีทรงสอนให้พิจารณา เสียงชั่วทรงสอนให้อดทน ดังในพุทธภาษิตนี้

คนโดยมากมักใช้ปากมากกว่าอย่างอื่นๆ ชนิดที่เรียกว่าปากอยู่ไม่สุข เมื่อปากอยู่ไม่สุขเสียแล้ว ถ้าใช้ในทางชั่วก็เหมือนหอกเหมือนขวาน เพราะฉะนั้น ในที่บางแห่งท่านจึงใช้ศัพท์ว่า มุขสตฺติ หอกคือปาก ในที่มาบางแห่งท่านจึงกล่าวไว้ว่า คนเราเกิดมามีขวานอยู่ที่ปากคนละเล่มทุกคน ธรรมดาว่าขวานใช้ได้ ๒ อย่าง คือใช้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้ถาก ผ่า ตัด เป็นต้น ใช้ในทางชั่วเสียประโยชน์ เช่น สับฟันผู้อื่น เป็นต้น ใช้ดีก็มีประโยชน์ ใช้ชั่วก็ไร้ประโยชน์ กลับให้โทษแก่ผู้ใช้ฉันใด ปากก็ฉันนั้น แต่ในพระพุทธภาษิตนี้ โดยตรงไม่ได้ทรงสอนผู้พูด ทรงสอนเฉพาะผู้ฟังจำพวกเดียว คือฟังแล้วก็ให้อดทนไว้

โดยมากเป็นนักปฏิบัติแหละแต่อดทนไม่ค่อยจะได้ เพราะเข้าใจเสียว่า ถ้าอดทนแล้วก็นึกเกรงไปว่าหน่อยเขาจะหาว่ายอมแพ้ สู้ไม่ได้ ไม่มีปฏิภาณในการโต้ตอบเขา หรืออะไรเหล่านี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ได้ยินใครมาว่าร้ายติเตียนเพียงคำเดียว ถ้าตอบไปเพียงคำเดียวก็รู้สึกว่าไม่สมใจ ก็มักจะตอบไป ๒ คำ ๓ คำ ชนิดที่เรียกว่า มาหนึ่งไปห้า มาห้าไปสิบ เหล่านี้เป็นต้น จนถึงชนิดที่เรียกว่า ก่อวิวาท คือ กล่าวเกี่ยงแย่งทุ่มเถียงกัน

บางคราวไม่มีอะไรมาก พอมีเรื่องกันขึ้นแล้ว ต่างคนก็ต่างเถียงกันจนเหงื่อแตกท่วมตัว บางคนถึงกับเป็นลม ต้องช่วยกันทำปฐมพยาบาลพัดวีให้ก็มี ด้วยอำนาจความโกรธที่เกิดขึ้นเพราะขาดความอดทน อาการที่ไม่อดทนนั้น ทำให้ข้อปฏิบัติอย่างอื่นเสียไปหมด ขอให้พิจารณาในทางปฏิบัติธรรม ในเวลาที่เราโกรธก็ดี กลัวก็ดี ข้อปฏิบัติอะไรที่เคยกำหนดจดจำไว้ได้กลับลืมไปหมด

@@@@@@@

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อคราวสงครามที่แล้วมา (สงครามโลกครั้งที่ ๒) ท่านผู้หนึ่งเป็นผู้ชำนาญในการไหว้พระสวดมนต์ เมื่อมีสัญญาณบอกอันตรายก็มักจะเข้าห้องพระ ไหว้พระเสียก่อนเสมอไป แต่วันหนึ่งไม่ทันได้เตรียมตัว ข้าศึกมาทิ้งระเบิดเสียก่อน ความที่ตกใจวิ่งไปลงหลุมหลบภัย และจะว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ก็ว่าไม่ถูก ว่าได้แต่เพียง นโม ตสฺส และกลับมา ตสฺส นโม กลับไปกลับมา ไม่สามารถจะว่าได้จบตลอดได้ นี่ด้วยอำนาจความกลัว ในเวลาโกรธก็เหมือนกัน อะไรที่เคยจำไว้ได้ลืมหมด ต่างว่าจะนั่งกัมมัฏฐานในเวลาโกรธ ต่อให้นั่งสักสามสี่ชั่วโมงก็หาความสงบใจไม่ได้

เพราะฉะนั้น ความอดทนจึงเป็นอุปการะแก่การปฏิบัติธรรมทั่วไป แต่ว่าการอดทนนี้ควรเรียนคาถาที่กล่าวมาแล้วไว้ด้วย เมื่อได้ยินคำหยาบคาย ร้ายกาจ เสียดสีติเตียน ในทางที่จะทำให้ไม่สบายใจ ให้อดไว้ อย่าโต้ตอบให้เป็นเพียงบริกรรมคาถานั้นไว้ในใจ พร้อมทั้งรู้เนื้อความ ท่องคาถานี้ได้อยู่เสมอจนขึ้นใจทุกเวลาแล้ว ใครจะว่าร้ายอย่างไรก็คงได้เพียง ๗ วันเท่านั้น เพราะต่อจาก ๗ วันไปเขาก็คงเบื่อไปเอง เพราะเราเป็นผู้อดทน ใครเลยจะคอยด่าว่าใส่ร้ายผู้อดทนอยู่ตั้ง ๗ วัน คงสงบได้ภายใน ๗ วันนั้นเอง

วิธีอดทนนั้นมี ๓ ลักษณะ เรียกว่า ขันติ แปลว่า ความอดทน คือ

     ๑. เรียกว่า ตีติกขาขันติ อดทนด้วยกลั้นไว้ ทนไว้
     ๒. เรียกว่า ตปขันติ อดทนจนเป็นตบะเดชะ
     ๓. เรียกว่า อธิวาสนขันติ อดทนจนยังคำที่ผูอื่นกล่าวไม่ดีนั้นให้อยู่เป็นเพื่อนเป็นมิตรกันได้ คือ ให้อยู่ทับ อย่างพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยพระอาการดุษณีภาพ ก็ใช้คำว่า อธิวาสนะ แปลว่า ทรงยังคำนิมนต์ให้อยู่ทับ คือ ทรงรับคำอาราธนา



ประการที่ ๑ ตีติกขาขันติ อดกลั้น คือ อดด้วยการกลั้นไว้นั้น ข้อนี้ต้องอาศัยสติด้วย คือมีสติอยู่เสมอว่า เรามีเครื่องฟังคือหู คนอื่นเขามีปาก เสียงกับหูเป็นคู่กัน ถ้าเสียงไม่ดีก็ต้องทน มีสติบริกรรมอยู่อย่างนี้เสมอ เมื่อได้ยินเสียงไม่ดีก็ไม่นำความไม่ดีของเราเข้าไปต่อ ถ้านำเข้าไปต่อก็คล้ายๆกับนำน้ำโสโครกไปล้างสิ่งโสโครก หรือเหมือนใช้น้ำมันไปดับไฟ ท่านจึงสอนให้อดทน ทนไว้กลั้นไว้ จะโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ก็ต้องอดต้องทนไว้ แม้จะรู้สึกว่ากรุ่นอยู่ในใจ แต่อย่าให้ไหลออกมาข้างนอก อย่าให้เสียสีหน้าหรือถึงมือถึงปากถึงส่วนอื่นของร่างกาย แต่ชนิดนี้เรียกว่ายังเจ็บใจ

เมื่อมีสติกำหนดพิจารณาอยู่อย่างนี้ และเพิ่มกำลังความอดทนให้มากยิ่งขึ้นไป เสียงไม่ดีมาเมื่อไรก็เพิ่มการพิจารณาให้สูงขึ้น ให้เห็นว่านั่นไม่ใช่ของเรา คนว่าก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เราก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ทั้งเราทั้งเขาในที่สุด ก็ตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่จะอยู่ค้ำฟ้าได้เมื่อไร เราถูกด่าก็ไม่ได้เสียเงินเสียทอง คนด่าก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้น ต่างก็เท่าๆกัน เอเต อนิจฺจา เหล่านั้นไม่เที่ยง เมื่อเขาก็ไม่เที่ยง เราก็ไม่เที่ยง จะไปถือสาหาความอะไรกัน พิจารณาได้อย่างนี้ด้วยใช้ความพยายามอดกลั้นไว้ เรียกว่า ตีติกขาขันติ แต่อดทนไว้ด้วยการกลั้นไว้อย่างนี้ไม่ดีนัก เพราะถ้าเผลอสติแล้ว ก็มักจะล่วงเกินชนิดที่เรียกว่า เสียพิธีหรือเสียขันติ เพราะฉะนั้น จึงต้องขยับขยายการอดทนให้สูงขึ้นเป็นประการที่ ๒

ประการที่ ๒ ตปขันติ ได้แก่ อดทนจนเป็นตบะ ตบะแปลว่าเครื่องเผาความชั่วให้เร่าร้อน การอดทนจนเป็นตบะนี้สำคัญมากขึ้นไป คนที่อยู่นิ่งๆคอยระวังวาจาโดยมากเป็นคนมีตบะทุกคน คนที่พูดมากจู้จี้ขี้บ่น ว่าคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ดุคนโน้นบ้างดุคนนี้บ้างมักเสียตบะ แม้จะดุไปว่าไป แต่ผู้อยู่ใต้ปกครองก็มักจะนึกว่าไม่เป็นไรดอก ท่านของเราปากท่านเสียแต่ใจดี ไม่ต้องกลัวท่านดอก ถ้าเป็นผู้ใหญ่มีผู้อยู่ใต้ปกครองมาก ผู้อยู่ใต้ปกครองก็มักจะเห็นไปว่าไม่เป็นไร นายของเราคือพระองค์หนึ่ง ปากท่านก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ แต่ใจท่านดี ท่านไม่ทำอะไรใคร ฝ่ายคนที่มีความระวังเคร่งขรึม ไม่ค่อยจู้จี้กับใคร มักจะมีคนเกรงกลัว มีตบะอยู่ในตัว

ข้อความที่กล่าวมานี้ฉันใด ตปขันติ คือการอดทนจนเป็นตบะก็ฉันนั้น ผู้ใดอดทนได้ด้วยลักษณะนี้ ผู้นั้นก็มีตบะ แต่ก็ต้องอดทนด้วยมีปัญญาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง เช่นมีเรื่องอะไรมาปรากฏ กล่าวโดยเฉพาะก็คือคำหยาบคายจากผู้อื่น ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว การถือเราถือเขาก็ไม่มี ชนิดนี้เรียกว่า ขันติแผดเผาความชั่วให้แห้งหายไป หรือเผาความชั่วให้เหือดแห้งไป

คำว่า ตบะ นั้น ก็คือ ความเพียรเครื่องย่างกิเลส ใครจะมาว่าอย่างไร ใจก็ดีอยู่เสมอไม่เดือดร้อน เพราะมีปัญญากำกับไปด้วย เขาจะด่าว่าร้ายเสียดสีโดยประการใดๆ ก็พิจารณาเห็นตามเป็นจริง กิเลสเครื่องรับของเราเป็นต้นว่าความโกรธ ความแข่งดี ความที่รู้สึกว่าจะเอาชนะ เป็นต้น ก็เหือดแห้งไป เมื่อกิเลสเครื่องรับเหือดแห้งไป ใจก็เฉยได้ไม่โต้ตอบ นี้เรียกว่าตปขันติ แปลว่า อดทนจนเป็นตบะ หรือเป็นตบะเดชะ ใครอดทนได้อย่างนี้ ขันติตัวนี้ก็จัดว่าเป็นพระเดช คือเป็นเดชสำหรับจะให้กิเลสอื่นๆเกรงกลัวไม่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังอยู่อีก เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยขันติอีกชนิดหนึ่ง คือ อธิวาสนขันติ

ประการที่ ๓ อธิวาสนขันติ แปลว่า ความอดทนจนยังเรื่องร้ายให้อยู่ทับอยู่ด้วยกัน คือทนจนเรื่องร้ายกลายเป็นดี เห็นว่าไม่มีส่วนร้าย อะไรมาก็รับได้หมด ยอมรับด้วยหน้าชื่นตาบาน เขาตำหนิติเตียนด่าว่าหยาบคายก็ยอมรับฟังได้ ยิ่งอยากจะได้ยินเสียด้วยซ้ำไป เพื่อต้องการจะให้เขาคุ้ยเขี่ยว่าเราเสียอะไรบ้าง เพราะความผิดของตัวเองมองไม่เห็น ได้ผู้ช่วยเหลือคอยแคะได้คุ้ยเขี่ยควรขอบใจ เมื่อมีเสียงไม่ดีเป็นคำตำหนิติเตียนเสียดสี ก็รีบยกขึ้นพิจารณาตัวเอง อย่าพิจารณาผู้อื่น เหมือนถูกยิงด้วยศรด้วยปืน รีบนำลูกศรลูกปืนออก โดยไม่ต้องคำนึงว่าใครเป็นผู้ยิง

ฉะนั้น เขาว่าเราไม่ดี เราเป็นคนชั่ว ก็รีบพิจารณาตัวในทันทีว่า ชั่วจริงอย่างเขาว่าหรือไม่ ถ้าชั่วจริงอย่าเข้าข้างตัว ต้องนำคำว่านั้นมาเป็นครูสอนใจ แล้วแก้ความชั่วของเราให้หายไป เป็นอันได้คำด่าว่านั้นเองเป็นครู ถ้าพิจารณาโดยรอบคอบแล้วยังไม่เห็นช่องผิด ก็คิดเสียว่าเมื่อเราไม่ผิดเสียแล้ว นั่นก็เป็นความเข้าใจผิดของเขา โทษกันไม่ได้ ปุถุชนย่อมมีความเข้าใจผิดได้ทุกคน เมื่อเสียงไม่ดีมากระทบโสตประสาทของเรา คุ้นกันไปหมดจนเป็นมิตรสนิทสนมอย่างนี้ ไม่เป็นข้าศึกศัตรูกันแล้ว เขาว่ามาอย่างไรก็ดีทั้งนั้น

อย่างพระปุณณมันตานี ท่านทูลตอบพระบรมศาสดาว่า ถ้าเขาด่าก็นึกว่าดีกว่าเขาตี ถ้าเขาตีก็นึกว่าดีกว่าเขาทำให้เสียมือเสียขา ถ้าเขาทำให้เสียมือเสียขา ก็จะนึกว่ายังดีที่เขายังไว้ชีวิต ไม่ฆ่าให้ตาย ถ้าเขาฆ่าให้ตายก็จะนึกว่าดีเหมือนกันไม่ต้องลำบาก เมื่อเห็นว่าดีไปเสียหมดแล้วใจก็สบาย การอดทนจนใจสบายนี้แหละเป็นอธิวาสนขันติ อธิวาสนขันติจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ดังบรรยายมาฉะนี้


@@@@@@@

วิธีอดทนต่อคำหยาบคายที่ผู้อื่นว่าร้าย ๓ ลักษณะดังกล่าวมา ในเบื้องต้นท่านสาธุชนต้องแต่งจิต อย่าให้มีโทสะประทุษร้าย ข้อนี้เป็นประการสำคัญ ต้องคอยระวังอยู่เสมอ ถ้าจิตมีโทสะแล้วขันติก็อยู่ไม่ได้ เพราะขันติกับโทสะเป็นข้าศึกกัน ขันติเป็นส่วนคุณธรรม โทสะเป็นส่วนบาปธรรม จึงต้องพิจารณาที่ใจ อย่าให้โทสะประทุษร้ายใจ ทำใจให้สบายๆ เพราะ

ทุฏฺโฐ อตฺถํ น ชานาติ ทุฏฺโฐ ธมฺมํ น ปสฺสติ
คนอันโทสะประทุษร้ายแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็นธรรม
อนฺธตมํ ตทา โหติยํ โทโส สหเต นรํ
เมื่อใดโทสะครอบงำนรชน เมื่อนั้นต้องมืดอกมืดใจ ไม่เห็นคุณความดี


ท่านสาธุชนจึงควรกำหนดพิจารณาพระพุทธภาษิตดังกล่าวมา และข้อสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ คาถาที่ควรใส่ใจดังกล่าวมาแล้วนั้น นึกเป็นเครื่องเตือนใจว่า นี่เป็นพุทธโอสถหรือเป็นพุทธมนต์ ได้ยินใครพูดเสียดสีไม่ดีก็อย่าโต้ตอบ บริกรรมคาถานี้สอนใจ ทำใจให้ปราศจากโทสะ พยาบาท และตั้งขันติ ๓ ชนิดนั้นไว้เป็นคุณธรรมประจำใจ ทำได้อย่างนี้จักเป็นผู้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งในบัดนี้และต่อไปภายหน้า ทั้งจักเป็นอุปการะแก่การปฏิบัติชั้นสูงยิ่งๆขึ้นไป จนถึงได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอวสาน โดยเทศนาบรรหารดังได้บรรยายมา ด้วยประการฉะนี้





ขอขอบคุณ :-
ข้อธรรมจาก : นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 199 กรกฎาคม 2560 โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) วัดราชผาติการาม กทม.) (ส่วนหนึ่งของการแสดงธรรม วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗)
Photo : pinterest
URL : https://mgronline.com/dhamma/detail/9600000065383
เผยแพร่ : 4 ก.ค. 2560 10:09 , โดย : MGR Online
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมานฉันท์ เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2022, 07:07:11 am


สมานฉันท์

คำว่า “สมานฉันท์” เป็นคำที่ไม่ค่อยได้ยินใช้กันบ่อยนัก จนมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึ่งได้ยินได้ฟังคำๆนี้บ่อยมากขึ้น

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายคำ”สมานฉันท์”ไว้ว่า “ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน” แต่ความพอใจหรือความเห็นพ้องต้องกันจะเกิดขึ้นได้ ก็จากพฤติกรรมของทั้งสองฝ่าย ใช่หรือไม่?

คำว่า “สมานฉันท์”ในชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ คงต้องการให้มีความหมายในเชิงภาษาอังกฤษ คือคำว่า Harmony ซึ่งแปลว่า ความกลมกลืน ความปรองดอง และความสามัคคี ก็เช่นเดียวกันอีก ความกลมกลืนหรือความปรองดองหรือความสามัคคี จะเป็นจริงขึ้นได้ ต้องมาจากท่าทีและความประพฤติของทั้งทุกฝ่าย จึงจะเกิดความสมานฉันท์ที่แท้จริง

อนึ่ง คำว่า “สมานฉันท์” ในทีนี้ยังมีความหมายต่อไปอีกว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทางศาสนา เชื้อชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรงกันข้ามจะใช้หลักอหิงสาหรือ non-violenceในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่หลักอหิงสาจะเป็นจริงได้ในโลกของความเป็นจริง ก็ต่อเมื่อเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งฝ่าย ตรงข้ามต้องหยุดหรือบรรเทาความรุนแรงลงเหมือนกัน เพราะตามความเป็นจริง คงไม่มีใครสามารถอดกลั้นตั้งอยู่ในหลักอหิงสาได้ตลอดไปเป็นแน่

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ จริงความสมานฉันท์ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้อย่างปุบปับ ไม่ใช่พอมีคณะกรรมการอิสระชุดนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถเนรมิตให้เกิดความสมานฉันท์ได้ทันทีทันใด !


@@@@@@@

แต่ความมุ่งหวังของประชาชนทั่วไป เห็นว่า สถานการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ยือเยื้อมานานจนข้ามปีแล้ว รัฐบาลยังหาทางออกไม่ได้สักที จึงคิดว่า ความสมานฉันท์ หรือหลักอหิงสา อาจเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป่าพรวดเดียว ก็คงสามารถระงับเหตุร้ายในอาณาบริเวณนี้ได้อย่างแน่นอน

แต่ความจริงก็ได้ปรากฎแล้วว่า หลักความสมานฉันท์ ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์ถึงปานนั้นหรอก ! อันที่จริง ปัญหาภายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สะสมและหมักหมมมานาน ดังนั้นการจะหวังใช้หลักความสมานฉันท์เป็นยาแก้ไข้แบบ “ทันใจ” ย่อมเป็นไม่ได้

ตรงกันข้ามแนวทางสมานฉันท์จะมีผลเป็นรูปธรรมแน่นอนได้ก็ในระยะยาว และประชาชนทั้งสองฝ่าย จะต้องมีความอดกลั้นและอดทน มิฉะนั้นก็จะพากันตกไปในหลุมพรางของฝ่ายไม่หวังดี ซึ่งต้องให้เกิดความแตกแยกที่ขยายวงกว้างและล้ำลึกขึ้นไปอีก!

คุณหมอประเวศ วะสี ได้กล่าวความจริงที่ว่า มหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นศาสดาใหญ่ของหลักอหิงสา คือการไม่ใช้ความรุนแรง หรือยึดถือในแนวทางของความสมานฉันท์ ก็ถูกคนฮินดูขวาสุด ลอบยิงจนสิ้นชีวิต

แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในเรื่องนี้ต่อไปด้วยว่า แม้จนทุกวันนี้ เวลาได้ผ่านไปร่วม 50 –60 ปีแล้วก็ตาม แต่ความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิมในชมพูทวีป ก็ยังเกิดขึ้นบ่อยๆและบางครั้งก็รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก !

นี่เป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นถึง หลักความสมานฉันท์หรือหลักอหิงสาของมหาตมะ คานธี นั้นมีความเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริงสักเพียงใด !

@@@@@@@

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง โลกปัจจุบันเป็นโลกของฝ่ายเอียงขวา ! และสังคมไทยก็เป็นสังคมที่เอียงขวาเช่นเดียวกัน!

นอกจากนั้น คุณอานันท์ ซึ่งเป็นประธาน กอส.นั้น ถึงแม้จะมีคนเป็นมิตรเป็นเพื่อนหรือเป็นผู้นิยมสนับสนุนอยู่มากมายก็ตาม แต่คุณอานันท์ก็มีศัตรูจองร้ายจองผลาญอยู่เหมือนกัน !

จะเห็นได้จากการมีนักจัดรายการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงสองคน ซึ่งเป็นฝ่ายขวาตกขอบ ได้โจมตีวิพากษ์วิจารณ์คุณอานันท์อยู่เรื่อยไป ! และทั้งสองคนนี้ก็มักย้ำให้เห็นถึงช่องว่างต่างๆของแนวทางสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ !

นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ถึงแม้คนไทยเหล่านี้มักจะไม่ได้เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดในหลักพุทธธรรมก็ตามที แต่ก็ไม่ชอบที่ได้เห็นคนต่างศาสนา มาทำลายวัดและทำร้ายพระสงฆ์องคเจ้า !

กรณีมีคนร้ายบุกเข้าเผาทำลายวัด และฆ่าพระ ที่วัดพรหมประสิทธิ์ ตำบลบ้านนอก อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี จึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความกระเทือนใจแก่คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวพุทธ ยิ่งเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้ออกแถลงการณ์ในนามคณะสงฆ์จังหวัดปัตตานีเรียกร้องให้จับกุมคนร้ายรายนี้มาลงโทษโดยเร็วที่สุด และมีข้อเรียกร้องให้เอาบุคคล ซึ่งเป็นสาย ”เหยี่ยว” กลับมาแก้ปัญหาภาคใต้

เรียกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผลถึงกับพระสงฆ์องคเจ้าออกมาเรียกร้อง ให้มีการดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายขั้นเด็ดขาด แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทีเดียว ! ที่สำคัญแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ปัตตานีครั้งนี้ ยังเรียกร้องให้ยุบเลิกคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. เสีย ! โดยอ้างว่าคณะกรรมการชุดนี้มีความลำเอียงเข้าข้างไทยยมุสลิมมาโดยตลอด !

เป็นอันว่าครั้งนี้ความสมานฉันท์โดนกระแสของฝ่ายสงฆ์ ซึ่งแสดงท่าทีว่า“เอียงขวา” ตีกลับเข้าอย่างเต็มหน้าทีเดียว !



จริงอยู่ ในบริเวณสามจังหวัดภาคใต้นั้น ในระดับหนึ่งโดยทั่วไปชาวไทยพุทธได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติกับคนไทยเชื้อสายมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลามตลอดมา แต่คนสองกลุ่มนี้ ต่างก็มีความรู้สึกว่าเป็นพวก “เรา” พวก”เขา”อยู่เหมือนกัน !

กรณีเกิดความรุนแรงที่ยืดเยื้อครั้งนี้ ได้มีเรื่องกระทบกระเทือนถึงความรู้สืกของคนไทยพุทธทั้งประเทศเหมือนกัน! อย่างเช่นกรณีพระถูกลอบทำร้าย จนเวลาออกบิณฑบาตร ต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ คอยถืออาวุธคุ้มกัน ภาพเช่นนี้นับว่ากระทบกระเทือนความรู้สึกของชาวพุทธทั่วไปมิใช่น้อย สภาพเช่นนี้เองย่อมเป็นเรื่องที่กดดันไม่ใช่เพียงพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่รวมตลอดถึงคนไทยพุทธที่อยู่ในที่อยู่ในบริเวณสามจังหวัดนี้เช่นเดียวกัน !

มีข้อสังเกตมาแต่ต้นแล้วว่า บรรดากรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ฯเกือบทุกคน ต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมของฝ่ายมุสลิมเท่านั้น รวมทั้งนักคิดและนักวิชาการทั้งหลายที่มีความสนใจในเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็มักมีแนวทางเช่นเดียวกัน ทั้งนี้โดยมักคำนึงถึงแต่ความไม่เป็นธรรมต่างๆที่ฝ่ายมุสลิมได้รับตั้งแต่ในอดีตจนถึงปีจจุบัน แต่ไม่ได้มองสภาพความเป็นจริงให้รอบด้าน

ยกตัวอย่าง เมื่อนายทหารนาวิกโยธินถูกฆ่าอย่างทารุณที่หมู่บ้านตันหยงลิมอ ก็ไมมีเสียงแสดงความเสียใจและเห็นอกเห็นใจครอบครัวผู้ตาย ทั้งไม่มีเสียงประณามการทำทารุณกรรมครั้งนั้น อันที่จริงทหารนาวิกโยธินสองนายที่ต้องเสียชีวิตไปนั้น ก็ด้วยยึดมั่นในแนวทางของความสมานฉันท์และหลักอหิงสา จึ่งยอมให้ชาวบ้านคุมตัวโดยไม่ได้คิดต่อสู้ขัดขวาง

แต่ในงานศพของสองนายทหารนาวิกโยธินก็ไม่ปรากฎพวงหรีดของคณะกรรมการอิสระฯ ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงการแสดงตัวไว้อาลัยในงานศพ ซึ่งก็ไม่ปรากฎเช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้ออกแถลการณ์ กรณีผู้ร้ายบุกเข้าเผาทำลายวัดและฆ่าพระสงฆ์ ของวัดพรหมประสิทธฺ์ ปัตตานี คราวนี้ ได้มีเสียงพึมพำจากกรรมการอิสระสมานฉันท์ฯบางคนว่า ได้ถวายเงินให้วัดนี้ไปแล้วจำนวนหนึ่ง พูดคล้ายกับว่า เงินก็ให้ไปแล้วจะมาโวยวายอะไรอีก !

@@@@@@@

อย่าลืมว่ าเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันจึงเกิดความสมานฉันท์ขึ้นได้ ! ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งยื่นมือออกไป แต่อีกฝ่ายหนึ่งสวนหมัดชกเปรี้ยงอยู่เรื่อย ! อย่างนี้เห็นจะไม่ใช่ความสมานฉันท์เสียแล้ว ! จริงอยู่ผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นชนส่วนน้อยของภาพใหญ่ของเมืองไทยทั้งประเทศ ! แต่ในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไทยพุทธเป็นชนส่วนน้อย ! เราจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความคุ้มครองชนส่วนน้อยกลุ่มนี้เหมือนกัน !

มีคนไทยพุทธผู้หนึ่ง ซึ่งมีรกรากและหลักฐานอยู่ในจังหวัดหนึ่งในบริเวณนี้มาหลายชั่วคนแล้ว ได้มาแสดงความวิตกกังวลถึงอนาคตของคนไทยพุทธเช่นตัวเขาและครอบครัว เขาบอกว่า เขาเองรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเป็นที่พึ่งของเขาได้เลย เขาเห็นแต่ฝ่ายทหารเท่านั้น ที่ยังให้ความคุ้มครองพวกเขาอยู่ เขาบอกว่าถ้าบีบให้ฝ่ายทหารถอนตัวจากบริเวณนี้เสียแล้ว เขาก็คงขายบ้านขายช่องเก็บทรัพย์สินอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นได้แล้ว !

ได้มีผู้เสนอแนวคิดในการให้มีการแก้ปัญหาระยะยาวของบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีเขตปกครองตนเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะ หรือบางทีก็เลี่ยงไปเรียกว่า ให้มีการตั้งระบมหานครปัตตานี คลุมพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ แล้วมอบให้มุสลิมปกครองกันเอง

แนวคิดดังกล่าวนั้นอาจเป็นทางออกในที่สุดในเรื่องสามจังหวัดภาคใต้ แต่ระบบดังกล่าวต้องมีหลักประกันให้ความคุ้มครองอย่างเข้มแข็งและจริงจังแก่สิทธิต่างๆของชาวไทยพุทธที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ให้เขาเหล่าอยู่กันได้ด้วยความเป็นปกติสุข ไม่มีการเบียดเบียนรังแกกัน


@@@@@@@

มิฉะนั้น เมื่อมีเขตปกครองพิเศษแล้ว ต้องให้ชาวไทยพุทธต้องอพยพหนีลี้ภัยออกมาหมด ก็เท่ากับยกติดแดนสามจังหวัดภาคใต้ให้เขาไปเท่านั้นเอง !

หลังจากเสนอบทความครั้งนี้แล้ว ก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกสาย “เหยี่ยว”หรือเป็นพวก ”ขวาตกขอบ” ก็เป็นได้ ! แต่เพียงต้องการเตือนให้คิดกันบ้างว่า ต้องพิจารณาเรื่องความสมานฉันท์ให้รอบด้าน ! ไม่ใช่ให้เกิดความรู้สึกว่าห่วงแต่ด้านหนึ่งด้านเดียวจนเกินไป !

ความสมานฉันท์ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเร่าร้อนทางปัญญาเท่านั้น ! แต่ความสมานฉันท์จะเกิดเป็นจริงขึ้นได้ ก็ด้วยความยากลำบากและความเสียสละของทุกฝ่าย !






Thank to : https://mgronline.com/daily/detail/9480000150464
MGR Online , เกษม ศิริสัมพันธ์, โลกกว้าง - ทางแคบ
เผยแพร่ : 31 ต.ค. 2548 18:44 ,โดย : เกษม ศิริสัมพันธ์
Photo : pinterest
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นิ่ง สงบ เย็น ที่วัดอุโมงค์ เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2022, 06:46:46 am




นิ่ง สงบ เย็น ที่วัดอุโมงค์

ผมไปเชียงใหม่หลายครั้ง รู้สึกได้ว่าเมืองนี้ช่างเหมือนประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าความทันสมัยไฮเทคไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ร้านอาหาร ร้านกาแฟเพียบ ผู้คนน่ารัก และที่สำคัญศิลปะและวัฒนธรรมกลมกลืนไปกับเมืองได้อย่างลงตัว

หลังจากตระเวนแนะนำร้านอาหารไปหลายร้าน ครั้งนี้ขอทำสิ่งที่แตกต่างบ้าง เพราะชีวิตเราไม่ได้มีความสุขทุกวัน บางทีอยากหาที่สงบ ๆ เงียบ ๆ ให้ได้นั่งนิ่ง ๆ คิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เพื่อหาทางออกให้กับปัจจุบันและอนาคต ผมจึงอยากแนะนำสถานที่สวยงามอย่าง “วัดอุโมงค์” ให้ได้รู้จักกันครับ



วัดอุโมงค์ (วัดสวนพุทธรรม) เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ อ.เมือง บริเวณเชิงดอยสุเทพหรืออยู่ด้านหลังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพญามังราย อายุเก่าแก่ราว 700 กว่าปี การสร้างอุโมงค์ในครั้งนั้นเพื่อใช้เป็นที่นั่งวิปัสสนาของพระเถระเพราะมีความเงียบสงบ

เมื่อผมเดินเข้าไปในเขตวัด สัมผัสได้ถึงความเย็นและร่มรื่น มีต้นไม้เล็กใหญ่นานาพันธุ์ ตามกำแพงมีมอสส์เขียว ๆ ขึ้นปกคลุมสวยงาม (เหมือนเวลาไปประเทศญี่ปุ่นเลยครับ) มองเห็นปากทางเข้าอุโมงค์มีอยู่หลายที่ จะเข้าตรงไหนก็ได้เพราะเชื่อมโยงถึงกันได้หมด แค่ต้องถอดรองเท้าไว้ข้างหน้าก่อนเข้าไปเท่านั้นเอง



เมื่อเดินเข้าไป มัน ‘ว้าว’ มากจริง ๆ เพราะอุโมงค์แต่ละเส้นสวยงามและไม่ซ้ำกัน สุดทางจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานให้กราบไหว้ หรืออาจจะเป็นทางออกไปยังที่อื่นก็ได้ รวมไปถึงทางออกด้านหลังเพื่อออกไปข้างนอกและขึ้นไปด้านบนต่อไป

ความสูงของอุโมงค์แต่ละเส้นทางไม่เท่ากัน บางเส้นมีความสูงเกือบเท่าความสูงผมเลย (ราว 185 เซนติเมตร) เดินไปลุ้นไปไม่ให้หัวโขกเพดาน มีบันไดเป็นบางจุด ผมชอบดูผนังอุโมงค์ บางแห่งเป็นอิฐ บางแห่งเรียบ บางแห่งมีช่องแสงส่องลงมา…สวยงามมากครับ เห็นว่ามีภาพจิตรกรรมโบราณตามผนังอุโมงค์ด้วย แต่ผมไม่ได้สังเกต



สถานที่อีกแห่งที่อยู่บริเวณไม่ห่างกันนักคือ “โรงภาพปริศนาธรรม” ผมมีโอกาสเดินไปดูแล้วชอบมากครับ มีงานศิลปะที่หลากหลาย ทั้งงานวาด งานปั้น งานโลหะ ขนาดเล็กใหญ่ถูกจัดแสดงในอาคาร มีงานศิลปะตั้งแต่ดูแล้วเข้าใจง่ายไปจนถึงชิ้นงานศิลปะที่ต้องตีความ

ผลงาน “วิปัสสนา-ภาชนะ” ของ อ.มณเฑียร บุญมา ตั้งโดดเด่นอยู่กลางห้อง มีพุทธพจน์เขียนกำกับว่า “ชีวิตของสัตว์เหมือนภาชนะดิน ซึ่งล้วนมีความสลายในที่สุด” และเมื่อเดินออกมาจากอาคารจะเห็น “เสาหินอโศกจำลอง” ของท่านพุทธทาสภิกขุ ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น



สำหรับใครที่ต้องการความสงบและชอบความสวยงามของสถานที่ ผมอยากชวนไปให้รู้จักกับวัดอุโมงค์ ที่เชียงใหม่กันครับ





Thank to :-
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง โดย “น้าเมฆ”
https://facebook.com/cloudbookfanpage...
URL : https://www.dailynews.co.th/articles/1677711/
14 พฤศจิกายน 2565 , 12:00 น.
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โลกของงู ในความเชื่ออินเดีย-กรีกโบราณ สู่ “หมองูมอญ” วิถีชีวิตจริงไม่ตัดต่อ เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2022, 06:38:42 am

ภาพประกอบเนื้อหา - ชายอินเดียแต่งกายเป็นพระศิวะ ระหว่างร่วมเทศกาล Maha Shivratri ในอินเดีย เมื่อ 9 มีนาคม 2013 ภาพจาก SHAMMI MEHRA / AFP


โลกของงู ในความเชื่อ อินเดีย-กรีกโบราณ | สู่ “หมองูมอญ” วิถีชีวิตจริงไม่ตัดต่อ ไม่ใช้สตันท์

หมองูของมอญไม่ได้เป็นอาชีพและมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาหากินกับงูเหมือนชนเผ่าในอินเดีย ทว่าเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่สืบทอดสายเลือดซึ่งมีงูเป็นสัญลักษณ์ผีประจำตระกูล เรียกให้กระชับว่า “ผีงู” เชื่อกันว่างูเป็นบรรพชน ปู่ย่าตายาย ที่ลูกหลานเรียกว่า “ปะจุ๊” และให้ความเคารพ ห้ามทุบตี

โดยงูจะให้คุณแก่ลูกหลานในการปกป้องครอบครัวและทรัพย์สิน รวมทั้งลูกหลานมักจะไม่ถูกงูทำร้าย และยังสามารถรักษาคนถูกงูกัดให้หายได้ โดยไม่ต้องดูดพิษ เสกเป่าคาถา หรือดื่มทาสมุนไพรแต่อย่างใด ใช้เพียงการตั้งจิตบอกกล่าว ให้ถอนพิษซึ่งลูกหลาน “ปะจุ๊” กัดยอกและคายพิษไว้

สมัยโบราณมีการแบ่งคนมอญออกเป็น 3 กลุ่ม ตามถิ่นที่อยู่ดั้งเดิม โดยมีสัญลักษณ์ผี (Totem) ในการเคารพบูชาบรรพชนของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ได้แก่

    1. “โหม่นเตียะ” มีถิ่นฐานอยู่แถบเมืองพะสิม (สิเรียม) สัญลักษณ์ผี คือ “มะพร้าว” (มะพร้าวแก่ที่ยังมีหางหนูติดอยู่ที่ขั้ว)
    2. “โหม่นเติ่ง” มีถิ่นฐานอยู่แถบเมืองหงสาวดี สัญลักษณ์ผี คือ “ผ้า” (เสื้อ โสร่ง ผ้าถุง ผ้าสไบ)
    3. “โหม่นญะ” มีถิ่นฐานอยู่แถบเมืองสะเทิม เมาะตะมะ และเมาะลำเลิง มอญพวกนี้เชื่อกันว่าอพยพมาจากแถบลุ่มน้ำโคธาวารี เมืองตะลิงคะ (Tailinga) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย สัญลักษณ์ผี คือ “กระบอกไม้ไผ่” (บรรจุน้ำและใบหว้า)

เชื่อกันว่าภายหลังมีการแต่งงานข้ามกลุ่มและนำสัญลักษณ์ผีที่แต่ละฝ่ายนับถือมาปะปนหรือรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นสัญลักษณ์ผีมากมายในปัจจุบัน เช่น หม้อ ผ้า กระบอกไม้ไผ่ ข้าวเหนียว กล้วยหอม มะพร้าว เต่า ไก่ ช้าง ม้า และงู

@@@@@@@

ดังนั้น การนับถือผีบรรพชนผ่านสัญลักษณ์ผีชนิดต่างๆ ในปัจจุบันจึงมีลักษณะของการผสมผสาน โดยทั่วไปจะมีข้าวของเครื่องใช้ผี คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม (เสื้อ โสร่ง สไบ) และแหวนทองหัวพลอยแดง บางตระกูลจะเพิ่มมะพร้าวหางหนู กระบอกไม้ไผ่ หอก ดาบ กริช หรือหม้อดินเข้าร่วมด้วย

ข้อห้ามของการนับถือผีที่เหมือนกันคือ ห้ามคนนอกตระกูลเข้าตัวเรือนชั้นใน โดยเฉพาะในห้องซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาผี (เสาเอก) ห้ามคนนอกตระกูลเข้ามานอนบนเรือนในลักษณะผัวเมีย (นอนร่วมมุ้งหรือเตียงเดียวกัน) และที่สำคัญ ห้ามสตรีมีครรภ์นั่งพิงหรือยืนพิงเสาผี นอกนั้นในแต่ละตระกูลจะมีรายละเอียดข้อห้ามที่แตกต่างกันไปตามสัญลักษณ์ผี เช่น ผีเต่า เมื่อพบเต่าจะต้องนำมาทำอาหารเซ่นไหว้ผี หากไม่ต้องการทำบาปด้วยการฆ่าเต่าก็ต้องแสร้งบอกว่า “ตัวเน่า” หรือ “ตัวเหม็น” (ซะอุย)

เมื่อถึงเวลาที่มีการรำผีมอญเพื่อเลี้ยงผี ตอบแทนคุณที่ให้โชคลาภ ขอขมาที่ทำผิดจารีตประเพณี หรือตามที่ได้บนบานไว้ขอให้หายป่วยหรือคนหายออกจากบ้านกลับคืนมา จะต้องนำเต่ามาทำอาหารเซ่นไหว้ผีด้วย ผีข้าวเหนียว ห้ามให้ข้าวเหนียวกับคนอื่น ถ้าขโมยเอาโดยเจ้าของไม่รู้ไม่เห็นได้

ส่วนผีงู พบเจองูไม่ว่าที่ใดห้ามตีโดยเด็ดขาด เพราะถือว่างูคือบรรพชน ในการรำผีก็จะต้องนำงู (ปัจจุบันนิยมใช้ปลาไหลแทน) มาทำอาหารเซ่นไหว้ผี


@@@@@@@

จากการที่ผู้เขียนสำรวจชุมชนมอญทั่วไปทั้งในเมืองมอญ ประเทศเมียนมาร์ และชุมชนมอญในเมืองไทย พบว่าคนมอญส่วนใหญ่นับถือผีเต่า รองลงมาคือ ข้าวเหนียว ไก่ หม้อ และงู ซึ่งการนับถือผีงูของคนมอญมีข้อกำหนดตามที่ได้กล่าวแล้วข้างบน

พบตระกูลมอญผีงูที่แตกต่างไปจากชุมชนแห่งอื่นๆ และผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ก็คือ ตระกูลมอญผีงูชุมชนบ้านทุ่งเข็น อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีการรักษาคนถูกงูพิษกัดให้หายได้ เป็นที่รับรู้และเชื่อถือของคนมอญข้างเคียงและชุมชนคนไทย จีน ลาว ญวน และกะเหรี่ยงที่อยู่โดยรอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ตามที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า บรรพชนคนมอญส่วนหนึ่งน่าจะมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในอินเดียเมื่อหลายพันปี ก่อนจะอพยพมายังสุวรรณภูมิหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากเมืองตะลิงคะ (Tailinga) รัฐโอริสสา (Orissa) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ขณะที่บางท่านเชื่อว่ามาจากทางเหนือของอินเดีย ซึ่งก็มีร่องรอยอยู่ในตำนานเรื่องเล่า รูปแบบภาษาและวัฒนธรรมหลากหลายประการ

ในส่วนของชุมชนมอญบ้านทุ่งเข็น ที่นับถือผีงูและมีการรักษาคนถูกงูพิษกัดได้นี้ ทำให้นึกถึงชนเผ่าคาลเบเลีย (Kalbelia) ในเมืองพุชกา (Pushkar) รัฐราชสถาน (Rajasthan) ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงในแง่นี้ ก็พบว่ามีความเป็นไปได้อีกที่อาจเป็นไปได้ว่า คงจะมีมอญกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของอินเดีย

@@@@@@@

หมองูชาวคาลเบเลีย

ชนเผ่าคาลเบเลีย (Kalbelia) ในอินเดีย เมื่ออดีตจำนวนมากประกอบอาชีพ “หมองู” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนทั้งโลก แม้ว่าชนเผ่านี้จะเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนเล็กๆ แต่ภาพหมองูชาวคาลเบเลียได้กลายเป็นภาพติดตาของคนทั่วไป จนแทบเรียกได้ว่าเป็นภาพจำแทนคนอินเดียทั้งหมด อย่างที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกันดีในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ กับภาพผู้ชายอินเดีย มีผ้าโพกศีรษะนั่งเป่าปี่เรียกงูให้โผล่หัวขึ้นจากตะกร้าพร้อมเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของปี่ได้ราวถูกมนต์สะกด

เมืองพุชกา รัฐราชสถาน ถือเป็นศูนย์กลางของผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นิกายพรหม นับได้ว่าเป็นเมืองแห่งพระพรหม ชนเผ่านี้บูชางูและยึดอาชีพหมองูในการดำรงชีพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมาชิกของเผ่าทุกคน ทุกเพศ และวัย มีชีวิตที่สัมพันธ์อยู่กับงู แม้แต่เด็กเล็กก็สามารถจับงูได้ โดยเฉพาะงูเห่า

จุดเริ่มต้นในการนับถืองูของชาวเผ่าคาลเบเลีย คือ กูรู โครัคนาถ (Guru Gorakhnath) อันเป็นเทพเจ้าสูงสุดของชาวคาลเบเลีย มีอวตาร 9 ภาคด้วยกัน และทุกคนในเผ่ามีนามสกุลเดียวกัน คือ “นาถ” 1 ใน 9 ภาคอวตารของโครัคนาถ

หมองูชาวคาลเบเลียจะออกจับงูในธรรมชาติ ด้วยการเป่าปี่เรียกให้ออกมาจากรูในช่วงฤดูฝน จากนั้นนำมาสะกดจิต เสกด้วยหิน 7 ก้อน เป็นเวลา 40 วัน (ซึ่งรวมทั้งการรีดพิษออกด้วย) หลังจากนั้นงูก็จะอยู่ในกำกับ ไม่เป็นพิษภัย แม้แต่เด็กๆ ก็สามารถเล่นหรือจับงูได้ หลังจาก 40 วันผ่านไปจะต้องนำงูไปปล่อยในป่า เพราะงูจะสร้างพิษขึ้นได้ใหม่และจะกลับมากัดคนได้ แม้แต่ตัวหมองูเองก็ตาม


@@@@@@@

หมองูชาวคาลเบเลียจะนำงูตระเวนแสดงเพื่อเร่ขายยา (เซรุ่ม) ที่ผลิตจากพิษงูที่ได้รีดไว้ออกขาย และสมุนไพรถอนพิษงู รวมทั้งสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ และรักษาโรคตา ซึ่งพิษงูสามารถรักษาตาได้ดี ดังจะเห็นได้ว่า ชนเผ่าคาลเบเลียไม่มีคนตาบอด และแทบไม่มีคนสายตาพิการเลย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้ออกประกาศห้ามประกอบอาชีพหมองูดังกล่าว ตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ โดยอ้างภาพลักษณ์ประเทศต่อสายตาชาวโลก ในเรื่องของการกักขังสัตว์ และความอันตรายจากสัตว์มีพิษ ทำให้เหลือชาวคาลเบเลียที่ประกอบอาชีพหมองูน้อยลงทุกที พวกเขาจำต้องปรับตัวด้วยการแสดงระบำโดยหญิงสาวของชนเผ่าตามจังหวะดนตรีที่บรรเลงโดยอดีตหมองูขึ้นทดแทน

คนอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่า คนที่ถูกงูกัด คือคนที่ไม่มีบาป ไม่มีราคีติดตัว ซึ่งความเชื่อที่ว่าคนถูกงูกัดไม่มีราคี อาจสืบเนื่องมาจากพวกพราหมณ์ฮินดู ดังจะเห็นว่า พระศิวะที่มีงูคล้องพระศอ ที่มาของงูพิษนี้เกิดจากนักบวชผู้หนึ่งซึ่งมีภรรยาหลายคนแล้วภรรยาของตนเกิดมาหลงรักพระศิวะเข้า นักบวชดังกล่าวจึงส่งงูพิษมาทำร้าย แต่งูพิษกลับพ่ายแพ้มนต์ของพระศิวะ ถูกจับมาคล้องพระศอเป็นสังวาล (สร้อยคอ) เครื่องประดับของพระองค์ และงูเห่ายังเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะเปรียบได้กับศิวลึงค์

นอกจากนี้ งูยังถูกใช้เป็นสายธุรำ (เครื่องหมายวรรณะพราหมณ์) และสายโยคปัตต์ (สายคาดไหล่) ของพระพิฆเนศอีกด้วย ต่อมางูก็ได้กลายเป็นสายยัชโญปวีต สำหรับแสดงอำนาจของพวกพราหมณ์ คนอินเดียจึงเชื่อว่างูจะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพระศิวะและพระพิฆเนศ



รูปปั้น Aesculapius ในโรม ภาพจาก https://wellcomecollection.org/works/ebud7v5b (CC-BY-4.0)

งูในกรีก

ชาวกรีกโบราณมีความเชื่อว่างูสามารถรักษาคนได้ ความเชื่อนี้ได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปงูพันไม้เท้าซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์กันโดยทั่วไปในแวดวงการแพทย์ทั่วโลกนั้น เดิมทีเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเทพเอสคูลาปิอุส (Aesculapius) กล่าวกันว่า รูปปั้นเทพเจ้าในลักษณาการผู้ชายเครายาวถือไม้เท้ามีงูพัน ดังกล่าวนี้ มักปรากฏอยู่ในโบสถ์ของอิตาลียุคต้นเสมอ

นิยายของกรีกโบราณกล่าวถึงประวัติของเทพเอสคูลาปิอุสไว้ว่า วันหนึ่งคนเลี้ยงแพะได้ไปพบทารกคนหนึ่งนอนร้องไห้อยู่บนภูเขา มีแพะตัวหนึ่งกำลังให้นมของมันแก่ทารกดูดกิน คนเลี้ยงแพะจึงเข้าไปอุ้มและเห็นรัศมีเกิดขึ้นรอบๆ ศีรษะของเด็กเป็นที่อัศจรรย์ คนเลี้ยงแพะจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของเทพเจ้า กล่าวคือ ทารกนี้เป็นบุตรของเทพอพอลโล (Apollo) กับนางโคโรนิส (Coronis) แต่เมื่อเทพอพอลโลทราบว่านางโคโรนิสมีชู้จึงยิงด้วยธนู แล้วผ่าเอาทารกในครรภ์ของนางไปฝากไว้กับคิรอน (Chiron) ต่อมาเด็กคนนี้ได้ชื่อว่า เอสคูลาปิอุส

เอสคูลาปิอุสอยู่กับคิรอน ซึ่งเป็นนักรบผู้มีร่างกายประหลาด ครึ่งม้าครึ่งคน เอสคูลาปิอุสได้ช่วยคิรอนเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ และคิรอนได้ถ่ายทอดวิชาความรู้พืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ให้ จนเอสคูลาปิอุสมีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตำนานบางแห่งกล่าวว่า เอสคูลาปิอุสได้ค้นพบสรรพคุณยาบางชนิดซึ่งสามารถรักษาโรคให้พวกนักรบที่ไปเอาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขนแกะทองคำของราชาออสเตรียและสเปน ซึ่งมีม้ามังกรเฝ้าอยู่นั้นมาได้ จึงทำให้ชาวเมืองเกิดความเลื่อมใสและพากันมารักษาเป็นอันมาก

เอสคูลาปิอุสมีความสามารถรักษาคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ เป็นตัวยาที่ได้จากกาฝากต้นโอ๊ก แต่ก็ด้วยความสามารถอันวิเศษนี้เองที่ทำให้เอสคูลาปิอุสถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการรักษาของเขาที่ทำให้คนตายน้อยลง สร้างความโกรธแค้นให้กับเทพพลูโต หรือพญายม ด้วยทำให้ยมโลกเงียบเหงา เทพพลูโตจึงได้ร้องทุกข์ไปยังเทพจูปีเตอร์ (บางตำนานว่าเอสคูลาปิอุสถูกเทพพลูโตใส่ความว่าหลอกลวงประชาชนให้หลงรักเพื่อให้ได้มาซึ่งราชบัลลังก์) เทพจูปีเตอร์ไม่ทันไต่สวนทวนความ ส่งสายฟ้าฟาดลงมาต้องเอสคูลาปิอุสเสียชีวิตทันที


@@@@@@@

เทพอพอลโลเห็นลูกของตนถูกฆ่าตายจึงโกรธแค้น จับยักษ์ตาเดียวของเทพพลูโตฆ่าเป็นการตอบแทน ภายหลังเทพจูปีเตอร์รู้ความจริง เกิดสำนึกผิดที่ตัดสินใจชั่วแล่น จึงได้อุ้มเอสคูลาปิอุสไปยังภูเขาโอลิมปัสเพื่อให้วิญญาณของเอสคูลาปิอุสไปจุติเป็นเทพเจ้าแห่งงู (ในสมัยนั้นผู้คนมักจะรักษาโรคด้วยงู โดยการนำเอาพิษงูมาทำยา)

มีเรื่องกล่าวกันว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดกาฬโรคระบาดขึ้นในกรุงโรม ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก เอสคูลาปิอุสได้นำเอางูพิษมาซุ่มซ่อนไว้ตามพงหญ้าริมแม่น้ำ ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้และได้มาอาบกินน้ำในแม่น้ำที่งูได้คายพิษไว้หายป่วยไข้จากโรคร้ายเป็นที่อัศจรรย์

เหตุที่งูเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอสคูลาปิอุส มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่เอสคูลาปิอุสกำลังรักษาคนไข้อยู่ ได้มีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาในโรงรักษาคนไข้ของเขา โดยขึ้นไปพันอยู่โดยรอบไม้คทาประจำตัวของเขา ผู้คนทั่วไปจึงพากันเชื่อว่า เหตุที่เอสคูลาปิอุสมีวิชารักษาโรคภัยล้ำเลิศกว่าผู้อื่นก็ด้วยฤทธีที่งูตัวนั้นบันดาลให้นั่นเอง

ตำนานได้กล่าวว่า เมื่อเทพจูปีเตอร์ฆ่าเอสคูลาปิอุสแล้ว ก็ได้ทำรูปจำลองขึ้นไว้บนสวรรค์ ลักษณาการในท่ามือถืองู และแม้จะมีรูปเอสคูลาปิอุสนั้นในลักษณาการแตกต่างหลากหลายแต่ก็จะต้องมีงูอยู่ด้วยเสมอ และนับแต่นั้นมา ผู้คนก็ได้ถือเอาเอสคูลาปิอุสเป็นบรมครูแห่งวงการแพทย์ เช่นเดียวกับชีวกโกมารภัจจ์ บรมครูแห่งวงการแพทย์ในสมัยพุทธกาล

ด้วยเหตุนี้ วงการแพทย์ทั่วโลกในปัจจุบันซึ่งได้รับเอาแนวคิดมาจากตะวันตก จึงใช้รูปงูเป็นสัญลักษณ์ ตามตำราโบราณที่ระบุว่ามีการใช้พิษงูในการรักษาโรค รวมทั้งชาวกรีกยังมีความเชื่อว่า งูเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญของชีวิตและการเกิดใหม่ ด้วยถือว่าการลอกคราบของงูนั้นคือการฟื้นคืนจากความตาย

@@@@@@@

งูในตำราจีนโบราณ

ดังที่กล่าวแล้วก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่ชาวกรีกและชาวอินเดียโบราณเท่านั้น ความเชื่อเรื่องการใช้งูรักษาโรคยังปรากฏอยู่ในตำราชาวจีนโบราณ มีการใช้งูเห่าดองยาในการรักษาโรคภัย และในนิยายโบราณของจีนก็ได้กล่าวถึงคนกินเหล้าที่มีงูตกลงไปตายแล้วหายจากโรคร้าย

อย่างไรก็ตาม ในยุควิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยปัจจุบัน ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า งูสามารถรักษาคนได้จริง ด้วยการสกัดพิษงูออกเป็นเซรุ่มรักษาคน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความเชื่อเหล่านี้มีอยู่ในคนโบราณทั่วทุกมุมโลก อาจเป็นไปได้ว่า เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่ผู้คนจากโลกสองฟากจะได้โคจรมาพบกัน เช่นเมื่อกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเข้าโจมตีเมืองตักสิลา (Taxila) แคว้นคันธาระ ในอินเดีย เมืองศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาและพราหมณ์ฮินดู เมื่อ พ.ศ. 216

อาจเป็นไปได้ว่า ครั้งนั้นความรู้จากโลกตะวันตกและโลกตะวันออกได้เกิดการปะทะสังสรรค์ มีการชำระตรวจสอบกันและกัน จนเกิดเป็นศาสตร์ใหม่ที่เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติในทุกวันนี้

แม้ผู้เขียนจะรับรู้ความเป็นมาของชนชาติมอญตามสมควรเมื่อก่อนหน้าในส่วนที่เชื่อกันว่า ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมอญมีแบบแผนมาจากวัฒนธรรมอินเดีย แต่ก็ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่า คนมอญตระกูลผีงูสามารถรักษาคนถูกงูกัดได้ เป็นการรักษาที่ผู้เขียนพบเห็นด้วยตาตนเอง ไม่ได้เป็นการรักษาในทางกายภาพ เช่น ดูดพิษด้วยปาก การใช้ยาสมุนไพร หรือไสยศาสตร์คาถาอาคมแต่อย่างใด เป็นเพียงการตั้งจิตด้วยพลังศรัทธาที่มีต่อบรรพชนของลูกหลานตระกูลผีงู กล่าวขอขมาให้ “ปะจุ๊” คำเรียกที่หมายถึง “งู” อันเป็นบรรพชนได้ถอนพิษจากผู้ที่ถูกงูกัดเพียงเท่านั้น ชั่วเวลาเพียงเสี้ยวอึดใจ คนถูกงูกัดก็สามารถกลับบ้านได้

ช่วงที่ผู้เขียนไปใช้เวลาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่ในชุมชนมอญบ้านทุ่งเข็น ชุมชนมอญแห่งเดียวที่มีการรักษาคนถูกงูกัด ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ผู้เขียนเพิ่งได้ยินเมื่อไม่นาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นด้วยตา เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปิดโลกให้ผู้คนรุดหน้าไปมาก แม้จะยังมีหมองูผู้รักษา

แต่ผู้เขียนไม่มั่นใจว่าจะยังมีผู้มารับการรักษา (คนไข้) เพราะเป็นที่ทราบกันดี การตัดสินใจเข้ารับการรักษาใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนโบราณหรือแผนปัจจุบัน ต้องอยู่บนความศรัทธาของทั้ง 2 ฝ่าย การรักษาจึงจะบรรลุผลสำเร็จ คนไข้ต้องศรัทธาในตัวหมอ และหมอก็ต้องศรัทธาในวิชาของตนเอง






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม 2559
ผู้เขียน   : องค์ บรรจุน
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 11 สิงหาคม 2563
URL : https://www.silpa-mag.com/culture/article_53972
คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “หมองูมอญ” โดย องค์ บรรจุน ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2559
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หิริโอตัปปะและศีล ๕ หลักธรรมป้องกันการทุจริต : มิติการป้องกัน เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2022, 05:58:20 am



หิริโอตัปปะและศีล ๕ หลักธรรมป้องกันการทุจริต : มิติการป้องกัน

"หิริโอตัปปะและศีล ๕ หลักธรรมป้องกันการทุจริต : มิติการป้องกันสำคัญกว่าการปราบปราม : มหาจุฬาเป็นต้นแบบการส่งเสริมการป้องกันการทุจริต : องค์ในหลวงต้นแบบผู้ปฏิบัติตามสุจริตธรรม"

"การเทศน์ป้องกันตามแนวทางการทุจริต ตามแนวทางพระพุทธศาสนา "
โดย พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. อธิการบดีมหาจุฬาฯ เทศน์ "สุจริตกถา"




กล่าวว่า มหาจุฬาร่วมกับสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ การจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงถึงความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสองพระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม โดยมีพระปฐมบรมราชองค์การว่า

   "เราจะครองแผ่นโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

    คำว่า "โดยธรรม" หมายถึง "สุจริตธรรม" พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องสุจริตธรรมครั้งแรกให้พระเจ้าสุทโทธนะ มีหน้าที่ด้วยความสุจริต มี ๓ ประการ
    ๑."ไม่บกพร่องต่อหน้าที่" ทำหน้าที่ตนเองให้ที่สุด ร้องให้สุดคำ รำให้สุดแขน ทำให้ดีที่สุด ทำอะไรอย่าให้บกพร่อง
    ๒."ไม่ละเว้นต่อหน้าที่" ผู้เป็นบิดามารดาไม่ละทิ้งหน้าที่ในการสั่งสอนบุตรของตน เพราะถ้าบุตรเป็นโจร บิดามารดาย่อมมีส่วนโจรด้วยเพราะไม่สั่งสอนบุตร
    ๓."ไม่ทุจริตต่อหน้าที่" ไม่ใช้หน้าที่ของตนในการทำการทุจริต รวมถึงทรัพย์สินเงินทอง ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ 

@@@@@@@

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "บุคคลไม่ควรประพฤติหน้าที่ให้ทุจริต" อาณาจักรหรือประเทศจะล้มสลายถ้ามีการทุจริต กล่าวว่า "สนิมเกิดแต่เหล็ก จะกัดกินเหล็ก"

ซึ่งสภาพในสังคมไทยปัจจุบัน มีการทุจริตจำนวนมาก เป็นสนิทร้ายต่อประเทศ ลักษณะมือใครยาว สาวได้สาวเอา มีการแย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ นำไปสู่การขาดความสามัคคีในประเทศชาติ เป็นการละเมิดศีล ๕ ในข้อที่ ๒ คือ ถือเอาสิ่งของจากเจ้าของท่านไม่ได้ให้ ควรงดเว้นด้วยวิรัติ ถือว่าเป็นการงดเว้น ต้องมีหิริ ความละอายแก่ใจ การส่งเสริมในเรื่องศีล ๕ ของมหาเถรสมาคม จึงเป็นการต่อต้านการทุจริตนั่นเอง 

สมัยอดีตก็มีการทุจริต ทนันชาณิพราหมณ์มีการปล้นพระราชา ฉ้อราษฏร์บังหลวง อ้างพระราชาปล้นประชาชน อ้างว่าจะไปช่วยเหลือประชาชน แต่กลับเอาไปใช้ส่วนตัว อ้างว่าเอาเงินไปเลี้ยงบิดามารดา บุตร และ ณ สวนสัตว์แห่งหนึ่งมีการทุจริตต่อหน้าที่ ในการเลี้ยงเสือ ประชาชนมาดูเสือทำไมเสือไม่อ้วน เสือผอม ทำไมเสือผอมเป็นการตั้งคำถามของประชาชน เพราะอาหารเสือโดนเบียดบัง

ผู้อำนวยการสวนสัตว์ส่งผู้ตรวจการ ๓ คน มาตรวจทุจริตทั้ง ๓ คน จึงมีโครงโลกนิติว่าด้วยว่า "เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อมังสา" กล่าวว่า

    เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ มังสา
    นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน
    สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ
    บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย 

เสือ หมายถึง ประเทศชาติ รวมถึงประชาชนในชาติ ผู้นำรัฐ ข้าราชการ ต้องประพฤติสุจริตธรรม ประเทศถึงจะอยู่รอด การทุจริตทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็ถือว่าเป็นการทุจริต


@@@@@@@

สหประชาชาติจึงประกาศให้วันที่ ๙ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านการทุจริตของโลก ประชาชนต้องไม่สนับสนุนการทุจริต ธรรมะที่คุ้มครองโลกคือ "หิริและโอตัปปะ" เป็นธรรมะที่ให้มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ เป็นธรรมะฝ่ายขาวคุ้มครองโลก

      หิริ หมายถึง ความละอายต่อบาป ต่อความชั่วทั้งหลาย ไม่นำร่างกายไปเปื้อนกับความสกปรก
      คำว่า โอตตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาป เปรียบเหมือน ถ่านไฟ อย่าได้ไปเข้าใกล้มันร้อน
      เมื่อหิริโอตตัปปะมีอยู่ โลกจะสามารถอยู่รอดและปลอดภัย 

การงดเว้นการทุจริตก็ต่อเมื่อมีธรรมะ คือ "หิริและโอตตัปปะ" เป็นหลักธรรมป้องกันการทุจริต เพราะเมื่อละอายแก่ใจ ดังคำกล่าวว่า" อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ" เหมือนนางขุตชุตรา เป็นนางสาวใช้ของพระนางสามวดี เบิกเงินไปซื้อดอกไม้ แต่ซื้อเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เธอได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ทำให้กลับตัวกลับใจ มีความหิริภายในใจ เธอพยามสร้างอริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายใน "ความรู้จักพอเป็นยอดแห่งทรัพย์"

เศรษฐกิจพอเพียงขององค์ในหลวง ถือว่าเป็นการป้องกันการทุจริต คือ ให้เรารู้จักพอ เพียงพอ ประมาณตนเอง ในการบริหารชีวิต เพราะถ้าไม่พอก็เกิดความโลภ 

โอตัปปะเป็นความกลัว กลัวต่อการกฎหมายลงโทษอย่างมีประสิทธิภาพ กลัวต่อการตกนรก คนสมัยโบราณกลัวการทุจริต กลัวต่อผลบาปการทุจริต จึงยึด "ทำได้ดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" เราปฏิบัติสุจริตย่อมมีชีวิตที่มีความสุขในโลกนี้และโลกหน้า

มีพราหมณ์คนหนึ่งสมัยพระเจ้าโกศล เขาทดลองว่า ถ้าประพฤติทุจริตจะเป็นอย่างไร.? ด้วยการหยิบเหรียญวันละ ๑ เหรียญ ทำเรื่อยๆ และหยิบเป็นกำมือ จนคนตะโกนว่าจับโจร พระราชาถามว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ พราหมณ์ตอบว่า เป็นการทดลองการประพฤติผิดว่าจะเป็นอย่างไร พราหมณ์จึงออกบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า

องค์ในหลวงของเรารักเป็นแบบอย่างที่ดี ในการประพฤติสุจริตธรรม จะทำให้ประเทศของเรามีความ "มั่นคง มั่งคั่ง และสันติสุข" สืบไป


สรุปสาระสำคัญ โดย...พระปราโมทย์ วาทโกวิโท
นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาจุฬา
ผ่านการถ่ายทอดสด  ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙





Thank to : https://www.mcu.ac.th/news/detail/12803
วันที่ ๑๐/๐๘/๒๐๑๖    
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความหมาย ของ "พระโพธิสัตว์ - พระศรีอริยเมตไตรย" ในทางเถรวาท เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2022, 07:30:43 am


คติ-สัญญลักษณ์ สถาปัตยกรรม - พระศรีอริย เมตไตรย

ความหมายของพระโพธิสัตว์ พระศรีอริยเมตไตรย ในทางเถรวาท คือ ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในยุคสมัยที่สังคมจะมีความสงบสุขอย่างยิ่ง ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในโลก โดยโลกจะไม่ปรากฏเรื่องดังนี้

– จะไม่มีคนใบ้บ้าปัญญาอ่อน
– จะไม่มีคนตาบอด
– จะไม่มีคนง่อยเปลี้ยเสียขา (หรือพิการ)
– จะไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย
– จะไม่มีการอาฆาตมาดร้าย
– จะมีแต่คนรูปร่างสมส่วน
– จะสะดวกสบายในการเดินทาง
– พื้นแผ่นดินจะราบเรียบ ผู้คนจะมีแต่ความสุข มีทรัพย์สินเงินทองที่พอเพียง ต่อการใช้จ่าย


ฉะนั้น สังคมของกลุ่มชนที่นับถือ พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่มีชีวิตอยู่ในความสับสนยากลำบาก ขาดแคลน ถูกกดขี่ ขูดรีด ไร้อิสรเสรี ย่อมปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในยุคที่มีพระศรีอริยเมตไตย จุติมาอุบัติขึ้นในสังคมหรือกลุ่มชน ของตน และถึงแม้ยุคของพระศรีอริย เมตไตรยจะยังมาไม่ถึงก็ตาม

ผู้คนเหล่านี้ก็ยังหวังที่จะให้มีการอุบัติขึ้นของผู้นำระดับพระจักรพรรดิราชหรือพระยาธรรมิกราช อันเกิดจากการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์มาโปรดผู้คนที่ทุกข์ยากนั้นๆ

ความเชื่อนี้เอง จึงเกิดความขัดแย้งหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครอง

       ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์




Thank to : https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/general-knowledge/news_7210959
13 ส.ค. 2565 - 13:45 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งานช้างสุรินทร์ จัดใหญ่ฉลอง 62 ปี กองทัพ 200 เชือก ร่วมแสดง เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2022, 07:24:26 am




งานช้างสุรินทร์ จัดใหญ่ฉลอง 62 ปี กองทัพ 200 เชือก ร่วมแสดง


งานช้างสุรินทร์ ครบ 62 ปี เกณฑ์ช้างกว่า 200 เชือก ร่วมถ่ายทอดวิถีคนกับช้าง

นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ขอเชิญร่วมงานช้างสุรินทร์ การแสดงของช้างสุดตระการตาใน “มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ครั้งที่ 62” ประจำปี พ.ศ.2565 ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ย. บริเวณสนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ต.นอกเมือง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และร่วมอนุรักษ์วิถีชีวิตคนกับช้างให้คงอยู่สืบไป




งานช้างจังหวัดสุรินทร์ จัดแสดงครั้งแรกในปี พ.ศ.2503 ต่อมา 15 พ.ค. 2505 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นงานประจำปีของชาติ ตามข้อเสนอขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) โดยมุ่งเน้นสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำระดับโลก บนพื้นฐานความเป็นไทยและกระจายรายได้สู่ชุมชนจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากนี้ ยังเน้นการส่งเสริมกิจกรรมที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ซึ่ง จ.สุรินทร์ มีเอกลักษณ์โดดเด่นทางประเพณีและวัฒนธรรมของชนเผ่าแขมร์ กูย และลาว จนได้ชื่อว่าเป็น “ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมอิสานใต้”



การแสดงปีนี้ ยังเป็นการแสดงครบรอบ 62 ปี การจัดงานแสดงช้างสุรินทร์ด้วย ซึ่งการจัดงานยังรักษาความโดดเด่นด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และความเป็นอัตลักษณ์ชาวแขมร์ กูย และลาว มีการผสมผสานการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ลงในฉากการแสดงของช้าง เพื่อเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชาวสุรินทร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวของช้างในสนามมากกว่า 200 เชือก และชมการแสดงการชนช้างที่สมจริงมากที่สุด



นอกจากการแสดงของช้างดังกล่าวแล้ว จังหวัดได้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานเพลิดเพลิน ชมความน่ารักของช้างสุรินทร์ และเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้กรอบแนวคิด “เที่ยวสุรินทร์ เที่ยวได้ทุกวัน สะอาด สะดวก ปลอดภัยได้อัตลักษณ์”

งานจัดระหว่างวันที่ 19-20 พ.ย. ที่สนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ต.นอกเมือง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ กำหนดจัดงาน 2 ช่วง คือ การแสดงภาคกลางวัน เวลา 08.45 -12.00 น. ละภาคกลางคืน การแสดงแสง สี เสียง ในเวลา 19.00-20.00 น.






Thank to : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_7370891
17 พ.ย. 2565 - 21:30 น.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เชิญชวนเที่ยวโบราณสถาน สัมผัสบรรยากาศความสวยงาม มรดกโลก ยามค่ำคืน-น่าผจญภัย เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2022, 07:13:49 am




เชิญชวนเที่ยวโบราณสถาน สัมผัสบรรยากาศความสวยงาม มรดกโลก ยามค่ำคืน-น่าผจญภัย

เชิญชวนประชาชน เที่ยวชมโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สัมผัสบรรยากาศความสวยงาม มรดกโลก ยามค่ำคืนที่งดงามแปลกตาน่าผจญภัยอีกหนึ่งรูปแบบ

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มรดกโลก เขตกำแพงเมือง วัดพระแก้ว – วัดพระธาตุ พร้อมระบบไฟส่องสว่างโบราณสถานยามค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 16.30 น. -20.00 น. เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ที่สวยงามในช่วงกลางคืน

สำหรับการประดับไฟฟ้าในอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ได้เติมเต็มความงดงามน่าตื่นตาตื่นใจ มีความงดงามที่แปลกตาน่าผจญภัยไปอีกแบบ เพราะไม่เหมือนเวลากลางวัน ศาสนสถานหมู่เจดีย์ พระพุทธรูปเก่าแก่ ทางเดินที่ลัดเลาะไปตามหมู่โบราณสถาน ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ดูน่าศรัทธาและเข้มขลัง แต่ก็ระแวงไปด้วยวังเวงบ้าง








จึงเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ชวนค้นหา แต่ถ้าไปกับหมู่คณะจะมีวิทยากรตามไปช่วยบรรยาย และยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่เป็นจุดๆเพื่อคอยดูแลด้วย จึงขอเชิญชวนผู้สนใจไปชมความสวยงามยามค่ำคืนของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งจะหาชมจากที่อื่นๆ ได้ยาก

โดยเปิดทุกวันตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2534 ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย ภายใต้ชื่อ “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร” (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)








เนื่องจากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรมที่มีความงดงามและเป็นผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการสร้างสรรค์จากอัจฉริยภาพด้านศิลปะอย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยานหลักฐานที่แสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลือและปรากฏให้เห็น

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของไทย สมัยริเริ่มสร้างอาณาจักรที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เนื่องจากในอดีตเมืองกำแพงเพชร เสมือนเป็นเมืองหน้าด่าน ครั้งสุโขทัยเคยเป็นราชธานีของไทย มีความเจริญรุ่งเรือง ภายในอุทยานฯ มีสถานที่สำคัญที่เป็นพระราชวัง ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบ และศาสนสถานสำคัญอยู่มากมาย

ซึ่งศาสนสถาน กำแพงเมือง พระพุทธรูปล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาจากศิลาแลงทั้งสิ้น เนื่องจากภายใต้ผืนดินของกำแพงเพชรอุดมไปด้วยศิลาแลงซึ่งมีความแข็งแกร่ง

ดังนั้นชาวกำแพงเพชรในสมัยโบราณจึงขุดเอาศิลาแลงขึ้นมาสร้างสิ่งต่างๆ มากมาย แม้จะผ่านระยะเวลามายาวนานกว่า 700 ปี แต่ก็ยังปรากฏความแข็งแกร่งอยู่ถึงปัจจุบัน





Thank to : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/travel/news_7366100
15 พ.ย. 2565 - 13:58 น.
34  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เจ้าชายน้อยยืน “ชี้ฟ้า-ชี้ดิน“ อิทธิพล “สายมหายาน“ ในล้านนา-สุโขทัย.? เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2022, 09:53:55 am

 :25: :25: :25:

ปริศนาโบราณคดี : เจ้าชายน้อยยืน “ชี้ฟ้า-ชี้ดิน“ อิทธิพล “สายมหายาน“ ในล้านนา-สุโขทัย.?

“ดินก้อนแรก” ที่มหาบุรุษต้องสัมผัส คือ การเรียนรู้ชีวิตคนที่ต้อยต่ำ ตั้งแต่รากหญ้าหรือจากดินขึ้นไปจนถึงฟ้า โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ



โบราณวัตถุสองภาพนี้ ถือว่าพิเศษสุดในวงการโบราณคดีบ้านเรา เท่าที่พบในสยามมีเพียงสององค์เท่านั้น องค์หนึ่งพบที่สุโขทัย และอีกองค์เพิ่งค้นพบใหม่ไม่นานที่ลำพูน น่าเสียดาย ที่ประติมากรรมสำริด ซึ่งพบในห้องกรุบนพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์วัดมหาธาตุสุโขทัย อายุกว่า 700 ปีได้หายสาบสูญไปโดยมิจฉาชีพ ตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2496 เล็กน้อย

เหลือแต่ภาพถ่ายขาวดำเก่าๆ เพียงภาพเดียวที่อดีตหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ 3 สุโขทัย "มะลิ โคกสันเทียะ" เคยขอถ่ายไว้จากพระปลัดบุญธรรม เจ้าอาวาสวัดตระพังทอง ครั้นเมื่อท่านสึก โบราณวัตถุก็สูญตามไปด้วย เป็นประติมากรรมรูปเจ้าชายสิทธัตถะร่างอ้วนท้วน พระพักตร์กลมอิ่ม ตามรูปแบบศิลปะสุโขทัยยุคแรกสุด หรือที่นักโบราณคดีเรียกว่า “หมวดวัดตะกวน” คือ รับอิทธิพลการทำพระวรกายอวบกลมมาจากทางลังกาเต็มๆ

ต่างกับอีกองค์หนึ่ง เป็นประติมากรรมสำริดรูปร่างผอมเพรียว ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 ซึ่งดิฉันเองได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่กำลังขุดแต่งบริเวณฐานชั้นล่างลึกจากพื้นดินราวเมตรเศษของพระเจดีย์เชียงยันด้านทิศเหนือ ภายในวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน

ประติมากรรมสำริดยุคล้านนาสิบกว่าชิ้น กำหนดอายุได้ราวสมัยพระเจ้าติโลกราชคือราว 550 ปีมาแล้ว ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ภายในวัดพระธาตุหริภุญชัย ทุกชิ้นล้วนแต่มีความโดดเด่นและสร้างปริศนาทัดเทียมกัน แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะรูปของเจ้าชายสิทธัตถะปางประสูติ ด้วยการยืนชี้ฟ้าชี้ดินเท่านั้น

ในเมื่อที่สุโขทัยได้สูญหายไปอยู่ในมือพ่อค้าของเก่าแล้ว ประติมากรรมสำริดที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ย่อมกลายเป็นหลักฐานสำคัญของพระพุทธรูปปางประสูติเพียงองค์เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในสยาม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางวัดคงช่วยกันรักษาเป็นอย่างดี มิให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิม


พระพุทธเจ้าน้อย ลุมพินี เนปาล ขอบคุณภาพจาก https://www.nctour.net/

ทําไมถึงได้ พบน้อยเหลือเกิน ในประเทศไทย.?

เหตุเพราะปางชี้ฟ้าชี้ดินนี้เป็นรูปแบบเฉพาะตามคติพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ทำขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน ราวพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในวัฒนธรรมอินเดียหรือลังกาในสายพุทธเถรวาท จากนั้น จีนได้ส่งอิทธิพลไปยังสายทิเบต เนปาล ญี่ปุ่น เกาหลี

โดยปกติการทำรูปเคารพปางประสูติของอินเดียและกลุ่มอุษาคเนย์ นิยมแสดงด้วยรูปพระนางสิริมหามายาเหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีพระโอรสน้อยคลอดออกจากพระปรัศว์ (สีข้าง) ด้านขวา หรือไม่ก็แสดงออกด้วยปาง “คชลักษมี” คือทำรูปพระพุทธมารดาประทับนั่งขัดสมาธิบนดอกบัวหว่างกลางช้างสอง (หรือสี่) เชือกที่กำลังสรงน้ำอวยพร

ดังนั้น จึงน่าสนใจยิ่งว่า ทั้งที่ลำพูนและสุโขทัย ต่างก็เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาอันแข็งแกร่งของสายเถรวาทในอดีต แต่ไฉนกลับปรากฏประติมากรรมในรูปแบบเฉพาะของพุทธสายมหายาน หรือว่าประติมากรรมทั้งสองชิ้นนี้ คือ ประจักษ์พยานแห่งการเผยแผ่อิทธิพลของพุทธศาสนาสายมหายาน ที่ปะปนแทรกเข้ามาในอาณาจักรล้านนาและสุโขทัยอย่างแยบยล.?



ทําไมต้อง ชี้ฟ้าชี้ดิน.?

คัมภีร์พุทธประวัติทุกฉบับกล่าวตรงกันว่า ภายหลังจากที่พระนางสิริมหามายาทรงประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ กลางป่าที่ลุมพินีสถานแล้ว ทันทีที่เจ้าชายน้อยกำลังจะหย่อนพระบาทลงแผ่นดินพลันมีพุทธปาฏิหาริย์บังเกิดดอกบัวบานผุดขึ้นมารองรับให้ก้าวเดินจำนวนเจ็ดดอก

ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเหลือเชื่อนี้สร้างความสงสัยคลางแคลงใจให้แก่พุทธศาสนิกชนที่เคารพเหตุผลและไม่เชื่อเรื่องฤทธิ์อำนาจที่พิสูจน์ไม่ได้มาทุกยุคทุกสมัย

แต่ในท้ายที่สุด ก็โล่งใจได้ เมื่อมีคำอธิบายชุดที่ว่า “การย่างเดินทั้ง 7 ก้าว” นี้เป็นเพียง “บุคคลาธิษฐาน” ว่าพระพุทธองค์จะทรงประกาศศาสนธรรมไปทั่วทั้งจักรวาลถึงเจ็ดทิศา

ส่วนการชี้ฟ้าชี้ดินนั้นเล่า ทำไปเพื่ออะไร.?

ทรงชี้ฟ้าและดิน พร้อมกับขณะย่างเดินบนดอกบัวทั้งเจ็ดก้าว พลางตรัสให้ฟ้า-ดินมาร่วมเป็นสักขีพยานว่า “เรา คือ มหาบุรุษ และนี่จะเป็นพระชาติสุดท้ายของเราแล้ว.!”

คัมภีร์ฝ่ายมหายานตีความว่า การแสดงพระหัตถ์เบื้องขวายกขึ้นชี้ฟ้า และพระหัตถ์เบื้องซ้ายเหยียดลงชี้แผ่นดินนั้น เนื่องจากเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งฟ้าแลดิน ซึ่งตรงกับ "คำทำนายพระสุบินนิมิต" คราวที่พระนางสิริมหามายาทรงฝันเห็นช้างเผือก ก่อนทรงพระครรภ์ หมายถึง ผู้มีบุญญาธิการที่กำลังจะมาจุติ พระองค์นั้นย่อมต้องเป็นมหาบุรุษ ถ้าไม่เป็นใหญ่ทางโลกในระดับพระจักรพรรดิราช ก็ต้องเป็นใหญ่ทางธรรมในระดับพระมหาศาสดา ประหนึ่งผู้หยั่งรู้ฟ้าแลดิน

@@@@@@@

นัยความหมายของ “ฟ้า” และ “ดิน”

นัยแห่ง “ฟ้า” นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยเท่ากับนัยแห่ง “ดิน” เพราะแผ่นฟ้านั้นบางเบา เทียบได้กับความร่มเย็นเป็นสุขและคุณธรรมที่จะทรงสั่งสอนแก่พุทธศาสนิกชน

ที่น่าสนใจคือนัยแห่ง “ดิน” มากกว่า

“พลิกแผ่นดินให้หงาย ทายแผ่นดินให้คว่ำ” เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในคำทำนายพระชะตาของเจ้าชายสิทธัตถะว่า ทรงเกิดมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ จะเห็นว่า ในทางประติมาณวิทยาได้ทำพระหัตถ์ซ้ายของเจ้าชายน้อยชี้ลงที่แผ่นดิน  น่าจะหมายถึง การแผ่พระพุทธานุภาพให้แก่สรรพสัตว์ที่ร่วมสังสารวัฏ

สัญลักษณ์ของดินหรือแผ่นดิน คือ ความหนักแน่น และยังหมายถึงสักขีพยาน เห็นได้จากอีกเหตุการณ์หนึ่งตอนใกล้ตรัสรู้ธรรม ขณะถูกมารผจญทรงชี้นิ้วเรียกแผ่นดินหรือพระแม่ธรณีให้มาร่วมเป็นพยานในการต่อสู้กับกิเลสมาร



กระทั่งมหากวีศรีอยุธยา “ศรีปราชญ์” ก่อนถูกประหารชีวิตยังต้องเรียกแผ่นดิน มารับรู้ถึงความบริสุทธิ์ ซึ่งถูกใส่ร้ายป้ายสีเช่นเดียวกัน เชื่อว่าการที่ศรีปราชญ์ได้อวดอ้างเอาธรณีนี่นี้มาเป็นพยานนั้น เป็นเพราะแตกฉานเรียนรู้เรื่องพุทธประวัติมาไม่น้อย

ภายหลังจากก้าวเดินได้เจ็ดก้าวแล้ว พญานาคสองตัวชื่อ “นันทะ” และ “อุปนันทะ” ได้เนรมิตบ่อน้ำทิพย์ขึ้นมาเพื่อ “สรงน้ำ” ถวายแด่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นครั้งแรก

ฉากนี้ชวนให้นึกถึงพิธี Baptise ถือศีลจุ่มของพระเยซูในศาสนาคริสต์มากทีเดียว รวมไปถึงการที่มหาบุรุษของโลกล้วนแล้วแต่ประสูติกลางดินกลางทราย กลางป่า กลางกองฟาง ทั้งสิ้น ไม่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะ พระเยซู พระมะหะหมัดของศาสนาอิสลาม แทบไม่มีศาสดาองค์ไหน ถือกำเนิดบนราชบัลลังก์ ท่ามกลางกองเงินกองทองเลย แม้จะมีชาติตระกูลสูง

สะท้อนว่า “ดินก้อนแรก” ที่มหาบุรุษต้องสัมผัสคือ การเรียนรู้ชีวิตคนที่ต้อยต่ำ ตั้งแต่รากหญ้าหรือจากดินขึ้นไปจนถึงฟ้า โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ

น้ำจากท่อทั้งสองที่นาคพ่นมาสรงนั้น ท่อหนึ่งคือน้ำร้อน อีกท่อคือน้ำเย็น น้ำร้อนเปรียบได้กับ ความทุกข์ความร้อนรุมสุมทรวง นั่นคือการต้องเรียนรู้จักกับ “ทุกรกิริยาทางกาย” ส่วนน้ำเย็นนั้นเปรียบได้กับ “วิริยะทางจิต” คือสุดท้ายต้องทรงใช้น้ำใสเย็นเข้าชำระสะสางกิเลสและมลทินให้หมดสิ้นไป


@@@@@@@

มีข้อน่าสังเกตว่า พุทธศาสนานิกายมหายาน เน้นเรื่องการพินิจความสมดุลและความขัดแย้งของ “คู่ที่อยู่ตรงกันข้าม” เพื่อมองทะลุให้เห็นโลกรอบด้าน เฝ้าสังเกตอนิจจลักษณ์อันผันแปรเปลี่ยนแปลงแบบ “หยิน-หยาง” เช่น กลางคืน-กลางวัน พระจันทร์-พระอาทิตย์ หญิง-ชาย ดิน-ฟ้า ร้อน-เย็น ทุกข์-สุข จน-รวย

ขึ้นอยู่กับภูมิธรรม-ภูมิปราชญ์ของแต่ละคน ว่าจะสามารถตีความคติปรัชญาของ “เหรียญสองด้าน” ที่ศาสนาพุทธสายมหายานซ่อนนัยไว้ได้ทราบซึ้งเพียงใด คนที่ “ทุกข์-ต่ำ-ดำ-มืด” ย่อมซึ้งรู้ชัดถึงสัจธรรมข้อนี้ดี เกรงแต่เพียงคนที่กำลังระเริงเสพสุขในวังวนของ “สุข-สูง-ขาว-สว่าง” นั้น จักหลงยึดติดว่าตนสามารถครอบครองโลกด้านบวกได้เป็นนิรันดร์ อวิชชาแท้ๆ.!!




ขอขอบคุณ :-
ภาพ : http://www.dhammajak.net/
ผู้เขียน   : เพ็ญสุภา สุขคตะ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2559
หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24 ธ.ค. 2554
Url : https://www.matichonweekly.com/culture/article_15824#google_vignette
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คำกรวดน้ำ คำอธิษฐาน ภาษาไทยโบราณ เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2022, 08:56:22 am



คำกรวดน้ำ คำอธิษฐาน ภาษาไทยโบราณ



คำกรวดน้ำ ภาษาไทยโบราณ

บุญทานที่ทำ    กลายเป็นข้าวน้ำ  เครื่องทิพย์นานา
เป็นวิมานทอง    เรืองรองโสภา    กับทั้งนางฟ้า
พันหนึ่งบริวาร    เครื่องทิพย์ครั้งนี้ ส่งถึงชนนี
บิดาอย่านาน    ถึงญาติทุกหมู่    ครูบาอาจารย์

พ้นทุกข์อย่านาน  ได้วิมานทอง     ฝูงเปรตทั้งหลาย
นรกอสุรกาย        หมู่สัตว์ทั้งผอง  เต่า ปลา ปู หอย
กุ้งน้อยเนืองนอง   จงตั้งใจปอง     รับเอาส่วนบุญ
สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่  ตัวเรานี้ไซร้     ได้กระทำทารุณ

ด้วยกายน้ำใจ       ฝากไว้เป็นทุน รับเอาส่วนบุญ
อย่าเป็นเวรกรรม  อินทราเทวา   อีกทั้งพรหมา
ท้าวเวสสุวรรณ    พระภูมิเจ้าที่   พระอาทิตย์พระจันทร์
พระอังคารพุทธัญ พฤหัสบดี      พระศุกร์พระเสาร์


@@@@@@@

เทพเจ้าทั้งหลาย  สิบสองราศี    พระยมพระกาฬ
จตุโลกบาลทั้งสี่   ครุฑานาคี       กินรีกินนรา
เทพเจ้าทั้งหลาย  ทั้งหญิงและชาย  จงอนุโมทนา
รับเอากุศล       ผลบุญนี้หนา      ทั้งพสุธา

คงคาวารี      ชื่อว่าเข็ญใจ   ขอจงอย่าได้
ไปบังเกิดมี    ความยากอย่าได้เห็น  ขอเป็นเป็นเศรษฐี
คฤหบดี        มนตรีพระยา  คนพาลอย่าได้พบ
ขอให้ประสพ    คนมีปัญญา   เดชะกุศล

ได้พ้นอสุรา    ขอให้ตัวข้า        พบพระศรีอาริย์ 
ได้ฟังคำสอน    จิตใจโอนอ่อน     สำเร็จอย่านาน
ลุถึงเมืองแก้ว  กล่าวแล้วนิพพาน  ดับชาติสังขาร จากโลกโลกีย์

          



คำอธิษฐาน ภาษาไทยโบราณ

ขอเดชะบุญ    ตั้งจิตเจตนา      ศรัทธาเปรมปรีด์
ชื่อว่าเข็ญใจ    อย่าได้เกิดมี        แก่ตัวข้านี้
จนถึงนิพพาน     ทุกข์โศกโรคภัย   อัปรีย์จัญไร
อย่าได้แผ้วพาน  ขอให้ชมชื่น      ข้ายืนยาวนาน

ได้บวชลูกหลาน ได้การกุศล   อุปัจเฉทะกะกรรม
อย่าได้ครอบงำ  เข้าจลาจล    เมื่อข้าดับจิต
ชีวิตวายชนม์     เดชะกุศล    ช่วยแนะนำ
เมื่อข้าดับจิต     ขอให้เนรมิต    บังเกิดเร็วไว

ให้ได้วิมาน    ยวดยานสุกใส  สุมทุมเปลวไฟ
อย่าได้เกิดมี   แม้นถือกำเนิด  กลับชาติมาเกิด
ให้สูงศักดิ์ศรี   ในวงศ์ประยูร   สกุลผู้ดี
ขัตติยะเมธี    มั่งมีเงินทอง    แก้วแหวนแสนทรัพย์


@@@@@@@

เนืองนองสมบัติ   อย่าได้อาทร    สมใจทุกอย่าง
พงศ์เผ่าพวกพ้อง  วงศ์ญาติพี่น้อง  พรั่งพร้อมบริบูรณ์ 
บิดามารดา       อยู่ในศีลห้า      ศีลแปดพร้อมมูล
เมื่อยังไม่ได้       ขอให้ใจบุญ      ผลธรรมอนุกูล

มโนเปรมปรีดิ์  เกิดชาติใดใด    ห่างทุกข์ห่างไข้
ขอใจยินดี    ศีลห้าประการ    ผลทานบารมี
สมบัติมากมี    ยิ่ง ๆ ขึ้นไป      ดวงจิตอิจฉา
โทโสโกรธา    โมโหหลงใหล  ขอจงห่างสิ้น

มลทินอันใด  จงหลีกหนีไกล  จากกิเลสสันดาน 
อะเสวะนา    พระเจ้าเทศนา   พาลาอหังการ
อย่าได้เกิดร่วม  เคหะสถาน   ขอพบเมธาจารย์
ผู้มีปัญญา   ให้เป็นประโยชน์  รู้แจ้งในโสต

@@@@@@@

คุณโทษโทษา  ข้าคิดสิ่งใด    จงเป็นวาจา
เผยพจน์ออกมา ถูกต้องบาลี    ปราศจากมุสา
ให้เป็นสัมมา     กล่าวคำวาที    คำใดมีผล
กุศลช่องชี้     รู้แท้เมธี    ยกอรรถออกผล

ข้าขออธิษฐาน  คุณศีลคุณทาน  กองการกุศล
สมบัติพัสถาน     โอฬารจงดล       สำเร็จมรรคผล
เหมือนอุบลวรรณา  เกิดดับกลับชาติ  ยังติดมิขาด
ปราศจากราคา      จงมีคู่ครอง       ให้ต้องวิญญาณ์

มีบุตรธิดา     ให้ข้าช่วงใช้      ว่านอนสอนง่าย
รูปโฉมเฉิดฉาย  ล้ำเลิศเกรียงไกร  มะเร็งกลากเกลื้อน
ขี้เรื้อนใดใด     กุฎฐังจัญไร        อย่าได้เกิดมี 
ขอให้รูปกาย     ข้างามเฉิดฉาย   ไร้สิ่งราคี

@@@@@@@

เป็นที่รักใคร่      ชอบใจยินดี         ดังแก้วมณี
ไม่มีมลทิน        ขออย่าไกลจาก  วิบัติพลัดพราก
จากบ้านฐานถิ่น  บิดามารดา         พร้อมหน้าอยู่กิน
จนกว่าสูญสิ้น      ถึงดับชีวา           โซ่ตรวนจองจำ

ชั่วช้าระยำ       อย่าต้องกายา     จงได้ไกลจาก
เหมือนดินกับฟ้า  พระอาทิตย์จันทรา  อย่ามาราวี 
เดชะกุศล       ตั้งสัตย์อธิษฐาน   พานพบพระชินสี
นับว่าเป็นบุญ       กุศลช่วยชี้          พบองค์มุนี

โปรดสัตว์สงสาร ได้ฟังคำสอน    จิตใจโอนอ่อน
พบพระศรีอาริย์   ได้กราบได้ไหว้  จิตใจเบิกบาน
บรรลุนิพพาน       สมปรารถนา     ขอเป็นโอรส
ท้าวแดนไตรทศ  ธิราชราชา        เป็นพระภิกษุณี
ยินดีศรัทธา       ดับชาติสังขาร    เข้าสู่นิพพาน
 



ขอขอบคุณ :-
Photo : http://www.dhammajak.net , pinterest
URL : http://www.watpamahachai.net/khao_64.htm
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 3 คาถา ไล่คนพาลหรือศัตรู ไปจากชีวิต เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2022, 06:09:05 am



3 คาถา ไล่คนพาลหรือศัตรู ไปจากชีวิต

การที่คนเราต้องเผชิญกับเจ้ากรรมนายเวรก็ดี ศัตรูคนคิดร้ายคนปองร้ายก็ดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลจากพฤติกรรมในชาติปัจจุบัน เพราะเป็นคนที่มีความเย่อหยิ่งถือดี เป็นคนเกรี้ยวกราดโมโหร้ายก็ดี หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตที่เคยได้ล่วงเกินกันมา แล้วเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาแต่อดีตชาติ

หรือเพราะได้ทำกรรมที่ผิดศีลข้อ 3. คือ ศีลข้อ กาเมสุมิจฉาจาร ศีลข้อนี้เป็นเหตุทำให้ร่างกายไม่สมประกอบพิกลพิการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นที่เกลียดชังของหมู่ประชาชน ไปไหนก็ไม่มีใครรักมีแต่คนเกลียดชังเข้ากับใครไม่ได้

วันนี้จะนำเสนอบทสวด หรือพระคาถาที่มีอานุภาพมากมีอานิสงส์มาก ช่วยทำให้คุณมีตบะบารมีกำลังบุญ ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดี ปลอดภัยจากบุคคลที่มาแผ้วพาน คิดร้ายทำร้ายคุณ ทำให้มีโชคด้วยบารมีแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรมพระเจ้า และพระอริยสงฆ์พระเจ้า

@@@@@@@

บทสวดที่ 1. : เทวตาอุยโยชะนะคาถา/คาถามหาจักรพรรดิ

เป็นย่อหน้าสุดท้ายของบทสวด เทวตาอุยโยชะนะคาถา (คาถาส่งเทวดากลับ)
สัพเพ พุทธา พะละปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักคขัง พันธามิ สัพพะโส

พระคาถาบทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มีผลมากมีอานิสงส์มาก เพราะเป็นการขอพระบารมีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระอรหันต์ทั้งหลาย ให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับตัวของเราหรือ

ท่านใดจะไปสวดคาถาของหลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ ที่เรียกว่า "คาถามหาจักรพรรดิ" ก็ได้

คาถามหาจักรพรรดิ

(ตั้งนะโม 3 จบก่อน)
นโม พุทธายะ พระพุทธะไตรรัตนญาณ
มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา
พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะ-ธา-พุท-โม-นะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวะลี จะ มะหาเถรัง
อะหัง วันทามิ ทูระโต
อะหัง วันทามิ ธาตุโย
อะหัง วันทามิ สัพพะโส
พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

@@@@@@@

คาถาที่ 2. : คาถาบูชาดวงชะตา

(ตั้งนะโม 3 จบก่อน)
นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ
จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิ ภุมโม
จะ เทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว สุกะโร มะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง
สัพพะ ภะยัง วินาสสันติ สัพพะทุกขัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหัง วันทามิ
สัพพะทา สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เมฯ

@@@@@@@

คาถาบทที่ 3. : คาถา อะภะยะปะริตตัง

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

@@@@@@@

ไม่ว่าคุณจะมีวิบากกรรมแต่อดีตอยู่ในปัจจุบันก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดแต่ผลของการกระทำมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อสำรวจตัวเองดีแล้วว่า ไม่บกพร่องหรือมีความผิดใด ด้วยอานุภาพแห่งพระคาถาจะช่วยทำให้คุณเปลี่ยนจากสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดี ไม่ว่าเจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรมหรือไม่ก็ตาม หากคุณมีบุญมีกุศลอาจจะไปเบียดเบียนอกุศลกรรมเก่าให้กลายเป็นดีก็ได้






Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/241249/
16 พ.ย. 65 (15:01 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ว่าไงสาว.! มาดูกัน ผู้หญิงช่วงอายุเท่าไหร่ เรียกว่า สาวอะไร.? ในสมัยก่อน เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2022, 07:34:28 am


ว่าไงสาว.! มาดูกัน ผู้หญิงช่วงอายุเท่าไหร่ เรียกว่า สาวอะไร.? ในสมัยก่อน


เคยสงสัยกันรึเปล่าว่าเราจะกำหนดช่วงอายุของคำว่า สาว สำหรับผู้หญิงนั้นมีช่วงอายุอยู่ที่เท่าไหร่ จึงจะเรียกว่าเหมาะสมกับวัย และถูกตามหลัก วันนี้ Sanook Campus เรามีคำตอบมาฝากเพื่อน ๆ กัน

ทางแฟนเพจ ภาษาและวรรณกรรมไทย ได้มีการอธิบายถึงช่วง อายุในการเรียกผู้หญิงด้วยคำว่า สาว ว่าอายุเท่าไหร่ โดยทางแฟนเพจได้มีการอธิบายว่า



สาวแบบต่าง ๆ

สาวต่าง ๆ ที่ว่านี้ได้นิยามจากหนังสืออักขราภิธานศรับท์ ของหมอปรัดเล (พิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕) อาจจะต่างไปจากความหมายที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันก็ได้

การอธิบายที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ เมื่อกล่าวถึงสาวลักษณะต่าง ๆ ก็จะบอกช่วงอายุไว้ให้ด้วย ซึ่งเป็นการเจาะจงลงไปให้เราได้เข้าใจยิ่งขึ้น ต่างจากพจนานุกรมปัจจุบันซึ่งให้ความหมายไว้แต่กลาง ๆ ไม่กำหนดอายุ ทำให้ไม่เห็นความแตกต่างของสาวลักษณะต่าง ๆ ชัดเจนนัก



ความหมายของสาวต่างๆ ในอักขราภิธานศรับท์ ว่าไว้ดังนี้ (อักขรวิธีตามฉบับที่อ้าง)

    1. สาวรุ่น คือ หญิงแรกเจริญรุ่นอยู่ในปถมะไวย มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปจนอายุยี่สิบ
    2. สาวแก่ คือ หญิงสาวอายุกว่ายี่สิบปีจนตราบเท่าถึงมีผัว ถ้ายังไม่มีผัวถึงแก่เขาเรียกสาวแก่
    3. สาวใหญ่ คือ หญิงสาวอายุยี่สิบขึ้นไปจนอายุสามสิบเขาเรียกสาวใหญ่
    4. สาวเด็ก คือ หญิงสาวเล็ก ๆ อายุสิบสามสิบสี่นั้นเรียกว่าสาวคือกำลังงามดี
    5. สาวทึนทึก คือ หญิงสาวอายุตั้งแต่ยี่สิบขึ้นไปจนอายุยี่สิบห้าปี
    6. สาวเทื้อ คือ หญิงสาวอายุยี่สิบห้าขึ้นไปจนสามสิบนั้นเรียกสาวเทื้อ

    7. สาวหนุ่ม คือ หญิงสาวอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปี
    8. สาวน้อย คือ หญิงสาวรุ่นอายุสิบสี่สิบห้าขึ้นไปจนอายุสิบเจ็ดปี
    9. สาวพรหมจรรย์ คือ หญิงสาวรุ่นอายุสิบสี่สิบห้าปี ที่ชายยังไม่ได้ถูกต้องโดยสังวาศ
   10. สาวรุ่น คือ หญิง สาวอายุสิบสี่สิบห้าปี เรียกสาวรุ่นเพราะเปนแรกแตกเนื้อเปนสาวขึ้นมา
   11. สาวสะเทิน คือ หญิงสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีนั้น
   12. สาวสิบห้า คือ หญิงรุ่นสาวขึ้น อายุได้สิบสี่สิบห้าปี เขาเรียกต่าง ๆ กัน แต่อาการเหมือนกัน





Thank to : https://www.sanook.com/campus/1412543/
09 พ.ย. 65 (10:38 น.) By Natchaphon B.
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘เมืองหนองหาน’ ในเอกสารยุคต้นกรุงเทพฯ คือเมืองหนองหานน้อย ไม่ใช่เมืองหนองหานหลวง เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2022, 07:22:50 am




‘เมืองหนองหาน’ ในเอกสารยุคต้นกรุงเทพฯ คือเมืองหนองหานน้อย ไม่ใช่เมืองหนองหานหลวง

ข้อความตอนหนึ่งใน “พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ” ที่เรียบเรียงขึ้นโดย หม่อมราชวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า

“จุลศักราช 1149 ปีมแม นพศก (พ.ศ.2330) ท้าวเชียงผู้เปนที่อุปราช เจ้าเมืองๆ สุวรรณภูมิ (คือเขต อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน, ผู้เขียน) ถึงแก่กรรม มีบุตรสองคน ชื่อท้าวโอะ 1 ท้าวเพ 1 กับบุตรหญิง 4 คน จึ่งโปรดตั้งให้ท้าวสูนน้องท้าวเชียงเปนอุปราชเจ้าเมืองๆ สุวรรณภูมิ แลโปรดให้ตั้งท้าวเพบุตรท้าวเชียงเจ้าเมืองสุวรรณภูมิคนเก่า เปนที่พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์เจ้าเมืองหนองหาร แยกเอาไพร่เมืองสุวรรณภูมิไป 600” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จากข้อความข้างต้นทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพไปเป็นเจ้าเมือง โดยกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น คือเมือง “หนองหารหลวง”

ไม่มีคำอรรถกถาความข้อสันนิษฐานข้างต้นจากผู้ที่สันนิษฐานคนที่ว่า (และเอาเข้าจริงแล้วผมก็ไม่ทราบว่า ใครคนที่สันนิษฐานเรื่องนี้คือใคร เพราะเป็นข้อมูลที่คัดลอกต่อๆ กันแล้วเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตโดยไม่มีการอ้างอิงที่มา) แต่ผมอยากเดา (ศัพท์ลำลองของคำว่า สันนิษฐาน) เอาเองว่า เป็นเพราะ “เมืองหนองหาน” ที่รู้จักกันดีนั้นมีอยู่ 2 เมือง ได้แก่ “เมืองหนองหานน้อย” ที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ “เมืองหนองหารหลวง” ที่ จ.สกลนคร

@@@@@@@

ที่สำคัญก็คือ ข้อความที่ระบุอยู่ใน “จารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง” บนคอสองเฉลียง ของระเบียงล้อมพระอุโบสถ ของวัดที่ถูกเรียกกันอย่างเคยปากชาวบ้านว่า วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ นั้น มีข้อความระบุว่า

“เมืองหนองหารน้อย เจ้าเมืองชื่อพระพิทักษ์เขตต์ขันธ์ 1 ขึ้นกรมมหาดไทย 2 เมือง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในเมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่า เจ้าเมือง “เมืองหนองหานน้อย” มีตำแหน่งชื่อ “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” แล้ว “เมืองหนองหาน” ที่มี “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” เป็นตำแหน่งเจ้าเมือง ก็จึงควรจะเป็น “เมืองหนองหารหลวง” ผมเดาว่าใครคนที่สันนิษฐานเรื่องนี้โดยไม่ประกาศนามเอาไว้คงคิดอย่างนั้น

สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครคงจะคล้อยตามอีกอย่างก็คือ เมืองหนองหานทั้งสอง คือ หนองหารหลวง กับหนองหานน้อยนั้น มักจะถูกกล่าวถึงคู่กันอยู่บ่อยครั้ง

เช่น ในหนังสือเก่าแก่ ซึ่งเล่าถึงประวัติของพระธาตุพนมเป็นสำคัญ แต่ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับสองฝั่งแม่น้ำโขงช่วงระหว่างประเทศไทย กับประเทศลาว จนแทบจะใช้เป็นพงศาวดารของพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้อย่าง “ตำนานอุรังคธาตุ” หรือ “อุรังคนิทาน” นั้น อ้างว่าแต่เดิมพื้นที่บริเวณหนองหานน้อย ไม่ได้เป็นหนองน้ำ แต่เป็นบ้านเมืองที่ชื่อ “เมืองขุนขอมนคร” ของพญาขุนขอมนคร ผู้เป็นพระอนุชาของพญามหาสุรอุทกะ แห่งเมืองหนองหารหลวง


@@@@@@@

ลักษณะอย่างนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนโบราณในรุ่นที่แต่งตำนานอุรังคธาตุ เมื่อเกือบ 400 ปีที่แล้ว (อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำกรมศิลปากรอย่าง อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เคยสันนิษฐานไว้ว่า ตำนานเรื่องนี้แต่งขึ้นก่อนพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งล้านช้าง เมื่อ พ.ศ.2181 เพียงไม่ถึง 5 ปี) นั้น เห็นว่าเมืองโบราณทั้งสองแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด แถมยังไม่ใกล้ชิดกันเฉพาะแค่มีหนองน้ำใหญ่ ที่ชื่อใกล้เคียงกันเท่านั้นนะครับ

เพราะเมืองโบราณทั้งสองแห่งนี้จัดเป็น “ชุมชนปริมณฑล” ที่พัฒนาสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมบ้านเชียง โดยในจำนวนชุมชนปริมณฑลเหล่านี้ มีเพียง “เมืองหนองหานน้อย” และ “เมืองหนองหารหลวง” เท่านั้น ที่พัฒนาต่อมาใหญ่โตจนกลายเป็นเมืองที่มีการสร้างคูน้ำ คันดิน ล้อมรอบ แถมยังสร้างในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกันอีกต่างหาก

(ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผู้แต่งตำนานอุรังคธาตุ จะยกให้เมืองทั้งสองแห่งนี้เป็น “นครของขอม” เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็ควรจะมาจากที่ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ตามแบบที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมขอมนี่เอง)

อะไรต่างๆ เหล่านี้ยิ่งชวนให้นึกเคลิ้มไปได้ง่ายขึ้นว่า “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพ ได้ถูกรับสั่งให้ไปกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” เป็นเจ้าเมืองนั้นคือ “เมืองหนองหารหลวง” ซึ่งสัมพันธ์คู่กันอยู่กับ “เมืองหนองหานน้อย” ที่เจ้าเมืองมีชื่อตำแหน่งล้อกันว่า “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์”

แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือครับ.?


(ภาพ) หนองหานหลวง จ.สกลนคร ไม่ทราบปีที่ถ่าย (ภาพจากมูลนิธิเล็ก-วิริยะพันธุ์ http://lek-prapai.org/home/view.php?id=750)

อันที่จริงแล้ว ในหนังสือ “พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ” ฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่ 6 เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพรนางโสฬศนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ (นางอักษรการวิจิตร) ณ วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2539 ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดทำเชิงอรรถเพิ่มเติมลงในเนื้อความ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้านั้น ทางกรมศิลปากรได้ทำเชิงอรรถระบุเอาไว้ด้วยว่า

“พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์ (ท้าวเพ) ผู้ตั้งเมืองหนองหานผู้นี้เป็นหลานของเจ้าแก้วมงคลภายหลังเมืองนี้ถูกยุบลงเป็นอำเภอ เรียกว่าอำเภอหนองหาน ขึ้นจังหวัดอุดรธานี”

ดังนั้น ตามความเห็นของกรมศิลปากร “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพ แห่งเมืองสุวรรณภูมิ ไปกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น จึงเป็น “เมืองหนองหานน้อย” ไม่ใช่เมืองหนองหารหลวง ที่สกลนคร ตามที่มีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามสันนิษฐานเอาไว้ (ถึงแม้ว่าทางกรมศิลปากรจะระบุพิกัดเมืองหนองหานน้อย คลาดเคลื่อนจาก อ. กุมภวาปี ไปเป็น อ.หนองหาน ก็ตาม)

ความเห็นของกรมศิลปากรนั้นดูจะสอดคล้องกับเอกสารโบราณ ในยุคต้นกรุงเทพฯ อีกหลายชิ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้นก็จะเรียกชื่อ “เมืองหนองหาน” โดยไม่ระบุว่า เป็นเมืองหนองหารหลวง หรือหนองหานน้อย เช่น รายชื่อเมืองต่างๆ ใน ประกาศพระราชพิธีตรุศ (คือ พิธีตรุษ) รัชกาลที่ 4 เป็นต้น

@@@@@@@

เมื่อคราวที่ได้มีการจัดทำหนังสือ “ประชุมจารึกวัดโพธิ์” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2472) นั้น ทางคณะผู้จัดทำได้ทำการสอบทานรายชื่อหัวเมืองต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ใน “จารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง” บนคอสองเฉลียง ของระเบียงล้อมพระอุโบสถของวัด (ที่ผมได้เคยกล่าวถึงมาแล้วในช่วงต้นของข้อเขียนชิ้นนี้) กับรายชื่อของเมืองในประกาศพระราชพิธีตรุษในช่วงสมัยที่ใกล้เคียงกัน (ซึ่งก็หมายรวมถึงประกาศพระราชพิธีตรุศ รัชกาลที่ 4 ด้วย)

 แล้ว พบว่าชื่อตรงกัน เข้าใจว่าจารึกชื่อเมืองทั้งหมดเต็มตามอย่างในประกาศ ส่วนทำเนียบชื่อตำแหน่งผู้ครองเมืองต่างๆ นั้น ทางคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ก็ลงความเห็นว่า คงจะใช้ตามที่เป็นอยู่จริงในช่วงระยะเวลานั้นด้วย

หมายความว่า สำหรับราชสำนักที่กรุงเทพฯ แล้ว เมื่อกล่าวถึง “เมืองหนองหาน” นั้น หมายถึง “เมืองหนองหานน้อย” เป็นสำคัญ โดยน่าสังเกตด้วยว่า ในจารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง ซึ่งระบุชื่อเมืองหนองหานน้อยนั้น ไม่ได้กล่าวถึงเมืองหนองหารหลวงเลยด้วยซ้ำไป

ลักษณะอย่างนี้ยังถูกตอกย้ำในเอกสารอย่างน้อยอีกสองชิ้น ซึ่งในที่นี้ผมขอเรียกว่า “ประกาศแต่งตั้งท้าวสุริยเป็นราชบุตรเมืองหนองลหาร พ.ศ.2411” และ “ประกาศแต่งตั้งพระพิทักษเขตร์ขันธ์เป็นเจ้าเมืองหนองลหาร พ.ศ.2416” ซึ่งต่างก็เรียก “เมืองหนองหานน้อย” ว่า “เมืองหนองลหาร” โดยที่ไม่มีคำว่า “น้อย” กำกับห้อยท้ายอยู่ด้วยเลยแม้แต่นิด


@@@@@@@

ควรสังเกตด้วยว่า ชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานน้อยเองก็ทั้งเขียน และสะกดต่างกันไปในแต่ละเอกสารที่ผมยกมาอ้างไว้ ทั้ง “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” ในจารึกที่วัดโพธิ์ ซึ่งทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3, “พระพิทักษ์เขตร์ขันธ์” ในประกาศเมื่อ พ.ศ.2416 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 (การสะกดแบบนี้ปรากฏในประกาศ พ.ศ.2411 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 4 เช่นกัน) และ “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” ในพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ซึ่งเขียนขึ้นในยุครัชกาลที่ 5 เช่นกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ชื่อตำแหน่งที่เขียน และสะกดแตกต่างกันออกไปเล็กน้อยกลุ่มนี้ จึงควรเป็นชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานน้อยเหมือนกันทั้งหมด แต่ถูกเรียก หรือสะกดต่างกันออกไปในแต่ละกาลเทศะ

แถมยังเป็นไปได้ด้วยว่า ในกรณีของคำว่า “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” จะเป็นการคัดลอกผิด เพราะพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณนั้น เป็นงานเรียบเรียงมาจากเอกสารเก่าหลายชิ้น ไม่ใช่หลักฐานชั้นปฐมภูมิ

พูดง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า ตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานหลวง อย่างข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ในอินเตอร์เน็ตโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงเขาบอก แต่เป็นชื่อตำแหน่งเดียวกับ “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” เจ้าเมืองหนองหานน้อยต่างหาก •


 


ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 - 17 พฤศจิกายน 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/column/article_624916
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พุทธแท้ ต้อง ปล่อยวาง เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2022, 06:52:45 am



พุทธแท้ ต้อง ปล่อยวาง

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา แปลโดยความว่า สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่เที่ยง (คือเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และแตกตัวในที่สุด) ธรรม (คือสภาวะที่ดำรงอยู่) เป็นอนัตตา (คือไม่มีตัวตน เป็นเพียงการรวมตัวกันของปัจจัยต่างๆ) และไม่มีใครบังคับสั่งการไม่ให้เกิด ไม่ให้ดับได้) นี่คือ พุทธพจน์ซึ่งเป็นสัจธรรม และแบ่งเป็นระดับคือ

1. สมมติสัจจะ คือ ความจริง โดยสมมติเรียกกันหรือโลกบัญญัติ เพื่อความเข้าใจตรงกันในการสื่อสาร อันได้แก่ชื่อของสรรพสิ่ง ทั้งที่เดิมรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งมีอยู่และสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสผ่านทางอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

2. ความจริงโดยปรมัตถ์ (Utimate reality) หรืออันติมสัจจะ ได้แก่ความจริงที่อยู่เหนือสมมติ

ความจริงทั้งสองระดับที่ปรากฏอยู่ในคำสอนในภาคส่วนต่างกันดังนี้

1. ความจริงโดยสมมติ ปรากฏอยู่ในคำสอนในส่วนที่เป็นพระสูตร ซึ่งพุทธองค์ได้ทรงสอนโดยบุคคลาธิษฐานคือ ยกตัวบุคคลขึ้นมาเป็นตัวตนรองรับคำสอน เช่น สอนว่าคนทำดีย่อมได้ดี และคนทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว เป็นต้น

2. ปรมัตถสัจจะ หรือความจริงโดยปรมัตถ์ได้ปรากฏอยู่ในคำสอนส่วนที่เป็นอภิธรรม ซึ่งด้วยเจตสิกรูปนิพพานอันเป็นธรรม ล้วนไม่มีบุคคลตัวตนเราเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผู้ที่เป็นพุทธแท้ มิใช่เป็นพุทธเพียงระบุในทะเบียนราษฎร ว่านัยคือพุทธจะต้องศึกษา ค้นคว้า และทำความเข้าใจคำสอนทั้งสองระดับดังกล่าวข้างต้น และนำไปปฏิบัติโดยเฉพาะพุทธบริษัทที่เป็นนักบวช ทั้งนี้เพื่อมิให้เชื่ออย่างผิดๆ พูดผิด และทำผิด ที่สำคัญจะได้ไม่สั่งสอนผู้อื่นให้คล้อยตามในสิ่งที่ผิด ส่วนพุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ คงจะไม่มีเวลาในการศึกษาค้นคว้าเท่ากับนักบวช จะทำได้อย่างมากก็แค่เลือกรับฟัง และเลือกเชื่อในสิ่งที่เป็นคำสอนของพระพุทธ โดยไม่มีความคิดเห็นของผู้สอนแปลกปลอมเข้ามา ด้วยเจตนาแสวงหาลาภสักการะ ดังที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในหลายๆ สำนักในขณะนี้

@@@@@@@

แต่ในความเป็นจริง เวลานี้ได้มีชาวพุทธจำนวนไม่น้อย ทั้งที่เป็นบรรพชิตคือ นักบวชและที่เป็นคฤหัสถ์ ไม่รู้ ไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ ไม่รู้ ไม่เข้าใจพระวินัย ประพฤติปฏิบัติตนอย่างผิดๆ เป็นที่เสื่อมศรัทธาของชาวพุทธผู้พบเห็น และไม่เข้าใจธรรมดีพอ จึงทำให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน เมื่อมีปัจจัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์มาเบียดเบียน จะเห็นได้จากกรณีเจ้าคณะจังหวัด 3 รูปที่ถูกปลดจากตำแหน่ง และเกิดการชุมนุมประท้วง และมีแนวโน้มว่าจะเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมด้วย

ถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจริง ก็แปลว่า พระทั้ง 3 รูปที่ถูกปลดจากตำแหน่ง และคฤหัสถ์ซึ่งเป็นผู้เคารพนับถือพระภิกษุทั้ง 3 รูปนี้ ไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าด้วยโลกธรรม 8 ประการ จัดเป็น 4 คู่คือ

1. มีลาภ เสื่อมลาภ
2. มียศ เสื่อมยศ
3. สรรเสริญ นินทา
4. สุข ทุกข์

ทั้ง 4 คู่นี้เป็นสัจธรรมคือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามกฎแห่งอนิจตา ดังนั้น เมื่อตั้งได้ก็ถอดถอนได้ ไม่มีอะไรแน่นอน ทั้งนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถ้าผู้ถูกปลดเข้าใจธรรมะข้อนี้ ก็จะต้องปล่อยวางและยึดติดให้ตนเองเป็นทุกข์






Thank to : https://mgronline.com/daily/detail/9640000105637
เผยแพร่ : 25 ต.ค. 2564 16:28 , ปรับปรุง : 25 ต.ค. 2564 16:28 , โดย : สามารถ มังสัง
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หิริโอตตัปปะหดหาย : เหตุให้สังคมหายนะ เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2022, 06:48:50 am



หิริโอตตัปปะหดหาย : เหตุให้สังคมหายนะ

ในโลกของปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสเฉกเช่นในปัจจุบัน ตื่นเช้าขึ้นมาฟังข่าวทางโทรทัศน์ทุกช่อง โดยเฉพาะช่อง 3 และช่อง 7 หรือกดเลข 33 และ 35 ก็จะพบกับข่าวสังคมอันเป็นอัปมงคล เช่น จี้ปล้น คลั่ง เนื่องจากเสพยาทำร้ายคนในครอบครัวไปจนถึงการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนข่าวสังคมอันเป็นมงคล เช่น เข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ละกิเลสด้วยการทำสมาธิ รวมไปถึงคนทำดีด้วยการช่วยเหลือคนอื่น เช่น ช่วยคนบาดเจ็บ และเก็บเงินได้นำคืนเจ้าของ เป็นต้น มีอยู่ส่วนน้อย และนี่คือสัจธรรมของชีวิตในโลกปุถุชนตามนัยแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ความดีคนดีทำได้ง่าย แต่คนชั่วทำได้ยาก” ในทางกลับกัน ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย แต่คนดีทำได้ยาก และที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ในโลกของปุถุชนคนดีมีศีลมีธรรมมีจำนวนน้อยกว่าคนชั่ว และในจำนวนนี้มีทั้งชั่วโดยสันดาน และชั่วเพราะความจำเป็น

2. ด้วยเหตุตามข้อ 1 ในการเลือกคนเข้ามาปกครองประเทศ จำเป็นต้องเลือกคนดีมีคุณธรรมเข้ามาปกครองประเทศ เพื่อให้ใช้อำนาจโดยความชอบธรรม สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ประเทศ และประชาชนโดยรวม ในขณะเดียวกัน ใช้อำนาจรัฐในทุกรูปแบบป้องกันมิให้คนชั่วก่อความเดือดร้อนแก่ผู้คน และประเทศโดยรวม

ในทางกลับกัน ถ้าเลือกได้คนเลวเข้ามาปกครองประเทศ ผู้ปกครองประเทศก็จะเลือกคนเลวด้วยกันเข้ามาปกป้องอำนาจของตน ซึ่งเป็นตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า คนธาตุเดียวกันย่อมเข้ากันได้คือ คนดีย่อมเข้ากันได้กับคนดี ส่วนคนเลวย่อมเข้ากันได้กับคนเลว

@@@@@@@

ด้วยปัจจัยสองประการนี้ สังคมในปัจจุบันจึงเดือดร้อน ส่วนว่าจะเดือดร้อนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยข้อ 1 คือ ถ้าผู้ปกครองประเทศเป็นคนดี แล้วเลือกคนดีด้วยกันเข้ามาทำงาน ก็จะเดือดร้อนน้อย ในทางกลับกัน ถ้าผู้ปกครองประเทศเป็นคนเลว และเลือกคนเลวด้วยกันเข้ามาทำงาน ก็จะเดือดร้อนมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. คนชั่วไม่มีหิริคือ ความละอายต่อบาป และไม่โอตตัปปะคือ ความเกรงกลัวต่อบาป จึงกล้าทำความชั่วในทุกรูปแบบเพียงเพื่อให้ตนเอง และพวกพ้องได้ประโยชน์

2. ในโลกที่ถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม และบริโภคนิยม เฉกเช่นปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะมุ่งแสวงหาความสุขอันเกิดจากวัตถุ ซึ่งสามารถซื้อหามาด้วยเงิน จึงมุ่งแสวงหาเงิน และในขณะเดียวกัน มองข้ามความสุขทางด้านจิตใจ ซึ่งสามารถหามาได้ด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนเอง รวมไปถึงสิ่งที่ตนหามาได้ด้วยความชอบธรรม

3. โดยปกติปุถุชนส่วนใหญ่จะหลงในวัยคือ คิดว่าตนเองอายุยังน้อย ยังไม่เจ็บไม่ป่วย จึงมุ่งแสวงหาความสุขทางกายซึ่งหาได้โดยอาศัยวัตถุ ด้วยการใช้เงินหรือแม้กระทั่งคนแก่ที่มีอำนาจก็หลงในอำนาจ ด้วยคิดว่าเป็นของยั่งยืนถาวร โดยลืมคิดไปว่าสิ่งที่ได้มาไม่ว่าลาภยศหรือความสุขอันเกิดจากการมีอำนาจเกิดได้เสื่อมได้ และที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า คนเหล่านี้ยังไม่มีความทุกข์ และยังไม่ใกล้ตาย เมื่อไหร่เดินมาถึงจุดนี้ เชื่อว่ามองเห็นสัจธรรมที่ว่านี้




Thank to : https://mgronline.com/daily/detail/9640000108207
เผยแพร่ : 1 พ.ย. 2564 16:11 , ปรับปรุง : 1 พ.ย. 2564 16:11, โดย : สามารถ มังสัง
หน้า: [1] 2 3 ... 517