ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 661
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คำพูดที่มีประโยชน์ "คำเดียว" ฟังแล้วสงบระงับ ย่อมดีกว่าคำพูดที่ไร้สาระ "พันคำ" เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:00:21 am


คำพูดที่มีประโยชน์ "คำเดียว" ฟังแล้วสงบระงับ ย่อมดีกว่าคำพูดที่ไร้สาระ "พันคำ"

                       
๘. สหัสสวรรค หมวดว่าด้วยหนึ่งในร้อยในพัน
๑. ตัมพทาฐิกโจรฆาตกวัตถุ เรื่องเพชฌฆาตโจรเคราแดง


(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
[๑๐๐] คำพูดที่มีประโยชน์คำเดียว(๑-) ที่คนฟังแล้วสงบระงับได้(๒-) ย่อมดีกว่าคำพูดที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คำ


เชิงอรรถ :-
(๑-) มีประโยชน์ ในที่นี้หมายถึง เป็นคำที่แสดงเรื่องนิพพาน หรือเรื่องขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสติปัฏฐาน (ขุ.ธ.อ. ๔/๙๒)
(๒-) สงบระงับ หมายถึง สงบระงับกิเลสมีราคะ เป็นต้น ได้ (ขุ.ธ.อ. ๔/๙๒)




ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
Thank to :-
Photo : pinterest   
website : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=18&p=1   



     "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าถือประมาณแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วว่า ‘น้อยหรือมาก’ เพราะว่า แม้วาจาคำเดียว ที่อาศัยประโยชน์ ประเสริฐโดยแท้"

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘
๘. สหัสสวรรควรรณนา               
๑. เรื่องบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง [๘๑]

             
๑. ข้อความเบื้องต้น     
         
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษผู้ฆ่าโจร มีเคราแดง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สหสฺสมปิ เจ วาจา" เป็นต้น.

๒. เพชฌฆาตเคราแดง     
         
ดังได้สดับมา โจร ๔๙๙ คนทำกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้น สำเร็จความเป็นอยู่แล้ว. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งมีตาเหลือกเหลือง มีเคราแดง ไปยังสำนักของโจรเหล่านั้น กล่าวว่า
    "แม้เราจักเป็นอยู่กับพวกท่าน."
     ทีนั้น พวกโจรแสดงบุรุษนั้นแก่หัวหน้าโจรแล้วกล่าวว่า
    "ชายแม้นี้ ปรารถนาจะอยู่ในสำนักของพวกเรา."

ครั้งนั้น หัวหน้าโจรแลดูบุรุษนั้นแล้วคิดว่า
"บุรุษผู้นี้ กักขฬะนัก สามารถในการที่จะตัดนมของแม่ หรือนำเลือดในลำคอของพ่อออกแล้ว กินได้"
จึงห้ามว่า "กิจคือการอยู่ ในสำนักของพวกเราสำหรับบุรุษนี้ไม่มี."
บุรุษนั้นแม้ถูกหัวหน้าโจรห้ามแล้วอย่างนั้น ก็ไม่ไป บำรุงศิษย์คนหนึ่งของหัวหน้าโจรนั้นนั่นแล ให้พอใจแล้ว.

    โจรนั้นพาบุรุษนั้นเข้าไปหาหัวหน้าโจรแล้ว อ้อนวอนว่า
   "นาย ผู้นี้เป็นคนดี มีอุปการะแก่พวกเรา, ขอท่านจงสงเคราะห์เขาเถิด" ให้หัวหน้าโจรรับไว้แล้ว.

ภายหลังวันหนึ่ง พวกชาวเมืองร่วมกันกับพวกราชบุรุษจับโจรเหล่านั้นได้ จึงนำไปสู่สำนักของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยทั้งหลาย. พวกอำมาตย์สั่งบังคับการตัดศีรษะของโจรเหล่านั้นด้วยขวาน. ลำดับนั้น พวกชาวเมืองปรึกษากันว่า "ใครหนอแล.? จักฆ่าโจรเหล่านี้" แสวงหาอยู่ ไม่เห็นใครๆ ผู้ปรารถนาเพื่อจะฆ่าโจรเหล่านั้น

จึงพูดกะหัวหน้าโจรว่า
"ท่านฆ่าโจรเหล่านี้แล้ว จักได้ทั้งชีวิต ทั้งความนับถือทีเดียว, ท่านจงฆ่าโจรเหล่านั้น."
แม้หัวหน้าโจรนั้นก็ไม่ปรารถนาจะฆ่า เพราะความที่พวกโจรนั้นอาศัยตนอยู่แล้ว. พวกชาวเมืองถามโจร ๔๙๙ คนโดยอุบายนั้น แม้โจรทั้งหมดก็ไม่ปรารถนาแล้ว.

พวกชาวเมืองถามนายตัมพทาฐิกะ (เคราแดง) ผู้มีตาเหลือกเหลืองนั้น ภายหลังโจรทั้งหมด.
นายตัมพทาฐิกะนั้นรับคำว่า "ดีละ" แล้ว ฆ่าโจรทั้งหมดนั้น ได้ทั้งชีวิตทั้งความนับถือแล้ว.


๓. เพชฌฆาตออกจากตำแหน่งเวลาแก่
             
พวกชาวเมืองนำโจร ๕๐๐ คนมาแม้แต่ทิศทักษิณแห่งเมืองแล้ว แสดงแก่พวกอำมาตย์โดยอุบายนั้น, เมื่อพวกอำมาตย์นั้นสั่งบังคับให้ตัดศีรษะโจรเหล่านั้น จึงถามตั้งแต่หัวหน้าโจรเป็นต้นไป ไม่เห็นใครผู้ปรารถนาจะฆ่า
 
จึงถามว่า "ในวันก่อน บุรุษหนึ่งฆ่าโจร ๕๐๐ คนแล้ว, บุรุษนั่นอยู่ที่ไหนหนอแล.?"
เมื่อชนทั้งหลายตอบว่า "พวกข้าพเจ้าเห็นเขาแล้วในที่ชื่อโน้น"
จึงให้เรียกเขาแล้วสั่งบังคับว่า "ท่านจงฆ่าโจรเหล่านี้ ท่านจะได้ความนับถือ."
นายตัมพทาฐิกะนั้นรับว่า "ดีละ" แล้วฆ่าโจรเหล่านั้น ได้ความนับถือแล้ว.

ครั้งนั้น ชาวเมืองเหล่านั้นปรึกษากันว่า "บุรุษคนนี้ดี, พวกเราจักทำเขาให้เป็นคนฆ่าโจรประจำทีเดียว"
ดังนี้แล้ว จึงให้ตำแหน่งนั้นแก่เขา กระทำความนับถือแล้ว.

นายตัมพทาฐิกะนั้นฆ่าโจร (คราวละ) ห้าร้อยๆ ซึ่งเขานำมาแต่ทิศปัศจิมบ้าง ทิศอุดรบ้าง. เขาฆ่าโจร (สิ้น) ๒ พันคน ซึ่งนำมาแต่ทิศทั้ง ๔ ด้วยอุบายอย่างนั้น. จำเดิมแต่นั้น เมื่อฆ่ามนุษย์ที่เขานำมาๆ คือ "คนหนึ่ง สองคน" ทุกวันๆ ได้กระทำโจรฆาตกรรมสิ้น ๕๕ ปี.

ในเวลาเป็นคนแก่ เขาไม่อาจจะตัดศีรษะด้วยการฟันทีเดียวได้ ต้องฟัน ๒-๓ ที ทำให้มนุษย์ทั้งหลายลำบาก. พวกชาวเมืองคิดกันว่า
    "คนฆ่าโจร แม้อื่นจักเกิดขึ้น ผู้นี้ทำมนุษย์ทั้งหลายให้ลำบากเหลือเกิน จะต้องการอะไรด้วยผู้นี้"
     จึงถอนตำแหน่งนั้นของเขาเสีย.

นายตัมพทาฐิกะนั้นกระทำโจรฆาตกรรมอยู่ในกาลก่อน จึงไม่ได้กิจ ๔ อย่างนี้ คือ
"การนุ่งผ้าใหม่ การดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่ การประดับดอกมะลิ การทาด้วยของหอม."

ในวันที่ถูกออกจากตำแหน่ง เขากล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงต้มยาคูเจือน้ำนมแก่เรา" แล้วให้คนถือผ้าใหม่ ระเบียบดอกมะลิและเครื่องทา ไปยังแม่น้ำอาบน้ำแล้ว นุ่งผ้าใหม่ ประดับดอกไม้ มีตัวทาด้วยของหอมมาสู่เรือน นั่งแล้ว. ทีนั้น ชนทั้งหลายวางยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่ข้างหน้าของเขาแล้ว นำน้ำสำหรับล้างมือมา.



๔. นายตัมพทาฐิกะกระทำบุญแก่พระสารีบุตร
             
ในขณะนั้น พระสารีบุตรเถระออกจากสมาบัติ พิจารณาทางเที่ยวภิกษาของตนว่า
    "วันนี้ เราควรไปที่ไหนหนอแล.?"
     เห็นยาคูเจือน้ำนมในเรือนของนายตัมพทาฐิกะนั้น จึงใคร่ครวญว่า
    "บุรุษนั้นจักทำการสงเคราะห์เราหรือหนอแล.?"
     รู้ว่า "เขาเห็นเราแล้ว จักทำการสงเคราะห์แก่เรา, ก็แล กุลบุตรนี้ ครั้นกระทำแล้ว จักได้สมบัติใหญ่"
     จึงห่มจีวร ถือบาตร แสดงตนยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนายตัมพทาฐิกะนั้น นั่นแล.

    นายตัมพทาฐิกะนั้น พอแลเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่า
   "เรากระทำโจรฆาตกรรมมานาน, เราฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก บัดนี้ ในเรือนของเราตกแต่งยาคูเจือน้ำนมไว้, แลพระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา, เราถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้าเสียในเวลานี้ ก็ควร"
    ดังนี้แล้ว จึงนำยาคูที่วางไว้ข้างหน้าออกไปแล้ว เข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้วนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน เกลี่ยยาคูเจือน้ำนมลงในบาตร ราดเนยใสใหม่แล้ว ได้ยืนพัดพระเถระอยู่.

ทีนั้น อัธยาศัยเพื่อดื่มยาคูเจือน้ำนมได้มีกำลัง เพราะเขาไม่เคยได้แล้วสิ้นเวลานาน.
พระเถระรู้อัธยาศัยของนายตัมพทาฐิกะนั้น จึงพูดกะเขาว่า "อุบาสก ท่านจงดื่มยาคูของตนเถิด."
เขาให้พัดในมือแก่ผู้อื่น แล้วดื่มยาคูเอง.
พระเถระพูดกะบุรุษผู้พัดว่า "ท่านจงไป จงพัดอุบาสกเถิด."
เขาอันบุรุษนั้นพัดอยู่ ดื่มยาคูเต็มท้องแล้วมายืนพัดพระเถระ ได้รับบาตรของพระเถระ ผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว.

พระเถระเริ่มอนุโมทนาแก่เขาแล้ว. เขาไม่อาจกระทำจิตของตนให้ไปตามธรรมเทศนาของพระเถระได้.
พระเถระสังเกตได้จึงถามว่า "อุบาสก เหตุไร ท่านจึงไม่อาจทำจิตให้ไปตามธรรมเทศนาได้.?"

ตัมพทาฐิกะ. "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทำกรรมหยาบช้ามาสิ้นกาลนาน. มนุษย์เป็นอันมากถูกข้าพเจ้าฆ่าตาย, ข้าพเจ้ามัวระลึกถึงกรรมของตนนั้นอยู่ จึงไม่อาจทำจิตให้ไปตามเทศนาของพระผู้เป็นเจ้าได้."

พระเถระคิดว่า "เราจักลวงบุรุษนั้น"
จึงพูดว่า "ก็ท่านได้กระทำตามชอบใจตน หรือถูกคนอื่นให้กระทำเล่า.?"
ตัมพทาฐิกะ. "ท่านผู้เจริญ พระราชาให้ข้าพเจ้าทำ."
พระเถระ. "อุบาสก เมื่อเป็นเช่นนั้น อกุศลจะมีแก่ท่านอย่างไรหนอ.?"


๕. นายตัมพทาฐิกะตาย ไปเกิดในดุสิตบุรี   
           
อุบาสกเป็นคนธาตุทึบ ถูกพระเถระกล่าวอย่างนั้น มีความสำคัญว่า "อกุศลไม่มีแก่เรา"
จึงกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอท่านจงกล่าวธรรมเถิด."
อุบาสกนั้น เมื่อพระเถระทำอนุโมทนาอยู่, มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ฟังธรรมอยู่ ยังขันติเป็นไปโดยอนุโลม (แก่อริยสัจ) ภายในแห่งโสดาปัตติมรรค ให้บังเกิดแล้ว. แม้พระเถระกระทำอนุโมทนาแล้วก็หลีกไป.

นางยักษิณีตนหนึ่งมาแล้วด้วยเพศแห่งแม่โคนม ขวิดที่อกอุบาสก ผู้ตามส่งพระเถระหน่อยหนึ่งแล้วกลับอยู่ให้ตายแล้ว. อุบาสกนั้นกระทำกาละแล้วก็บังเกิดในดุสิตบุรี.

๖. กัลยาณมิตรเป็นเหตุให้เกิดในดุสิต  
           
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "บุรุษฆ่าโจร กระทำกรรมหยาบช้าสิ้น ๕๕ ปี พ้นจากกรรมนั้นในวันนี้แล ถวายภิกษาแก่พระเถระก็ในวันนี้เหมือนกัน กระทำกาละก็ในวันนี้นั่นแล, เขาบังเกิดในที่ไหนหนอแล.?"

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ.?"
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยถ้อยคำชื่อนี้"
จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นบังเกิดในดุสิตบุรี."
ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า
"พระเจ้าข้า พระองค์ตรัสอะไร.? บุรุษนั้นฆ่ามนุษย์เท่านี้สิ้นเวลาเท่านี้ แล้วบังเกิดในวิมานดุสิต."

พระศาสดาตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นได้กัลยาณมิตรผู้ใหญ่ เขาฟังธรรมเทศนาของสารีบุตร ยังอนุโลมญาณให้บังเกิดแล้ว เคลื่อนจากโลกนี้แล้ว บังเกิดในวิมานดุสิต"
               
     ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
    "บุรุษผู้ฆ่าโจรในเมือง ฟังคำเป็นสุภาษิตแล้ว ได้อนุโลมขันติ ไปสู่เทวโลกชั้นไตรทิพย์ ย่อมบันเทิงใจ."

     ภิกษุ. "พระเจ้าข้า ธรรมดาอนุโมทนากถามีกำลัง, บุรุษนั้นกระทำอกุศลกรรมไว้มาก, เขายังคุณวิเศษให้บังเกิดด้วยเหตุเท่านั้น อย่างไรได้.?"
     พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าถือประมาณแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วว่า ‘น้อยหรือมาก’ เพราะว่า แม้วาจาคำเดียวที่อาศัยประโยชน์ ประเสริฐโดยแท้"

    เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
       สหสฺสมปิ เจ วาจา    อนตฺถปทสญฺหิตา
       เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย  ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ.
       หากวาจาแม้ตั้งพัน ไม่ประกอบด้วยบทที่เป็นประโยชน์ไซร้,
       บทที่เป็นประโยชน์บทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ประเสริฐกว่า.


@@@@@@@

แก้อรรถ       
       
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสมปิ เป็นคำสำหรับกำหนด. อธิบายว่า
    "แม้หากว่าวาจา เขากำหนดด้วยพันอย่างนี้ คือ ๑ พัน ๒ พันไซร้, ก็วาจาเหล่านั้นไม่ประกอบด้วยบทที่เป็นประโยชน์ คือประกอบด้วยบททั้งหลายที่ไม่เป็นประโยชน์ อันประกาศแต่เรื่องพรรณนาอากาศ พรรณนาภูเขา และพรรณนาป่าเป็นต้น ไม่แสดงนิพพาน มีมากเพียงใด ก็เป็นวาจาชั่วนั่นแหละเพียงนั้น."

สองบทว่า เอกํ อตฺถปทํ ความว่า ส่วนบุคคลฟังบทใด ที่เป็นประโยชน์แม้บทเดียว เห็นปานนี้ว่า
    "นี้กาย, นี้สติไปในกาย, วิชชา ๓ เราตามบรรลุแล้ว, คำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย เรากระทำแล้ว."
     ย่อมสงบระงับ ด้วยการสงบระงับกิเลส มีราคะเป็นต้นได้, บทนั้นสำเร็จประโยชน์ ประกอบด้วยนิพพาน คือแสดงขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสติปัฏฐาน แม้บทเดียว ยังประเสริฐกว่า โดยแท้.

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

               เรื่องบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง จบ.   





Thank to :-
Photo : pinterest   
website : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=18&p=1   
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'ม้าทรง' เจ็บไหม.? | รู้จักที่มาม้าทรง ตามความเชื่อ และหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:25:04 am



'ม้าทรง' เจ็บไหม.? | รู้จักที่มาม้าทรง ตามความเชื่อ และหลักวิทยาศาสตร์

ม้าทรง คือ บุคคลที่ปฏิบัติความเชื่อพหุเทวนิยมของชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทย และชาวไทยเชื้อสายจีน พบเห็นในงานแห่เทศกาลกินเจตามศาลเจ้าจีนในภาคใต้ ม้าทรงคือผู้แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณของเทพ เมื่อมาประทับร่างมนุษย์

ประวัติม้าทรง

ม้าทรง มีชื่อเสียงจากการแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ในงานเทศกาลถือศีลกินผักในจังหวัดภูเก็ต มีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับม้าทรง เช่น เป็นบุคคลที่เทพเจ้าจีนทรงเลือกเพื่อประทับร่าง ไร้ความเจ็บปวด จึงแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างจากบุคคลธรรมดา

ม้าทรงมีทั้งม้าทรงชาย และม้าทรงหญิง การแสดงของม้าทรงเป็นวัฒนธรรมที่สืบสานเรื่องราวของจิตวิญญาณ แสดงออกมาเพื่อขัดเกลาสังคมด้วยความเชื่อ เพื่อให้ผู้ที่เชื่อตระหนักถึงเทพเจ้า รู้จักเกรงกลัวต่อบาป และยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดที่จัดงานแสดงด้วย

อีกความเชื่อหนึ่งของม้าทรง คือ การแสดงของคณะงิ้วที่ทำขึ้นเพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวจีนโบราณ โดยอาศัยม้าทรงเป็นผู้ชำระบาปในพิธีกรรม



บุคคลที่เป็นม้าทรงมีลักษณะอย่างไร

อาการของคนเป็นม้าทรง จะสั่น หัวเราะเสียงดัง ตบโต๊ะ ก่อนจะใช้อาวุธประจำกายแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เช่น ใช้มีดแทงคอ และส่วนต่างๆ ของร่างกาย สาเหตุของการเป็นม้าทรงเชื่อว่าเทพเจ้าจีนเข้าสู่ร่างของผู้ที่ถูกเลือก โดยที่ผู้ถูกเลือกไม่รู้ตัว แบ่งสาเหตุของการถูกเลือกเป็นม้าทรงได้ดังนี้

1. เพื่อต้องการต่อดวงชะตาให้คนที่ชะตาขาด ยังไม่ถึงคาด ให้พ้นจากความตาย
2. คนที่เทพเจ้าคุ้มครอง มีการสืบทอดจากบรรพบุรุษ

ขั้นตอนการแสดงม้าทรง

ผู้ที่เป็นม้าทรงถือว่าเป็นผู้ที่เทพเจ้าทรงเลือก ดังนั้นการแต่งกายของนักแสดงจึงแต่งกายให้ตรงกับเพศของเทพเจ้า มีขั้นตอนการประทับร่าง ดังนี้

    1. ไหว้เทพเจ้า
    2. ชำระร่างกายโดยการนำกระดาษกิม หรือกระดาษเงินกระดาษทองมาวนรอบศีรษะ แขน ขา และรอบลำตัว เพื่อประทับร่างทรง
    3. สวมเครื่องแต่งกาย
    4. ประกอบพิธีกรรม แสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง

ขณะประกอบพิธีกรรมผู้ที่เป็นม้าทรงจะมีกิริยาท่าทางต่างจากเดิม คือ มีเสียงแหบห้าว หัวเราะเสียงดัง หรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป และจะวิ่งไปยังด้านหน้าแท่นบูชา

ความเชื่ออื่นๆ คือ ม้าทรงเป็นผู้ถอดแบบเทพในร่างมนุษย์ และเป็นผู้รับเคราะห์กรรมแทนมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนามหายาน



ข้อห้ามม้าทรง

ผู้ที่เป็นม้าทรง ต้องรักษาความสะอาดร่างกาย และรักษาศีล 5

ม้าทรงเจ็บไหม

การแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรงเป็นที่สงสัยของผู้พบเห็นว่า เป็นการเล่นกล หรือใช้อาวุธกับตัวจริง จากในอดีตพบว่าการแสดงที่ผาดโผนก็ทำให้ม้าทรงเสียชีวิตมาหลายคน และการใช้อาวุธแทงทะลุส่วนต่างๆ ของร่างกายขณะแสดง หรือที่เรียกว่า เทพเจ้าประทับร่าง ม้าทรงอาจไม่เจ็บ

ม้าทรงกับหลักวิทยาศาสตร์

ม้าทรงเป็นความเชื่อทางจิตใจ แต่ขณะทรงประทับร่าง ร่างกายไม่รับรู้ความเจ็บปวด อาจมาจากการหลั่งสารเคมีพิเศษ หรือฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) ที่ช่วยให้ร่างกายทนต่อสภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

อะดรีนาลีน (Adrenaline) เป็นสารเคมีที่หลั่งจากสมอง สั่งการส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหลอดเลือด เนื้อเยื่อ และกระดูก เมื่อร่างกายเจอกับความเครียด ความโกรธ ความตื่นเต้น หรือตกใจอย่างรุนแรง ฮอร์โมนนี้จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมบางคนถึงอันตราย หรือยกของหนักได้หลายกิโลกรัม






อ้างอิง : ศึกษาแนวโน้มของม้าทรงเทพเจ้าจีนระหวางปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2560., วัชรภรณ์ จีระเสถียร และ พรรณวดี ขําจริง file:///Users/user/Downloads/6647-Article%20Text-38018-1-10-20190326.pdf [สืบค้นเมื่อ 4 ต.ต. 2565]

Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2517647
4 ต.ค. 2565 17:28 น.
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก ‘วัดพระศรีมหาอุมาเทวี’ (วัดแขก) แห่งสีลม หนึ่งความศรัทธาของคนไทย เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:30:47 am


รู้จัก ‘วัดพระศรีมหาอุมาเทวี’ (วัดแขก) แห่งสีลม หนึ่งความศรัทธาของคนไทย



"ทำความรู้จัก ‘วัดพระศรีมหาอุมาเทวี’ (วัดแขก) แห่งสีลม อีกหนึ่งความศรัทธาของคนไทย ในศาสนาฮินดู"

จากกรณีเมื่อวานที่ผ่านมาที่วัดพระศรีมหาอุมาเทวี(วัดแขก สีลม) ได้มีการจัดเทศกาลนวราตรีเป็นเทศกาลประจำปีของชาวฮินดูที่ 1 ปีจะมีเพียงครั้งเดียว สำหรับในปี 2565 เทศกาลนี้จะมีช่วงวันที่ 26 กันยายน - 5 ตุลาคม 2565 ซึ่งคำว่า นวราตรี หมายถึง 9 คืน ในภาษาสันสกฤต

ซึ่งในช่วง 9 คืนนี้จะมีการบูชาพระแม่ทุรคาและพระแม่ปารวตีในปางต่างๆ 9 ปางด้วยกัน ในวันสุดท้ายของเทศกาลจะเรียกว่าเป็นวันวิชยาทศมี หรือวันดูเซร่า ซึ่งเป็นวันที่สำคัญสุดของเทศกาลนี้ และจะมีการเฉลิมฉลองทั่วทั้งประเทศอินเดีย(เมื่อวันที่ 5 ต.ค.65)


ภาพจาก TNN ONLINE


โดยบรรยากาศเทศกาลงานนวราตรี ประจำปี 2565  มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมพิธีแห่ขบวนออกจากวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) อย่างคึกคัก มีการจัดตั้งโต๊ะบูชาตลอดถนนสีลมยาวไปจนถึงถนนสาทรเพื่อรอรับขบวน และตลอดเส้นทางถนนสีลมมีบรรดาศิษยานุศิษย์ เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น พร้อมใจกันประดับตกแต่งโต๊ะบูชาอย่างสวยงาม ตลอดเส้นทางที่มีขบวนแห่องค์พระแม่และเทพเทวรูปต่างๆ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู

ภาพจาก TNN ONLINE

ทำความรู้จัก‘วัดพระศรีมหาอุมาเทวี’ (วัดแขก)

วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขกสีลม เป็นวัดในศาสนาฮินดู   สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2522 โดยชาวอินเดียจากรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย แต่เดิมบริเวณที่ตั้งของวัดแขกเป็นสวนผักของนางปั้น อุปการโกษากร

ต่อมานายไวตรีประเดียอะจิ นายนารายเจติ และนายโกบาระตี ชาวอินเดียที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านถนนสีลม ได้นำที่ดินของพวกตนไปแลกกับที่ดินสวนผักนี้ แล้วสร้างวัดขึ้นโดยได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการประกอบกิจกรรมของชาวฮินดูจากอินเดียตอนใต้ และได้มีการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ “วัดพระศรีมหามรีอัมมัน” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2454

ก่อนที่จะมาเป็นวัดแขกที่งดงามในปัจจุบัน เมื่อแรกเริ่มสร้าง วัดเป็นเพียงศาลาขนาดเล็กมีชื่อว่า ศาลาศรีมรีอัมมัน ต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์และนำ เทวรูปพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีจากประเทศอินเดียมาประดิษฐาน

สถาปัตยกรรมของวัดเแขกป็นแบบอินเดียใต้อันสืบเนื่องจากสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์โจฬะและราชวงศ์ปัลลวะ โดยมีจุดเด่นทางสถาปัตยกรรมของวัด ได้แก่ โคปุระ หรือ ซุ้มประตูที่ตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปเทพเจ้าต่าง ๆ ประดับรูปปั้นเทพเจ้าองค์สำคัญของศาสนาฮินดูบนซุ้มและมุมเครื่องยอด ทาสีสันสวยงาม เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาแล้ว จะพบกับโบสถ์ประธาน ภายในโบสถ์ประธานประดิษฐานเทวรูปสำคัญ 3 องค์ที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ได้แก่ พระศรีมหาอุมาเทวี พระขันธกุมาร และพระพิฆเนศวร


ภาพจาก TNN ONLINE


ทั้งนี้แต่เดิม วัดแขก หรือ วัดพระศรีมหาอุมาเทวีนี้เป็นสถานที่จำเพาะของผู้นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเปิดต้อนรับผู้สัญจรทุกคนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา แต่มีข้อกำจัดบางประการตามหลักศาสนาฮินดู เช่น ห้ามนำเนื้อสัตว์ทุกชนิดเข้าวัด และห้ามสตรีในระหว่างมีรอบเดือนเข้าภายในบริเวณโบสถ์ เป็นต้น

วัดแห่งนี้ยังคงมีพราหมณ์ผู้รู้พระเวททำพิธีประจำ โดยในตอนบ่ายจะมีการปิดโบสถ์เพื่ออ่านบทสรรเสริญพระเป็นเจ้า นอกจากนี้ยังมีการจัดพิธีกรรมบูชาในศาสนาฮินดูตลอดทั้งปี โดยเทศกาลสำคัญประจำปีที่มีการจัดขบวนแห่ประเพณีอย่างยิ่งใหญ่และมีผู้ศรัทธาทั้งชาวอินเดียและชาวไทยจำนวนมากเข้าร่วมงาน คือ เทศกาลดูเซร่า หรือ เทศกาลนวราตรี


ภาพจาก TNN ONLINE

เทศกาลนี้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันขึ้น 1 – 9 ค่ำเดือน 11  (ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม) เพื่อบูชาพระศรีมหาอุมาเทวี

เนื่องจากถือว่าช่วงเวลาดังกล่าวพระแม่อุมาและขบวนเทพจะเสด็จมาสู่พื้นพิภพเพื่อประทานพรแก่ชาวโลก ผู้ศรัทธาทั้งชาวอินเดียและชาวไทยจะร่วมพิธีสวดภาวนาที่วัด ถือศีลและรับประทานเฉพาะพืชผักตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ในค่ำคืนของวันที่ 10 หรือ ‘วันวิชัยทัศมี’ จะมีการปิดถนนสีลม ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนสาทร และถนนสุรศักดิ์เพื่อเปิดทางสำหรับขบวนแห่ราชรถเทวรูปต่าง ๆ

โดยขบวนนำ จะเป็นพราหมณ์ประทับทรงพระแม่อุมา ทูนหม้อกลัศบรรจุทราย น้ำ เหรียญ และเครื่องบูชา ตามด้วยขบวนร่างทรงเจ้าแม่กาลี ร่างทรงขันทกุมาร เครื่องบูชาประกอบด้วยมะพร้าว นม กล้วยน้ำว้า ดอกดาวเรือง และธูป อาจมีผลไม้อื่นและขนมด้วย ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นก็จะนำรูปหล่อของพระแม่พร้อมของที่ใช้ในพิธีไปจุ่มน้ำ ซึ่งเดิมจุ่มที่คลองสีลมแต่ปัจจุบันทำพิธีที่แม่น้ำเจ้าพระยา


ภาพจาก TNN ONLINE

นวราตรี 9 ปาง มีอะไรบ้าง

1. ปางไศลบุตรี (shailputri) ปางพระปารวตี ผู้เป็นธิดาของพระหิมวัต ผู้เป็นใหญ่ปกครองภูเขาหิมาลัย

2. ปางพรหมจาริณี (bramcharini) ปางที่พระอุมาออกบำเพ็ญตบะเพื่อบูชาพระศิวะ กระทั่งเป็นที่พอพระทัย จึงวิวาห์ด้วย

3. ปางจันทราฆัณฐ์ (chandraghanta) ปางของพระทุรคาที่ทรงปราบอสูร ฆัณฑาและนำสันติสุขกลับคืนมาสู่โลก

4. ปางกูษมัณฑา (kushmanda) ปางที่มีรัศมีเปล่งปลั่งในสถานะผู้สร้างสรรค์จักรวาล

5. ปางสกันธ์มาตา (skandmata) ปางอุ้มพระสกันธ (ขันธกุมาร) ไว้บนตัก แสดงถึงความรักของมารดาที่มีต่อบุตร

6. ปางกาตยะยานี (kaatyayani) ปาง 4 กร แห่งการทำลายมารร้ายในจิตใจ ประทานสุขภาพที่แข็งแรงแก่สาวก

7. ปางกาลราตรี (kaalratri) ปางที่มีผิวดำ หมายถึงการทำลายซึ่งอวิชชา ความโง่เขลาผู้อยู่เหนือการเวลา

8. ปางมหาเคารี (mahagauri) ปางประทานพรให้สาวกประสบแต่ความสุขสวัสดิ์มงคล

9. ปางสิทธิธาตรี (siddhidatri) ปางประทานโอกาสให้เหล่าเทพ ฤาษี สิทธา เทวดา คนธรรพ์ อสูร ยักษ์ สาวกที่เข้าเฝ้า


ภาพจาก TNN ONLINE

ปฏิทินจัดงานนวราตรี 2565 วัดแขก สีลม

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565
พิธีบูชาองค์พระพิฆเนศวร (บรมครู) ประจำปี 2565 พิธีบูชาเข้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาเทพประจำแผ่นดิน, พิธีบูชาเทพแห่งดาวนพเคราะห์ทั้งเก้า, พิธีบูชาเพื่อขออนุญาตต่อองค์มทาเทวีและมหาเทพทั้งหลายที่ประดิษฐานในวัดฯ เพื่อเริ่มงานนวราตรีประจำปี พิธีบูชาเย็น เริ่มเวลา 16.00 น. เสร็จพิธีอัญเชิญพิฆเนศวร องค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวีออกแห่ ในเส้นทางถนนปั้น

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565
เริ่มงานพิธีนวราตรี ประจำปี 2565 (Navarathri 2022) พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาเย็นเริ่มเวลา 16.00 น. อัญเชิญธงสิงห์ขึ้นเสา เวลาประมาณ 18.30 น. (บูชาองค์พระแม่ครีมหาทุรคาเทวี)

วันอังคารที่ 27 กันยายน 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันพุธที่ 28 กันยายน 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี (เทพเจ้าแห่งโชคลาภความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์และเงินทอง) พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี (เทพเจ้าแห่งโชคลาภความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์และเงินทอง) พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี (เทพเจ้าแห่งโชคลาภความอุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพย์และเงินทอง) พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2565
พิธีอภิเษกสมรสขององค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี และองค์พระศิวะมหาเทพ พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ฯ บูชาองค์พระศิวะฯ พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2565
พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาสรัสวดีเทวี พิธีบูชาเช้าเริ่มเวลา 09.00 น. พิธีบูชาโฮมัมเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีบูชาใหญ่เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นตันไป

วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2565
งานแห่ประเพณีประจำปีวัดพระศรีมหาอมาเทวี วันวิชัยทัสมิ (VIYAJA DASMI) ขบวนแห่ออกจากเทวสถานวัดพระศรีมหาอุมาเทวี เวลา 19.30 น.

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565
พิธีอัญเชิญธงสิงห์ลง และอาบน้ำคณะพราหมณ์ และคณะคนทรง (Yellow Water Festival) พิธีบูชาเย็นเริ่มเวลา 17.00 น. หลังจากเสร็จพิธี คณะพราหมณ์ผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ ที่ทำพิธีมาแล้วให้สานุศิษย์ทุกท่านฟรี

@@@@@@@

สถานที่ตั้งของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) :  ตั้งอยู่เลขที่ 2 มุมถนนสีลมกับถนนปั้น แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูลจาก  :  กลุ่มเผยแพร่ฯกรมศิลปากร
ภาพจาก  : TNN ONLINE
website : https://www.tnnthailand.com/news/social/127126/
6 ตุลาคม 2565, 12:54 น.
4  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: หลัก และ วิธีการอ่านการเขียน "ภาษาบาลี" เมื่อ: ตุลาคม 06, 2022, 10:24:20 am



วิธีอ่านภาษาบาลี

คำในภาษาบาลี เมื่อนำมาเขียนถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้ว จะมีลักษณะที่ควรสังเกตประกอบการอ่าน ดังนี้

๑. ตัวอักษรทุกตัวที่ไม่มีเครื่องหมายใดอยู่บนหรือล่าง และไม่มีสระใดๆ กำกับไว้ ให้อ่านอักษรนั้นมีเสียง "อะ" ทุกตัว เช่น
     อรหโต อ่านว่า อะ-ระ-หะ-โต
     ภควา อ่านว่า ภะ-คะ-วา
     นมามิ อ่านว่า นะ-มา-มิ
     โลกวิทู อ่านว่า โล-กะ-วิ-ทู


๒. เมื่อตัวอักษรใดมีเครื่องหมาย  ฺ (พินทุ) อยู่ข้างใต้แสดงว่าอักษรนั้นเป็นตัวสะกดของอักษรที่อยู่ข้างหน้า ผสมกันแล้วให้อ่านเหมือนเสียง อะ+(ตัวสะกด) นั้น เช่น
     สมฺมา (สะ+ม = สัม) อ่านว่า สัม-มา
     สงฺโฆ (สะ+ง = สัง) อ่านว่า สัง-โฆ

ยกเว้นในกรณีที่พยัญชนะตัวหน้ามีเครื่องหมายสระกำกับอยู่แล้ว ก็ให้อ่านรวมกันตามตัวสะกดนั้น เช่น
     พุทฺโธ       อ่านว่า พุท-โธ
     พุทฺธสฺส    อ่านว่า พุท-ธัส-สะ
     สนฺทิฏฺฐิโย อ่านว่า สัน-ทิฏ-ฐิ-โย
     ปาหุเนยฺโย อ่านว่า ปา-หุ-เนย-โย

@@@@@@@

๓. เมื่ออักษรใดมีเครื่องหมาย  ํ (นฤคหิต) อยู่ข้างบนตัวอักษร ให้อ่านให้เหมือนอักษรนั้นมีไม้หันอากาศและสะกดด้วยตัว "ง" เช่น
     อรหํ     อ่านว่า อะ-ระ-หัง
     สงฺฆํ     อ่านว่า สัง-ฆัง
     ธมฺมํ     อ่านว่า ธัม-มัง
     สรณํ    อ่านว่า สะ-ระ-นัง
     อญฺญํ   อ่านว่า อัญ-ญัง

แต่ถ้าตัวอักษรนั้นมีทั้งเครื่องหมาย  ํ (นฤคหิต) อยู่ข้างบนและมีสระอื่นกำกับอยู่ด้วย ก็ให้อ่านออกเสียงตามสระที่กำกับ + ง (ตัวสะกด) เช่น พาหุํ อ่านว่า พา-หุง


๔. เมื่ออักษรใดเป็นตัวนำแต่มีเครื่องหมาย ฺ (พินทุ) อยู่ข้างใต้ด้วย ขอให้อ่านออกเสียง "อะ" ของอักษรนั้นเพียงครึ่งเสียงควบไปกับอักษรตัวตาม เช่น สฺวากฺขาโต อ่านว่า สะหวาก-ขา-โต





 
ขอขอบคุณ :-
ภาพ : pinterest
ข้อมูล : http://www.dhammathai.org/proverb/pali.php
5  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: หลัก และ วิธีการอ่านการเขียน "ภาษาบาลี" เมื่อ: ตุลาคม 06, 2022, 10:13:40 am
 


ภาษาบาลีวันนี้ : วิธีอ่านคำบาลี
โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย
 
1. พยัญชนะที่ไม่มีสระกำกับ อ่านเหมือนมีสระ อะ
     ภคว อ่านว่า ภะ-คะ-วะ (ภควโต)
     อรห อ่านว่า อะ-ระ-หะ (อรหโต)
     ปน อ่านว่า ปะ-นะ
     จ อ่านว่า จะ
 
2. พยัญชนะที่มีสระกำกับ อ่านตามสระนั้นๆ เหมือนคำไทย
      อิติปิ โส อ่านว่า อิ-ติ-ปิ-โส
 
3. จุดบน เรียกว่า นิคหิต หรือ นฤคหิต พยัญชนะที่มีจุดบน อ่านเหมือน + อัง
      สํ (=ส + อัง) อ่านว่า  สัง
      นํ (=น + อัง) อ่านว่า  นัง
      มํ (=ม + อัง) อ่านว่า  มัง
 
@@@@@@@

4. จุดล่าง เรียกว่า พินทุ ทำหน้าที่เป็นตัวสะกด

    4.1 หน้าตัวสะกดมีสระกำกับ อ่านตามสระนั้นๆ + ตัวสะกด
         วิชฺชา(มีสระ อิ ที่ ว) = วิด-ชา
         ถ้าเป็น วิชชา (ไม่มีจุดล่าง) ต้องอ่าน วิ-ชะ-ชา
         พุทฺธํ(มีสระ อุ ที่ พ) = พุด-ทัง
         ถ้าเป็น พุทธํ (ไม่มีจุดล่าง) ต้องอ่าน พุ-ทะ-ธัง
         เมตฺตา(มีสระ เอ ที่ ม) = เมด-ตา
         ถ้าเป็น เมตตา (ไม่มีจุดล่าง) ต้องอ่าน เม-ตะ-ตา
 
     4.2 หน้าตัวสะกดไม่มีสระกำกับ อ่านเหมือนมีไม้หันอากาศ
          สตฺถา=สัด-ถา (ตฺ เป็นตัวสะกด หน้า ตฺ คือ ส ไม่มีสระกำกับ)
          ธมฺโม=ธัม-โม (มฺ เป็นตัวสะกด หน้า มฺ คือ ธ ไม่มีสระกำกับ)
          สงฺโฆ=สัง-โฆ (งฺ เป็นตัวสะกด หน้า งฺ คือ ส ไม่มีสระกำกับ)
 
5. มีสระ และมีจุดบนด้วย

    5.1 มีสระ อุ และมีจุดบน อ่านเป็นเสียง อุง
         พาหุํ อ่านว่า พา-หุง
         กาตุํ อ่านว่า กา-ตุง
 
    5.2 มีสระ อิ และมีจุดบน (เขียนคล้ายสระ อึ) อ่านเป็นเสียง อิง
         อหึสก อ่านว่า อะ-หิง-สะ-กะ
 
โปรดจำ : อหึ ไม่ใช่ อะ-หึ (เสียงหัวเราะ หึ หึ) แต่เป็น อะ- หิง

 
@@@@@@@

6. พฺรหฺม ออกเสียง พ และ ห แผ่วนิดหนึ่ง ให้ พ ไปรวมกับ ร และ ห ไปรวมกับ ม (ลองออกเสียงช้าๆ เป็น พะ-ระ-หะ-มะ แล้วรวบให้เร็วขึ้นเป็น พระ-ห-มะ หรือจะออกเสียงเป็น พรำ-มะ ตรงๆ ก็ได้ แต่พึงเข้าใจว่าเสียงจริงๆ คือ พะ ระ หะ มะ หรือ พระ-ห-มะ)
 
7. ทฺว (ในคำว่า ทฺวาร, เทฺว เป็นต้น) ออกเสียง ท แผ่วนิดหนึ่ง ให้ ท รวมกับ ว ไม่ใช่ ทะ ว แต่เป็นเสียงคล้ายคำว่า ทัว
    ทฺวาร= ทัว-อา-ระ(เสียงไทยอ่านว่า ทะ-วา-ระ, ทะ-วาน)
    เทฺว= ทัว-เอ(เสียงไทยอ่านว่า ทะ-เว)
 
8. ตฺวา ไม่ใช่ ตะ วา แต่คล้ายคำว่า ตัวอา ออกเสียงเร็วๆ เช่น
    กตฺวา  =  กัด-ตัวอา (ไม่ใช่ กัด ตะ วา หรือ กัด-วา)
    สุตฺวา  =   สุด-ตัวอา (ไม่ใช่ สุด ตะ วา หรือ สุด-วา)

   



ขอขอบคุณ :-
ภาพ : pinterest
ผู้เขียน : นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย
เขียนเมื่อ : 7 พฤษภาคม 2556
website : https://www.mahapali.com/main.php?url=news_view_d&id=51&cat=E


นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย เปรียญ 9 ประโยค ข้าราชการบำนาญชาวราชบุรี ผู้มีความเป็นเลิศทางภาษา กาพย์เห่เรือของสยามประเทศคือตำนานอมตะของท่าน พลังศรัทธาเผยแผ่ความรู้ภาษาบาลีภาษาไทยของท่านนั้นเข้มข้นและควรแก่การคำนับ "ภาษาบาลีวันนี้" ท่านเป็นผู้เขียนและพิมพ์ขึ้นเว็บด้วยตนเองทั้งหมด
6  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หลัก และ วิธีการอ่านการเขียน "ภาษาบาลี" เมื่อ: ตุลาคม 06, 2022, 09:51:38 am



หลัก และ วิธีการอ่านการเขียน "ภาษาบาลี"

ความหมายของบาลี หรือ คำศัพท์ดั้งเดิมว่า ปาลิ

    ๑. แปลว่า “ภาษาอันรักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์”, ภาษาที่ใช้ทรงจำและจารึกรักษาพุทธพจน์แต่เดิมมา อันเป็นหลักในพรพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ถือกันว่าได้แก่ภาษามคธ

    ๒. คัมภีร์พระพุทธศาสนาต้นเดิมที่เป็นพระพุทธวจนะ อันพระสังคีติกาจารย์รวบรวมไว้ คือคัมภีร์พระไตรปิฎกที่พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ประชุมกันรวบรวมจัดสรรให้เป็นหมวดหมู่ในคราวปฐมสังคายนา, พระพุทธพจน์, ข้อความที่มาในพระไตรปิฎก

ความหมายของ "บาลี" หรือ "ปาลิ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ ภาษาที่ใช้เป็นหลักในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท , พระพุทธพจน์ ( ป. , ส. , ปาลิ ) และตามปทานุกรม บาลี-อังกฤษ ของสมาคมบาลีปกรณ์ในประเทศอังกฤษแสดงไว้ ๒ รูป คือ ปาลิ, ปาฬิ ให้ความหมาย ๒ นัย คือ     
     
    ๑. แถว ,แนว เช่น ทนฺตปาลิ แปลว่า แถวแห่งฟัน
    ๒. ปริยัติธรรม ,ตำราธรรมของพระพุทธศาสนาที่เป็นหลักดั้งเดิมและใช้เป็นภาษาที่อธิบายขยายความพระพุทธพจน์ เช่น อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และโยชนา ตามลำดับ

@@@@@@@

ประวัติภาษาบาลี

นักปราชญ์ทางภาษาและนักการศาสนาให้ความเห็นว่า คือ ภาษาท้องถิ่นของชาวมคธ และเป็นภาษาที่รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ในปัจจุบันเรียกว่าพระไตรปิฎก

จำนวนตัวอักษรภาษาบาลี

ในภาษาบาลี มีตัวอักษรทั้งสิ้น ๔๑ ตัว เท่านั้น โดยแบ่งเป็น สระ ๘ ตัว ได้แก่ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

สระในภาษาบาลี มี ๘ ตัว นี้ เมื่อนำไปใช้ก็เขียนแล้ว เฉพาะสระ อะ จะไม่ปรากฏรูปร่าง (สระ อะ จะไม่มีรูปลักษณะเป็น ะ) ส่วนอีก ๗ ตัว รูปสระจะยังคงตัว และสระทุกตัว นิยมอ่านออกเสียงเหมือนในภาษาไทย

ส่วนพยัญชนะในภาษาบาลี มีทั้งสิ้น ๓๓ ตัว ได้แก่
        ก ข ค ฆ ง เรียกว่า ก วรรค
        จ ฉ ช ฌ ญ เรียกว่า จ วรรค
        ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เรียกว่า ฏ วรรค
        ต ถ ท ธ น เรียกว่า ต วรรค
        ป ผ พ ภ ม เรียกว่า ป วรรค
พยัญชนะเศษวรรค เรียก อวรรค มี 8 ตัว คือ ย ร ล ว ส ห ฬ (เพราะ มีเสียงเกิดจากฐานต่างกันไป )

หมายเหตุ : พยัญชนะทุกตัวสระ "อะ" อยู่ในตัว เวลาอ่านต้อง อ่านว่า กะ ขะ คะ ฆะ งะ เป็นต้น เหมือนกันทุกวรรค

@@@@@@@

วิธีอ่านและเขียนภาษาบาลี

วิธีการอ่าน เขียน และสะกด ในภาษาบาลี มีหลักการกว้างๆ ดังต่อไปนี้
   
๑. พยัญชนะที่เขียนไว้โดด ๆ โดยไม่มีสระ ให้อ้านออกเสียง "สระ อะ" เสมอ เช่น
            ตป อ่านว่า ตะ-ปะ
            สติ อ่านว่า สะ-ติ
            นโม อ่านว่า นะ-โม
            ภควา อ่านว่า ภะ-คะ-วา
            อาจริย อ่านว่า อา-จะ-ริ-ยะ
            อรหโต อ่านว่า อะ-ระ-หะ-โต

๒. การสะกดในภาษาบาลี ท่านใช้ "พินทุ ( ฺ)" เขียนไว้ใต้ตัวพยัญชนะ มีหลักในการเขียนและอ่านดังนี้

    ๒.๑ พยัญชนะที่ใช้พินทุ หรือจุด ( ฺ)ไว้ใต้ จะใช้เป็นตัวสะกด เสมอ เช่น
            ภิกฺขุ อ่านว่า ภิก-ขุ
            อนิจฺจตา อ่านว่า อะ-นิด-จะ-ตา
            อภิญฺญา อ่านว่า อะ-ภิน-ยา
            เวสฺโส อ่านว่า เวด-โส

     ๒.๒ ถ้าพยัญชนะตัวหน้า ไม่มีสระอยู่ด้วย ท่านใช้พินทุหรือจุด ( ฺ) ที่อยู่ใต้พยัญชนะตัวหลัง เป็นไม้หันอากาศ เสมอ เช่น
            ขนฺติ อ่านว่า ขัน-ติ
            ตสฺส อ่านว่า ตัด-สะ
            ปจฺจตฺตํ อ่านว่า ปัด-จัด-ตัง
            สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อ่านว่า สำ-มา-สำ-พุด-ธัด-สะ

     ๒.๓ บางครั้งใช้พินทุ หรือจุดไว้ใต้พยัญชนะเพื่อให้เป็นตัวควบกล้ำ ในกรณีนี้ นิยมอ่านออกเสียกึ่งมาตรา เช่น
            ตสฺมา อ่านว่า ตัด-สมา (เสียง สะ หน้า มา อ่านออกกึ่งมาตรา หรือ อ่านอย่างเร็ว)
            พฺรูถะ อ่านว่า พรู-ถะ (เสียง พะ หน้า รู อ่านออกเสียงกึ่งมาตรา คล้ายตัวควบกล้ำ)
            ยาตฺรา อ่านว่า ยาด-ตรา (เสียง ตะ หน้า รา ออกเสียงกึ่งมาตรา)
            ภวตฺวนฺตราโย อ่านว่า ภะ-วัด-ตวัน-ตะ-รา-โย (เสียง ตะ หน้า รา ออกเสียงกึ่งมาตรา)
            กตฺวา อ่านว่า กัต - ตวา ( เสียง ตะ หน้า วา ออก กึ่งมาตรา )
            พฺยาธิ อ่านว่า พยา - ธิ ( เสียง พะ หน้า ยา ออกกึ่งมาตรา )
            พฺราหฺมณ อ่านว่า พราม - มะ - ณะ ( เสียง พะ หน้า รา ออกเสียงกึ่งมาตรา )

๓. ภาษาบาลีใช้ "นิคคหิต" ซึ่งมีลักษณะเป็นตัววงกลมเล็ก ๆ อยู่บนตัวอักษร) เมื่อประกอบเข้ากับตัวอักษรแล้ว นิยมอ่านออกเสียงดังนี้

     ๓.๑ ถ้าอักษรตัวที่มีนิคคหิตอยู่ด้วยนั้น มีสระผสมอยู่ นิยมอ่านออกเสียงตัวนิคคหิตเป็นตัว ง สะกด (แม่กง) เช่น
            สุคตึ อ่านว่า สุ-คะ-ติง
            วิสุํ อ่านว่า วิ-สุง
            เสตุํ อ่านว่า เส-ตุง
            กาตุํ อ่านว่า กา-ตุง

     ๓.๒ ถ้าอักษรตัวที่มีนิคคหิตอยู่ด้วยนั้น ไม่มีสระผสมอยู่ นิยมอ่านออกเสียงตัวนิคคหิตเป็นสระ อัง เสมอ เช่น
            มยํ อ่านว่า มะ-ยัง
            อรหํ อ่านว่า อะ-ระ-หัง
            พุทฺธํ อ่านว่า พุด-ทัง
            ธมฺมํ อ่านว่า ทำ-มัง
            สงฺฆํ อ่านว่า สัง-คัง





ขอขอบคุณ :-
ภาพ : pinterest
ข้อมูล : http://www.watthasai.net/bali.html
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "วัดเขาสูงแจ่มฟ้า" อันซีนพุทธศิลป์ แห่ง เมืองกาญจนบุรี เมื่อ: ตุลาคม 06, 2022, 06:41:16 am



"วัดเขาสูงแจ่มฟ้า" อันซีนพุทธศิลป์ แห่ง เมืองกาญจนบุรี

วันนี้ Sanook Travel จะพาทุกคนไปเที่ยวชมความสวยงามกันที่วัดเขาสูงแจ่มฟ้า วัดสวยแห่งจังหวัดกาญจนบุรีที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักกันมาก่อน

ที่นี่ตั้งอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่มีความสวยงามทางด้านพุทธศิลป์ ที่ผสมผสานกับศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น คุณจะได้พบเห็นเสาโทริอิแดง และพญานาครวมอยู่ในวัดเดียวกันที่นี่




ในส่วนขององค์พญานาคนั้นยิ่งใหญ่ตระการตาสมกับชื่อวัดเขาสูงแจ่มฟ้ามากๆ บรรยากาศเหมือนพญานาคลอยอยู่เหนือท้องฟ้าเลย



นอกจากนี้ในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นักท่องเที่ยวได้มาเคารพสักการะกันมากมาย เป็นอีกหนึ่งวัดสวยน่าเที่ยวของจังหวัดกาญจนบรุีที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาเที่ยวกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

ที่ตั้ง : ตำบล เขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา จังหวัด กาญจนบุรี

พิกัด : https://goo.gl/maps/hE9rkr3a85Vo9Yu39

เวลาเปิด - ปิด : 8:00-18:00 น.






Thank to : http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=13291.0
05 ต.ค. 65 (13:28 น.) , By Peeranut P.
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: สอบถามเรื่องพระเครื่องบูชาครับ เมื่อ: ตุลาคม 05, 2022, 09:02:11 am

 ans1

ทางสระบุรี คงหาได้ยาก ควรติดต่อทางกรุงเทพฯ
ติดต่อหลวงพ่อจิ๋ว (พระครูสิทธิสังวร วีระ ฐานวีโร) คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม โทร. 084-651-7023

 st12
9  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จากโกรธ และ ความเกลียดชัง สู่การแบ่งปัน อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อ: ตุลาคม 05, 2022, 07:35:20 am


ความอดทนจะนำมาซึ่ง "พลังแห่งสันติสุข" จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกันได้ | จากโกรธ และ ความเกลียดชัง สู่ "การแบ่งปัน" อย่างไร้ขีดจำกัด

ในขณะที่มนุษย์ร่วมโลกกำลังเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง และความรุนแรง อันเนื่องจากการขาดขันติธรรมทางศาสนา (Religious Tolerance) ซึ่งสะท้อนผ่านพฤติกรรมของคนบางคนหรือบางกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นศาสนิกของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ขาดการเคารพ และขาดการให้เกียรติต่อหลักการ สัญลักษณ์ และความเชื่อทางศาสนาอื่นๆ ในวิถีทางที่ไม่เหมาะสม โดยการแสดงออกทางกาย และวาจาในเชิงลบมิติต่างๆ เช่น การวาดการ์ตูน การจัดทำภาพยนตร์ หรือคลิปวีดิโอ หรือการลบหลู่คัมภีร์

การดำเนินการดังกล่าว แม้จะตั้งใจ หรือกระทำการด้วยความคึกคะนอง โดยขาดความยั้งคิด แต่เมื่อกระทบอารมณ์ และความรู้สึกของของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดความขัดแข้ง วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นได้เดินทางไปสู่สภาวะที่กำลังตีบตัน อีกทั้งอับจนหนทางในการแสวงหาทางออกอย่างสันติระหว่างเพื่อนร่วมโลกโศกนาฏกรรมสุดท้ายที่มักจะเกิดขึ้นคือ ความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ท่ามกลางเสียงร้องไห้ และหยาดน้ำตาของเพื่อนร่วมโลก

คำถามที่สำคัญก็คือ แม้ว่ามนุษยชาติจะแตกต่างกันทั้งศาสนาและความเชื่อ แต่ในฐานะที่เป็นมนุษย์ร่วมโลกที่รักความสุข เกลียดกลัวความทุกข์เช่นเดียวกัน พลังทางศาสนาในมิติต่างๆจะเข้าไปช่วยฟื้นฟู และเชื่อมสมานสังคมโลกให้สามารถปรับวิธีคิด และท่าทีของการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร จึงจะทำให้มนุษยชาติสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีขันติธรรม สามารถยอมรับ และอดทนต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา ภาษา อุดมการณ์ และดำรงความเชื่ออย่างมีสติ

ผู้เขียนในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ยอมรับเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเป็นคนดีในสังคมจึงมีความเห็นว่าการอยู่ร่วมกันของมนุษย์จะต้องมีการกระทบกันบ้างตามเหตุปัจจัยที่ สิ่งสำคัญต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่าง หรือข้อคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับตนเอง

ดังที่ศาสตราจารย์สมภาร พรมทา (2545) ได้นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งของมนุษย์ไว้ว่า
    “มนุษย์มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ มนุษย์ต่างจักสัตว์อื่น เพราะรู้จักไตร่ตรองด้านหลักแห่งเหตุผลด้วยสติสัมปชัญญะ และมีอิทธิพลที่ลึกซึ้งกับองค์ประกอบต่างๆ มีจิตสำนึกรับผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ถ้าใช้ชีวิตไม่สอดคล้องกับธรรมชาติไม่อาจถือว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง”

สะท้อนให้เห็นความสำคัญที่มนุษย์จะต้องความมีสติในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า “หากที่ใดมีความขัดแย้งจะทำให้เกิดความสามัคคีได้ยาก” [วิ.ม. (ไทย)5/245/2353]


@@@@@@@

ขอยกบทความส่วนหนึ่งมาแสดง ดังนี้

คุณค่าของศาสนา : จากโกรธ และ ความเกลียดชัง สู่การแบ่งปัน อย่างไร้ขีดจำกัด

1. แบ่งปันความรัก

คำถามที่สำคัญ คือ “เพราะเหตุใด.? มนุษย์จึงต้องรักผู้อื่น สัตว์อื่นและสิ่งอื่น”

เหตุผลเนื่องมาจาก “การที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ได้” มนุษย์สัตว์ทุกชนิด และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยและกัน ช่วยเหลือกัน เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อเลี้ยงวิถีชีวิต ดำเนินชีวิตเพื่อให้สิ่งเหล่านี้รอด เพื่อพัฒนา “คุณค่าอื่นๆ” ต่อไป

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การอยู่รอดของคนอื่น สัตว์อื่น หรือสิ่งอื่นๆ จึงส่งผลในเชิงบวกต่อการอยู่รอดของเราเช่นเดียวกัน ฉะนั้น การเปิดพื้นที่ให้แก่คนอื่นหรือสิ่งอื่นๆ โดยการแบ่งปันความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน ให้เกียรติต่อบุคคลที่มีความเชื่อวัฒนธรรม และอุดมการณ์ที่แตกต่าง จึงเป็น “ความจำเป็น” ที่ “มนุษย์” จะต้องมีและแสดงออกต่อกันและกัน

2. แบ่งปันผลประโยชน์และความต้องการ

การดำรงอยู่ของมนุษยชาติที่ต้องสัมพันธ์กับวิถีโลกมีความสัมพันธ์กับปัจจัย 4 และโลกธรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากมนุษย์มีความจำเป็นในการของการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด แต่ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัดนั้น การแบ่งปันทรัพยากรเพื่อให้ฝ่ายต่างๆ เกิดความพึงพอใจสูงสุด จึงมีความจำเป็นที่ใส่ใจ โดยใช้กฎกติกามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ

นอกจากนั้นการแบ่งปัน “ประโยชน์และความต้องการ” ให้สอดรับกับความต้องการของคนหรือกลุ่มคน ย่อมมีความสำคัญเช่นเดียวกัน คำถามคือ “เราจะแบ่งปันความต้องการด้านทรัพยากรให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มคนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในสังคมโลกได้อย่างไร” จึงจะทำให้กลุ่มต่างๆที่มีความหลากหลายในสังคมเกิดความพึงพอใจสูงสุดตามข้อเสนอและข้อเรียกร้อง

ประเด็นนี้ รัฐ ผู้นำหรือกลุ่มคนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะวางกรอบหรือกติกาอย่างไร จึงจะใช้เป็นเกณฑ์เพื่อรองรับการตัดสินใจดังกล่าว โดยไม่ทำให้แต่ละฝ่ายเกิดความรู้สึก และสงสัยในความเสมอภาคเป็นธรรมและเที่ยงธรรม

3. แบ่งปันความสุข

ความสุขในบริบทนี้ ครอบคลุมถึงความสุขทั้งในระดับปัจเจกครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และสังคมโลก เป็นทั้งความสุขที่ต้องพึ่งพาสิ่งเร้า หรือสิ่งภายนอกและไม่ต้องพึ่งพาในขณะเดียวกัน ความสุขในครอบครัว ย่อมมีความแตกต่างจากความสุขในระดับสังคม ประเทศชาติและสังคมโลก

เราจะนิยามความสุขในระดับต่างๆ เหล่านี้ อย่างไร เพราะการนิยามจะมีผลต่อการออกแบบกิจกรรม หรือการดำเนินการในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้สอดรับกับแบ่งปัน ทรัพยากรเพื่อให้สอดรับกับสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ปรารถนาที่จะมีและเป็น

อย่างไรก็ดี เนื่องจากกลุ่มต่างๆ ล้วนต้องการ และเพรียกหาความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขแท้ หรือเทียม พึ่งพาสิ่งภายนอกหรือไม่ก็ตาม สิ่ง ที่ต้องระมัดระวังและใส่ใจก็คือ การแสวงหาความสุขภายในนับเป็นเรื่องเชิงปัจเจก แต่เราจะแสวงหาความสุขภายนอกอย่างไร จึงจะไม่ทำสุขที่เราแสวงหานั้น ไปกระทบหรือกินพื้นที่ความสุขของคนอื่นๆ จนกลายเป็นความขัดแย้งในเชิงลบและนำไปสู่ความรุนแรงต่อไป

4. แบ่งปันถ้อยคำดีๆ และมีคุณค่า

จะเห็นว่า ถ้อยคำดีๆ และมีคุณค่านั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ล้วนมีความต้องการและปรารถนาที่จะสัมผัสทางหู และภาษากายส่วนอื่นๆ และสิ่งเหล่านี้ หากมองในเชิงโลกธรรม นับได้ว่ามีผลอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของมนุษย์กลุ่มต่างๆ ในสังคม

การออกแบบถ้อยคำโดยผ่านกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล ผ่านการปรุงแต่งทางอารมณ์ที่เน้นเรื่องความรู้สึกรัก และใส่ใจกันและกัน จึงนับเป็นความสำคัญ ฉะนั้น ถ้อยคำดีๆ และมีคุณค่าจึงควรประกอบด้วยเกณฑ์ที่ว่า “จริง ไพเราะ เหมาะกาล ประสานสามัคคี มีประโยชน์ และมีเมตตา” เกณฑ์นี้จะเป็นกรอบที่จะทาให้การเปล่งเวลาของแต่ละมีเป้าหมายและท่าทีที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้น

5. แบ่งปันลมหายใจแห่งสันติภาพ

มนุษย์ทุกคนในโลกนี้อาจจะคิดว่า เรากำลังหายใจเอาอากาศจากภายนอกเข้าไปเท่านั้น กลุ่มคนจำนวนน้อยที่จะคิดว่า อากาศที่มีอยู่ทั่วไปนั้น ล้วนเคยเป็นอากาศที่เพื่อนมนุษย์ของเราเคยหายใจเข้าไปแล้วหายใจออกมาทั้งสิ้น

ประเด็นก็คือ “เรากำลังสูดดมลมหายใจของกันและกันอยู่ทุกวินาที”

ฉะนั้น เมื่อใดก็ตาม ในขณะที่เราหายใจเข้าไป ในขณะนั้น เราโกรธ เกลียด ปองร้าย เกลียดชังเพื่อนของเรา หรือใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อหายใจออกมา เพื่อนรอบข้างของเราย่อมจักหายใจเอาลมหายใจแห่งความเกลียดชังความโกรธ ความอิจฉาริษยา และอาฆาตเข้าไปด้วย แต่หากการหายใจของเราเป็นไปในเชิงบวก การหายใจเข้าออกของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่รอบข้างเราก็จะเป็นไปในเชิงบวกเช่นเดียวกัน





ขอขอบคุณ : -
บทความ : จาก วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559)
เรื่อง : ขันติธรรมทางศาสนา กับ ความอยู่รอดของมนุษยชาติ
เขียนโดย : พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
website : www.jmbr.mcu.ac.th/wp-content/uploads/2017/05/ปีที่-1-ฉบับที่-1-1.pdf
website : www.sabuykid.com
Photo : https://mgronline.com/around/detail/9650000094954
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “หอมนสิการ” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่รวมพระบรมสารีริกธาตุ 18 พระองค์ มาไว้ในที่เดี เมื่อ: ตุลาคม 05, 2022, 05:59:57 am


“หอมนสิการ” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่รวมพระบรมสารีริกธาตุ 18 พระองค์ มาไว้ในที่เดียว

หอมนสิการ แหล่งท่องเที่ยว จังหวัดสระบุรี ตั้งอยู่เบื้องหน้าเขาพระพุทธบาทน้อย อำเภอแก่งคอย สร้างโดยมูลนิธิ โนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา มีวัตถุประสงค์เพื่อการสืบสานวัฒนธรรมและปกป้องพระเกียรติพระบรมศาสดา และปลุกจิตสำนึกที่ดีงามให้แก่ปวงชน  ในหอมนสิการแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนิทรรศการ การเดินทางของพระพุทธเจ้า แสดงประวัติของพระพุทธองค์ในรูปแบบแสง สี เสียง ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน และด้านในเป็นส่วนหอจัตุรัส ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปพระบรมโลกนาถ ขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว และภาพปักพระบรมโลกนาถ



โครงการ “หอมนสิการ” เกิดขึ้นตามดำริของอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิ โรงเรียนแห่งชีวิต ประธานมูลนิธิ โนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ใน อ.แก่งคอย  ริมเทือกเขาพระพุทธบาทน้อย อันงดงามตระการตา หอมนสิการมีขนาด 7.4  ไร่ ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี

นอกจากหอมนสิการจะมีฉากหลังเป็นทัศนียภาพที่งดงามมากแล้ว ยังมีนิทรรศการจำลองเส้นทางเดินของพระพุทธเจ้า ในรูปแบบนิทรรศงานร่วมสมัย ที่จะดึงผู้คนเข้าชมให้เหมือนย้อนเวลาไปที่อินเดีย เมื่อ 2,500 ปีก่อน

ที่ด้านในสุดของหอเรียกว่า หอจตุรัส ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อการสักการะ ที่จะทำให้ผู้มาเยือนเดินทางกลับไปแบบไม่ว่างเปล่า แต่จะได้ข้อคิดในหลักการดำรงชีวิต เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางไว้ และยังมีสถานที่เรียนรู้ฝึกสมาธิเบื้องต้นแบบไม่มีพิธีรีตอง เป็นสมาธิชิมลองเพื่อให้สัมผัสความสงบใจ

งานทุกส่วนของมนสิการมีสองภาษากำกับ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยว ชาวไทยและชาวต่างชาติ ประสบการณ์ทั้งหมด จะนำมาสู่การไตร่ตรองอย่างแยบคายในหลักการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม การไตร่ตรองโดยแยบคายคือคำแปลของคำว่า “มนสิการ”

หอมนสิการประกอบด้วยกลุ่มอาคารดังนี้ อาคารหอมนสิการ แบ่งเป็นส่วนนิทรรศการ และหอจตุรัส ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อสักการะบูชา  อาคารนิทรรศการ Spiritual Life แสดงคำสอนของพระบรมศาสดา และห้องฝึกนั่งสมาธิคาเฟ่ Market Place ร้านขายสินค้าชุมชนและสินค้าโดยผู้ปฏิบัติธรรม มุม Snack and Nap เป็นที่ผ่อนคลายกึ่ง Outdoor



สถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน

หอประดิษฐานพระบรมโลกนาถ พระพุทธรูปองค์สีทอง ขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาต่างวาระ 18 พระองค์ และ ภาพปัก พระบรมโลกนาถ รูปแบบสถาปัตยกรรมแรกเริ่มทั้งภายนอกและภายใน ออกแบบโดย อ.อัจฉราวดี โดยต้องการให้ตัวอาคาร มีความร่วมสมัย ไม่เป็นแนวประเพณีจนเกินไป ยอดหลังคาได้แรงบันดาลใจมาจากโบสถ์วัดพุทธไธศวรรย์ จ.อยุธยา เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ผสมผสานศิลปะแบบขอม ด้านหน้าอาคารมีกันสาดมีลวดลายอาคารแบบนีโอคลาสสิก

ทางเดินด้านในช่วงนิทรรศการเป็นอุโมงค์โค้งมนแบบอุโมงค์ทางเดินริมฝั่งแม่น้ำ Arno ด้านหน้าของ Uffizi Museum ที่ฟลอเรนซ์ อิตาลี จากนั้นได้เชิญคุณนาคนิมิตร สุวรรณกูฏ ซึ่งเป็นทายาทของศิลปินชั้นครูระดับตำนาน คุณไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ผู้เป็นศิษย์รุ่นแรกและใกล้ชิดกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มาต่อยอด รับหน้าที่เป็นศิลปินและผู้ออกแบบลวดลายสถาปัตยกรรม และให้คำปรึกษาตกแต่งภายใน คุณนาคนิมิตรผูกลวดลายตัวอาคารให้มีความเป็นสากล โดยการผสมผสานลวดลายสไตล์อินเดีย สไตล์วิกตอเรีย และสุโขทัย เพื่อให้มีรูปแบบเฉพาะของมนสิการ

ทุกขั้นตอนของโครงการ ตั้งแต่แนวคิด รูปแบบ ไปจนถึงวัสดุการก่อสร้าง ดีไซน์ ทั้งภายนอกและภายใน ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดและเข้มงวด เดินทางไปดูสถาปัตยกรรม โบราณสถานที่เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เพื่อนำมาเป็นแนวคิดในการออกแบบหอมนสิการ อาจารย์อัจฉราวดี ได้อธิบายถึงเหตุที่ต้องลงมาดูเองทุกขั้นตอนว่า

“ความต้องการ คือ เมื่อผู้เข้าชมได้เห็นและก้าวเข้ามาในบริเวณนี้ จะสัมผัสได้ทันทีถึงความสง่างามและความร่วมสมัย ที่น้อมใจของผู้ที่ได้พบเห็น เกิดความนอบน้อมต่อพระบรมศาสดาอย่างสูงสุด” ในส่วนนิทรรศการจำลองการเดินทางของพระพุทธเจ้า เป็นส่วนสร้างสรรค์ภาพและโปรดักชัน ได้ทีมงานระดับมืออาชีพมาช่วย โดยผลงานบางส่วนเป็นของ คุณจิระวุฒิ ศิริจันทร์ อดีตช่างภาพใหญ่ของนิตยสาร IMAGE และ คุณโบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์ นักแสดง ที่ร่วมเป็น หัวหอกผลักดันภาพร่างให้เป็นความจริง



ทางเดินนิทรรศการ เส้นทางเดินของพระพุทธเจ้า (The Buddha’s Path: An Exhibition Passageway)

จุดแรกที่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัส คือ ทางเดินนิทรรศการ “เส้นทางเดินของพระพุทธเจ้า” นิทรรศการร่วมสมัย “Journey to the Life of Buddha” วิถีแห่งความเสียสละกว่าที่ พระพุทธองค์จะทรงบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะปลุกจิตสำนึกในธรรมแท้ ผ่านการจัดแสดงแบบ Interactive อันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยงานศิลปะร่วมสมัย ภาพ แสง สี เสียงบรรยาย และวิดีโอสื่อผสมระดับภาพยนตร์ ให้ได้ซึมซับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 นำพาผู้เข้าชมย้อนสู่ครั้งพุทธกาล

บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ทรงกำเนิดมาอย่างสมบูรณ์พร้อม แต่กลับปรารถนาค้นหาหนทางแห่งการพ้น จากความทุกข์ ทรงมีความพากเพียรและความเสียสละอย่างยิ่งยวด กว่าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฝั่งนิทรรศการขาออก จะนำผู้ชมกลับมาสู่ยุคปัจจุบัน ให้ได้พิจารณาใช้ชีวิตบนเส้นทางแห่งความดีงาม

ส่วนที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ห้องพุทธกาล ช่วงที่ 5 ที่กล่าวถึงการ “หนี” จากพระราชวังเพื่อออกผนวช บำเพ็ญเพียรค้นหาทางรอดจากกงล้อแห่งวัฏสงสาร กับช่วงที่ 6 “การทรมานร่างกายครั้งประวัติศาสตร์” ที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง (เสมือนจริง) พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ตามความเชื่อในแบบลัทธิดั้งเดิม จนพระวรกายผ่ายผอม เพื่อค้นหาธรรมแห่งการพ้นไป และช่วงที่ 7 “การค้นพบทางหลุดพ้น และความจริงอันสูงสุดของสรรพสิ่ง”



กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป และ ภาพปักพระบรมโลกนาถ

ณ หอจตุรัสอันศักดิ์สิทธิ์ และงดงามอร่ามด้วยสีทอง ตัดกับผ้าไหมสีแดงที่ตกแต่งอย่างละเอียด ประณีต เป็นที่ประดิษฐาน “พระบรมโลกนาถ” พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว ปิดทองคำบริสุทธิ์งดงามผุดผ่อง โดยหนึ่งใน มวลสารที่ใช้หล่อพระพุทธรูป คือ มวลสารดินจากกุสินารา และทองคำบริสุทธิ์ เป็นมวลสารหลัก ซึ่งพิธีเททอง หล่อพระ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณหน้าหอมนสิการ

องค์พระบรมโลกนาถนั้นเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบอินเดีย ที่มีลักษณะเสมือนจริงกับมนุษย์ เพื่อให้ผู้บูชาสามารถน้อมจิตได้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ในแบบกายเนื้อมนุษย์มากยิ่งขึ้น ต่างจะพระพุทธรูปที่เรามักพบเห็นและนิยมสร้างในประเทศไทย พระพักตร์ของพระบรมโลกนาถมีความงดงามและสงบเย็น พระเนตรเปี่ยมด้วยความเมตตา ยังความสงบเมื่อได้มอง

ภายในหอยังเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ ที่เสด็จมาด้วยพุทธปาฏิหาริย์ใน 3 วาระ รวมทั้งสิ้น 18 พระองค์   และยังมีภาพปักพระบรมโลกนาถ ที่ปักโดย สุวลักษณ์ เสนานุช มีขนาดความกว้าง 67.2 ซม. สูง 85.6 ซม. จำนวนฝีเข็มกว่า 651,000 ฝีเข็ม ใช้ไหมทั้งหมด 49 สี โดยปักครั้งละ 3 เส้น (ปกติทั่วไปจะใช้ 2 เส้น) มีความหมาย คือ พระรัตนตรัย  เส้นที่ 1 แทนพระพุทธ เส้นที่ 2 แทนพระธรรม และเส้นที่ 3 แทนพระสงฆ์ ซึ่งผู้ปักภาพบริกรรม คำว่า “นิพพาน” ทุกฝีเข็ม และถือศีล 8 ตลอดระยะเวลาการปัก 8 เดือน



นิทรรศการ “Spiritual Life” เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพระพุทธศาสนา

ด้านนอกหอมนสิการ มีอาคารจัดแสดงนิทรรศการ “Spiritual Life” เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า หลักการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องต่อพระบรมศาสดาและพระพุทธสัญลักษณ์ และมีอาคารสอนและปฏิบัติสมาธิ โดยอาจารย์สอนสมาธิ จัดสอนฝึก นั่งสมาธิเบื้องต้นให้กับผู้ที่สนใจ



ข้อมูลเพิ่มเติม

หอมนสิการเปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้

เปิดบริการ

อังคาร - ศุกร์  : 10.00 - 17.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ : 09.30 - 18.00 น.
(หยุดทุกวันจันทร์)

ค่าเข้าชม : คนไทย 20 บาท  คนต่างชาติ 50 บาท เด็ก นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย ผู้พิการ นักบวช เข้าฟรี   *ค่าเข้าชมนี้เพื่อช่วยสนับสนุนค่าน้ำค่าไฟ

ที่อยู่หอมนสิการ : 63/3  หมู่ 10  ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
เบอร์โทรศัพท์ :  095 760 0885 

แผนที่เดินทาง : https://maps.app.goo.gl/8EcesozVyF8E8efr8?g_st=ic

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1434521/gallery/






Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434521/
04 ต.ค. 65 (08:00 น.) , By Peeranut P.
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดข้อสันนิษฐาน คำว่า “ปลาเห็ด” มาจากไหน ใช่อาหารชนิดเดียวกับ “ทอดมัน” หรือไม่? เมื่อ: ตุลาคม 05, 2022, 05:42:31 am
ปลาเห็ด หรือ ทอดมัน (ภาพจาก Pixabay)


เปิดข้อสันนิษฐาน คำว่า “ปลาเห็ด” มาจากไหน.? ใช่อาหารชนิดเดียวกับ “ทอดมัน” หรือไม่.?

เมนูธรรมดาที่รสชาติและความนิยมไม่ธรรมดาอย่าง “ทอดมัน” มักกลายเป็นประเด็นสนทนาอยู่บ่อยครั้งว่า เกี่ยวข้องกัน เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไรกับเมนู “ปลาเห็ด” เพราะทั้งหน้าตา รสชาติ และวิธีการทำนั้น แทบจะเหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว จนคนจำนวนไม่น้อยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันคือเมนูเดียวกัน ต่างกันเพียงชื่อเรียกเท่านั้น

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ “ทอดมัน” ว่า “น. ของกินชนิดหนึ่ง เอาปลาหรือกุ้งกับน้ำพริกแกง โขลกให้เข้ากันจนเหนียวแล้วทอดในน้ำมัน” และให้ความหมาย “ปลาเห็ด” ว่า “น. ทอดมันปลา” หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปลาเห็ด ก็คือ ทอดมัน (ปลา) นั่นเอง กระนั้นคำอธิบายนี้ไม่ได้ไขความกระจ่างว่าแล้วอะไรคือที่มาของชื่อเมนูทั้งสอง และเหตุใดจึงเรียกไม่เหมือนกัน

ประเด็นนี้จึงยังเป็นเรื่องให้พูดคุยในหัวข้อสำรับอาหารไทยอยู่เสมอ ทั้งมีการหยิบเอาข้อมูลรวมถึงหลักฐานต่าง ๆ มาสร้างความเป็น “ต้นตำหรับ” ให้ชื่อเรียกและวิธีการทำของฝ่ายตนเอง โดย กฤช เหลือลมัย ได้บอกเล่าและอธิบายที่มา ข้อสันนิษฐาน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ในงานเขียนเชิงสารคดี “ปลาเห็ด ปรอเฮ็ด และทอดมัน” จากหนังสือ ต้นสาย ปลายจวัก (มติชน, 2563) ซึ่งน่าจะพอช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเมนูนี้ได้ไม่น้อย ดังนี้



ปลาเห็ด ปรอเฮ็ด และทอดมัน

ปัญหาโลกแตกข้อหนึ่งของประวัติศาสตร์วิชาการครัวไทยที่คงอยู่สืบเนื่องมายาวนาน และยังคงมีต่อไปอีกนาน ก็คือเรื่อง “ปลาเห็ด” – “ทอดมัน”

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันเริ่มตอนไหน เดาว่าก็คงไม่เกินสองศตวรรษก่อนหน้านี้ ที่ผู้คนจากพื้นที่ภาคกลางตอนบน (ในวัฒนธรรมปลาเห็ด) เดินทางไปมาหาสู่ พบปะผู้คนละแวกบางกอกและบางส่วนของอยุธยา (ในวัฒนธรรมทอดมัน) แล้วเกิดอารมณ์ประมาณไม่เข้าใจ เมื่อพบว่ากับข้าวก้อนกลม ๆ แบน ๆ ทำจากปลาขูดบ้าง สับทั้งก้างบ้าง ประสมพริกแกงเผ็ด ปั้น ทอดน้ำมันจนสุกแบบที่ตัวเองรู้จักดีนั้น กลับถูกเรียกชื่อเป็นอีกแบบหนึ่งที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว

…เท่าที่สังเกต คำเรียกสำรับอาหารนี้ว่า “ปลาเห็ด” พบตลอดตามชุมชนริมแม่น้ำทุกสายในภาคกลาง โดยเฉพาะช่วงตอนบน อย่างพิษณุโลก สุโขทัย จะหนาแน่นชัดเจน

มีผู้อธิบายประวัติคำนี้ไว้นานแล้ว นั่นก็คือ อาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ท่านบอกไว้ในหนังสือ อันเนื่องด้วยชื่อ ชื่อเขมร (พ.ศ. 2521) ว่าปลาเห็ดนั้นเป็นการ “แปลงคำเขมรเป็นคำเรียกอย่างไทย แปลงโดยให้คำพยางค์ต้นหายไป แต่มีพยางค์มาแทนบางคำ พยางค์ที่มาแทนเป็นคำไทยที่บอกลักษณะสิ่งนั้น ๆ” โดยคำเขมรเรียก “ปรหิต” (ออกเสียงว่า ปรอเฮ็ด) ที่คำไทยเลือกใช้ ปลา มาแทน ปร ก็ “คงเป็นเพราะต้องการให้มีความหมายแปลได้ และทอดมันก็ทำด้วยปลา เข้าความหมายได้พอดี”

ปรหิต ในพจนานุกรมพุทธศาสนาบัณฑิต (เขมร-เขมร) ระบุว่าเป็น

“เครื่องประสมหลายอย่างเป็นเครื่องช่วยให้อาหารมีรสอร่อย ทำด้วยปลาหรือเนื้อสับให้ละเอียดแล้วคลุกให้เข้ากันด้วยเครื่องผสมหลายอย่าง เช่น แป้งข้าวเจ้า แล้วปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วทอดในน้ำมัน หรือเอาไปแกง”


ทอดมันปลากราย (ภาพจาก Pixabay)

อาจารณ์ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เคยเขียนไว้นานแล้วว่า คำว่าปลาเห็ดควรเพี้ยนมาจากคำเขมรว่าปรอเหิต (เขียนว่า ปฺรหิต) หมายถึง ลูกชิ้นหรืออาหารที่เอาเนื้อสับปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วทำให้สุก

ผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมปลาเห็ดบางคนสามารถระบุชัดลงไปได้อีกถึงระดับความแตกต่างของเนื้อวัตถุดิบ คือบอกว่า ถ้าเป็นปลาเห็ด จะต้องปลาน้ำจืด ปลาเล็กปลาน้อยสับทั้งก้าง หากใช้เนื้อปลากราย ปลายี่สก หรือปลาสลาดขูด จึงเรียกทอดมัน แต่บางคนก็ว่า ทั้งสองแบบนั้นเรียกปลาเห็ดเหมือนกันนั่นแหละ

หากเชื่อว่าปลาเห็ดเรียกเพี้ยนมาจากของกินที่คนเขมรทำกินกัน นิยามกว้าง ๆ ของมันก็น่าจะคืออะไรก็ได้ที่ถูกแปรรูปเป็นลูก เป็นแผ่น เป็นท่อน เป็นชิ้น แล้วปรุงให้สุก โดยมีคำเรียกตามกำกับชนิดวัตถุด้วย เช่น ปรอเฮ็ดเตร็ย หมายถึง ปลาเห็ดหรือทอดมันทำจากปลา เป็นต้น ในเขมรนั้น ดูเหมิือนว่าปรอเฮ็ดจะเป็นเนื้ออื่น ๆ เช่น เนื้อวัวด้วยก็ได้

จะว่าไป ลักษณะนิยามของปรอเฮ็ดเขมรน่าจะละม้าย “ชิ้นลูก” หรือลูกชิ้น ที่ปรากฏคำเรียกในเอกสารเก่าของไทยมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้วมากกว่า แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เมื่อกลายมาเป็น “ปลาเห็ด” ในเมืองไทยแล้ว ก็จะทำจากปลาเท่านั้น ไม่มีใครเรียกปลาเห็ดหมู ปลาเห็ดไก่ ปลาเห็ดวัว (พอใช้เนื้อเหล่านั้น ก็เรียกลูกชิ้น) มันอาจเป็นการสมมติเรียกตาม ๆ กันมา อย่างที่อาจารย์บรรจบตั้งข้อสังเกตไว้ก็ได้

ปัจจุบันพอพูดถึงปลาเห็ดก็จะต้องนึกถึงปลาขูด หรือปลาเล็กปลาน้อยสับทั้งก้าง ตำผสมพริกแกงเผ็ด ใส่ผักบางอย่าง เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ใบมะกรูด ใบกะเพรา ปั้นเป็นก้อนหรือแผ่นกลมหนา ๆ ทอดน้ำมันจนสุกพอง อันเป็นที่มาของคอธิบายปลาเห็ดอีกอย่างหนึ่งที่พบเห็นบ่อยมากคือทอดแล้วมัน “บานหมือนเห็ด” นั่นเอง


@@@@@@@@

อย่างไรก็ตาม ผมยังหาไม่พบในตำราอาหารเก่า ๆ ว่าปลาเห็ดเมื่อก่อนหน้าตาเป็นอย่างนี้หนือเปล่า แต่การที่ไม่พบนี้อาจเพราะปลาเห็ดเป็นอาหารเชลยศักดิ์ ไม่นิยมกินกันในหมู่ชาววังชาวเจ้า กระทั่งไม่อยู่ในความสนใจที่จะคิดบันทึกไว้ก็เป็นได้นะครับ ต่างจาก “ทอดมัน” ซึ่งกลุ่มชาววัฒนธรรมปลาเห็ดมักเชื่อว่าเป็นคำเกิดใหม่นั้นปรากฏมีกล่าวถึงมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว

ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีพูดถึงทอดมันไว้ว่า

“…ฝ่ายว่าสายทองกับข้าคน  ทำสำรับสับสนทอดมันกุ้ง
   พริกส้มข่าตะไคร้ใส่ปรุง  แกงอ่อมหอมฟุ้งทั้งต้มยำฯ”

อีกตอนหนึ่งคือตอนบัวคลี่วางยาพิษขุนแผน

“…แกงหมูฉู่ฉี่ทอดมัน  เอาระคนปนปั้นเป็นก้อนเดียวฯ”

หนังสือระติทินบัตรแลจดหมายเหตุ เล่ม 1 (พ.ศ. 2432) มีสูตรทอดมันปลากรายดังนี้

“…เกลือหนัก 1 บาท (1 บาท ประมาณ 15 กรัม – ผู้เขียน) พริกไทย 2 สลึง รากผักชี 2 สลึง กระเทียมปอกเอาแต่เนื้อ 2 สลึง ของเหล่านี้ใส่ครกโขลกให้ให้เลอียด แล้วเอาปรากรายแล่เอาแต่หนังทิ้งเสีย แล้วเอาเชิงไว้ต่างห่าง เอาสันปลายกรายแล่สองซีก ขูดเอาแต่เนื้อหนัก 60 บาท ใส่ครกโขลกไปให้เหนียว ๆ แล้ว มือชุบน้ำปั้นเปนลูกชิ้น ยาวเท่าลูกไข่เตา แล้วเอาเปลวหมูหนัก 12 บาท ใส่กระทะผัดไปจนออกน้ำมัน ตักกากหมูขึ้นเสีย แล้วเอาลูกชิ้นปลากลายดิบที่ปั้นไว้ ใส่ทอดจนหมดที่ปั้น เหลืองพองขึ้นเต็มที่แล้วตักใส่จาน เป็นสุกเสร็จวิธีทอดมันปลากราย”

ส่วนใน ตำรับสายเยาวภา ของสายปัญญาสมาคม (พ.ศ. 2478) สูตรทอดมันปลากรายเป็นอีกแบบหนึ่ง

“ใช้ปลากรายหรือปลาช่อน (ถ้าไม่มีใช้ปลาอื่นที่ไม่ค่อยมีมันแทนก็ได้ ถ้าปลามีมันมากจะไม่ค่อยเหนียว) แล่ปลาออกจากกระดูก ใช้ซ้อมคม ๆ ขูดเอามาแต่เนื้อ โขลกพริกแห้ง เกลือ ข่า ตะไคร้ รากผักชี พริกไทย ผิวมะกรูด หอม กระเทียม ให้เลอียดใส่เนื้อปลาลงโขลกไปจนเหนียว ใส่น้ำเคยดีพอควร โขลกให้เข้ากัน หั่นถั่วพลูหรือต้นผักรู้นอน (ผักกระเฉด – ผู้เขียน) ใส่ลงเคล้าให้เข้ากัน ปั้นเป็นอันกลม ๆ แบน ๆ ขนาดศูนย์กลางสัก 5 ซม. ทอดพอเหลือง ตักขึ้น”

อาจนับว่าสูตรอายุแปดสิบปีของสายเสาวภาสูตรนี้ใกล้เคียงทอดมันปัจจุบันมากที่สุดแล้ว

@@@@@@@

คำว่า “ทอดมัน” นี้ นอกจากทำแบบที่ว่ามา คือแบบทอดเนื้อปลาปั้น กุ้งปั้น ยังมีตัวอย่างทอดมันอีกสองสามแบบ เช่น ใน อักขราภิธานศับท์ ของหมอบรัดเลย์ (พ.ศ. 2416) บอกว่า “คือการที่เอาของกินชุบแป้งแล้วทอดลงในน้ำมันนั้น”

หรือใน ประทานุกรม การทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม (พ.ศ. 2441) ของนักเรียนดรุณีโรงเรียนกูลสัตรีวังหลัง มีสูตรออกฝรั่ง ๆ หน่อย บรรยายทอดมันปลาว่า

“…เอาเศษปลาทอดหรือต้มซึ่งทานไม่หมดนั้น มาฉีกให้เลอียด แล้วเอามันฝรั่งที่ต้มแล้ส มาบดให้เลอียด ใส่เกลือและพริกไทยเคล้ากับปลาให้เข้ากันดี แล้วเอามาปั้นเปนแผ่นแบน ๆ ชุบไข่ทอดให้เกรียมเมื่อจะทอดนั้นต้องให้น้ำมันหมูร้อนเสียก่อน จึ่งเอาลงทอด”

และทอดมันหมู มีว่า “…เอาเนื้อหมูที่มีมันกับเนื้อปนกัน หนักสามชั่ง เอาเนื้อที่ไม่มีมันชั่งครึ่งมาล้างสะอาดดีและสับให้เลอียด จึ่งเอาดอกจันทน์บดเลอียดแล้วหนึ่งดอก กานพลูบดแล้วสองช้อนชา พริกไทยบดแล้วหกช้อนชา สับไปด้วยกันจนดีแล้ว ปั้นเปนแผ่นทอดในกระทะสามสิบนาทีก็สุกเกรียมดี”

ทอดมันจึงไม่ใช่คำใหม่ เพียงแต่นิยามความหมายของมันถูกหยิบยืมโยกย้ายเคลื่อนไหวไปมา จนกระทั่งแข็งตัวหยุดอยู่ที่การเอาเนื้อปลากราย หรือปลาดาบลาว ปลาทู ปลายี่สก ปลาสลาด มาขูดตำ นวดกับน้ำเกลือจนเหนียว คลุกเคล้าผสมพริกแกง ถั่วฝักยาวหรือถั่วพูซอย ใบมะกรูดหั่นละเอียด บางสูตรผสมไข่ไก่ด้วย จากนั้นปั้นแผ่เป็นแผ่นกลมหนา ทอดน้ำมันจนสุก กินกับน้ำจิ้มอาจาดสามรส โรยทั่วลิสงคั่วบด แนมแตงกวาหั่น บางพื้นที่ เช่น เมืองเพชรบุรี นิยมกินกับขนมจีนด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ถ้าไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวกันไปมากนัก ก็ดูเหมือนว่า ไม่ว่าใครจะเรียกขานอย่างไร ในความหมายใดก็ตาม ทั้งทอดมันและปลาเห็ด ดูจะค่อย ๆ ขยับนิยามเข้าหากัน จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้วในปัจจุบัน






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : เด็กชายผักอีเลิด
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 3 ตุลาคม 2565
website : https://www.silpa-mag.com/culture/article_94189
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตามรอย “ราชมรรคา” ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2022, 05:32:13 am


พระอวโลกิเตศวร สันนิษฐานว่า ใบหน้าถ่ายแบบมาจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7


ตามรอย “ราชมรรคา” ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

นครวัด-นครธม หรือถ้าจะเรียกชื่อให้ถูกต้อง คือ “กรุงศรียโสธรปุระ” หรือ “เมืองพระนคร” นั้นเป็นทั้งสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นทั้ง “ความลี้ลับ” มานานนับศตวรรษ

คําถามที่เรามักจะได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ ก็คือ มหานครปราสาทหินทรายนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? และเสื่อม สลายไปได้อย่างไร? ขอมผู้สร้าง “นครวัด-นครธม” คือใคร? สูญหายสลายเผ่าพันธุ์ไปจนสิ้น หรือว่าสืบลูกหลานมาจนถึง “เขมร” แห่งกัมพูชาในปัจจุบัน?

และที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายแห่งกรุงยโสธรปุระนั้น พระองค์เป็นใคร? เหตุไฉนจึงได้ชื่อว่าเป็น “พุทธราชา” ผู้ยิ่งใหญ่ พระพักตร์ที่ปรากฏที่ประตูทั้ง 4 ทิศของเมืองพระนครธมนั้นเป็นพระพักตร์ของพระองค์เอง หรือเป็นพรหมพักตร์กันแน่?

บรรดาปราสาทขอมที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยทั้งในอีสานและภาคกลางของเรานั้น ส่อให้เห็นถึงอิทธิ พลอำนาจ บารมีของพระองค์เหนือดินแดนแห่งนี้หรือไม่? มี “ราชมรรคา” ของพระองค์เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายจากเขมรต่ำ (หรือในภาษาเขมรว่า ขแมร์กรอม อันเป็นคําที่กร่อนไปกลายเป็นคําว่า “ขอม” ในภาษาไทย) ขึ้นมายังอีสาน เลยไปจนกระทั่งข้ามโขงไปยังจัมปาสัก และ/หรือเวียงจันกระนั้นหรือ?

ทั้งความลี้ลับและความบันดาลใจนานัปการดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค หรือ อบศ.5 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เชิญอาจารย์สุรัสวดี อิฐรัตน์ จากโรงเรียนจิตรลดา ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีและโททางด้านจารึกภาษาโบราณจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย ซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส โดยได้ทุนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาเสวนาในหัวข้อ “ราชมรรคา : เส้นทางสายพระบาทสมเด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 7”


@@@@@@@

อาจารย์สุรัสวดีสนใจในเส้นทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพิเศษ เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันนั้น เราทราบดีว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในดินแดนอุษาคเนย์ ทรงแผ่อิทธิพลทางการเมืองของ พระองค์จากเวียดนามจรดไทย มีข้อความปรากฏใน “จารึกปราสาทพระขรรค์” ที่ “เมืองพระนคร” ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงสร้างถนนไว้ 3 สาย จากเมืองพระนครไปในดินแดนต่างๆ รวมทั้งในไทย

เส้นทางที่จารึกไว้นี้ทำให้อาจารย์สุรัสวดีต้องการแกะรอย จะค้นหาหลักฐานที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน

ตามข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงทำถนนไว้ 3 เส้นทาง แต่ละเส้นทางมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “บ้านมีไฟ” หรือที่คนในยุคต่อมาเรียกว่า “ที่พักคนเดินทาง” อยู่เป็นระยะๆ

สิ่งก่อสร้างนี้นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า “บ้านมีไฟ” (โดยใช้คําในภาษาฝรั่งเศสว่า maison du feu คําว่า maison แปล ว่า “บ้าน” ส่วน feu แปลว่า “ไฟ” สันนิษฐานกันว่าใช้สําหรับเป็นที่ไว้ไฟ เนื่องจากในการเดินทางแต่ละครั้ง จะต้องนําไฟไปในที่ต่างๆ และบ้านนี้น่าจะเป็นบ้านที่พักของไฟ จึงเรียกว่าบ้านมีไฟ)

แต่ในระยะต่อมามีทฤษฎีคัดค้าน ความเชื่อดั้งเดิมของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส โดยไม่เชื่อว่าบ้านมีไฟนั้นเป็นที่เก็บไฟ เชื่อกันว่าบ้านมีไฟน่าจะเป็นที่พักคนเดินทาง หรือที่เรียกว่า “ธรรมศาลา” มากกว่า (คําในภาษาฝรั่งเศสใช้ว่า Dharma Sala และ S ตัวนี้ความจริงคือตัว C มีหางในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งถอดมาจากภาษาสันสกฤตในจารึกอีกต่อหนึ่ง)

@@@@@@@

ข้อความในจารึกพระขรรค์กล่าวว่า ตลอดระยะทาง 3 เส้นนี้ จะพบบ้านมีไฟไปเป็นระยะๆ นอกจากนี้ในจารึกยังกล่าวว่า 3 เส้นทางทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นจากเมืองพระนครของเขมร

เส้นทางแรก ไปยังอาณาจักรจามปา จุดหมายปลายทาง คือ เมืองวิชัย (หรือบินห์ดินในเวียดนามปัจจุบัน)

เส้นที่ 2. จากเมืองพระนครมายังเมืองพิมาย บนที่ราบสูงโคราช

ส่วนเส้นทางที่ 3. นักปราชญ์ฝรั่งเศสยังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าอยู่ตรงที่ใด เพราะในจารึกแม้จะกล่าวถึงสถานที่ต่างๆ แต่ก็ยังไม่พบเส้นทางนั้น

นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่เข้าไปทำงานในเขมรในสมัยก่อนๆ ต่างก็พยายามที่จะตามรอยเพื่อหาเส้นทางเดินสมัยโบราณ ซึ่งเชื่อว่ามิใช่มีเพียงแค่สามสายนี้เท่านั้น จากการค้นคว้าก็พบเส้นทางเดินอีกมากมาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้สืบต่อกันเรื่อยมานับแต่อดีตบางเส้นทางก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการตามหาร่องรอยเส้นทางชัยวรมันที่ 7 นี้เริ่มจากที่อาจารย์สุรัสวดีตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าหนึ่งในเส้นทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีมาถึงเมืองพิมายจริงๆ เส้นทางนี้น่าจะยังใช้อยู่ในปัจจุบันและน่าจะพบหลักฐานหลงเหลืออยู่บ้างในประเทศไทย แต่ก็กลับไม่มีรายงานใดๆ ที่กล่าวถึงเส้นทางนี้ในภาคอีสานของประเทศไทยเลย และนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้สนใจว่าเส้นทางนี้มีจริงๆ หรือเปล่า หรือว่ากล่าวไว้ในจารึก อย่างลอยๆ เท่านั้นเอง หรืออาจจะหายไปแล้วก็ได้ หรือว่าเพราะเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นบนภาคพื้นดิน

@@@@@@@

ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ปรมาจารย์แห่งวิชาจารึกเขมร เคยกล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “เมืองพระนคร นครวัด นครธม” ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นอกจากจะทรงสร้างนครธม และปราสาทอีกมากมายแล้ว ยังได้สร้าง

“ที่พักคนเดินทางจำนวน 121 แห่งไว้สำหรับนักแสวงบุญตามสายทางเดินบนถนนที่ยกสูงขึ้นเป็นระยะๆ ถนนเหล่านี้หลายสายสร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์ อีกทั้งมีโรงพยาบาล 102 แห่ง กระจายไปทั้ง 4 ทิศทั่วราชอาณาจักร”

จากคําถามและข้อมูลเอกสารที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย อาจารย์สุรัสวดีก็ เริ่มทำการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีด้านภาพถ่ายดาวเทียมเข้ามาช่วยในการตามหาร่องรอยของเส้นทาง “ราชมรรคา” พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

การศึกษาโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ ช่วยได้อย่างมากในการใช้ศึกษาจุดหรือพื้นที่ที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้ ทั้งยังใช้ศึกษาร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ ทำให้เห็นสิ่งก่อสร้างหรืออะไรก็ตามที่อยู่บนดินได้

นอกจากภาพถ่ายดาวเทียมแล้วยังมีภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งทำให้เราสามารถศึกษาทางน้ำ และการตั้งอยู่ของชุมชน รวมทั้งศึกษาในเรื่องของการใช้ที่ดิน ลักษณะของที่ดิน ทิศทาง การวางตัวของแปลงที่ดิน ขนาดของที่ดิน สามารถศึกษาได้ว่าบริเวณไหนเป็นบริเวณเก่าแก่ที่สุด อยู่มาแต่กาลก่อนและอยู่ต่อมาเรื่อยๆ สามารถบอกอายุของโบราณสถาน และบอกอายุของการตั้งชุมชนบริเวณนั้นๆ

@@@@@@@

อาจารย์สุรัสวดีชี้ให้ดูตัวอย่างภาพถ่ายดาวเทียมในเขมร ซึ่งจากภาพจะมองเห็นบารายตะวันตก และสี่เหลี่ยมจัตุรัสของตัวเมืองพระนคร ซึ่งในจารึกเขมรกล่าวว่ามีเส้นทางออกจากเมืองพระนครตรงมุมบาราย โยงไปกับเส้นทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเชื่อกันว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะไปสู่เมืองพิมาย ส่วนเส้นทางไปยังอาณาจักรจามปา จะออกมาทางด้านทิศตะวันออก เส้นทางจามปานั้นในปัจจุบันยังอยู่อย่างสมบูรณ์ และมีไปจนถึงเวียดนาม สามารถเดินไปตามเส้นทางที่กล่าวในจารึกนี้ได้ ผู้คนปัจจุบันก็ยังใช้เส้นทางนี้อยู่

นอกจากนี้ในภาพถ่ายดาวเทียมอีกชิ้นหนึ่งที่ได้ถ่ายไว้ จะเห็นบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ส่วนที่เป็นดินแดนเขมร กับส่วนที่เป็นประเทศไทย คือแถบอําเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณนี้พบปราสาทใหญ่ 3 หลัง คือ ตาเมือน ตาเมือนธม และตาเมือนโต๊ด สันนิษฐานกันว่าเป็นช่องทางที่เขมรจะเข้ามายังที่ราบสูงโคราช ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นสระน้ำสี่เหลี่ยมมากมายในแถบนี้ จุดตรงนี้นี่เองที่นักโบราณคดีฝรั่งเศสสมัยโบราณสันนิษฐานว่าเส้นทางพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตัดผ่านขึ้นมาจากเมืองพระนคร เส้นทางลากผ่านเทือกเขาพนมดงรัก ตรงช่องตาเมือน และมาผ่านปราสาทใหญ่คือปราสาทหินพนมรุ้ง มุ่งตรงไปยังเมืองพิมาย

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสขีดขึ้นไว้โดยการอ่านจากศิลาจารึก ก่อนที่จะมีภาพถ่ายทางอากาศ หรือดาวเทียม

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการสํารวจถนนหรือเส้นทางนี้อย่างจริงจัง แต่หากจะโยงกับข้อความในจารึกที่บอกถึงเส้นทางนี้ ถ้าเป็นเส้นทาง “ราชมรรคา” ของพระเจ้าชัยวรมันตามที่จารึกไว้ในปราสาทพระขรรค์จริงๆ ก็จะต้องมี “บ้านมีไฟ” อยู่ จากตรงนี้เองที่ทำให้นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสขีดเส้นตรงนี้ และสันนิษฐานว่า ปราสาทตาเมือนก็คือ “บ้านมีไฟ” หลังหนึ่งนั่นเอง


@@@@@@@

อนึ่ง บริเวณใกล้เคียงยังมีปราสาทอีกหลังหนึ่ง คือ ปราสาทะมอร์ และก่อนที่จะไปถึงเขาพนมรุ้ง ตรงเชิงเขาพนมรุ้ง “บ้านมีไฟ” อีกหลังหนึ่ง และจุดสุดท้ายของเส้นทาง คือตัวเมืองพิมาย พบ “บ้านมีไฟ” อีกหลังหนึ่งที่บริเวณนี้

ดังนั้นชาวฝรั่งเศสสมัยก่อนจึงคิดว่าเส้นทางของชัยวรมันที่ 7 ที่เข้ามาถึงพิมาย “น่าจะ” เป็นเส้นนี้แน่ๆ จึงขีดเส้นทางนี้เอาไว้

แต่หลังจากที่อาจารย์สุรัสวดีได้ลองศึกษาโดยการใช้ภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม ศึกษาบริเวณที่มีความสำคัญที่สุด คือบริเวณปราสาทหินพนมรุ้ง เนื่องจากพนมรุ้งนั้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นศาสนสถานที่สำคัญในสมัยโบราณ ดังนั้นหากเส้นทางนี้มีจริงจะต้องพบทางเก่าแก่ที่จะมายังพนมรุ้ง เมื่อทำการศึกษาแล้วก็พบว่า มี “บ้านมีไฟ” อยู่บริเวณนี้จริงและพบ “โรงพยาบาล” ด้วย ดังที่ทราบกันแล้วว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงให้สร้าง “บ้านมีไฟ” และโรงพยาบาล หรือ “อโรคยาศาล” ทั่วพระราชอาณาจักรในรัชสมัยของพระองค์ ดังนั้นเราจะพบ “อโรคยาศาล” และ “บ้านมีไฟ” อยู่ทั่วไปหมดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ของไทยในปัจจุบัน)

โดยรูปลักษณะของ “บ้านมีไฟ” แล้วจะต่างกับ “อโรคยาศาล” เห็นได้เด่นชัด ทั้งแผนผัง ทิศที่หันหน้า และส่วนประกอบล้วนแต่มีลักษณะต่างกัน อย่างเช่นที่ปราสาทตาเมือนธม และตาเมือนโต๊ด หลังหนึ่งเป็นอโรคยาศาล อีกหลังหนึ่งเป็น “บ้านมีไฟ” ลักษณะผังไม่เหมือนกัน ตัวอาคารข้างใน หน้าต่างหลอกหน้าต่างจริง ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็น “บ้านมีไฟ” ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไม่ว่าจะในเขมร ในลาว จะเป็นแบบผังเดียวกันหมด นอกจากนี้ลักษณะเด่นของสิ่งที่เรียกว่า “เส้นทางพระเจ้าชัยวรมัน” นั้นคือต้องมี “บ้านมีไฟ” ส่วนอโรคยาศาลนั้นพบได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องอยู่บนเส้นทางก็ได้

@@@@@@@

ดังนั้นในการศึกษาหาเส้นทางของพระองค์เจ้าชัยวรมันนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ “บ้านมีไฟ” เป็นเกณฑ์ สำหรับบริเวณปราสาทหินเมืองต่ำ และบารายอีกอันหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก บริเวณนั้นมีโรงพยาบาลด้วย แสดงว่าอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 น่าจะมีมากทีเดียว เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่พบสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในสมัยพระองค์มากมายเช่นนี้ และเส้นทางของพระองค์ก็น่าจะผ่านบริเวณนี้ (ปราสาทหินพนมรุ้ง) แต่จะผ่านมาอย่างไร จะผ่านตรงลงมาจากข้างล่างหรือจะผ่านมาทางซ้าย-ขวาก็ยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด

จากการศึกษาเส้นทางทั้งหมดนี้ มีบางเส้นที่เป็นถนนปัจจุบัน ซึ่งถนนนั้นสร้างทับเส้นทางโบราณ เราจะเห็นร่องรอยออกจากบารายปราสาทเมืองต่ำ และจะเห็นเส้นทางอีกเส้นหนึ่งจริงๆ แล้วมันจะเชื่อมต่อกันหมด ชุมชนปราสาทเมืองต่ำเองก็เคยเป็นชุมชนใหญ่ เส้นทางช่วงนี้พบว่า เป็นเส้นทางโบราณแน่ๆ ที่จะเดินไปพนมรุ้งจากปราสาทเมืองต่ำ ปัญหาคือเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่กล่าวในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือไม่

จากตรงนี้อาจารย์สุรัสวดีศึกษาต่อไปยังเส้นทางข้างบนที่จะไปยังพิมาย น่าประหลาดที่ช่วงตรงบริเวณนั้นเส้นทางจะขาดหายไป และไปพบอีกช่วงหนึ่งคือ ตรงที่ออกจากพิมายพบเส้นทางอีกหนึ่งช่วง ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่ามันจะต้องออกจากพิมายจริงๆ แต่ว่าเส้นทางนี้จะไปทิศทางใดก็ไม่ทราบ ภาพถ่ายมันเลือนไปอาจจะถูกตัดไปในการดัดแปลงภูมิประเทศ ปัจจุบันก็เป็นได้

“บ้านมีไฟ” สันนิษฐานได้ว่าอาจจะตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนเดิม หรืออาจจะตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถ้ามีความเชื่อว่า “บ้านมีไฟ” เป็นที่พักคนเดินทาง อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในหมู่บ้านก็ได้ จะต้องอยู่ริมทางเดิน จากการที่เราศึกษา “บ้านมีไฟ” ทั้งหลาย จะพบว่า “บ้านมีไฟ” นั้นส่วนใหญ่จะต้องมีชุมชนประกอบ หรือมีการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นด้วย การตั้งถิ่นฐานนั้นจะอยู่ตลอดไป หรือจะเป็นชั่วเวลาหนึ่งก็แล้วแต่

แต่ในบริเวณพนมรุ้ง เราพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานซ้ำซ้อนค่อนข้างมาก อาจจะตั้งมาก่อนสมัยชัยวรมันที่ 7 เพราะตัวปราสาทพนมรุ้งมีมาก่อนแล้ว บารายก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นการตั้งถิ่นฐานของคนก็ควรจะมีอยู่แล้วด้วยเช่นกัน “บ้านมีไฟ” นั้นควรจะอยู่ในชุมชน หรือโดยทั่วไปควรจะอยู่ริมทางเดิน หรือใกล้กับริมทางเดิน


@@@@@@@

ในจารึกปราสาทพระขรรค์จะบอกไว้เลยว่า เส้นทางจากเขมรมาถึงพิมายนั้น มีบ้านมีไฟ 17 แห่ง ซึ่งขณะนี้พบเพียงแค่ 8 แห่งเท่านั้นในบริเวณประเทศไทย ที่เหลือยังหาไม่พบ การหาไม่พบอาจจะเป็นไปได้ว่าถูกทำลายไปหมดแล้ว หรือว่าไม่มีใครบันทึกเอาไว้

จากการศึกษาครั้งนี้ อาจารย์สุรัสวดีจึงทดลองใช้เครื่องมือวัดระยะทางที่เรียกว่า GPS (Geography Position System) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดทิศทางและระยะทางจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้วเป็นเครื่องมือของพวกเดินเรือที่จะใช้หาตำแหน่งที่อยู่ในทะเล เครื่องมือ GPS ถูกนำมาใช้หาตำแหน่งและทิศทางของเส้นทางสายราชมรรคานี้ ซึ่งทำให้พบว่าเส้นทางจากเมืองพระนครมายังพิมายจริงๆ ถ้า ลากเป็นเส้นตรงดิ่งจริงๆ จะเฉียงประมาณ 144 องศา แต่จากการที่ลองวัดเปรียบเทียบเส้นทางที่นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสขีดเอาไว้ พบว่ามันไม่ได้อยู่ในระยะ 144 องศาเลย

เมื่อพบระยะที่ไม่ตรงกันเช่นนี้ ทำให้อาจารย์สุรัสวดีลองตั้งสมมติฐานใหม่ว่า ถ้าอย่างนั้นเส้นทางที่มันเป็น 144 องศานั้น มีบ้านมีไฟอยู่บ้างไหม พบว่ามีเพียงบางแห่งเท่านั้นใน 4 หลัง ตรงนี้นี่เองทำให้สันนิษฐานว่า เป็นไปได้ไหมว่าเส้นทางที่ฝรั่งเศสขีดเอาไว้นั้นไม่ใช่ หรือใช่ไม่หมด นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอาจจะใช้วิธีง่ายๆ ขีดลากผ่านพนมรุ้งไปเลย เพราะพนมรุ้งเป็นจุดสำคัญของเขมรในที่ราบสูง แล้วก็ลากตรงไปยังพิมาย

นี่จึงทำให้สันนิษฐานว่า เป็นไปได้ไหมที่เส้นทางนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางตรง เส้นทางจากเขมรมายังพิมายอาจจะไม่ได้ตรงแบบนั้น แต่อาจคดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศ ต้องผ่านเส้นทางที่เป็นลําน้ำสองลํา บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณนั้นจะเป็นบริเวณที่ลุ่ม และในฤดูน้ำน้ำท่วม ถ้าเพื่อลากเส้นตรงอย่าง ฝรั่งเศส ไม่ทราบว่าจะผ่านฤดูน้ำหลากไปได้อย่างไร จึงทําให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นอีกเส้นหนึ่ง เส้นทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จริงๆ อาจจะไม่ตรงเช่นนี้ อาจมีลดเลี้ยวคดเคี้ยวไป นอกจากนี้เราก็พบ “บ้านมีไฟ” เพียงบางแห่งเท่านั้นเอง

@@@@@@@

นี่เป็นข้อที่อาจารย์สุรัสวดีพยายามศึกษา โดยสมมติฐานที่ว่า หากเราเชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าสามารถจะวัดระยะทางได้จริง แล้วมาดูว่าในระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร นั้น มี “บ้านมีไฟ” ทั้งหมดกี่แห่ง จากนั้นก็คํานวณว่าบ้านแต่ละแห่งนั้น ใช้ระยะเวลาในการเดินทางเท่าไร เพื่อที่ว่าเราอาจจะพบ “บ้านมีไฟ” หลังอื่นๆ ที่เรายังหาไม่พบก็ได้? นอกจากนี้มีเส้นทางอื่นอีกหรือไม่?

ซึ่งจากการศึกษาแล้วก็ทําให้เห็นความเป็นไปได้ว่า เส้นทางนี้ที่นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสขีดไว้นั้นอาจจะไม่ใช่เส้นทางสายชัยวรมันจริงๆ ก็ได้ หรือเป็นไปได้อีกว่าเส้นทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในเขตประเทศไทยยังไม่มีการสร้าง เป็นแต่เพียง “โครงการ” เท่านั้นที่กล่าวไว้ในจารึกว่ามีสามเส้นทาง ในขณะที่ในประเทศเขมร เราพบตลอด และก็ยังครบบริบูรณ์ ซึ่งทําให้เกิดคําถามว่า หากในเขมรสามารถที่จะรักษาไว้ได้ครบบริบูรณ์ เหตุใดในเมืองไทยที่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร จึงไม่พบเห็นเส้นทางดังกล่าว และเป็นไปได้หรือ ที่มันจะเลือนหายไปหมดตลอดเส้นทาง ในเมื่อในเขมรยังรักษาไว้ได้ สภาพอากาศ สภาพของคนก็คล้ายๆ กับประเทศไทย

ดังนั้นเส้นทางสายชัยวรมันที่ 7 ก็อาจจะยังไม่เสร็จ เป็นเพียง “โครงการ” (project) ที่จะต้องมี แล้วก็มาสร้าง “บ้านมี ไฟ” เอาไว้ก่อน เพื่อที่จะกําหนดเส้นทางเอาไว้ก็เป็นไปได้

แม้ว่าจะยังไม่สามารถชี้ชัดไปได้แน่นอนว่าเส้นทางสายพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียง project ที่คิดจะสร้างในอนาคต แต่อย่างน้อยอาจารย์สุรัสวดีก็ได้เริ่มต้นที่จะลองตามหารากรอยของเส้นทางดังกล่าว และได้รู้ว่ายังมีคําถามอีกมากมายที่รอคอยนักโบราณคดีรุ่นหลังให้ก้าวไป ค้นคว้าศึกษาต่อไป


 



ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับเดือนเมษายน 2545
ผู้เขียน   : สุรัสวดี อิฐรัตน์ ผู้วิจัย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อัมพร จิรัฐติกร เก็บความและเรียบเรียง
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2565
เผยพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 4 ตุลาคม 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_94241
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศรัทธา "บ่อเกลือพันปี" “เกลือ” ขจัดสิ่งอัปมงคล เมื่อ: ตุลาคม 04, 2022, 05:31:51 am



ศรัทธา "บ่อเกลือพันปี" “เกลือ” ขจัดสิ่งอัปมงคล

“เกลือ” นับแต่โบร่ำโบราณเชื่อกันว่าเกลือนั้นสามารถขจัดสิ่งอัปมงคล สิ่งชั่วร้ายออกไปจากบ้านได้...สมัยโบราณหากมีการไปงานศพเมื่อกลับถึงบ้านก่อนเข้าบ้านก็จะโรยเกลือที่ทางเข้าบ้านก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าบ้าน

อีกทั้งในยุคนี้ก็มีคนไม่น้อยที่เชื่อว่า...ยามใดที่บ้านไหนมีปัญหารุมเร้าเข้ามามากๆ เรียกว่ามีแต่เรื่องร้ายๆทำให้ชีวิตวุ่นวายร้อนใจ หรือแม้กระทั่งเมื่อเราไปซื้อบ้านมือสอง รถยนต์มือสอง ถ้าต้องการล้างอาถรรพณ์ สิ่งไม่ดีต่างๆก็ให้เอาเกลือเม็ดราวๆหนึ่งกำมือมาผสมกับเหรียญเศษสตางค์ตามสมควร



แล้วก็นำไปโปรยให้ทั่วบ้าน ทั่วรถยนต์ทิ้งค้างไว้หนึ่งคืน แล้วก็เก็บกวาดให้สะอาดรวบรวมนำไปห่อด้วยผ้าขาวแล้วเอาไปไว้ที่วัดหรือโคนต้นไม้ใหญ่...หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องเอา “เกลือไล่ผี” อาจจะกล่าวได้ว่าความเชื่อที่ว่านี้มาจากชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนที่เชื่อกันว่าเกลือเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปได้

“องเมียว” นักพลังจิตสมัยเฮอัน มักจะใช้เกลือในพิธีไล่วิญญาณ ด้วยว่าเกลือที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีฤทธิ์ปัดเป่าปิศาจร้ายออกไปนั่นเอง

ให้รู้ไว้อีกว่าในการแข่งขันซูโม่ก่อนแข่งก็จะมีการเอาเกลือมาโรยรอบๆสนามเป็นวงกลมเพื่อเป็นการชำระล้างจิตใจ...ร่างกายก่อนลงสนามนอกจากนี้แล้วเกลือที่โรยเอาไว้ยังทำให้ง่ายต่อการตัดสินเพราะใครที่ถูกดันจนออกนอกวง เกลือก็จะติดเท้าไปด้วย ถ้าไปญี่ปุ่นหากสังเกตให้ดีๆอาจจะเห็นร้านรวงต่างๆวางเกลือไว้ที่หน้าร้าน เพราะมีความเชื่อในเรื่อง...การโรยเกลือเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาในร้านได้ อีกส่วนหนึ่งว่ากันว่าสมัยก่อนยุคที่ใช้วัวเดินทางสัญจร ร้านค้าต่างๆก็จะนำเกลือมาวางเอาไว้ให้วัวที่แวะเวียนผ่านมาได้หยุดกินที่หน้าร้าน



ประหนึ่งเมื่อวัวหยุด เจ้าของวัวก็ต้องหยุดแวะที่ร้านนั้นๆเลือกซื้อของไปในตัว

การใช้เกลือทางความเชื่อเป็นเช่นนี้ กระนั้นแล้วกับเรื่องราวลี้ลับ ปาฏิหาริย์...จะได้ผลจริงมากน้อยอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับความเชื่อศรัทธาของแต่ละคน...ในแต่ละยุคสมัย

นอกจากนี้แล้วยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ “เกลือ” ในทางมงคลอีกด้วยว่า เกลือเป็นสิ่งที่ดึงดูดทรัพย์ โชคลาภ สิ่งดีๆให้เข้ามาถึงชานเรือน ทั้งยังใช้แก้ฮวงจุ้ยไม่ดีได้อีกด้วย เคล็ดลับวิธีการที่บอกเล่าต่อๆกันมาก็ อาทิ ห้องน้ำฮวงจุ้ยไม่ดีก็ให้นำชามใส่เกลือวางไว้ในห้องน้ำ หรือ...ห้องครัวก็ควรที่จะมีเกลือติดครัวเอาไว้เสมอ

“เกลือ” เหล่านี้จะช่วยดูดซับเชื้อโรค...ความชื้น ช่วยให้คนในบ้านแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย

@@@@@@

“บ่อเกลือพันปี” บ้านบ่อโพธิ์ ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก แหล่งเกลือสินเธาว์ธรรมชาติที่มีมาแต่เก่าก่อน ทุกต้นปีราวเดือนมกราคม ชาว บ้านที่ศรัทธามีความเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้มีตำนานเล่าขาน โดยเฉพาะ “เจ้าปู่” ที่คอยปกปักคุ้มครองรักษาดูแล

เมื่อถึงเวลาเปิดบ่อเกลือ ชาวบ้านจะทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่บ่อเกลือ เพื่อบอกกล่าวว่าจะทำการเปิดบ่อ ซึ่งเป็นเหมือนการส่งสัญญาณว่า...ฤดูกาลแห่งการทำเกลือกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ชาวบ้านจะใช้วิธีการตักน้ำเกลือออกมาเท่านั้น จะไม่มีการใช้เครื่องสูบ โดยทำการหาบครั้งละถัง...สองถัง คนโบราณเชื่อว่า...หากผู้ใดฝ่าฝืนอาจมีอันเป็นไป



วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ “ชาวบ่อโพธิ์” ก็ยังคงปฏิบัติตามข้อห้ามที่ว่านี้อย่างเคร่งครัด อาจกล่าวได้ว่านี่คือกลอุบายของคนสมัยก่อนที่อยากให้มีน้ำเกลือใช้ตลอดไปไม่มีวันหมด

กรณีศึกษาเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับบ่อเกลือพันปี ในบ้านบ่อโพธิ์ วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีที่ 8 : ม.ค.-มิ.ย.63 สะท้อนเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่บ้านที่ว่า ยุคที่มีทหารของพ่อขุนบางกลางท่าวสังเกตว่าบ่อน้ำนี้เหตุใดจึงมีน้ำใสๆจึงแตะชิม ปรากฏ...น้ำในบ่อได้มีรสเค็มจึงตักไปถวาย

เมื่อท่านได้ชิมจึงสั่งให้ทหารนำน้ำมาเคี่ยวในกระทะ พอน้ำเกลือตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ จึงให้ทหารนำมาเป็นเสบียง เพื่อส่งให้กับกรุงสุโขทัยในศึกต่างๆจนได้ชัยชนะ...ยกทัพกลับกรุงสุโขทัย



“พิธีบุญปราสาทผึ้ง”...อีกประเพณีที่สำคัญเพื่อเป็นการขอบคุณที่ให้น้ำเกลือ ในเดือนเจ็ด...ชาวบ้านจะนำขี้ผึ้งแท้มาใส่ขันแล้วตั้งกระทะขึ้นมาแล้วเอาขันลงไปวางไว้ในน้ำเดือดๆ แล้วนำลูกมะละกอเล็กๆมาปอกแล้วหาไม้โค้งนำมะละกอมาเสียบ ชุบขี้ผึ้งจนกลายเป็นดอกผึ้งติดปราสาทผึ้ง

ถือว่า...พิธีนี้เป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้น้ำเกลือแก่ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ อีกทั้งยังเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาคนในหมู่บ้านด้วย

@@@@@@

“บ่อเกลือ” อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เป็นอีกตำนานและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ มีตำนานการค้นพบที่เล่าสืบต่อกันมาน่าสนใจว่า...มีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมักจะมากินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม กระทั่งข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึง “เจ้าหลวงภูคา” และ “เจ้าบ่อหลวง” จึงมาดูน้ำเกลือ

ทั้งสองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั่นเพื่อแข่งขันพุ่งหอก เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปทางทิศตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอก... ปัจจุบันเป็นที่ทรงเจ้าของชาวบ้านบ่อหลวง

ส่วนเจ้าบ่อหลวงพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมางข้ามมาตกที่ตั้งหอเจ้าบ่อหลวงในปัจจุบัน...ซึ่งอยู่ข้างบ่อเกลือใหญ่หรือบ่อเกลือเหนือ ผู้คนที่มาดูได้นำหินมาก่อเป็นที่สังเกต แล้วตั้งโรงหอทำเป็นพิธีระลึกถึงบุญคุณเจ้าพ่อทั้งสองพระองค์ทุกปี



ภายหลังได้จัดตั้งชุมชนขึ้นโดยนำคนจากเชียงแสนเข้ามาอยู่ในพื้นที่และทำเกลืออยู่ในบริเวณนี้ ผ่านมาถึงวันนี้ก็คือบรรพบุรุษของ “คนบ่อหลวง” ตามประวัติเล่าขานมากว่าพันปี

ดินแดนแห่งนี้ยังคงมีร่องรอยทางประวัติ ศาสตร์และพิธีกรรมโบราณ ชาวบ้านบ่อหลวงจะไม่ผลิตเกลือในช่วงเข้าพรรษา อีกทั้งสืบต่อพิธีกรรมที่สำคัญมาโดยตลอด


อย่าง...วันแรม 8 ค่ำ เดือน 5 หมู่บ้านบ่อหลวงจะปิดไม่ให้คนนอกขับรถเข้ามาเป็นเวลา 3 วัน...แต่เดินเท้าเข้ามาได้ ด้วยว่าช่วงนี้จะมีการทำพิธีบวงสรวงเจ้าบ่อหลวง...มีการเลี้ยงเจ้า เลี้ยงผี เพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้อง คุ้มครองและให้เกลือเป็นทรัพยากรที่นำมาใช้เลี้ยงชีพตลอดช่วงปีที่ผ่านมา


“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.

                                   รัก-ยม





Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2508842
25 ก.ย. 2565 05:52 น.
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปรียบเทียบ กินเจ มังสวิรัติ และวีแกน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เมื่อ: ตุลาคม 04, 2022, 05:21:19 am



เปรียบเทียบ กินเจ มังสวิรัติ และวีแกน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เป็นที่รู้กันดีว่า “กินเจ” หมายถึงการงดบริโภคเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจ เพื่อเป็นการทำบุญ แต่วันนี้มีทางเลือกของการงดบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น เช่น มังสวิรัติ และวีแกน ซึ่งแต่ละรูปแบบมีกฎในการกินที่แตกต่างกันออกไป

@@@@@@@

กินเจ

การกินเจ ไม่เพียงงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่ยังงดทุกผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ เช่น ไข่ น้ำมันหมู เนย นมจากสัตว์ (นมวัว นมแพะ ฯลฯ) ขณะเดียวกัน กฎของการกินเจยังห้ามกินผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม (หัวกระเทียม ต้นกระเทียม) หัวหอม ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ กุยช่าย ใบยาสูบ บุหรี่ ยาเส้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รวมถึงห้ามกินอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น เผ็ด เค็ม หรือหวานจัด นอกจากนี้ผู้ที่กินเจยังมีข้อห้ามปฏิบัติทางกายอีกด้วย ได้แก่ ห้ามพูดคำหยาบ คิดร้าย จิตใจขุ่นมัว และถือศีล 8



ผู้ที่กินเจ นอกจากงดกินเนื้อสัตว์แล้วยังงดกินผักที่มีกลิ่นฉุนพร้อมทั้งยังถือศีลควบคู่กันไปด้วย

@@@@@@@

มังสวิรัติ

ส่วนการกินมังสวิรัตินั้น นอกจากงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังสามารถแบ่งประเภทการกินมังสวิรัติออกไปได้อีกหลายระดับ เช่น

   -  กลุ่มที่ 1 มังสวิรัตินมและไข่ (Lacto-ovo vegetarian) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ สามารถทานทั้งนมและไข่ได้ แต่งดเนื้อสัตว์ทุกประเภท
    - กลุ่มที่ 2 มังสวิรัตินม (Lacto vegetarian) กลุ่มนี้สามารถทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้ เช่น นม ชีส โยเกิร์ต เนย แต่งดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากไข่ทุกประเภท
    - กลุ่มที่ 3 มังสวิรัติไข่ (Ovo vegetarian) กลุ่มนี้สามารถทานไข่ได้ แต่งดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมทุกประเภท
    - กลุ่มที่ 4 มังสวิรัติปลา (Pescatarian) กลุ่มนี้สามารถทานปลาและหอยได้ ในบางรายอาจทานนมหรือไข่เสริมด้วยก็ได้ แต่ไม่ทานเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว
    - กลุ่มที่ 5 กึ่งมังสวิรัติ (Pollotarian) กลุ่มนี้สามารถทานปลา ไก่ ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมทุกประเภท แต่งดเนื้อสัตว์ใหญ่หรือเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว
    - กลุ่มที่ 6 มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) กลุ่มนี้เป็นคนที่ทานมังสวิรัติอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเริ่มทาน แต่ไม่สามารถเลิกทานอาหารแบบปกติได้ และไม่อยากเครียดในการกินมังสวิรัติ

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดเจน คือ กลุ่มนี้ยังทานเนื้อสัตว์เล็กอยู่ เพียงแค่ทานในปริมาณที่น้อยลง ร่วมกับการลดปริมาณน้ำตาลในมื้ออาหาร และจำกัดของหวาน เน้นทานอาหารจากพืชเช่นเดียวกับมังสวิรัติกลุ่มอื่นๆ หากร่างกายเริ่มชินและต้องการขยับเลเวลไปทานมังสวิรัติที่เคร่งขึ้นแบบกลุ่มอื่นก็สามารถทำได้



ผู้ที่กินมังสวิรัติบางกลุ่มสามารถเลือกกินเนื้อสัตว์บางชนิดรวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ด้วย

วีแกน

เป็นอีกหนึ่งระดับของการกินมังสวิรัติ แต่กลุ่มนี้จะมีความเคร่งครัดกว่า นั่นคือไม่บริโภคอาหารที่มาจากผลิตภัณฑ์ของสัตว์เลยแม้กระทั่งน้ำผึ้ง กินแต่พวกธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้ ผัก และพืชตระกูลถั่วเท่านั้น ซึ่งนอกจากงดการกินอาหารที่มาจากสัตว์ทั้งหมดนี้แล้ว ชาววีแกน ยังงดการเบียดเบียนสัตว์ทุกชนิดทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ทำมาจากหนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ทดลองกับสัตว์ก็ตาม



ผู้ที่กินวีแกน จะงดการกินเนื้อสัตว์รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างเคร่งครัด ไปจนถึงงดการใช้ของใช้ต่างๆ และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์ที่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย

@@@@@@@

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทั้งการกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน เหมือนกันตรงที่ “งดกินเนื้อสัตว์” แต่ทั้ง 3 กลุ่มก็มีรายละเอียดที่ปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป โดยข้อดีของการกินแบบนี้ก็คือ

    - ได้รับไฟเบอร์จากผักและผลไม้จำนวนมาก
    - มีไขมันอิ่มตัวน้อย เพราะไม่กินเนื้อ
    - ได้รับสาร phytochemical หรือสารพฤกษเคมีจากผักและผลไม้หลายชนิด มีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดและโรคสำคัญที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือโรคมะเร็ง
    - ลดปริมาณไขมันที่กิน จึงช่วยให้ปริมาณแคลอรีที่รับเข้าไปน้อยลงตามไปด้วย
    - ช่วยลดความดัน เพราะกินผักกับผลไม้เยอะ
    - ช่วยลดการท้องผูก เพราะผักกับผลไม้ที่รับประทาน



ควรเลือกกินถั่วหลากหลายชนิดเพื่อให้โปรตีนที่เพียงพอเท่ากับการกินเนื้อสัตว์

อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อดีแล้ว การกินอาหารที่งดเนื้อสัตว์ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน คือ

    - ปริมาณ และคุณภาพของโปรตีนอาจไม่เพียงพอ
    - ไฟเบอร์เยอะอาจดี แต่บางทีอาจไม่ย่อยและทำให้อยู่ในท้องเรานานจนเกินไป
    - อาจไม่ได้รับ วิตามิน B12, D, zinc, iron, และโอเมกา 3 ที่เพียงพอ
    - อาจส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

@@@@@@@

ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน ก็ควรเลือกกินอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากการงดกินเนื้อสัตว์ ด้วยการเลือกกินถั่วชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้รับโปรตีนจำนวนมาก พยายามกินให้หลากหลายเพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอ และควรกินโปรตีนเสริมจากถั่วเหลืองหรือไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่หาได้ง่าย

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน ก็ทำให้อ้วนได้ แม้ว่าจะมีแคลอรีน้อยกว่าการกินเนื้อสัตว์และได้ไฟเบอร์จากการกินผักก็ตาม แต่ใช่ว่าจะไม่มีแคลอรีหลงเหลือในอาหารที่เลือกกินอยู่เลย หากได้รับมากเกินไปโดยไม่มีการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกายก็ทำให้เกิดไขมันส่วนเกินและอ้วนได้เช่นกัน.






Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/food/2515887
2 ต.ค. 2565 14:41 น.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ย้อนรอยโศกนาฏกรรม ตำนานเรื่องเล่าของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” อัครมเหสีใน ร.5 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2022, 06:34:19 am


สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี


ย้อนรอยโศกนาฏกรรม ตำนานเรื่องเล่าของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” อัครมเหสีในรัชกาลที่ 5

กรณีสิ้นพระชนม์ของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 ในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยเรือพระประเทียบล่มขณะกำลังเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน ถือเป็นกรณีสิ้นพระชนม์ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ต่างไปจากทุกพระองค์ที่สิ้นพระชนม์จากพระโรคใดพระโรคหนึ่ง แต่สมเด็จพระนางเรือล่มสิ้นพระชนม์จากการจมน้ำจากที่เรือพระประเทียบล่ม

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2403 ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระราชบิดาว่า พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ ต่อมาพระองค์ได้เป็นอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 (ไม่ทราบปีที่แน่นอน แต่ต้องก่อนปี พ.ศ. 2421) และได้ประสูติพระราชธิดาองค์แรกคือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2421

ขณะนั้น อาจกล่าวได้ว่า พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงเป็นที่โปรดปรานเสน่หาในพระราชสวามีเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความชื่นชมโสมนัสของรัชกาลที่ 5 ได้สิ้นสุดลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดคิดกับเจ้านายทั้ง 2 พระองค์ อีก 2 ปีต่อมา


สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดา

ก่อนการเสด็จพระราชวังบางปะอินในปี พ.ศ.2423 สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์  ทรงพระสุบิน (ฝัน) บอกเหตุในคืนก่อนวันสิ้นพระชนม์ว่า “พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอได้เสด็จไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง  ขณะทรงพระราชดำเนินข้ามสะพาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอบังเอิญพลาดพลัดตกลงไปในน้ำ พระองค์ได้ทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอไว้ได้ครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ลื่นหลุดพระหัตถ์ไปอีก ทรงตามไขว่คว้าจนพระองค์เองตกลงไปในน้ำด้วย ทรงหวั่นในพระทัยอยู่เหมือนกันว่าพระสุบินนี้จะเป็นลางร้าย แต่สุดท้ายก็ได้ตามเสด็จไปตามพระราชประสงค์”

การเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานจากกรุงเทพมหานครไปประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน   เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 บรรณาธิการหนังสือ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” ที่เขียนโดย คุณณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ได้อธิบายเหตุการณ์นี้ว่า “เส้นทางเสด็จจะเสด็จทางเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางปะอิน โดยการเสด็จครั้งนี้ได้มีการจัดขบวนเรือเสด็จ โดยจัดเรือเก๋งที่ประทับพระมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาพระพี่เลี้ยงที่ตามเสด็จครอบครัวละหนึ่งลำ โดยใช้เรือกลไฟลากจูงนำหน้า

ซึ่งขบวนเสด็จนั้นก็จะเสด็จไปพร้อม ๆ กัน แบบเรียงหน้ากระดาน เริ่มด้วยเรือกลไฟราชสีห์ ลากจูงเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี เรือโสรวาลลากจูงเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เรือปานมารุตลากจูงเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เรือยอร์ชอยู่ติดชายฝั่ง ลากจูงเรือพระประเทียบของสมเด็จฯ กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร และถัดมาเป็นเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ตามลำดับ


@@@@@@@

ขบวนเรือพระประเทียบทั้งหมดออกจากท่าราชวรดิษฐ์มุ่งหน้าสู่พระราชวังบางปะอิน แต่ขณะนั้นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้เสด็จตามไปในทันที เพราะยังติดพระราชกรณียกิจอยู่ในพระบรมหาราชวัง ก่อนจะลงเรือพระที่นั่งโสภณภควดีตามเสด็จไป”

เมื่อขบวนเรือพระที่นั่งไปถึงบางตลาด จวนจะเข้าเกร็ดพบเรือราชสีห์นั้น จมื่นทิพเสนากับปลัดวังซ้ายลงมากราบทูลว่า เรือพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์  ซึ่งเรือปานมารุตจูงไปนั้นล่มที่บางพูด เนื่องจากเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ชนกับเรือโสรวาร พระองค์จึงรีบแล่นเรือพระที่นั่งไปที่บางพูด

เมื่อพระองค์เสด็จไปถึง พระยามหามนตรีทูลว่า “เรือราชสีห์ซึ่งจูงเรือพระองค์เจ้าสุขุมาลนั้นไปหน้าใกล้ฝั่งตะวันออก เรือโสรวาลซึ่งพระยามหามนตรีไปจูงเรือพระองค์เจ้าเสาวภาตามไปเป็นที่สองแนวเดียวกัน  เรือยอร์ชสมเด็จกรมหลวงซึ่งจูงเรือกรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูรไปทางฝั่งตะวันตกตรงแล่นกับเรือราชสีห์ แล้วเรือปานมารุตแล่นสวนขึ้นมาช่องกลางห่างเรือโสรวาล 10 ศอก พอเรือปานมารุตแล่นขึ้นไปใกล้เรือราชสีห์ ก็เบนหัวออก ศีรษะเรือไปโดนเรือโสรวาล น้ำเป็นละลอกปะทะกัน กดศรีษะเรือพระประเทียบจมคว่ำลง”

@@@@@@@

อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงนี้เกิดจากความประมาทในการเดินเรือเป็นสาเหตุสำคัญ แต่กระนั้นยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ความเคร่งครัดในกฎมณเฑียรบาลที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล กฎมณเฑียรบาลข้อนี้ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการช่วยเหลือ จนทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์พร้อมกับพระราชธิดาในที่สุด

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประสบกับความสูญเสียครั้งสำคัญ เหตุการณ์ครั้งนั้นกลับไม่ได้ผ่านพ้นไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ตามมายังคงเป็นอนุสรณ์ถึงการพลัดพราก รวมทั้งยังถูกสร้างสีสันผสมผสานกับศรัทธาของราษฎรสมัยหลัง ความผูกพันที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และพระราชธิดาปรากฏนอกเหนือจากการเตรียมงานพระศพอย่างสมพระเกียรติแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสิ่งของถวายเป็นพระราชกุศลอย่างการหล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์

แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การสร้างถาวรวัตถุเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงหลายแห่งที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน อาทิ โรงเรียนสุนันทาลัย อนุเสาวรีย์ที่สวนสราญรมย์ อนุเสาวรีย์ที่พระราชวังบางปะอิน อนุเสาวรีย์ที่น้ำตกพลิ้ว จันทบุรี และพระเจดีย์ที่บางพูด นนทบุรี


พระเจดีย์ที่บางพูด นนทบุรี

สถานที่เกิดเหตุนับเป็นอีก 1 เรื่องที่น่าสนใจในหมู่ราษฎร โดยเฉพาะ วัดกู้ นนทบุรี ที่มีการกล่าวขานว่า เป็นสถานที่กู้เรือพระศพและเรือพระที่นั่ง ซึ่งทางวัดได้จัดแสดงเรือโบราณลำหนึ่งในศาลเป็นหลักฐาน (ปัจจุบันศาลหลังนี้ได้ถูกรื้อและบูรณะเป็นศาลหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว) ขณะเดียวกันผู้รู้ในท้องถิ่น คุณพิศาล บุญผูก ได้ให้ข้อมูลว่า

“แท้จริงแล้วสถานที่เกิดเหตุอยู่ที่หน้าวัดเกาะพญาเจ่ง หรือวัดเกาะบางพูด เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ทรงระฆังภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่ทิศ ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เจ้าฟ้าในพระครรภ์ และพระพี่เลี้ยงแก้ว”

อีกทั้ง คำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่สืบต่อมาและบันทึกพระราชกิจรายวันในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังระบุว่า เรือพระที่นั่งล่มลงบริเวณหน้าวัดเกาะพญาเจ่ง มีการอัญเชิญพระบรมศพและพลิกเรือให้หงายขึ้นในบริเวณนั้น รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์เป็นพระราชอนุเสาวรีย์ขึ้นยังตำแหน่งที่เกิดเหตุ มิได้กู้เรือขึ้นไว้บนฝั่งแต่อย่างใด เพราะทำเลวัดอยู่ห่างชายฝั่งมาก ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

แต่จากเอกสาร ข้อเขียน และป้ายแสดงพระประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่ปรากฏอยู่ในวัดกู้หลายแห่ง จึงทำให้มีแนวโน้มว่า มีการกู้ซากเรือขึ้นไว้บนบก รวมทั้งอัญเชิญพระศพขึ้นที่หน้าวัดกู้ แต่หากพิจรณาจากจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันแล้วจะพบว่า เรือพระประเทียบแค่เกยทรายจมลง สามารถกู้และนำกลับพระนครที่แห่งนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องปล่อยให้เรือพระประเทียบล่องไปทางวัดกู้ที่อยู่เหนือขึ้นไป

@@@@@@@

เรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และรัชกาลที่ 5 สร้างความประทับใจแก่ราษฎร โดยเฉพาะเรื่องของความรักและการพลัดพราก ปัจจุบันศาลสมเด็จพระนางเจ้าฯ หลังใหม่ของวัดกู้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของพระองค์ ผู้คนที่มาสักการะยังศาลแห่งนี้มักมาด้วยความศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่สามารถดลบันดาลให้สมความปรารถนาตามแต่ต้องการ แต่ขณะเดียวกัน ได้มีเรื่องน่าพิศวงจากอาถรรพ์ของดวงพระวิญญาณตามมาด้วย เช่น ผู้ที่มาศาลส่วนใหญ่มักเล่าว่าตนเองฝันเห็นสตรีสูงศักดิ์ หรือ เด็กทารก และเมื่อมาศาลแล้วก็จะมีอาการเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น

เรื่องนี้ได้สร้างความประทับใจและความศรัทธามากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีการถวายของบูชาต่างๆ ณ อนุเสาวรีย์ที่สวนสุนันทา โดยมักจะมีผู้นำดอกกุหลาบสีชมพูไปถวาย เพราะเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในความรัก การบูชาลักษณะดังกล่าวแสดงถึงความใกล้ชิดที่ราษฎรมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ มากขึ้น

ท้ายนี้ จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” ผู้ล่วงลับมิได้ล่วงเลยตามกาลเวลา แต่ยังคงถูกบอกเล่าและปฏิบัติสักการะด้วยความเคารพบูชาตามแบบของตนจนถึงปัจจุบัน






อ้างอิง :-
- องค์ บรรจุน. (2552 ,พฤศจิกายน).วัดเกาะพญาเจ่ง (วัดเกาะบางพูด) และความจริงบางอย่างที่ยังไม่ได้พูด. ศิลปวัฒนธรรม. 31(1) : 102-106.
- นนทรพร อยู่มั่งมี. ( 2552 ,พฤศจิกายน).วิปโยคกลางสายน้ำกับเรื่องเล่า “เสด็จแม่สุนันทา”. ศิลปวัฒนธรรม 31(1) : 95-99.
- รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช.( 2557 ,พฤศจิกายน). ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ : กรณีสวรรคตของสมเด็จพระนางเรือล่ม : อุบัติเหตุหรือลอบปลงพระชนม์. ศิลปวัฒนธรรม. 36 (1) : 80-82.

ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : โชติกา นุ่นชู
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 มิถุนายน 2562
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_33627
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นักเขียน (บางท่าน) รับไม่ได้ที่ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” วีรบุรุษของชาติมีเชื้อสายจีน เมื่อ: ตุลาคม 03, 2022, 06:22:08 am

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี


นักเขียน (บางท่าน) รับไม่ได้ที่ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” วีรบุรุษของชาติมีเชื้อสายจีน

สำรวจความคิดเห็นจากนักเขียน (บางท่าน) ซึ่งรับไม่ได้ที่ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วีรบุรุษของชาติมีเชื้อสายจีน

“…ในสมัยหลังความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อ ‘เจ๊ก’ (ซึ่งในที่นี้เพื่อให้หมายถึงจีนและเชื้อสายจีนในเมืองไทย) ไม่สู้จะดีนัก [ช่วงเวลาสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม] และทำให้ไม่อยากเห็นวีรบุรุษของชาติเป็น ‘เจ๊ก’

ดังที่มีนักเขียนบางท่าน เช่น เอี๊ยะมิ้ง และป.พิศนาคะ ได้พยายามปฏิเสธเชื้อสายจีนของพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยกล่าวว่า พระราชมารดาเป็นธิดาผู้ดี ถูกส่งไปอยู่ในวัง จึงไปได้เสียกับเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรซึ่งโสกันต์แล้วยังประทับอยู่ในวังได้อย่างไรก็ไม่ได้อธิบายไว้) ทำให้ต้องออกจากวังมาแต่งงานกับพ่อค้าจีนผู้หนึ่ง เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชมารดาเป็นไทยและเป็นเชื้อพระวงศ์กรุงเก่า…

แต่ผู้เขียนไม่สามารถอ้างหลักฐานใดๆ มายืนยันเรื่องเล่าเชิงนิยายของตนได้ และแม้การยืนยันอีกครั้งของนักเขียนในสมัยหลังก็ไม่สามารถทำให้เรื่องนี้น่าเชื่อถือมากขึ้นไปได้…

ในทางตรงกันข้าม หลังฐานชั้นต้นจำนวนไม่น้อยได้กล่าวตรงกันว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชบิดาเป็นจีน…”

คลิกอ่านเพิ่มเติม : หากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ไม่ได้ทรงเป็น “ลูกครึ่งไทย-จีน”?!?


พระบรมรูป “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชวังเดิม ธนบุรี




ขอขอบคุณ :-
เนื้อหา  : คัดข้อความส่วนหนึ่งมาจาก หนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_11371
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / TKF Park พิพิธภัณฑ์พระเจ้าตากแห่งใหม่ เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองระยองแบบ 4D เมื่อ: ตุลาคม 03, 2022, 06:11:25 am



TKF Park พิพิธภัณฑ์พระเจ้าตากแห่งใหม่ เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองระยองแบบ 4D

ระยองเกี่ยวอะไรกับพระเจ้าตากและการสถาปนากรุงธนบุรี หาคำตอบได้ที่ TKF Park หรือชื่อทางการ อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดระยอง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใจกลางเมืองระยอง พิกัดติดกับวัดลุ่มมหาชัยชุมพล หรือที่รู้จักกันในนาม วัดลุ่ม (พระอารามหลวง) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 250 ปีการกู้กรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อ พ.ศ.2560

ซึ่งอันที่จริงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทำการมาแล้วราว 3 ปี แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องปิดชั่วคราวจนกลับมาเปิดทำการอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนพ.ศ. 2565 ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระเจ้าตากสินแห่งเดียวในไทยที่ร้อยเรียงเรื่องของพระองค์อย่างละเอียดตั้งแต่อวสานอโยธยามาจนถึงการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ ที่สำคัญตัวพิพิธภัณฑ์จัดแสดงค่อนข้างทันสมัยเล่นได้ ถ่ายรูปได้ ให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในเนื้อหานิทรรศการ ไม่ใช่แค่โบราณวัตถุจัดวางแล้วเดินฟังตามคนบรรยายเท่านั้น



ภายในจัดแสดงนิทรรศการแบบถาวรซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้น 6 โซนตามรูปแบบของเนื้อหา ความน่าสนใจคือรูปแบบการจัดแสดงที่มีการใช้สื่อมัลติมีเดียเข้ามาเสริมทั้งภาพ แสง เสียงและไฮไลต์คือห้องจัดแสดงที่ 4 นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบ 4D ให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ร่วมแบบเข้าใจง่ายผ่านทุกสัมผัส เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดระยองได้โดยไม่จำเป็นต้องอ่านเพียงอย่างเดียว



เข้าไปภายในชั้นแรกจะเจอกับร้านขายของที่ระลึกประจำพิพิธภัณฑ์ที่หากเดินเข้าไปโซนด้านในจะเจอกับนิทรรศการ “ถิ่นคนดีเมืองระยอง” เนื้อหาเกี่ยวกับความสำเร็จของชาวระยองในแวดวงต่าง ๆ ส่วนห้องแรกที่นำเสนอประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินในถิ่นเมืองระยอง พื้นที่ชัยภูมิที่เข้ามาตั้งฐานทัพอยู่นานกว่า 4 เดือนจะเริ่มต้นที่ชั้น 2 จากโซนที่ชื่อว่า “โหมโรงเจ้าตากสิน” ที่จะมีวิทยากรบรรยายอย่างกระชับเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับสงครามครั้งสำคัญ ก่อนพาเข้าสู่ห้องถัดไป



โซน 2 “อวสานสิ้นอโยธยา” จัดแสดงภาพจำลองของตลาดท่าประดู่ ร่วมกับจอฉายภาพยนตร์แบบเต็มผนัง ฉายเรื่องราวบทสนทนาของวีรชนคนระยองขณะมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมทัพพระยาตากในช่วงเวลาคับขัน ให้บรรยากาศกับผู้ชมเสมือนว่าอยู่ในเหตุการณ์ ต่อมามีการใช้ Graphic Animation Mapping เข้ามาฉายในจอทรงโค้งคล้ายกับกระดาษม้วนที่ถูกคลี่ออก เนื้อหาเป็นเรื่องราวการปะทะระหว่างทหารอังวะกับชุมนุมท้องถิ่น จุดนี้ใช้แอนิเมชันมาช่วยอธิบายกลยุทธ์การนำทัพของพระยาตากได้อย่างน่าสนใจ




เมื่อถึงโซน “ประกาศตนองค์ราชัน” มีการจัดห้องแบบจำลองให้ผู้ชมยืนตามจุดต่าง ๆ เสมือนว่ากำลังร่วมอยู่ในกองทัพ พร้อมการฉายภาพยนตร์บนจอแบบ 180 องศาซึ่งเป็นเหตุการณ์ขณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้ามาปักหลักที่เมืองระยองและรวบรวมไพร่พลพร้อมวางยุทธศาสตร์ในการกู้อธิปไตยคืนจากทัพอังวะ โดยระหว่างการฉายจะมาพร้อมกับเทคนิค 4D พื้นสั่นสะเทือนและลมพายุเหมือนเหตุการณ์ในจอภาพขณะชม

ห้องนิทรรศการสุดท้ายเป็นการจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงภายในพระราชวัง สมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแล้ว โดยพระบรมรูปจำลองขึ้นจากช่วงที่พระองค์มีพระชนมายุ 33 พรรษา ซึ่งตรงกับสมัยที่ทรงยกทัพมาเยือนเมืองระยอง ห้องนี้จึงมีชื่อว่า “สร้างเขตทัณฑ์กรุงธนบุรี” ตลอดการเข้าชมทั้ง 6 โซนที่ว่าจะมีวิทยากรนำชมและบรรยายประกอบ เฉลี่ยอยู่ที่รอบละ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยเนื้อหาหลักของแต่ละจุดเน้นการนำเสนอผ่านสื่อวิดีโอและการจำลองบรรยากาศภายในซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการนำเสนอที่เรียกความสนใจได้อย่างดี

@@@@@@@@

Fact File

    - อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ติดกับวัดลุ่มมหาชัยชุมพล (วัดลุ่ม) ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
    - เปิดทำการวันอังคาร-วันอาทิตย์ ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมพร้อมวิทยากรวันละ 4 รอบ จำกัดรอบละ 40 คน เวลา 09.30-10.30 น. 11.00-12.00 น. 13.30-14.30 น. และ 15.00-16.00 น. (เข้าชมฟรี)
    - รายละเอียดเพิ่มเติม : www.facebook.com/kingtaksinthegreatrayong

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1434497/gallery/2768281/





Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434497/
02 ต.ค. 65 (08:00 น.) , Sarakadeelite : สนับสนุนเนื้อหา
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมะ ของ พระพุทธเจ้า เป็น ประชาธิปไตย เมื่อ: ตุลาคม 03, 2022, 05:26:43 am

ขอบคุณภาพจาก pinterst


ธรรมะ ของ พระพุทธเจ้า เป็น ประชาธิปไตย


กล้าไหมที่จะทำสิ่งดีงาม

ธนํ จเช องฺควรสฺส เหตุ
พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ

องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน
พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต

องฺคํ ธนํ ชีวิตญจฺาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต
พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และ แม้ชีวิต เพื่อรักษาความถูกต้อง

จเช มตฺตาสุขํ ธีโร
ผู้ฉลาดควรสละสุขเล็กน้อย เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

เป็นบุญของคนไทยแค่ไหนที่มีในหลวง เรายังไม่ดูแล ยังจะไม่รักษากัน ต่างคนต่างเอาแต่ความคิดของตนเอง ปากก็ว่ารักชาติ รักศาสนา ถ้ารักจริง คุณกล้าไหมที่จะทำในสิ่งที่ดีงาม ที่ถูกต้องไหม เพราะคนเราพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำด้วย การกระทำกับคำพูดต้องไปด้วยกันได้ คำพูดอีกแบบ ทำอีกแบบใช่ไหม ก็ให้คิดดูนะ

@@@@@@@

การทำความดีไม่มีสูญเปล่า หมายความว่าอย่างไร.?

ทำให้เราได้ฝึก ได้ปฏิบัติขัดเกลากิเลสตนเอง แม้กายเหนื่อย แต่อิ่มใจ แต่ละคนก็ต้องฝึกเอง ทำเอง ไม่มีใครทำแทนกันได้ เราเห็นว่า คนมีชีวิตอยู่ ส่วนใหญ่ก็อยู่อย่างประมาท อายุของคนแค่ ๗๐-๘๐ ปี เท่ากับหนึ่งวันบนสวรรค์ของเทวดาเท่านั้นเอง

การภาวนาจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ถ้าเกิดผลแล้วก็คุ้มค่า เหมือนทำไร่ทำนา ตอนทำก็ลำบาก แต่พอได้ผลก็ดีใช่ไหม การภาวนาก็เช่นกัน เมื่อตั้งใจภาวนาจนเห็นผล จะเห็นว่า โลกนี้ไม่มีอะไรมีค่าเลย ของทางโลกที่คนว่ามีค่า ไปได้มา เห็นมาอะไรก็แล้วแต่ ความจริงคือ ไม่มีใครได้อะไรเลย และไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเห็นอย่างนี้ก็จะยิ่งขวนขวายทำความดีมากขึ้น มีเมตตาต่อตนเองและต่อผู้อื่นมากขึ้น

คนภาวนากับไม่ภาวนาจึงเห็นต่างกันเยอะ การภาวนาไม่เกี่ยวกับเวลา เวลาเป็นเพียงทางเดิน มันเกี่ยวที่จิตใจ เมื่อถึงพร้อมมันก็ได้ ไม่ยาก แป๊บเดียวก็ได้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่ยาก ที่ยากเพราะเราไม่เข้าใจจิตใจตัวเรานั่นเอง
 
@@@@@@@

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ มนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถรองรับธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ว่า คุณจะทำไหม ถ้าไม่ทำก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าปฏิบัติไป ไม่ต้องเห็นเยอะหรอก เห็นนิดๆ ก็อัศจรรย์แล้ว ยิ่งเห็นเข้าไป ก็จะเห็นว่า ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็นสักอย่างเดียว แต่ที่เราไม่เห็น ก็เพราะเราไม่ได้ภาวนา หรือภาวนาผิดวิธี

คนเรามัวตามใจตัวเองอยู่ อันไหนพอจะฝืนก็ไม่ฝืน พระพุทธเจ้าท่านไม่มีแนวคิดอย่างนั้น ท่านอยู่วังมีชีวิตตายทิ้งเปล่าๆ ท่านจึงเสด็จหนีจากวังไป แต่คนธรรมดา ใครเล่าจะหนีจากครอบครัว หนีจากภรรยาและลูกไป ท่านเป็นถึงกษัตริย์ มีภรรยาที่สวยงาม มีลูกพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านยังจากไปเพื่อไปแสวงหาโมกขธรรม นำกลับมาให้ครอบครัว ให้ราษฎรของพระองค์ และให้แก่มวลมนุษยชาติเลยทีเดียว อย่างคนเรานี่ธรรมดามากเลย แค่ภรรยา สามีก็รักเอาจังหลงเอาจัง แล้วมันจะไปรอดไหม ลองคิดดู





Thank to : https://www.komchadluek.net/amulet/181879
ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต , 30 มี.ค. 2557 | 00:00 น.
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิวัฒนาการ ของ "นางเงือก" | เงือกไทย มาจากฝรั่ง เมื่อ: ตุลาคม 02, 2022, 07:12:11 am

ภาพประกอบ : Monstra Niliaca, in Ulisse Aldrovandi, Opera omnia. XI Monstrorum historia cum paralipomenis historiae omnium animalium, Bologna, N. Tebaldini, 1642, p. 354.


วิวัฒนาการ ของ "นางเงือก"| เงือกไทย มาจากฝรั่ง

ในเอกสารเก่าครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา หรือเก่าก่อนหน้านั้น ที่รู้จักกันในชื่อ “โองการแช่งน้ำพระพัทธ” (พัทธ แปลว่า ผูกมัด ซึ่งเข้ากันได้ดีกับพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ อย่างพิธีแช่งน้ำ การเรียกชื่อพิธีนี้ว่า ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นความเข้าใจผิดในสมัยหลัง) มีบทร่ายพรรณนาลักษณะของพระอิศวร (องค์เดียวกับพระศิวะ) โดยมีลักษณะอย่างหนึ่งได้ถกระบุเอาไว้ว่า “เอาเงือกเกี้ยวข้าง”

แต่ “เงือก” ในที่นี้ไม่ใช่ “นางเงือก” อย่างที่คุ้นๆ กันในภาษาไทยปัจจุบันนะครับ เพราะในร่ายโบราณตอนนี้เขาหมายถึง “พญานาค” ชื่อ “วาสุกรี” (พราหมณ์อินเดียเรียก วาสุกิ) ที่ตามความเชื่อของพ่อพราหมณ์ทั้งในชมพูทวีป และอุษาคเนย์นั้นเชื่อว่า พระอิศวรท่านใช้เป็นสังวาลย์ประจำองค์อยู่เสมอ

และ “พญานาค” นั้นก็คือ “งู” ที่มีฤทธิ์อิทธิเดชเหนือธรรมชาตินั่นเอง

ดังนั้น “เงือก” จึงเป็นคำเก่าที่หมายถึง “งู” โดยไม่จำเป็นว่าหมายถึง งูที่มีหงอน อย่างพญานาค เช่นเดียวกับคำว่า “เงี้ยว” ซึ่งก็คืองู อย่างที่มีวลีว่า “งูเงี้ยวเขี้ยวขอ” ด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญก็คือ ทั้งป่าหิมพานต์ รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ของโลก ในจักรวาลวิทยา (cosmology) ของปรัมปราคติจากชมพูทวีป ที่อุษาคเนย์รับเอามาพร้อมคติความเชื่อในศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดูอื่นๆ นั้น ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า นางเงือก หรือนายเงือก ในความหมายของคนครึ่งปลา ที่มีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ และมีร่างกายส่วนล่างตั้งแต่สะโพกเป็นต้นไปเป็นหางปลาเลยด้วยซ้ำ

@@@@@@@

พูดง่ายๆ ว่า ในโลกของภาษาไทย อย่างน้อยก็ตั้งแต่ยุคก่อนสถาปนา-แรกสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้น เรายังไม่รู้จักกับเงือกในความหมายของคนครึ่งปลา แต่มีคำว่าเงือกใช้ในความหมายว่างู หรือพญานาค เท่านั้น

พวกฝรั่งเองดูจะมีอะไรทำนองนี้เกี่ยวกับ “เงือก” ในความหมายของคนครึ่งปลาเหมือนกัน

ในเทพปกรณ์ของพวกกรีก มีสัตว์มหัศจรรย์ซึ่งมีรูปร่างเป็นครึ่งคนครึ่งนก คือมีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นนก แต่บางทีก็ถูกแสดงออกมาในงานศิลปะด้วยรูปนกที่มีหัวเป็นมนุษย์ ทีเรียกกันว่า “ไซเรน” (Siren)

พวกมันมีถิ่นที่อยู่ตามเกาะแก่ง หรือโขดหินในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะละแวกเขตประเทศอิตาลีในปัจจุบัน พวกไซเรนจะคอยขับขานเสียงร้องเป็นเพลงที่หวานรื่นเสนาะหูออกมา เพื่อหลอกล่อให้ชาวเรือเคลิบเคลิ้มแล้วกระโดดลงทะเลจนจมน้ำตาย

มหากาพย์โอดิสซี (Odyssey) ของมหากวีโฮเมอร์ (Homer) ซึ่งเชื่อกันว่า ประพันธ์ขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ได้เล่าว่า โอดิซิอุส (Odysseus, พระเอกของเรื่องผู้ทำให้มหากาพย์เรื่องนี้มีชื่อว่า โอดิสซี) ได้รับคำแนะนำจากเทพีเซอร์ซี (Circe, บางตำนานก็ว่าเป็นแม่มด หรือผู้วิเศษ) ให้เอาขี้ผึ้งมาอุดหูของลูกเรือของเขาให้หมดทุกคน เพื่อจะให้ไม่ได้ยินเสียงของพวกไซเรน


@@@@@@@

แต่ตัวของโอดิสซิอุสเองนั้น ต้องการที่จะได้ยินเสียงเพลงจากเหล่าไซเรนสักครั้ง เขาจึงไม่เอาขี้ผึ้งมาอุดหู แต่เอาตัวเองผูกไว้กับเสากระโดงเรือ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมนต์แห่งเสียงเพลงจนตาย พร้อมกับเป็นการช่วยให้เขาไม่บังคับเรืออกนอกเส้นทางเพราะถูกมนต์สะกดเอาได้

ในขณะที่เอกสารภาษาละตินของปูบิลุส โอวิดิอุส นาโซ่ (P?blius Ovidius N?s?) หรือที่ในโลกภาษาอังกฤษรู้จักเขาในชื่อว่า “โอวิด” (Ovid, มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่าง 43 ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ.17 หรือ 18) ที่ชื่อ “Metamorph?se?n libr?” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Metamorphoses” ที่มีความหมายแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวได้ว่า “หนังสือที่ว่าด้วยการกลายร่าง” นั้น ได้อ้างว่า แต่เดิมพวกไซเรนเป็นเพื่อนมนุษย์ของเทพีพืชพรรณธัญญาหาร และความอุดมสมบูรณ์แห่งฤดูใบไม้ผลิที่ชื่อ เพอร์เซโฟเน่ (Persephone)

เพอร์เซโฟเน่เป็นเทพีรูปงามเสียจนเทพเจ้าแห่งบาดาล และนรกภูมิอย่างฮาเดส (Hades) พึงตาพึงใจ จนได้ฉุดคร่าเอาพระนางไปเป็นชายาที่โลกบาดาลด้วยกัน (เพอร์เซโฟเน่จึงถูกบูชาในฐานะราชินีแห่งโลกบาดาลด้วย)

ในระหว่างที่ถูกฉุดคร่านั้นบรรดาเพื่อนมนุษย์ของไท้เธอพยายามออกตามหาพระนางไปทุกหนแห่ง แต่ก็ไม่เจอ พวกเธอจึงอ้อนวอนต่อบรรดาเทพเจ้าให้พวกตนเองมีปีก เพื่อจะได้บินข้ามทะเลสมุทรตามหาพระนางได้ เหล่าทวยเทพจึงให้พรพวกเธอตามที่ขอ และก็ทำให้เกิดเป็นบรรดาไซเรนขึ้นมาในที่สุด

@@@@@@@

แต่จู่ๆ พวกฝรั่งก็จับ “ไซเรน” ตัดต่อพันธุกรรมจาก “นก” ให้กลายเป็น “ปลา” มันเฉยๆ เสียอย่างนั้น

นักโบราณคดีพบหลักฐานการจับเอาไซเรนมาเปลี่ยนสปีชีส์ จากนกมาเป็นปลา ในภาพเขียนบนภาชนะดินเผาที่พบที่เมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ ที่มีอายุอยู่ในช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาล และภาพเขียนบนตะเกียงดินเผาบางชิ้นของชาวโรมัน แต่หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่งจะปรากฏในหนังสือประเภทสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ จากสหราชอาณาจักรที่เขียนด้วยภาษาละตินที่ชื่อ “Liber Monstrorum”

หนังสือเล่มที่ว่านี้เขียนขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่ถูกตัดลอกอย่างแพร่หลายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-10 คือเป็นเวลานับพันปี โดยมีข้อความพรรณนาถึงไซเรนเอาไว้ว่า

“หญิงสาวแห่งท้องทะเล…มีรูปร่างดุจสาวพรหมจารี แต่มีหางเป็นปลาที่มีเกล็ด”

หนังสือเล่มที่ว่านี้ เขียนขึ้นในช่วงยุคกลางของยุโรป (คริสต์ศตวรรษที่ 5-15) ซึ่งไซเรนที่มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งปลานั้น ดูจะเป็นที่แพร่หลายกว่าลักษณะครึ่งคนครึ่งนก เหมือนในปรัมปราคติของชาวกรีก ส่วนคำว่า “mermaid” ที่แปลตรงตัวว่า หญิงสาวแห่งทะเล (ถ้าเป็นผู้ชายเรียก merman) ก็ดูจะเป็นคำที่รู้จักแพร่หลายแล้ว


@@@@@@@

อันที่จริงแล้ว เจ้าสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ครึ่งคนครึ่งปลา อย่างที่เรียกในโลกภาษาไทยทุกวันนี้กันว่า “เงือก” นั้น เคยมีอยู่ก่อนแล้วในวัฒนธรรมส่วนอื่นๆ ของโลก ข้อความในพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) พระธรรม 1 ซามูเอล (I Samuel 5 : 1-6) ว่าด้วยบทลงโทษของพระเจ้าต่อชาวฟิลิสไตน์ (Philistines) ที่เมืองแอชดอด หลังจากที่พวกฟิลิสไตน์นำหีบพันธสัญญา (Ark of Covenant) ไปตั้งไว้ในเทวสถานแห่งเทพดากอน (Dagon)

แสดงให้เรารู้ว่า ชาวฟิลิสไตน์ที่เมืองแอชดอด (เมืองท่าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน) เคยนับถือเทพเจ้าที่มีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ และมีร่างกายท่อนร่างเป็นหางปลา เช่นเดียวกับเมอร์แมนในโลกภาษาอังกฤษ

ในเอกสารโบราณเรื่อง “Bibliotheca Historica” หรือที่รู้จักในโลกภาษาอังกฤษว่า “Historical Library” ของนักประวัติศาสตร์เชื้อสายกรีกอย่าง ดิโอดอรุส ซิคุลุส (Diodorus Siculus, มีชีวิตอยู่ในช่วงราวศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล) ได้กล่าวถึงลัทธิการบูชาเทพีที่มีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ และมีท่อนล่างเป็นปลา ที่เขาเรียกว่า เดอร์เคโต (Derketo) ที่เมืองแอชเคลอน (Ashkelon) ซึ่งก็เป็นเมืองท่าอีกแห่งในเขตประเทศอิสราเอลปัจจุบันนี้

จะสังเกตได้ว่า เทพเจ้าที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์กึ่งปลาเหล่านี้จะถูกบูชาอยู่ในพื้นที่เมืองท่า (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด เมื่อคิดถึงความเกี่ยวข้องระหว่างน้ำกับปลา) ของชายฝังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฟากตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่โซนทวีปเอเชียในช่วงเก่าก่อนหน้าที่คริสต์ศาสนาจะบังเกิดขึ้น

เทพเจ้าเหล่านี้ถูกลดฐานะลงเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ในโลกยุโรป โดยถูกสวมทับเข้ากับไซเรน ซึ่งตามตำนานว่ามีชีวิตอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเหมือนกัน และยังมีเค้าเรื่องที่ต่อเนื่องกันอยู่

@@@@@@@

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องเสียงอันไพเราะของเงือก เช่นเดียวกับเสียงของไซเรน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคกลาง ที่คริสต์ศาสนามีอำนาจและบทบาทอย่างสูงในยุโรป มีตำนานเรื่องเกี่ยวกับเงือกชายหญิง กระจายไปทั่ว โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับทะเล

กรุงศรีอยุธยาในยุคปลายก็รู้จักนางเงือกแบบฝรั่งนี้แล้วนะครับ เพราะมีรูปเขียนของเงือกอยู่ในสมุดภาพไตรภูมิมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายแล้ว แถมรูปร่างหน้าตาของเงือกในสมุดภาพพวกนี้ ก็ยังเหมือนกับเงือกของฝรั่งอย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะมีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างนั้นเป็นปลาจริงๆ คือไม่มีขา แต่ไม่มีชื่อเรียกกำกับเอาไว้ว่า เงือกหรือเปล่า?

คำว่า “เงือก” ในความหมายของครึ่งคนครึ่งปลาในโลกภาษาไทยนั้น เพิ่งจะมามีหลักฐานชัดๆ เอาก็เมื่อสุนทรภู่แต่งเรื่อง “พระอภัยมณี” ขึ้นมา แต่เงือกของสุนทรภู่นั้นแตกต่างออกไปจากเงือกของฝรั่ง เพราะถึงจะมีหางอย่างปลา แต่ก็มีขาอย่างมนุษย์ เพราะว่าในพระอภัยมณี สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงตอนที่นางผีเสื้อสมุทรจับพ่อแม่เงือกกินเอาไว้ว่า

“แล้วนางยักษ์หักขาฉีกสองแขน ไม่หายแค้นเคี้ยวกินสิ้นทั้งคู่”

เอาเข้าจริงแล้ว อะไรที่เรียกว่า “เงือก” นั้น จึงมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตา และชื่อที่ใช้เรียก แต่ต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาและวัฒนธรรมมาเสมอ และถ้าจะมีใครลุกขึ้นมาสร้างภาพยนตร์ให้นางเงือกมีผิวสี มันก็คงจะเป็นแค่อีกหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของเจ้าสิ่งมีชีวิตในจินตนาการชนิดนี้ ด้วยเงื่อนไขอะไรก็ตามทางวัฒนธรรมในอีกยุคสมัยหนึ่งก็เท่านั้นแหละครับ •





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 - 22 กันยายน 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_603374
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บูชา "พระจุฬามณีเจดีย์" วัดจุฬามณี…งาน เงิน ปลดหนี้ เมื่อ: ตุลาคม 02, 2022, 06:16:38 am


บูชา "พระจุฬามณีเจดีย์" วัดจุฬามณี…งาน เงิน ปลดหนี้

“พระจุฬามณีเจดีย์”...นับแต่โบราณนานมาแล้วคนไทยมีความเชื่อศรัทธากันเป็นอย่างยิ่งว่าคือเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันแท้จริง จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะต้องได้ไปสักการะให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

แม้ว่าชีวิตจะล่วงลับไปแล้ว...ครอบครัวญาติมิตรที่จัดงานศพให้ก็มักเอากระทงดอกไม้ใส่มือศพที่ถูกจับมือให้พนมมือไว้ให้ไปไหว้พระจุฬามณีเจดีย์

ศรัทธาที่แน่วแน่นี้ อาจกล่าวได้ว่า มาจากความเชื่อที่แพร่หลายกันว่า “พระศรีอริยเมตไตรย” พระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็มักเสด็จมานมัสการพระจุฬามณี

ดังนั้น หากดวงวิญญาณผู้วายชนม์ได้ไปที่นั่น นอกจากจะได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุอันแท้จริงแล้ว ยังจะได้พบพระศรีอาริย์ พระอนาคตพระพุทธเจ้าได้ในคราวเดียวกัน



“มาลัยสูตร” หรือหนังสือพระมาลัย พระสูตรนอกพระไตรปิฎกที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในพม่า สะท้อนคติความเชื่อข้างต้น โดยมีเรื่องราวอยู่ว่า พระมาลัยเป็นพระเถระในลังกาทวีปได้บำเพ็ญเพียรธรรมจนบรรลุอรหันต์ ที่สำคัญคือมีอิทธิฤทธิ์สามารถเหาะข้ามภพข้ามภูมิไปนรกสวรรค์ได้

ในคราหนึ่งออกบิณฑบาต มีชายยาจกเข็ญใจเก็บดอกบัวแปดดอกออกมาจากบ่อน้ำเห็นพระมาลัยเข้าก็เกิดเลื่อมใสศรัทธาถวายดอกบัวให้ พระมาลัยดำริจะนำดอกบัวไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงเข้าฌานแล้วเหาะขึ้นไปยังลานพระเจดีย์ทันที

หลังจากได้เดินประทักษิณ บูชาพระเจดีย์ในทิศทั้งแปดแล้ว...บังเอิญได้พบ “พระอินทร์” มาสักการะ จึงได้แจ้งให้พระมาลัยทราบว่าองค์พระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์กำลังจะเสด็จมาบูชาพระจุฬามณีเจดีย์พอดี จึงคอยท่าอยู่ ระหว่างนั้นทุกครั้งที่มีเทวดาหน้าใหม่พร้อมบริวารเสด็จเข้ามานมัสการ...พระมาลัยก็จะถาม

“ใช่ไหม?”...“องค์นี้ใช่พระศรีอาริย์หรือยัง?”

พระอินทร์ก็คอยตอบว่ายังไม่ใช่ พร้อมพรรณนาถึงกุศลกรรมที่ท่านผู้นั้นกระทำมาอันส่งผลให้ได้เสวยสุขเป็นเทวดาเช่นนี้ ไล่ไปตั้งแต่เทพบุตรผู้มีบริวาร 100 บริวาร 1,000 บริวาร 1 หมื่น 2 หมื่นไปจนถึง 1 แสน ก็ยังไม่ใช่ สุดท้าย...“พระศรีอริยเมตไตรย” ก็เสด็จเข้ามาถึงพร้อมบริวารมหาศาล

O O O O



“พระมาลัย”...มีโอกาสได้สนทนาธรรม “พระศรีอริยเมตไตรย” ได้ตรัสพยากรณ์ว่า...หลังจากศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้าสิ้นสุดลงในปี 5000 จะเกิดกลียุคใหญ่ ผู้คนฆ่าฟันกันจนล้มตายลงหมดสิ้นเหลือแต่คนดีมีศีลมีธรรม จากนั้นจะถึงสมัยแห่งความสมบูรณ์พูนสุขในศาสนายุคพระศรีอริยเมตไตรย

หากผู้ใดประสงค์จะได้ไปเกิดในยุคนั้นก็ให้หมั่นบำเพ็ญกุศล สดับเทศนามหาชาติเวสสันดรชาดก ฯลฯ เมื่อพระมาลัยกลับมาสู่โลกมนุษย์แล้วจึงแจ้งข่าวนั้นแก่ญาติธรรมทั้งปวงให้เร่งทำบุญ...ทำทาน จะได้ไปเกิดในเทวโลกกันทั่วหน้า

หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้รู้มาบ้างว่า มีประเพณีการสวดมาลัยหรือสวดพระมาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลในงานแต่งงาน แต่ด้วยเหตุผลใดไม่แน่ชัดต่อมาได้กลับเปลี่ยนไปใช้สวดในงานศพแทน อาจเป็นไปได้ว่ามุ่งหมายเพื่อให้คนตายไปสักการะพระจุฬามณีตามศรัทธาความเชื่อที่กล่าวไปแล้ว


“จุฬามณีเจดีย์” พระเจดีย์ที่บรรจุพระจุฬาโมลี (มวยผม) ของพระพุทธเจ้า อรรถกถา เล่าว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกบรรพชาเสด็จข้ามแม่น้ำอโนมาแล้วจะอธิษฐานเพศบรรพชิตทรงตัดมวยพระเกศาขว้างไปในอากาศ พระอินทร์นำผอบแก้วมารองรับเอาไปประดิษฐานในพระเจดีย์จุฬามณี

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ในขณะแจกพระบรมสารีริกธาตุพระอินทร์ได้มานำเอาพระทาฐธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ข้างขวาที่โทณพราหมณ์ซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะใส่ผอบทองนำไปบรรจุด้วย

O O O O



“วัดจุฬามณี”...ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประวัติบันทึกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาราวปี 2293 ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่า “วัดจุฬา”

เสนาสนะที่สำคัญ อาทิ อุโบสถขนาดกว้าง 2.5 เมตร ยาว 13 เมตร หลังคาลดชั้นต่อปีก ด้านนอกรองรับด้วยเสาเหลี่ยมด้านละ 6 ต้น บนฐานเดียวกัน

ศาลาการเปรียญ...อาคารไม้ทรงไทย 2 ชั้น ยกพื้นใต้ถุนสูง แต่เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำต่อมาย้ายมาสร้างเคียงข้างพระอุโบสถ หลังคาเรือนประธานทรงจั่วต่อปีกทั้ง 4 ด้าน หน้าบันตกแต่งลวดลายแกะสลักไม้ทาสี รูปเจดีย์จุฬามณีในซุ้มเรือนแก้วขนาบข้างด้วยเทวดาถือฉัตร 5 ชั้น

เรือนโถงหลังเล็กด้านทิศใต้หน้าบันแกะสลักไม้ทาสีในกรอบรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกเป็นลายกนกเปลวสีเหลืองเป็นรูปพระพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวชบนพื้นสีฟ้า



น่าสนใจอีกว่าชุมชนบ้านกุ่มแห่งนี้ดั้งเดิมเป็นบ้านเกิดของ “นายขนมต้ม” ผู้เก่งกล้าในวิชาการชกมวย ซึ่งเคยเป็นนักชกมวยคาดเชือกที่เอาชนะนักมวยคาดเชือกของพม่าได้อย่างสุดยอด จึงได้รับการยอมรับเมื่อครั้งแผ่นดินอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี...

แวะอนุสาวรีย์นายขนมต้มก่อนเข้าวัด แล้วก็สักการะกราบบูชา “พระจุฬามณีเจดีย์” บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ 5 พระองค์

เชื่อศรัทธากันเป็นอย่างยิ่งว่า ขอพรได้ตามความต้องการ โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่การงาน โชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ปลดหนี้...ปลดสิน

พระคาถาบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ...“อะหัง วันทามิ ธาตุโย” ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุทั้งหลายที่สถิตอยู่ในจักรวาลทั้งหลาย ทั้งพรหมโลกและดาวดึงส์...

“อะหัง วันทามิ สัพพะโส” ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งหลายทั้งปวงด้วยเทอญ...“พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เอวัง ธาตุโย จัตตารี สะ สะ มาทันตา เกสา โลมา นะขา ขีจะ อะหังวันทามิธาตุโย”

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไร โปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.







ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2515120
คอลัมน์ ใต้ฟ้าเหนือบาดาล โดย รัก-ยม ,  2 ต.ค. 2565 , 06:05 น.
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘ไม่ดีพอ’ จริงเหรอ.? | 5 วิธีคิดที่ทำให้เลิกคิดว่า "ตัวเองไม่ดีพอ" เมื่อ: ตุลาคม 01, 2022, 06:46:28 am



‘ไม่ดีพอ’ จริงเหรอ.? | 5 วิธีคิดที่ทำให้เลิกคิดว่า "ตัวเองไม่ดีพอ"

ในยุคที่เต็มไปด้วยความคาดหวังว่าให้เราเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมันอาจจะทำให้รู้สึกว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ดีพอสักที หรือที่ดีอยู่แล้วมันก็ยังไม่ดีพอสำหรับตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้เปรียบเสมือนหลุมที่เราสามารถตกไปได้เป็นพัน ๆ ครั้ง ขึ้นมาแล้วก็ตกลงไปอีกด้วยการที่เดินลงไปตกเองด้วย เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะต้องพบเจอกับความรู้สึกที่ตัวเองไม่ดีพอ วันนี้ LINE TODAYORIGINAL มีวิธีคิดแบบสร้างสรรค์ที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีต่อตัวเอง คิดว่าเราดีพอแล้ว

@@@@@@@

1. เลิกรอการยอมรับจากคนอื่น


หลาย ๆ คนคงเสียเวลาไปกับการคิดว่าคนบนโลกนี้จะรู้สึกยังไงกับเราใช่ไหมคะ ซึ่งการที่เรามัวแต่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเราเป็นสิ่งที่เสียเวลามาก ๆ ถ้าตัวเราใช้ชีวิตอย่าซื่อสัตย์และซื่อตรงกับตัวเอง อีกทั้งรู้ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข ก็จงเดินหน้าทำสิ่งนั้นไป และเลิกกังวลว่าคนอื่นจะพูดหรือคิดอะไรเกี่ยวกับตัวเรา ทุกคนบนโลกนี้มีความคิดเห็น ถ้าเราจะรับฟังทุกคนก็คงจะทำให้เราทุกข์ไปเปล่า ๆ คนมีปากก็ปล่อยให้พูดไป เราต้องเปลี่ยนให้ตัวเองเลิกใส่ใจคำพูดที่ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรกับเรา

2. ทำดีที่สุดในแบบของตัวเองในทุก ๆ วัน

ดีที่สุดในแบบของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เช่นเวลาเราอยากจะออกกำลังกาย การที่เดินสัปดาห์ละสามวันก็ทำให้เรารู้สึกดีแล้ว แต่กับบางคนก็ต้องออกกำลังกายอย่างหนักห้าวันต่อสัปดาห์ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่มาเปรียบเทียบกันว่าใครนั้นดีกว่า เพราะท้ายที่สุดคือทุกคนได้ออกกำลังกาย จงทำให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง และทำให้ตัวเองรู้สึกกับมันก็เพียงพอแล้ว

3. เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น


นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่คิดว่าตัวเองดีพอสักที เหมือนหลุมที่ตกลงไปซ้ำ ๆ แม้ว่าจะทำดีแค่ไหนก็รู้สึกไม่ดีพอ เพราะว่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น การที่เราคิดว่าคนอื่นมีบ้านหลังใหญ่กว่า มีความสุขกว่า มีครอบครัวที่ดีกว่า การที่มีความสุขต้องใช้มาตรฐานตัวเองในการวัดไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น

4. มองโลกในแง่บวก

ไม่ว่าวันนี้จะแย่แค่ไหน ก็ให้ลองมองหาสิ่งที่ดี 5 สิ่งของแต่ละวัน มันเป็นแค่วันที่แย่ไม่ใช่ชีวิตของคุณทั้งหมดจะแย่สักหน่อย

5. อยู่รอบ ๆ คนที่รักคุณอย่างแท้จริง

การที่อยู่รอบคนที่คิดว่าคุณน่ะเจ๋งสุด ๆ เป็นหนทางที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเราดีพอ คนที่หัวเราะกับมุกของคุณ ชื่นชมคุณ ให้ค่าความคิดเห็นและคำแนะนำของคุณ คนที่อยู่กับคุณในวันที่แย่ที่สุด คนที่ดึงคุณออกมาจากวันที่แย่ของคุณ และคนที่คอยบอกคุณว่าคุณงดงาม สนุกสนาน ฉลาด เข้มแข็ง เจ๋ง การรอบล้อมไปด้วยคนแบบนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองดีพอ

@@@@@@@

แค่ทำดีที่สุดในแบบของเรามันก็มีคุณค่ามากพอแล้ว ทุกคนมีค่าในแบบของตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ :)




ขอบคุณข้อมูลจาก
- https://www.huffpost.com/entry/five-daily-practices-to-feeling-good-enough_b_6998022
- https://today.line.me/th/v2/article/PvWRe0?view=topic&referral=linetodayexclusive
เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 00.00 น. • J.PNP
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 มหัศจรรย์ เมืองซะเร็น (สุรินทร์) เมื่อ: กันยายน 30, 2022, 06:21:47 am




7 มหัศจรรย์ เมืองซะเร็น (สุรินทร์)

“สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม”


ยลถิ่นไทยที่มีกลิ่นอายคละคลุ้งไปกับวัฒนธรรมเขมร อารยธรรมโบราณจากเพื่อนบ้านที่สร้างเมืองให้มีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในไทย กับการเดินทางเพื่อตามหา 7 ที่สุดความงดงามแห่งเมืองสุรินทร์

นวลจะพาทุกคนไปตามหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในจังหวัดสุรินทร์ เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเขมรถิ่นไทย (สะเร็น) ตั้งอยู่ในดินแดนอีสานใต้ ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา ไม่ว่าจะเป็นเขมร กูย ลาว(ไทอีสาน) ทำให้ที่นี่มีวัฒนธรรมแบบผสมผสานทั้งทางวิถีชีวิต งานศิลปะ หัตถกรรม พร้อมกับเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่รับรองว่าต้องร้องว้าวแน่นอนครับ



บนเส้นทางการค้าเส้นทางอันรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมโบราณ งานศิลปะโบราณบนปราสาทที่สร้างพร้อม ๆ กับนครวัด หนึ่งในมรดกโลก ฝีมืองานช่างและงานทอที่สืบทอดความปราณีตจากรุ่นสู่รุ่นนานหลายร้อยปี สัมผัสวิถีชีวิตของคน ธรรมชาติและช้าง ที่อยู่ร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น เยือนแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดในประเทศไทย การันตีด้วยรางวัลมากมาย จบทริปนี้ทำให้เรารู้ว่าสุรินทร์มีความงดงามซ่อนอยู่มากกว่าที่คิดจริง ๆ


มหัศจรรย์ ซะเร็น 1 : ผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง

‘ผ้าไหมยกทองโบราณ’ อีกหนึ่งความงดงามบนผืนผ้า ที่ได้รับการยกย่องว่าวิจิตรงดงามที่สุดในไทย ด้วยลวดลายที่สลับซับซ้อน มีกรรมวิธีการทอที่ละเมียดละไม ตั้งแต่การเลือกเส้นไหม ใช้เทคนิคการย้อมสีแบบพื้นบ้านอีสาน พร้อมลวดลายผสานระหว่างทอแบบราชสำนักและการทอผ้าแบบพื้นบ้าน เป็นเอกลัษณ์เฉพาะจนกลายเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่ได้รับความสนใจ ส่งขายไปยังศูนย์การค้าชั้นนำ และโด่งดังไปถึงต่างประเทศ



โดยผ้าไหมจันทร์โสมาและเครือข่าย เป็นเหมือนสถานที่ที่รวบรวมภูมิปัญญางานผ้าไหมยกทองที่สมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง โดยมี อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้รวบรวมคนในชุมชน ให้หันมาทำงานผ้าทอเพื่อเพิ่มรายได้ ในช่วงที่เว้นว่างจากการทำเกษตรกรรม


โดยที่บ้านจันทร์โสมาเราจะได้เห็นกรรมวิธีการทอผ้าไหมยกทอง เสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ทั้งนี้ อ.วีรธรรม ก็ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทอผ้าไหมยกทองโบราณ ให้กับชุมชนเช่น การผลิตไหม ย้อมด้วยสีธรรมชาติ การทำเส้นไหมทอง ที่เป็นหัวใจหลักของผ้ายกทอง เป็นการใช้เส้นไหมกะไหล่ทองปั่นควบกับเส้นไหม เพื่อให้เส้นทองไม่เปราะหักง่าย และสามารถสวมใส่ได้จริง เมื่อนำมายกดอกในลายผ้าก็จะเกิดความวิจิตรงดงาม โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ความพิเศษยังไม่หมดเท่านั้นในกระบวนการทอผ้ายกทองของที่นี่ ยังต้องใช้ตะกอมากถึง 1,400 ตะกอ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของลาย จึงต้องใช้คนทอมากกว่า 4-5 คนต่อผืน (คัดลาย-ส่งลาย-ทอ) และด้วยความละเมียดในรายละเอียดนี้ทำให้ในหนึ่งวันสามารถทอได้เพียง 5-7 ซม.เท่านั้น ฉะนั้นการทอผ้าความยาว 2 เมตรจึงต้องใช้เวลาเกือบ 2 เดือนเลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ราคาผ้าไหมยกทองของจันทร์โสมามีราคาสูง แต่สำหรับผู้ที่หลงเสน่ห์ และผู้ที่สะสมผ้าไทยแล้ว ถือว่าเป็นผ้าอีกผืนที่ควรค่าแก่การมีไว้เชยชม

พิกัด : https://goo.gl/maps/ddCSFZkDdeeJxj2E9

มหัศจรรย์ ซะเร็น 2 : ทับหลังศิวนาฏราช ปราสาทศีขรภูมิ

‘ปราสาทศีขรภูมิ’ อีกหนึ่งปราสาทที่มีความสมบูรณ์และงดงามมากจนทำเราต้องมนต์สะกดในศิลปะแห่งขอม ปราสาทที่ทำขึ้นจากหินทรายสีขาวแสนคุ้นตา 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงยกพื้นสูงขนาดใหญ่ เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย รอบ ๆ เป็นสนามหญ้าเขียวขจี ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบทำให้ตัวปราสาทฉายเด่น แม้จะมีความผุพังไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ พร้อมไฮไลต์ที่ซ่อนตัวให้เราเข้าไปค้นหาอีกเพียบ!



ขอเริ่มจากตัวปราสาทประธาน ที่อยู่ตรงกลางก่อนเลย เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดความสูงประมาณ 32 เมตร โดดเด่นด้วยงานแกะสลักทับหลังที่ละเอียดและสมบูรณ์มากอีกแห่ง เป็นทับหลังปางศิวนาฏราช ที่วิจิตร และงดงามที่สุดในไทย เป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุข, รูปพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี มีความงามกว่าทับหลังชิ้นใด ๆ ที่สลักเรื่องราวเดียวกันทั้งที่พบในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา และที่พลาดไม่ได้เลยคือตรงบริเวณทับหลังมีรูปนางอัปสราถือดอกบัว ซึ่งมีลักษณะคล้ายนางอัปสราที่นครวัด ของกัมพูชา เป็นศิลปะที่หาชมไม่ได้อีกแล้วในไทย


ส่วนปราสาทบริวาร ตั้งอยู่ทั้ง 4 มุม เมื่อมองออกมาจากปราสาทเราจะเห็นสระน้ำล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน ตรงกับรูปแบบผังจำลองเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล จากเรื่องราว สถาปัตยกรรม และศิลปะสันนิษฐานได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงเดียวกับนครวัด เพียงแต่วัสดุในการสร้างแตกต่างกันตรงที่ที่นี่ใช้อิฐ ส่วนนครวัดใช้หินทรายเท่านั้นเอง

พิกัด : https://goo.gl/maps/P6tApxb9TbgFRytW8

ศาลหลักเมืองสุรินทร์

เพิ่มความเป็นสิริมงคล เสริมวาสนาชีวิตกันอีกหน่อย ด้วยการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านใจกลางเมืองสุรินทร์ ‘ศาลหลักเมืองจังหวัดสุรินทร์’ ที่สมโภชขึ้นเมื่อปี 2517 ด้วยศิลปะผสมระหว่างเขมรและไทยเข้าด้วยกัน ดูแปลกตากว่าศาลหลักเมืองอื่น ๆ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งรวมศรัทธาของคนทั้งเมือง ตรงตามเป้าหมายของการสร้างหลักเมือง เพื่อเป็นหลักแหล่งความสามัคคี สร้างความเจริญก้าวหน้า มีความร่มเย็นเป็นสุขนั่นเอง




ก่อนจะสร้างเป็นศาลหลักเมือง มีเรื่องเล่ากันว่า ถนนคอนกรีตแถบนี้อยู่ดี ๆ ก็มีรอยแยกและพื้นเริ่มถูกดันขึ้นจนรอยแยกเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสำรวจพบใต้พื้นนั้นมีความร้อนขึ้นมา จึงมีการขุดและได้พบกับของขลังวัตถุโบราณ เครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่หลักร้อยปีจนไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือราว ๆ 1,500-2,000 ปีเลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งเขาได้ตั้งบูชาไว้ที่ศาลหลักเมืองด้วยเช่นกัน

พิกัด ; https://goo.gl/maps/L37Lr9rtf8WJcJYM6

มหัศจรรย์ ซะเร็น 3 : ตลาดนัดผ้าไหมเมืองสุรินทร์ (แบกะดิน)

ด้วยความที่สุรินทร์เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องการทอผ้าไหมมัดหมี่ หรือผ้าโฮลสุรินทร์ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมออกสู่ตลาดและได้รับความนิยมมาตลอด ไฮไลต์ของทริปนี้นวลก็ไม่พลาดที่จะเปิดลายแทงแหล่งจัดผ้าไหมของนวล นั้นก็คือตลาดนัดผ้าไหมแบกะดิน หน้าศาลากลาง ที่แม่ ๆ จะขนเอาผ้าไหมทอมือจากผู้ผลิต ส่งตรงถึงผู้ซื้อ (ขอแอบบอกเลยว่าราคาถูกเหมือนซื้อจากหน้ากี่เลย) ต้องบอกว่าตลาดเปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลา 05:00-13:00 น. อยากได้ของดีต้องไปตั้งแต่ตอนเปิดไฟฉายเหมาผ้ากันเลย



ด้วยความที่สุรินทร์เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องการทอผ้าไหมมัดหมี่ หรือผ้าโฮลสุรินทร์ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมออกสู่ตลาดและได้รับความนิยมมาตลอด ไฮไลต์ของทริปนี้นวลก็ไม่พลาดที่จะเปิดลายแทงแหล่งจัดผ้าไหมของนวล นั้นก็คือตลาดนัดผ้าไหมแบกะดิน หน้าศาลากลาง ที่แม่ ๆ จะขนเอาผ้าไหมทอมือจากผู้ผลิต ส่งตรงถึงผู้ซื้อ (ขอแอบบอกเลยว่าราคาถูกเหมือนซื้อจากหน้ากี่เลย) ต้องบอกว่าตลาดเปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลา 05:00-13:00 น. อยากได้ของดีต้องไปตั้งแต่ตอนเปิดไฟฉายเหมาผ้ากันเลย


มหัศจรรย์ ซะเร็น 4 : หมู่บ้านหัตถกรรมเขวาสินรินทร์ ลูกปะเกือม และผ้าโฮลสุรินทร์

จากสายมูสู่งานฝีมือกันบ้างที่บ้านเขวาสินรินทร์ หมู่บ้านหัตถกรรมที่รวมความเป็นไทยและเขมรด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม มีประวัติการอยู่ร่วมกันมานานนับร้อยปี จนเกิดเป็นงานฝีมือที่สุดในไทย ทั้ง ‘ผ้าโฮล’ ผ้าทอที่สืบทอดวิถีการทอผ้าเขมรโบราณแห่งเดียวในไทย และ ‘ลูกปะเกือม’ เครื่องเงินอันเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามแปลกตา นอกจากชิ้นงานจะสวยสะกดแล้ว ขั้นตอนการทำยังทำเราประหลาดใจไปกับความเฉลียวฉลาด จากภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยร้อยปีก่อนอีกด้วย



หลายคนอาจจะยังคิดภาพของ ‘ลูกปะเกือม’ ไม่ออก น้องเป็นภาษาเขมรซึ่งแปลว่าลูกประคำนั่นเอง ลักษณะจะเป็นเม็ดเงินและทองกลม ๆ ขนาดเล็ก มีทั้งรูปทรงและลวดลายที่หลากหลาย นิยมนำมาร้อยต่อกันเป็นเครื่องประดับ ความพิเศษของลูกปะเกือมที่นี่จะเป็นแบบทำมือทุกชิ้น เริ่มจากการนำแผ่นเงินบาง ๆ มาตีเป็นรูปต่าง ๆ และอัดใส่ครั่งที่มีลวดลายล้อมาจากธรรมชาติ อาทิ กลีบบัว ดอกพิกุล ทานตะวัน พระอาทิตย์ ส่วนรูปทรงมีทั้งถุงเงิน หมอนแปดเหลี่ยม มะเฟือง ตะกรุด ฯลฯ


เทคนิกการทำเครื่องเงินนี้เป็นภูมิปัญญาที่สืบสานมายาวนานกว่า 500 ปี จากบรรพบุรุษชาวเขมรผู้อพยพเข้ามานั่นเอง นอกจากลูกปะเกือมแล้วเขาก็มีงานเครื่องเงินรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้ความบรรจงในการผลิตทุกชิ้น ตั้งแต่การตี เผา รีด การทำเงินให้เป็นเส้นเล็ก ๆ เพื่อดัดเป็นลวดลาย ทั้งหมดทำขึ้นด้วยมือและเครื่องมือสุดคลาสสิก พอมาดูเองกับตาแล้วรู้สึกว่าเป็นชิ้นงานที่ทรงคุณค่าจริง ๆ


อีกงานหัตถกรรมอันโด่งดังและเป็นหน้าเป็นตาของชาวสุรินทร์คือ ‘ผ้าโฮล’ ที่มาจากภาษาเขมร สำหรับเราจะเรียกว่าผ้าไหมมัดหมี่ โดยชาวบ้านสืบทอดเทคนิกการทอแบบเขรมจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่ง ณ ปัจจุบันคือรุ่นที่ 4 แล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งวิธีการทอผ้าแบบดั้งเดิม เน้นการมัดย้อมเส้นไหมเป็นสีสันด้วยหลักแม่สี ใช้สีจากธรรมชาติทั้งหมด อย่างสีแดงย้อมจากครั่ง สีน้ำเงินจากคราม สีเหลืองจากต้นมะพูดและแก่นเข โดยวิธีการมัด และย้อมแต่ละสีลงไปบนเส้นไหมทีละสีจนเกิดเป็นลวดลาย แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้าที่งดงาม


ด้วยความที่เส้นไหมของผ้าโฮลมีขนาดเล็กใช้ความละเอียดในการทอ ทำให้ผ้ามีเนื้อแน่นเนียนเงางามและบางเบา จับแล้วรู้สึกได้ถึงความพริ้วสบาย มีการทอแบบแทรกเส้นพุ่งพิเศษ ด้วยผ้าไหมหางกระรอก สวยจนยกให้เป็นราชินีผ้าไหมของเมืองสุรินทร์ได้เลยทีเดียว ส่วนลวดลายก็ยังคงใช้ลายของรุ่นปู่ย่าที่สืบทอดกันมา ที่นิยมกันมากในเขมรจะเป็นลายกุหลาบพระตะบอง ถือเป็นเสน่ห์ของงานฝีมือที่ทำให้เรื่องราวในอดีตยังคงมีลมหายใจ


พิกัด : https://goo.gl/maps/p6jCH4JPwqjHGrkPA

เดินตลาดเช้าสัมผัสความงดงามของวิถีชีวิต




เวลามาเที่ยวต่างจังหวัดทีไร นวลเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาเดินตลาดเช้า เหมือนเคยมีคนพูดกันว่า “หากอยากสัมผัสวิถีที่แท้จริง ให้ไปเดินตลาดจะรู้” ที่สำคัญคือเราจะได้ของกินอร่อยติดมือมาทานด้วยเสมอ

มหัศจรรย์ ซะเร็น 5 : คชอาณาจักร โลกของช้าง

ขี่ช้างไปโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเมื่อเราได้มาอยู่ที่บ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของชาวเมืองสุรินทร์ ที่ทุกบ้านต้องมีช้างเป็นของตัวเอง จนเรียกได้ว่าเป็น ‘คชอาณาจักร’ หมู่บ้านช้างที่ใหญ่ที่สุดในไทย และที่สุดในโลก หากใครยังนึกภาพไม่ออกเราขอแนะนำให้มาที่ ‘โลกของช้าง จ.สุรินทร์’ (Elephant World)



ขอเกริ่นก่อนว่าการเลี้ยงช้างของชาวสุรินทร์ ไม่ได้มีไว้เพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ด้วยสายใยที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี จากภูมิปัญญาของชาวกูยที่มีความชำนาญเรื่องการเลี้ยงและฝึกสอน
‘ช้าง’ ของเขาจึงเป็นทั้งสัตว์เลี้ยง เพื่อนเล่น ลูก หลาน และคนช่วยงาน เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยจริง ๆ



แต่ด้วยความห่างไกลของพื้นที่และความเจริญของเมืองใหญ่ทำให้วัฒนธรรมนี้เริ่มถูกลืมเลือนไปทีละนิด ก่อนที่มันจะหายไปจึงมีการสร้างกลุ่มอาคาร ‘โลกของช้าง’ ขึ้นที่มีทั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ หอชมวิวทิวทัศน์ และลานแสดงช้าง ให้เราได้เข้าชม


โดยทั้งพื้นที่จะใช้โทนสีส้มอิฐ ออกแบบคล้ายสถาปัตยกรรมแบบอียิปต์สอดแทรกความโมเดิร์น ใช้วัสดุที่สามารถเล่าความเป็นสุรินทร์ได้อย่างดี เช่น อิฐที่ใช้เป็นดินชุมพวง ลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย สีออกน้ำตาลปนแดง ซึ่งเป็นลักษณะดินของจังหวัดนั่นเอง ขอดอกจันทร์แรง ๆ ว่าสาย architect ห้ามพลาดเพราะสวยทุกมุมมอง จนนวลว่าจัดเป็นแลนด์มาร์กประจำจังหวัดได้เลย




พิกัด : https://goo.gl/maps/72tmbaVmgJEjckcK8

มหัศจรรย์ ซะเร็น 6 : ข้าวหอม ผกาอำปึล

ข้าวหอมมะลิ ถือเป็นพันธุ์ข้าวที่อร่อยจนโด่งดังไปทั่วโลก จนมีหลายประเทศพัฒนาพันธุ์เพื่อนำไปปลูก แต่เราก็เชื่อว่าข้าวของจังหวัดสุรินทร์ก็ยังคงเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดอยู่ดี โลเคชั่นนี้เรามาที่ ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ แหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดของประเทศไทย ด้วยสภาพดินที่ไม่สมบูรณ์เป็นลักษณะร่วนปนทรายเพาะปลูกยาก กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าวสุรินทร์นี้อร่อยไม่เหมือนใคร โดยเราจะมาไขเคล็ดลับการปลูกข้าวกันที่ ‘แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม’ (Satom Organic farm) ฟาร์มที่ให้ความรู้เรื่องข้าวแก่เราอย่างเต็มอิ่ม ทำให้เราเห็นคุณค่าของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น และจะพาไปรู้จักกับข้าวหอมผกาอำปึล ที่เป็นพันธุ์ข้าวหอมที่มีปลูกในสุรินทร์แห่งเดียวในไทย และอร่อยกว่า มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าข้าวหอมมะลิขัดสีหลายเท่า



แซตอม มาจากภาษาเขมรแปลว่า ทุ่งนาข้างลำห้วย ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้เน้นการปลูกข้าวหลากสายพันธุ์แบ่งเป็นระเบียบและเน้นคุณภาพอย่างแท้จริง มีทั้งข้าว105(ข้าวหอมมะลิขาว) ที่เรารู้จักกันดี / มะลิโกเมน(ข้าวหอมมะลิแดง) / มะลินิลสุรินทร์(ข้าวหอมมะลิดำ)ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทข้าวเจ้าหน้าตาคล้ายข้าวไรซ์เบอร์รี่แต่รสชาติและระยะเวลาการปลูกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนข้าวที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย ณ เวลานี้คือ ข้าวหอมผกาอำปึล

ข้าวหอมผกาอำปึล เป็นข้าวเฉพาะถิ่นที่มีเปลือกเป็นสีดอกมะขาม รูปทรงคล้ายข้าวหอมมะลิ แต่เมื่อนำมาสีจะมีทรงที่เล็กและเรียวกว่า มีกลิ่นหอมและนุ่มกว่าข้าวชนิดอื่น ๆ มาก ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่สุรินทร์ที่เดียวเท่านั้น

ข้าวอีกชนิดที่ไร่แซตอมได้รับรางวัลชนะเลิศจากกรมการข้าว คือข้าวเหนียวแดง โดยข้าวของเขาไม่ต้องแช่หรือนึ่งเหมือนข้าวเหนียวทั่วไป แค่หุงเหมือนข้าวปกติก็จะได้เนื้อข้าวที่ไม่ร่วนไม่เหนียวมาก มีความหนุบกำลังดี

อย่างที่บอกว่าเคล็ดลับของการปลูกข้าวในทุ่งกุลาร้องไห้มาจากดินที่ไม่สมบูรณ์ จากจุดด้อยกลายเป็นจุดเด่น ทำให้ข้าวหลั่งสารตัวเดียวกับใบเตยออกมา ข้าวของไร่นี้จึงมีกลิ่นหอมและนุ่มกว่าที่อื่น ส่วนข้อเสียคือปลูกได้ปริมาณน้อยทำให้มีราคาแพง แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพแล้วก็ถือว่าคุ้ม



เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากพี่แทน เจ้าของฟาร์มเขาบอกว่าความแตกต่างของข้าวเก่าและใหม่อยู่ที่ยาง ข้าวใหม่จะมียางเยอะกว่าทำให้นิ่มและหอมกลิ่นใบเตยมากกว่า และช่วงเวลาการเกี่ยวก็ส่งผลด้วยเช่นกัน อย่างข้าวหอมผกาอำปึลเขาจะเกี่ยวช่วงข้าวเขียวที่เหมาะกับนำมากิน ถ้าเลยจากระยะนั้นจะเหมาะกับการทำพันธุ์ นั่งฟังไปก็ทึ่งกับความเป็นมืออาชีพ ฉะนั้นใครอยากได้ข้าวที่ดีที่สุด เราขอแนะนำให้เลือกซื้อข้าวสุรินทร์เลยครับ

พี่แทนเป็นอีกหนึ่งของไอดอลผมเลย แกกลับมาบ้านเพราะแกบอกว่าเบื่อแล้วชีวิตที่ต้องคอยวิ่งตามคนอื่นเสมอในเมืองใหญ่ ขอกลับมาเป็นตัวเรา และคืนสิ่งดี ๆ สู่บ้านเกิด จึงเกิดเป็นแซตอม ออร์แกนิก ฟาร์ม จนถึงทุกวันนี้

พิกัด : https://goo.gl/maps/pFTwmytbtZiSY2Nf9

ติดต่อ : 061-165-1848 พี่แทน
FB : Satom Organic Farm : Surin

มหัศจรรย์ ซะเร็น 7 : กลุ่มปราสาทตาเมือน

สถานที่ที่บอกเล่าความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอม และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราช เห็นถึงเส้นการเดินทางโบราณเชื่อมกลางระหว่างเมืองพระนครของกัมพูชา และชุมชนใหญ่ ๆ ในภาคอีสานของไทย อาทิ เขาพนมรุ้ง, เมืองพิมาย โดย ‘กลุ่มปราสาทตาเมือน’ เป็นกลุ่มโบราณสถานแบบขอม 3 หลังในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน ประกอบด้วย เทวสถาน อโรคยาศาลา(สถานพยาบาล) และธรรมศาลา(ที่พักนักเดินทาง) ถือเป็นโบราณสถานแบบขอมที่สมบูรณ์ในที่สุดในประเทศไทย ด้านการอำนวยประโยชน์บนเส้นทางการเดินทางในสมัยโบราณ เลยก็ว่าได้ครับ



เรามาดูปราสาทที่เด่นสุดและอยู่ใกล้กับชายแดนไทย-เขมรมากที่สุดก่อน ‘ปราสาทตาเมือนธม’ คำว่า ธม เป็นภาษาเขมรแปลว่าใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดจริง ๆ ปราสาทหลังนี้เป็นเทวสถานสำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ภายในมีพระปรางค์อยู่ 3 องค์ สร้างด้วยหินทราย บนฐานศิลาแลง ปรางค์ประธานตรงกลางจะมีขนาดใหญ่สุด มีความแปลกตรงที่ตัวปราสาทหันไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศที่ตรงไปทางนครวัด ซึ่งส่วนใหญ่ปราสาทขอมโบราณจะหันไปทางทิศตะวันออก ถือเป็นอีกโบราณสถานที่หาดูได้ยากยิ่งในประเทศไทย

รอบ ๆ ปราสาทตาเมือนธมมีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ที่พบได้ทั้งฝั่งไทยและเขมร เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้า จึงกล่าวได้ว่าจุดนี้กลายเป็นศูนย์กลางความเชื่อ ความศรัทธาของคนในสมัยนั้น และภายในปรางค์ประธานยังมี ‘สวยัมภูลึงค์’ หินธรรมชาติรูปทรงคล้ายศิวลึงค์ ตั้งเด่นสง่าอยู่กลางโถง เป็นรูปแบบหินที่หาดูได้ยากมากและเชื่อว่ามีที่เดียวในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด



“ปราสาทตาเมือนโต๊ด” สร้างขึ้นเป็นอโรคยศาลา เป็นสถานพยาบาลของชุมชน และนักเดินทาง ลักษณะเป็นปราสาทเล็ก ๆ หนึ่งหลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง พร้อมสระน้ำโบราณขนาดเล็กอยู่ด้านหน้า เป็นสถานพยาบาลหลังสุดท้ายในเขตประเทศไทยที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็น 1 ใน 102 แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“ปราสาทตาเมือน” ด้วยขนาดที่เล็กที่สุดและมีลักษณะเป็นห้องแนวยาว จึงเชื่อว่าที่นี่เป็นธรรมศาลา ที่พักผ่อนของเหล่านักเดินทาง เป็นอีกหลังที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้คน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เขตนี้เคยเป็นแหล่งชุมชน และเส้นทางการเดินทางของเส้นทางจากดินแดนเขมรโบราณเพื่อไปยังสุโขทัย และลพบุรี



พิกัด : https://goo.gl/maps/AJ1qKAzd1kdhDodq7

มากกว่าทั้ง 7 สิ่งมหัศจรรย์ที่เรานำมาเล่า หากต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครมากกว่านี้ เราขอแนะนำให้มาร่วมงานประจำปีอีก 2 งานที่เป็นหนึ่งเดียวในไทย ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ คือ ‘งานมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ จัดระหว่างวันที่ 9-20 พ.ย. 65 และการแสดงช้าง วันที่ 19-20 พ.ย.65’ และ ‘งานสืบสานตำนานพันปี ปราสาทศรีขรภูมิ’ เชื่อว่าในเวลาเพียง 3 วัน 2 คืน ทุกคนจะสามารถดื่มด่ำกับทุกสถานที่และกิจกรรมในจังหวัดสุรินทร์ ได้กลับไปพร้อมความทรงจำดี ๆ อย่างแน่นอน

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1434445/gallery/





Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434445/
28 ก.ย. 65 (13:48 น.) , By Peeranut P.
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งานพระปฐมเจดีย์ 2565 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ 5-13 พ.ย. นี้ เมื่อ: กันยายน 30, 2022, 05:53:37 am



งานพระปฐมเจดีย์ 2565 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ 5-13 พ.ย. นี้

หนึ่งปีมีครั้งเดียวและเป็นงานเทศกาลที่หลายๆ คนรอคอยสำหรับงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ 2565 งานใหญ่ของชาวนครปฐมที่จะมีกำหนดจัดงานในช่วงปลายปีนี้

โดยงานพระปฐมเจดีย์ในปีนี้จะจัดขึ้นใน วันที่ 5-13 พฤศจิกายน 2565 ตลอด 9 วัน 9 คืนเต็ม

เต็มอิ่มกับความบันเทิงภายในงานมากมาย ทั้งการออกร้านขายสินค้าและอาหารของร้านค้าต่างๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านขนมไทย ร้านของฝาก ของที่ระลึก สินค้าแฮนด์เมด สินค้าแฟชั่นต่างๆ ตลอดช่วงบริเวณหน้าองค์พระปฐมเจดีย์

รวมไปถึงแสงสี ดนตรี และการละเล่นต่างๆ ที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศงานวัดในช่วงวัยเด็ก และปิดทอง พระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครปฐม และบูชาพระบรมสารีริกธาตุ 3 แผ่นดิน

โดยพระปฐมเจดีย์ นครปฐม เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครปฐม เป็นพระสถูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใครที่กำลังรอการกลับมาจัดงานพระปฐมเจดีย์ในปีนี้กันอยู่ เตรียมตัวไปสนุกกันได้เลยครับ



 
Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434461/
28 ก.ย. 65 (17:09 น.) , By Peeranut P.
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 พิธีกรรมยอดฮิต ที่ช่วยเปิดทรัพย์ปังๆ ให้สายเสี่ยงโชค เมื่อ: กันยายน 29, 2022, 08:46:37 am


5 พิธีกรรมยอดฮิต ที่ช่วยเปิดทรัพย์ปังๆ ให้สายเสี่ยงโชค

ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแบบนี้ คงไม่มีอะไรที่เราต้องการไปมากกว่าโชคลาภ เงินทอง โดยนอกจากการทำงานเพื่อได้เงินแล้ว การเสี่ยงโชคก็เป็นโอกาสดีๆ ที่ทำให้เรามีเงินมีทองขึ้นมาได้ วันนี้โฮโรโซไซตี้จะมาแนะนำ 5 พิธีกรรมยอดฮิตที่ช่วยเปิดทรัพย์ปังๆ ให้สายเสี่ยงโชค ได้ไปทำตามกัน

@@@@@@@

1. การลงนะหน้าทอง

“ลงนะหน้าทอง” เป็นพิธีกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมอันดับ 1 ในกลุ่มคนสายมู ซึ่งการลง “นะหน้าทอง” เป็นวิชาเสริมดวงชะตา ที่มีรากฐานมาจากลัทธิพราหมณ์ สืบเนื่องมาจากวรรณคดี “รามเกียรติ์” และจัดเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธคุณ ไม่ใช่สายมนต์ดำ โดยจะเป็นวิธีการ เอาแผ่นทองคำเปลวมาเสก ประกอบกับลงคาถาอักขระตามสูตรเฉพาะของครูบาอาจารย์แต่ละท่าน เชื่อกันว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสิริมงคล หนุนดวงชะตา เสน่ห์เมตตา และเพิ่มโชคลาภให้กับผู้ทำพิธีกรรม คิดอะไรก็สมความปรารถนาอย่างคาดไม่ถึง

2. จุดเทียนสะเดาะเคราะห์

พิธี "เทียนสืบชะตา" หรือการจุดเทียนสะเดาะเคราะห์ มีจุดกำเนิดจากข้อมูลใน คัมภีร์ชะตา ถึงเรื่องราวของ พระสารีบุตร ที่ท่านได้ดูพิจารณา สาเณรติสสะ ผู้เป็นศิษย์ ว่า สามเณรน้อยนี้ จะมีอายุไม่เกิน 7 วัน ตามตำราหมอดู จึงบอกศิษย์ตามความจริง และให้ติสสะสามเณรไปลาครอบครัว ระหว่างทาง สามเณรติสสะ ได้ช่วยชีวิตสัตว์ไว้ ทำให้เป็นการต่ออายุออกไป ไม่มรณภาพลงตามตำราเพราะกุศลในการช่วยเหลือสัตว์เอาไว้

ด้วยตำนานนี้เอง ทำให้ชาวบ้านนิยมทำพิธีสะเดาะเคราะห์ดังกล่าว ในวันเกิด วันได้รับยศ รับตำแหน่ง วันขึ้นบ้านใหม่ หรือเมื่อถูกทายทักว่าชะตาไม่ดีหรือชะตาขาด โดยเชื่อว่าหากทำพิธีแล้ว จะไม่ตกต่ำอับจน จะหนุนดวงชะตาอย่างสูงสุด ช่วยลดเคราะห์ ดึงพลังบารมี ดึงดูดสิ่งที่เป็นมงคล ปัดเป่าเสนียดจัญไร รวมถึงดวงที่ใกล้ดับ ก็ทำให้ดวงนั้นดีขึ้นมาได้ หรือแม้กระทั่งดวงชะตาที่หักหรือขาดก็จะต่อให้คืนมาดีได้

3. พิธีกรรม “วันอมาวสี”

พิธีกรรมวันอมาวสี หรือพิธีขอเงินพระจันทร์ เป็นการขอเงินกับพระจันทร์ที่เร็วและปังที่สุด โดยช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่ดาวจันทร์และพระอาทิตย์อยู่ในราศีที่เล็งกันกับโลกจึงเชื่อว่าเป็นวันที่มีพลังมากที่สุด และ1 ปีจะมีวันนี้ 12 ครั้ง หรือเดือนละ 1 ครั้งนั่นเอง โดยจะมีวิธีการไม่ยาก คือ

    - อยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    - เตรียมกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินตามกำลังของเรา สมุดบัญชี กระเป๋าเป้/กระเป๋าสะพาย ตั้งโต๊ะไว้กลางแจ้ง
    - จุดธูป 21 ดอก
    - ท่อง นะโม 3 จบ และอาราธนาศีล 5 (เพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์)
    - ใช้ปากกาเมจิก เขียนคำว่า “เงิน” ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง
    - อธิษฐาน “โอม จันทร์โสมา เทวา นะมะฮา (15 ครั้ง)

*หลังจากการอธิษฐานเสร็จแล้วให้มองไปบนท้องฟ้าและจินตนาการมือทั้งสองข้างมีเงินทองอยู่มากมายตามที่เราต้องการและนำเงินใส่กระเป๋าที่เราเตรียมไว้ โดยห้ามใช้เงินตลอดคืน*

4. การสักลายมือ และการสักยันต์เสริมโชคลาภ

“การสักลายมือ” เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในปัจจุบัน โดยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณที่เชื่อกันว่าลายมือสามารถบ่งบอกชีวิตของคนเราได้ไม่ว่าจะเรื่องชีวิต การเงิน การงาน ความรัก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะมีเส้นลายมือที่ไม่ชัดหรือเส้นขาด การสักลายมือก็จะช่วยทำให้เส้นต่างๆ ชัดขึ้น และต่อเส้นไม่ให้ขาด โดยมักจะเน้นการสักในเรื่องของโชคลาภ เงินทองเป็นหลัก และจะใช้การสักเป็นเส้นสีแดง เพราะสีแดงเป็นสีแห่งความโชคดีนั่นเอง

การสักยันต์เป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่นิยม ซึ่งมีความเชื่อกันว่าการสักยันต์เสริมดวง จะช่วยให้เป็นสิริมงคล มีโชคมีลาภมากขึ้น โดยยันต์ที่เป็นที่นิยม คือ

    - ยันต์ 5 แถว เป็นลายสักที่นิยมมากที่สุด จะช่วยให้เรื่องโชคลาภและความสำเร็จ
    - ยันต์ฉัตรเพชร จะช่วยเสริมดวงเรื่องโชคลาภและการค้าขาย
    - ยันต์จิ้งจก เป็นยันต์ที่เน้นเรื่องของโชคลาภ เรียกทรัพย์ เรียกเงินเรียกทอง​

5. พิธีอารตี

พิธีอารตี เป็นพิธีตามประเพณีของฮินดู เป็นการบูชาเทพโดยการถวายแสง ซึ่งพราหมณ์ท่านจะถือคันประทีปดวงไฟหลายดวงแกว่งๆ วนๆ หน้าเทวรูป โดยคันประทีป หรือตะเกียงสำหรับทำพิธีอารตีนั้น ทำเป็นภาชนะเหมือนตะเกียงมีด้ามจับถือ อีกด้านมีหลุมสำหรับใส่สำลีชุบน้ำมันเนย หรือก้อนการบูนจุดไฟ มีตั้งแต่หลุมเดียว ไปจนถึงหลายสิบหลุม ซึ่งเชื่อว่าการทำพิธีดังกล่าวเป็นการขจัดเสนียดจัญไรอวมงคลต่างๆ และเป็นการแสดงการบูชาต่อพระเจ้าอีกด้วย

@@@@@@@

วันนี้ก็ขอแนะนำพิธีกรรมคร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ ใครที่ชอบหรือสนใจพิธีกรรมใด ก็ลองไปไปทำกันดู และผลเป็นอย่างไร มาแชร์กันบ้างนะคะ ขอให้ทุกคนเฮงๆ รับทรัพย์กันตลอดปีค่ะ






Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/237869/
29 ก.ย. 65 (07:30 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ห่าฝน” ในประวัติศาสตร์ไทย “ห่าหนึ่ง” หมายถึงเท่าไหร่.? เมื่อ: กันยายน 29, 2022, 06:43:32 am
น้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485


“ห่าฝน” ในประวัติศาสตร์ไทย “ห่าหนึ่ง” หมายถึงเท่าไหร่.?

ฝนกับคนไทยมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพในทางกสิกรรมซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก แม้แต่ในปัจจุบัน ถ้าปีใดฝนแล้ง การทำไร่ไถนาก็มักจะไม่ได้ผล ด้วยเหตุนี้ชาวไร่ชาวนา ตาสี ตาสา จึงมักจะถามถึงนาคให้น้ำตามปฏิทินเสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำกี่ตัว ฝนตกทั้งหมดกี่ห่า ข้าวกล้าในนาจะดีหรือจะเสีย

นอกจากจะเกี่ยวกับการกสิกรรมของคนไทยดังกล่าวแล้ว ในประวัติศาสตร์ ฝนก็ยังมีบทบาทสำคัญ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งบางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ดี แต่บางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ร้าย

ในรัชกาล 4 มีเรื่องเกี่ยวกับฝนที่น่าสนใจ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือสมเด็จพระนางเจ้าควีนวิกตอเรีย พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ได้ถวายเครื่องรองน้ำฝนแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเครื่องหนึ่ง ซึ่งจากประกาศว่าด้วยเครื่องรองน้ำฝนอย่างยุโรป มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า

    “—เครื่องมือนี้ดีมาก แต่ว่าคนที่รองน้ำฝนแต่ก่อน สันดานไพร่หยาบคายเลวนัก รู้จักแต่จะหุงข้าวตำแกงตำน้ำพริก กินข้าวแล้วเกียจคร้านที่จะล้างมือแลหาผ้าเช็ดมือ เอามือเช็ดหัวตัวเอง ไม่รู้จักดูแลของใช้ดี ๆ เลย ไกลนักหนาแต่ความรู้ละเอียด เพราะฉะนั้นก่อนนี้ไป ด้วยเครื่องมือนั้น หาได้ความเป็นแน่ไม่…”


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้นถึงกับทรงจดทำเป็นบัญชีน้ำฝนไว้โดยเฉพาะ โดยทรงเริ่มจดทำเป็นบัญชีรายวันตั้งแต่ พ.ศ. 2389 ในรัชกาลที่ 3 จนถึง พ.ศ. 2433 ในรัชกาลที่ 5 รวมเป็นเวลา 45 ปี นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงอธิบายคำว่า “ห่าฝน” ไว้ด้วย มีข้อความบางตอน ดังนี้

“…ก็คำที่เขาพูดกันว่าฝนตกได้ ห่าหนึ่ง นั้น คือเขาเอาบาตร์หรือหอยโข่งมาตั้งไว้กลางแจ้ง ถ้าได้น้ำเต็มอันนั้นแล้ว เขาเรียกว่าได้ห่าหนึ่ง…ก็บาตร์ตะกั่วที่สำหรับรองน้ำในพระบรมมหาราชวังครั้งเก่านั้น ปากกว้างแทงตลอด 10 นิ้วกึ่ง สูง 9 นิ้ว กะพุ้งโดยรอบ 1 คืบ 10 นิ้ว จุน้ำ 12 ทะนาน ๆ ละ 4 ถ้วยใหญ่ ๆ 2 ถ้วยกลาง ๆ 2 ถ้วย ยอด ๆ คิดเป็นน้ำนิ้วกึ่ง (10 เซ็นต์ครึ่ง) ถ้วยกลางคิดเป็นน้ำ 3 นิ้ว (21 เซ็นต์) ถ้วยใหญ่คิดเป็นน้ำ 6 นิ้ว (42 เซ็นต์) ทะนานหนึ่งเป็นน้ำ 24 นิ้ว (168 เซ็นต์) บาตร์หนึ่ง…”





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : “ฝนประวัติศาสตร์ของเมืองเรา”. จากหนังสือ กรุงเทพฯ ในอดีต. โดย เทพชู ทับทอง. อักษรบัณฑิต. 2518
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 ตุลาคม 2561
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_20602
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "บทสวดอิติปิโส" พร้อมวิธีสวดตามตำรา เสริมดวงชะตา ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เมื่อ: กันยายน 29, 2022, 05:54:49 am




"บทสวดอิติปิโส" พร้อมวิธีสวดตามตำรา เสริมดวงชะตา ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

บทสวดอิติปิโส คือ บทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าบทสวดอิติปิโส เนื่องจากเป็นการเรียกตามคำขึ้นต้นของบทสวดนี้ เชื่อว่าผู้ที่ภาวนาบทสวดอิติปิโสเป็นประจำ จะแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง ช่วยเสริมดวงชะตาให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต

บทสวดอิติปิโส ควรสวดกี่จบ.?

วิธีสวดอิติปิโสตามตำรามีหลายแบบด้วยกัน บางคนอาจสวดแบบเต็ม ในขณะที่บางคนก็อาจสวดแบบย่อ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบสวดตามจำนวนตัวเลขมงคล ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาและความสะดวกของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น

    - บทสวดอิติปิโสเท่าอายุ : บ้างก็สวดเท่ากับจำนวนอายุ+1 เพื่อเสริมดวงชะตาต่ออายุ
    - บทสวดอิติปิโส 3 จบ : สวดจำนวน 3 จบเพื่อสรรเสริญพระรัตนตรัยครบองค์ 3
    - บทสวดอิติปิโส 9 จบ : สวดจำนวน 9 จบ เทียบเท่าจำนวนเลขมงคลของคนไทย
    - บทสวดอิติปิโส 108 จบ : สวดเท่ากับผลรวมของกำลังแห่งดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล
    - บทสวดอิติปิโส พาหุง : สวดอิติปิโสจบแล้ว ก็ตามด้วยคาถาพาหุง อันเป็นคาถาแห่งชัยชนะ



บทสวดอิติปิโส ช่วยสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา

เริ่มด้วยคำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุปะติปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆะนะมามิ (กราบ)

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

บทสวดอิติปิโสแบบเต็ม (พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ)

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุขโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

บทสวดอิติปิโสแบบย่อ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา
เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ



บทสวดอิติปิโส 8 ทิศ (คาถายันต์เกราะเพชร)

1. ทิศตะวันออก
อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา

2. ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง

3. ทิศใต้
ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท

4. ทิศตะวันตกเฉียงใต้
โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ

5. ทิศตะวันตก
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ

6. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ

7. ทิศเหนือ
วา โธ โน อะ มะ มะ วา

8. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
อา วิช สุ นุต สา นุส ติ

@@@@@@@

อานิสงส์การสวดบทสวดอิติปิโส

เชื่อว่าผู้ที่สวดภาวนาบทสวดอิติปิโสเป็นประจำ ไม่ว่าจะเมื่อใดก็ตาม จะเป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ จิตใจแน่วแน่ ทำการได้ก็ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเชื่อว่าบทสวดนี้ช่วยเสริมดวงชะตาสำหรับผู้ที่มีเคราะห์ และช่วยคุ้มครองให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งหลาย

นอกจากนี้ หลายคนก็ยังนิยมสวดบทสวดอิติปิโส 8 ทิศ (คาถายันต์เกราะเพชร) ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องออกเดินทาง เพราะเชื่อว่าเป็นบทสวดที่มีช่วยคุ้มครองให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุ






Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2508241
ไทยรัฐออนไลน์  , 24 ก.ย. 2565 ,14:17 น.
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จุดธูป 21 ดอก ฤกษ์ดี ขอพร ขอขมากรรม เรียกทรัพย์เห็นผลทันตา เมื่อ: กันยายน 28, 2022, 07:32:13 am


จุดธูป 21 ดอก ฤกษ์ดี ขอพร ขอขมากรรม เรียกทรัพย์เห็นผลทันตา

ความเชื่อการจุดธูป 21 ดอก เชื่อว่าเป็นการ ขอขอมากรรม ขอโชคขอลาภ ขอเงินขอทองสมหวัง หรือเพื่อเป็นการเรียกทรัพย์ หากท่านเคยติดขัดหรือไม่มีความสุขให้ลองทำ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ นำเคล็ดลับที่หลายคนลองทำแล้ว เห็นผลกับตัวเขา จึงอยากนำมาเผยแผ่ต่อนั่นเอง

@@@@@@@

วิธีทำ

1. เตรียมธูป 21 ดอก

2. จุดธูปที่ไหน.? ห้องพักในร่ม ชานระเบียง หรือจะจุดธูปกลางแจ้งก็ได้ ปักธูปลงในกระถาง หรือลงดินก็ได้แล้วแต่สะดวก

3. ตั้งจิตอธิษฐาน (ตั้งนะโม 3 จบ)

ขออัญเชิญครูบาอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดาพ่อเกิดแม่เกิด พ่อซื้อแม่ซื้อ ในทุกชาติ และเทพเทวาที่คุ้มครองตัวเราทุกพระองค์ รวมทั้งองค์มหาเทพ มหาโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายใน 19 ชั้นฟ้า 16 พรหมมา 15 ชั้นดิน 14 ภูมิบาดาล 21 ภูมิ

พระแม่ธรณี พระแม่คงคา ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้ พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร และเจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าที่เคยผูกพันกันมาในอดีตชาติให้มารับรู้รับฟัง การขอขมาและขอถอนคำสาปแช่งที่มีต่อกันในอดีตและปัจจุบันของข้าพเจ้าในครั้งนี้

ข้าพเจ้าชื่อ (บอกชื่อ นามสกุล) ปัจจุบันของท่าน ขอขมากรรม ในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี ขอท่านผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายคุณเจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย

โปรดอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าได้โกรธเคือง และอย่าได้จองเวรต่อข้าพเจ้าอีกต่อไป และโปรดถอดถอนคำสาปแช่งที่ให้แก่ข้าพเจ้า หรือคำสาปใดๆ อันเกิดจากข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำจากท่านทั้งหลายก็ดี ขอจงดับสิ้นหมดไป

@@@@@@@

คาถาขอขมา

อิมัง มิจฉา อะธิฏฐานัง ปัจจุทธะรามิ
ทุติยัมปิ มิจฉา อะธิฏฐานัง ปัจจุทธะรามิ
ตะติยัมปิ  มิจฉา อะธิฏฐานัง ปัจจุทธะรามิ

ข้าพเจ้าขอสละคำอธิษฐานที่ไม่ชอบ
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอสละคำอธิษฐานที่ไม่ชอบ
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอสละคำอธิษฐานที่ไม่ชอบ

ด้วยอานุภาพ พระบารมีแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และด้วย บารมีแห่งองค์มหาโพธิสัตว์เจ้า และองค์มหาเทพโปรดเมตตาและประทานพระแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ช่วยเปิดทางและแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม และให้การดำรงชีวิตของข้าพเจ้าจงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

ขอให้ข้าพเจ้าจงมีโชค มีลาภ มีเงินมีทองหลือกินเหลือใช้ เหลือเก็บเป็นมหาเศรษฐีด้วยเถิด และขอให้ข้าพเจ้าได้พบแต่คนดีมีคุณธรรมอยู่ในศีลธรรมเข้ามาช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ

ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ
จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ (3 จบ)

@@@@@@@

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า หากท่านเลือกทำในวันดี ฤกษ์ดีได้ตามความเหมาะสม หรือหากเราตั้งมั่น มีจิตที่ดี ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน หากท่านใดเคยทำแล้วจะเห็นผลลัพธ์ในตัวของท่านเอง ชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น มีเงินมีทองตามความปรารถนานั่นเอง





Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2510167
26 ก.ย. 2565 13:45 น.
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นิสัย “คนไทย” หวังสิ่งตอบแทนในชาตินี้มากกว่าชาติหน้า-ชอบดื่มเหล้าเพราะสบายใจ เมื่อ: กันยายน 28, 2022, 06:25:54 am
จิตรกรรมฝาผนังฉากมารผจญ ภายในอุโบสถวัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี


นิสัย “คนไทย” หวังสิ่งตอบแทนในชาตินี้มากกว่าชาติหน้า-ชอบดื่มเหล้าเพราะสบายใจ

ศาสตราจารย์รูธ เบเนดิกต์ (Ruth Benedict) ได้ทำการศึกษาวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทยโดยการใช้ระเบียบวิธีการทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology) และตีพิมพ์เป็นหนังสือ THAI CULTURE AND BEHAVIOR แล้วเสร็จในช่วง ค.ศ. 1943 โดยหนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นผลงานชิ้นหนึ่งในระหว่างสงความโลกครั้งที่ 2 ของสำนักงานข่าวสารสงครามของรัฐบาลอเมริกัน

ซึ่งต่อมามีการเป็นแปลเป็นภาษาไทย โดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ ในชื่อ วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทย (มติชน, 2564) จากการศึกษาวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทยโดยอาศัยอ่านงานวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมนี รวมทั้งการสัมภาษณ์ชาวไทยในอเมริกา ได้พบข้อสังเกตประหนึ่งคือ คนไทยเป็นผู้ที่รักในการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน อาทิ การดื่มเหล้า สูบฝิ่น เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้



ชีวิตที่รักความสนุกสนาน

คนไทยใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน และการสังสรรค์ฉันมิตรกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมักเป็นไปอย่างง่ายๆ คนไทยทักทายกันเมื่อผ่านกันตามแม่น้ำลำคลอง รวมถึงถนนหนทางก็เต็มไปด้วยความรื่นเริง การต้อนรับขับสู้ที่คนไทยมอบแก่คนต่างถิ่นนั้นไร้ซึ่งเจตนาร้ายและเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต แคมป์เบล (Campbell) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “คนไทยแทบจะไม่กังวลกับความยุ่งยากใด” และ “คนไทยใช้ชีวิตโดยประมาทด้วยความสุข”

งานนักขัตฤกษ์ของไทยเป็นงานบันเทิงรื่นเริง และเป็นงานที่ทำให้รู้สึกสนุกสนาน ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานพระราชพิธีพืชมงคล งานนมัสการพระพุทธบาท พิธีโกนจุกหรืองานฌาปนกิจ ล้วนแต่มีวงมโหรี การแสดงละคร และการจุดดอกไม้ไฟ ทั้งมีของขบเคี้ยวให้ทุกคนรับประทานมากมาย และมักจะมีการละเล่นที่ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม “ทุกคนต่างจ่ายเงินกันอย่างมีความสุข” ทั้งที่งานออกร้านและเทศกาลสาธารณะ

คนไทยรู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างรื่นรมย์เสียจนยากที่จะลืมความสนุกสนานจากการดื่มเหล้าหรือสูบฝิ่น คนไทยชอบดื่มเหล้าเพราะเหล้าทำให้สบายใจแต่ไม่ทำให้เกิดความอ่อนเพลีย ต่างจากฝิ่นที่มีแต่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ปัญหาการสูบฝิ่นกันมากจึงไม่เป็นเรื่องน่ากังวลในสังคมคนไทย ทว่าคนจีนในประเทศไทยสูบฝิ่นกันมากและสูบโดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับประการใดของรัฐบาล แต่ปรากฏว่าคนไทยไม่ใคร่สนใจสูบฝิ่นนัก คนไทยไม่เสพติดฝิ่น เพราะฝิ่นขัดต่อความสำราญอันเป็นกิจวัตรประจำวันของชีวิต

ความสามารถอันฝังรากลึกในการสร้างความสนุกสนานเสรีแก่ชีวิตนั้น ได้ทำให้พุทธศาสนาของไทยแตกต่างไปจากหลักการใช้ชีวิตในทัศนะของพระบรมศาสดา สาระสำคัญในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือหลักที่ว่าการมีชีวิตเป็นทุกข์และการดับขันธ์เท่านั้นคือการหนทางแห่งการพ้นทุกข์

@@@@@@@

แต่คนไทยมีความตั้งมั่นว่าการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดี และโดยลักษณะเฉพาะแล้ว คนไทยหวังสิ่งตอบแทนตามหลักพุทธศาสนาในชีวิตนี้มากกว่าในชีวิตหน้า คนไทยให้อรรถาธิบายคำนิพพานว่า เป็นการดับกิเลสทั้งหลายที่มีอยู่ในตัว “มนุษย์ในชีวิตนี้” และในนิทานพื้นบ้านก็กล่าวไว้ว่า แม้แต่พระสงฆ์ที่บวชมานานก็เข้าใจว่ากุศลบุญของท่านลดน้อยลงเพราะทรัพย์สินของโยมมารดาสูญหาย

ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงภพชาติอื่นที่ได้เห็นผลลัพธ์ของผลบุญที่เคยสะสมไว้ การอ้างถึงปรินิพพานของพระพุทธเจ้าและในทัศนะของคนไทยนั้นจึงขัดแย้งกัน ยัง (Yong) ได้กล่าวถึงเด็กชายไทยผู้ซึ่งคิดว่าตนไม่จำเป็นต้องสะสมบุญไว้มากนัก เนื่องจากเขาไม่ต้องการเสี่ยงที่จะนิพพานโดยไร้ซึ่งตัวตน

“คนไทยทั่วๆ ไป…หวังว่าตนนั้นมีบุญพอที่จะไม่ตกนรก ไม่ต้องมีชีวิตอาบเหงื่อต่างน้ำหรือยากลำเค็ญ และหวังว่าจะได้กลับมาเกิดใหม่ในสภาพที่ดีกว่าปัจจุบัน หรืออีกสองสามล้านปีก็คงมีความสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นต่างๆ”






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : กลับบางแสน
เผยแพร่ : วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 28 เมษายน 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_86278
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ศีล 5" ข้อห้ามที่ ขัดแย้งกับชีวิตจริง ของคนไทย เมื่อ: กันยายน 28, 2022, 06:18:10 am
ภาพจากปกหนังสือ “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” (สนพ.มติชน)


"ศีล 5" ข้อห้ามที่ ขัดแย้งกับชีวิตจริง ของคนไทย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาทำความเข้าใจโลกในระหว่างและหลังสงคราม ด้วยการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ของสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักมานุษยวิทยาในระหว่างสงครามเพื่อเข้าใจมิตรและศัตรูของสหรัฐอเมริกา ทำให้แนวคิดทางวิชาการนี้เริ่มได้รับความนิยมในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้กำหนดนโยบาย หนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่มีชื่อและผลงานทรงอิทธิพลก็คือ รูธ เบเนดิกต์

ผลงานชิ้นหนึ่งของ รูธ เบเนดิกต์ คือ “Thai Culture and Behavior” ฉบับแปลภาษาใช้ชื่อว่า “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” (สนพ.มติชน) ถือเป็นงานทางมานุษยวิทยาที่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับประเทศไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้นักมานุษยวิทยารุ่นต่อมานำไปเป็นรูปแบบการศึกษาสังคมไทย

@@@@@@@

ตอนหนึ่งในผลงานดังกล่าวของ รูธ เบเนเดิกต์ กล่าวถึง “ศีล 5” กับคนไทยไว้ว่า

1. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนไทยถือปฏิบัติตามกฎข้อนี้อย่างคิดเข้าข้างตนเอง เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์ ไม่ว่าใครที่สั่งให้คนจากตลาด หรือสั่งให้คนรับใช้ของตนไปตลาดเพื่อซื้อสัตว์ชนิดหนึ่งๆ หรือซื้อเนื้อสัตว์บางชนิดที่ผ่านการฆ่ามาแล้วล้วนแต่เป็นบาป แต่หากซื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกที่ตายมาก่อนแล้วก็นับว่าไม่เป็นบาป (Alabaster: 60)

2. ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น ในประเทศไทยมีการลักขโมยกันมาก “จำนวนขโมยขโจรนั้นมีมากจนน่ากลัว ในปี ค.ศ. 1903-1904 (พ.ศ. 2446-2447) มีรายงานว่า เพียงกรุงเทพฯ แห่งเดียวซึ่งมีจำนวนประชากรราว 750,000 คน มีคดีลักขโมยถึง 5,570 คดี ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าคดีลักขโมยของพม่าตอนใต้ทั้งหมดที่มีประชากรถึง 5 ล้านคน…” (P.A. Thompson: 69-70) ไม่มีผู้ให้ข้อมูลคนไหนอธิบายเหตุผลใด แต่มักกล่าวว่าเป็นเพราะความจน

3. ไม่ประพฤติผิดในกาม อลาบาสเตอร์ (P: 62) ได้สรุปคำพูดของนักวิจารณ์ไทยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเกี่ยวกับศีลข้อนี้ไว้ว่า “สตรีผู้ซึ่งเป็นที่หวงแหนของผู้อื่น ได้แก่ ภรรยาและสตรีโสด ซึ่งมีสามีหรือญาติพี่น้องเป็นผู้ดูแลคุ้มครอง และสตรีที่มีคู่หมั้นหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสตรีที่ไม่เหมาะจะพึงปรารถนา แต่ในเมื่อ ‘ข้อคิดเห็นเหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นที่ไม่มีใครมาถกเถียง’ จึงมีพวกชายโฉด ที่คิดว่าการผิดประเวณีไม่เป็นพิษภัยหากไม่มีผู้จับได้”

ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือ ทำไมศีลข้อนี้จึงวางฐานะบุรุษและสตรีไว้ต่างกัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “การมีคู่ครองหลายคนในบุรุษจึงเป็นที่ยอมรับได้”

4. ไม่กล่าวเท็จ สุภาษิตและคำสอนต่างๆ ล้วนให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัจธรรมของคนไทย สุภาษิตบางบทก็เป็นสำนวนที่ใช้ทั่วไป เช่น
    “สิ่งที่คนพูดกันนั้น ต้องเอา 5 หาร”
    “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” (หมายถึง แม้คน 10 คนอาจพูดเท็จหรือพูดเกินความจริง ทางที่ดีต้องเห็นด้วยตาตนเอง)
นอกจากนี้ก็ยังมีสุภาษิตอื่นๆ ซึ่งอ้างถึงการพูดเกินความจริง เช่น “ลิ้นยาวจนตวัดถึงใบหู”

ซึ่งตามคำกล่าวของเลอ เมย์ หมายความว่า คน “สามารถบิดเบือนคำพูดและจับต้นชนปลายจนสามารถทำให้กลายเป็นเรื่องราวตามที่เขาต้องการได้ รัฐบุรุษอาวุโสผู้ปราดเปรื่องคนหนึ่งของไทยเคยกล่าวว่า การเป็นนักการทูตที่ดีนั้นต้องไม่เพียงแต่ต้องตวัดลิ้นถึงใบหูได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถตวัดรอบให้ได้ถึง 7 รอบ” (Le May A: 164)

5. ไม่ดื่มของมึนเมา “คนส่วนมากไม่ค่อยถือศีลข้อนี้มากนัก ในงานรื่นเริง งานมงคลสมรส งานนักขัตฤกษ์ หากไม่มีเบียร์ เหล้า และเครื่องดองของเมาทั้งหลายก็จะถือว่าไม่ได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ ร้านขายเหล้าถือเป็นส่วนหนึ่งประจำเมืองใหญ่ๆ ทีเดียว” (Landon: 151) ที่กล่าวนี้มิได้หมายความว่า การมึนเมาเป็นปัญหาสังคมในเมืองไทย การเมาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย และโดยทั่วไปแล้วสังเกตได้ว่าไม่มีการห้ามดื่มของมึนเมาต่างๆ

@@@@@@@

ทว่า “หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจสังคมไทยได้ดีขึ้น หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทำให้รู้ว่า ปัญญาชนชาวตะวันตกมีทัศนะต่อชนชาติที่ด้อยพัฒนาเช่นชาวไทยอย่างไร มีข้อน่าสังเกตว่าทัศนะเช่นนี้ช่างคล้ายกับทัศนะของอภิสิทธิ์ชนไทยที่มีต่อชาวนาชาวไร่เหลือเกิน” อานันท์ กาญจนพันธุ์ กล่าวไว้ใน “บทกล่าวนำ” ของหนังสือ วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย






ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : รูธ เบเนดิกต์-เขียน, พรรณี ฉัตรพลรักษ์-แปล. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2564 (ฉบับปรับปรุงใหม่)
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2565
website : https://www.silpa-mag.com/culture/article_82802
30  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ดอกไม้จันทน์ .. ดอกไม้งาม ถึงผู้วายชนม์ เมื่อ: กันยายน 27, 2022, 07:03:07 am



ดอกไม้จันทน์..ดอกไม้งาม ถึงผู้วายชนม์

เมื่อกล่าวถึง ดอกไม้จันทน์ ทุกคนมักจะคิดถึงความเศร้าโศกเสียใจ เพราะดอกไม้จันทน์ คือ ตัวแทนของความรัก ความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ล่วงลับ ดอกไม้จันทน์ในปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มีการประดิษฐ์ประดอยให้มีรูปแบบดอกไม้จันทน์หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ดอกกุหลาบ ดอกดารารัตน์ ดอกแก้ว ดอกจำปี ดอกลีลาวดี และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงสีสันก็มีให้เลือกมากขึ้นทั้งแบบสีธรรมชาติ สีขาว สีดำ สีสันที่สดใสเพื่อคลายความเศร้าหมองลง

ในอดีต เราไม่ได้ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เช่นปัจจุบัน เพราะเรายังสามารถหาไม้จันทน์ได้ ในธรรมชาติ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปไม้จันทน์ก็หาได้ยากยิ่งขึ้น ราคาแพงมากขึ้น โดยในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมีการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เทียมขึ้นใช้ทดแทนดอกจริง ซึ่งผู้คิดค้นก็คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

พระองค์ทรงนำเนื้อไม้จันทน์มาประดิษฐ์ โดยเนื้อไม้จันทน์ที่นำมาประดิษฐ์เป็นดอก จะใช้เฉพาะส่วนเปลือก นำมาฝานให้บาง จัดเข้าช่อเข้ากลีบเป็นดอกไม้ แล้วมัดรวมเข้าด้วยกัน ในช่วงแรกๆ ไม้จันทน์ จะนิยมใช้สำหรับชนชั้นสูง หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ หรือผู้มีตระกูล มีศักดิ์ใหญ่ แต่กาลต่อมาได้แพร่หลายในหมู่สามัญชน และมีการนำพันธุ์ไม้อื่นมาประยุกต์ เมื่อไม้จันทน์หายากขึ้น อาทิ เช่น ไม้โมก


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เหตุที่ใช้ไม้จันทน์ เนื่องจากไม้จันทน์ เป็นไม้มงคล หายาก และมีราคาสูง ที่สำคัญเป็นไม้ที่มีน้ำมันซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ปัจจุบันมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยออกมาใช้ในวงการความสวยความงาม ที่มีราคาค่อนข้างสูง ไม้จันทน์ในสมัยก่อนมีจำนวนมาก ชนชั้นสูงยังนิยมนำไม้มาทำหีบสำหรับบรรจุศพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโกศสำหรับบรรจุศพเจ้านายชั้นสูง ล้วนแต่ใช้ไม้จันทน์ทั้งสิ้น หรือการนำมาทำเป็นฟืนที่ใช้ในการเผาศพเพื่อกลบกลิ่นศพ
 
สิ่งนี้ยังสอดคล้องกับความเชื่อของคนไทย เพราะคนไทยมีคติความเชื่อเรื่องการเผาเครื่องหอม กำยาน ถวายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ในการไหว้พระพุทธรูป คนไทยก็ยังนิยมไหว้ด้วยธูปหอมที่ทำจากไม้จันทน์ ภูมิปัญญาไทยสมัยโบราณในการทำเครื่องหอมยังมีอีกมากมายค่ะ เช่น การนำไม้จันทน์มาทำเป็นเครื่องใช้ต่างๆ เช่น พัดไม้จันทน์ หีบใส่เสื้อผ้าที่ทำจากไม้จันทน์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เสื้อผ้าที่สวมใส่มีกลิ่นหอมของไม้จันทน์ และยังสามารถป้องกันมด แมลงได้ดีอีกด้วย

ในส่วนของเครื่องหอมไทย ไม่ว่าจะเป็น กำยาน น้ำอบไทย น้ำปรุง (น้ำหอมไทยโบราณ) ก็ยังมีไม้จันทน์เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย วิธีการปรุงนั้นโดยหลักจะนำไม้จันทน์มาบดให้เป็นผง แล้วนำไปเป็นส่วนผสมปรุงกับสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชนิดอื่นๆ ในเครื่องใช้ที่ต้องการ เช่น ธูป เทียนอบขนม เทียนอบผ้า กำยาน น้ำอบไทย น้ำปรุง เป็นต้น

คติในเรื่องความเชื่อของการใช้เครื่องหอม ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนไทยเท่านั้นนะคะ การใช้ความหอมจากดอกไม้ เครื่องเทศ หรือสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมต่างๆ นั้น ในอารยธรรมโบราณ หากย้อนกลับไปในสมัยอารยธรรมอียิปต์โบราณ ความเชื่อในเรื่องของโลกหน้า เป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงก่อให้เกิดภูมิปัญญาและความเชื่อว่า หากเตรียมความพร้อมให้กับชีวิตในโลกหน้าได้ ก็ควรทำ

ชาวอียิปต์จึงมีวิธีการดูแลและรักษาศพไว้เป็นอย่างดี นอกจากการพึ่งพาน้ำยาแล้วพันร่างเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เน่าเปื่อย ยังมีการชำแหละ นำเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วบรรจุเครื่องหอมที่ได้จากสมุนไพร ไม้หอมต่างๆ ลงไปแทน เพื่อความเชื่อที่ว่าชีวิตในโลกหน้าจะดีกว่าเดิม เป็นการเตรียมพร้อมของชีวิตในโลกหน้าตามภูมิปัญญาชาวอียิปต์โบราณ หรือแม้แต่การใช้กำยานในการดองศพ ซึ่งมีหลักฐานในการค้นพบโดยนักบวช หลังจากที่มีการขุดพบสุสานตุตันคามุนใน 3,000 ปี ถัดมา ว่ากลิ่นกำยานในหีบศพยังคงหอมกรุ่น ทั้งยังมีการพบก้อนกำยานเป็นหลักฐานชี้ชัดอีกด้วย


ไม้จันทน์อินเดีย

สำหรับในภูมิภาคแถบเอเชีย เมื่อมีการขยายตัวในการค้าขายของชาวเอเชีย จึงได้มีการนำเข้า ไม้จันทน์ ไม้กฤษณา และพันธุ์ไม้หอมประเภทอื่นๆ เข้ามาใช้ โดยผู้ที่นิยมนำเข้าและซื้อพันธุ์ไม้หอม ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงที่มีกำลังซื้อมากพอ เพราะเป็นของหายาก และยังมีคุณสมบัติสุดพิเศษที่สามารถนำมาปรุงเป็นน้ำหอมได้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่นิยมใช้เครื่องหอมในพิธีกรรมศพ

แต่ประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ก็ใช้เครื่องหอมในการทำพิธีกรรมสำหรับผู้ตายเช่นกัน อาทิ เช่น การเผาเครื่องหอมต่อหน้าศพ เพื่อความเชื่อที่ว่า ความหอมสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และสามารถนำทางให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปยังสรวงสวรรค์ได้ เช่นเดียวกับคนไทย ที่มีการวางดอกไม้จันทน์ ดอกสุดท้ายในวาระสุดท้ายของผู้วายชนม์ ต่อหน้าร่างไร้วิญญาณ เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย และให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย

ในปัจจุบัน แม้ดอกไม้จันทน์จะมีลักษณะและความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเราสามารถหาวัสดุทดแทนได้มากขึ้น และมีปรับรูปแบบตามความคิดสร้างสรรค์ตามกาลสมัย ปัจจุบันเราจึงเห็นดอกไม้จันทน์ในประเภทต่างๆ ที่สื่อความหมายแตกต่างกันไป มีความสวยงามและชวนให้รื่นรมย์ทางสายตา

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความสำคัญของพิธีกรรมงานศพ ก็หาได้ขึ้นอยู่กับดอกไม้จันทน์ว่ามีความงดงามเพียงใด แต่เป็นคุณงามความดีของผู้ตาย มโนธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่คงความระลึกถึงแด่ผู้วายชนม์ตลอดกาล สิ่งนี้ คือ สิ่งสำคัญที่สุด การไว้อาลัย ร่วมงานศพ นอกจากจะให้เกียรติแก่ผู้ตายแล้ว ความดีงามที่ผู้วายชนม์ได้ทำไว้ คือ มรดกสำคัญที่ลูกหลาน คนรู้จักรักใคร่ ญาติสนิทมิตรสหาย พึงนำมาให้รำลึกและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต



ตายแล้วไปไหน.?

ไม่ใช่คำถามที่เราสามารถหาคำตอบได้ จะมีเพียงแต่ผู้วายชนม์เท่านั้นที่จะรู้ว่า ความดีงามตลอดช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น จะนำพาจิตวิญญาณไปที่แห่งใด หากเรายังมีชีวิตอยู่ เราจึงควรกระทำแต่ความดี ด้วยการคิดดี ทำดี กรรมดีจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำพาเราไปสู่หนทางที่สงบสุข อย่างที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า

    “ราหุล.! กระจกเงามีไว้สำหรับทำอะไร.?
     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระจกเงามีไว้สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า
     ราหุล.! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่อง
     พิจารณาดูแล้วดูเล่าเสียก่อน จึงทำลงไป ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ
     ฉันเดียวกับกระจกเงานั้น เหมือนกัน”


 

 

ข้อมูลอ้างอิง :-
1. ความเป็นมาและธรรมเนียมของดอกไม้จันทน์
http://pirun.ku.ac.th/~b5310507485/history.html
2.The Secret Life of Scent: Fragrant, Mandy Aftel พลอยแสง เอกญาติ
3. พุทธวจนะ http://chaiwat201149.blogspot.com/2014/06/blog-post_4684.html
4. การสาธิตการทำดอกไม้จันทน์
https://www.youtube.com/watch?v=mIxcvSb9Huk&index=8&list=PLLvotVqfciXY2ID2FuA7gbIsRRDq9Dvhb

Thank to : https://www.bagindesign.com/ดอกไม้จันทน์-sandalwood/
Thai book Review , พฤษภาคม 11, 2017, 10:40 am
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'อีสาน' ไส้ติ่งสยาม หรือ มดลูก เมื่อ: กันยายน 27, 2022, 06:34:34 am


แผนที่โบราณแสดงเมืองต่างๆของไทย แต่ไม่มีอีสาน (ภาพจาก หนังสือ "สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1" กรมศิลปากร )


'อีสาน' ไส้ติ่งสยาม หรือ มดลูก

ไส้ติ่งคืออวัยวะเล็กๆ ที่ไม่มีบทบาทในร่างกาย, ไม่มีประโยชน์, ในขณะที่มดลูกคืออวัยวะสําคัญยิ่ง, เพราะหากไม่มีมดลูกก็ไม่มีคนเกิดขึ้นมาได้

แล้วอีสานเป็นมดลูกของสยาม.? หรือเป็นเพียงไส้ติ่ง.?

โดยมากอีสานมีภาพพจน์ที่ไม่ค่อยดีเด่นนัก ในหนังสือประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ อีสานเป็นไส้ติ่งแท้ๆ เพราะแทบไม่มีบทบาทหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น, นอกจากเป็นเส้นทางเดินทัพไปตีเมืองลาว ในสายตาผู้ดีเมืองหลวงส่วนใหญ่ อีสานเป็น “ทุ่งหมาเมิน” ที่ไม่มีอะไรดีเด่น ไม่มีอะไรน่าสนใจ

ในบทความนี้ผมจะพยายามแสดงว่า อีสานคือมดลูกของสยามที่มีบทบาทสําคัญยิ่งในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามผมขอขึ้นต้นด้วยลักษณะ “ไส้ติ่ง” และ “ทุ่งหมาเมิน”, เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย


@@@@@@@

เรื่องที่ 1. ไส้ติ่งหรือทุ่งหมาเมิน

อีสานเป็นผืนแผ่นดินมหึมาที่ใหญ่กว่าภาคกลางเสียอีก, แล้วทําไมจึงหายไปจากประวัติศาสตร์ และหาย ไปจากแผนที่โบราณ? ขอยกให้ดูแผนที่ของไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (คริสต์ศตวรรษที่ 17) ที่ไม่มีอีสาน แล้วขอให้ดูแผนที่ฝรั่งสมัยเดียวกันที่ไม่มีอีสานเช่นกัน

อีสานเพิ่งมาปรากฏในแผนที่ในสมัย ร.5 เมื่อฝรั่งเศสยึดครองเวียดนามและเข้ามาสํารวจเมืองลาว ทันใดนั้นอังกฤษ ชวนให้ ร.5 ยืมนาย James McCarthy จากกรมรังวัดอินเดีย ท่านเดินสํารวจแม่น้ำโขงแล้วพบว่าแม่น้ำสายนี้ไม่ได้ไหลลงจากเหนือสู่ใต้โดยตรง, แต่ถึงแถวๆ หนองคายก็คดเคี้ยวไปทางตะวันออกแล้วอ้อมใหญ่กว่าจะตกถึงเมืองเขมรและปากน้ำในเวียดนาม แต่นั้นมาอีสานจึงโผล่ขึ้นมาในความรับรู้ ของโลกและของรัฐบาลสยาม

ทําไมเป็นเช่นนี้.? ผมมองเห็นเหตุอยู่ 3-4 ประการ คือ

1. รัฐเดิมขึ้นตามแม่น้ำ (Riverine States) สยามหลักๆ คือลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผู้เขียนแผนที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์น่าจะเป็นพระภาคกลางนี้เอง จึงสนใจพระธาตุและพระพุทธบาทที่มีในลุ่มน้ำนี้ ท่านยังรู้ว่าแม่น้ำโขงมีจริง และ “ล้านช้าง”, “แก่งลี่ผี”, “นครหลวง (ธม)” อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง, แต่อยู่นอกวงจรการเดินทางแสวงบุญของตน พระธาตุและพระพุทธบาทต่างๆ ในอีสานจึงไม่ได้รับการบันทึกในแผนที่ของท่าน เพราะคนเขียนแผนที่ไม่รู้จักอีสาน และไม่สนใจ

2. ในโลกทัศน์แบบโบราณ “ประเทศ” ไม่ได้หมายถึงผืนแผ่นดินที่อยู่ภายในกรอบหรือชายแดนที่แน่นอน ในสมัยอยุธยา “สยาม” หมายถึงบ้านเมืองที่อำนาจของกรุงศรีอยุธยาแผ่ถึง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและเมืองท่าต่างๆ ตามชายฝั่ง, ดังเห็นในแผนที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, อำนาจของกรุงศรีอยุธยาน่าจะจบลง (หรือจางลงมาก) ที่โคราช, ถึงเรียกว่า “นครราชสีมา” หรือ “หลักเขตพระราชอำนาจ” ส่วนแดนที่เราเรียกกันว่า “อีสาน” หากไม่อยู่ในอำนาจเมืองล้านช้างก็คงปกครองกันเอง (No Man’s Land) ที่อยู่นอกคอกฟ้ากรุงศรีอยุธยา, ชนชั้นปกครองจึงมองไม่เห็น

3. ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นสยามเป็นจักรวรรดินิยม (Imperialist) ที่มุ่งมั่นจะปราบปรามเมืองเหนือ, ล้านช้าง, เขมร และรัฐต่างๆ ในแหลมมลายู (เป็นที่น่าสนใจว่า “จักรวรรดินิยม” ภาษาไทยหมายถึงอังกฤษและฝรั่งเศส ยังไม่มีใครเขียนประวัติจักรวรรดินิยมสยาม/ไทยเลย เรื่องนี้ต้องถามชาวลาว, เขมร, มลายู, อย่าถามผม) ในระยะที่กษัตริย์สยามจะปราบล้านช้าง อีสานไม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องปราบปราม, หากเป็นเพียงเส้นทางเดินทัพ, จึงได้รับความสนใจไม่มาก

อีสานเพิ่งเริ่มเป็นตัวเป็นตนและมีความสำคัญในสายตารัฐบาลสยามในรัชกาลที่ 5 เมื่อจักรวรรดิสยามไปกระทบกับจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ริมน้ำโขง, แต่อีสานยังมีความสำคัญน้อยกว่าล้านนา, เขมร และแหลมมลายู

4. ในยุคฟาสซิสต์อีสานเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์แน่นอน, แต่ดูเป็นที่ต้องควบคุมมากกว่าให้เกียรติ รัฐบาลจอมพลแปลกจึงเก็บ ส.ส.อีสาน (ดูศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 23 ฉบับที่ 3) และสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พระเอกเมืองขอนแก่น) ทำลายพระอาสภะเถระ (พระพิมลธรรม) ที่มีความคิดสากลทันสมัย

5. แม้ในยุคโจราธิปไตยปัจจุบัน, อีสานยังเป็นเมืองขึ้นของรัฐบาลกลางอยู่ดี กระทรวงในกรุงเทพฯ มีสิทธิ์ชี้ขาดชายป่า ชายนาโดยไม่ถามคนท้องถิ่นหรือศึกษาความเป็นมาของถิ่นนั้นๆ ข้าราชการหน้าไม่นิ่มนัก เช่น สมัคร สุนทรเวช ยังอาจตวาดกับฝูงชนที่ประท้วงเรื่องปัญหาปากน้ำมูลว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?!”

เรื่องทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเรื่องอีสานในฐานะ “ไส้ติ่งสยาม” หรือ “ทุ่งหมาเมิน” ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงโลกสากลที่ล้วนมี “อีสาน” หลายแห่งทั่วไป

@@@@@@@

เรื่องที่ 2. หลายอีสาน

ใช่ว่าเมืองไทยเท่านั้นที่มี “อีสาน” หรอก ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าทุกประเทศมี “อีสาน” ของตน “อีสาน” ระดับโลกใหญที่สุดและสําคัญที่สุดคือ เอเชียกลาง เอเชียกลาง เป็นที่ทุรกันดาร, หน้าหนาวมีหิมะคลุม, อุณหภูมิลดหลายองศา, หน้าร้อนก็ร้อนระอุแห้งแล้ง เป็นทุ่งว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรดีเด่นให้ดู

อย่างไรก็ตาม, นักมานุษยวิทยาโดยมากเชื่อกันว่า ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เอเชียกลางเป็นถิ่นกําเนิดของชาวอินเดียนแดงในอเมริกา, ชาวจีนฮั่น, ชาวเกาหลี, ญี่ปุ่น และชาวตะวันออกกลาง ฝ่ายนักภาษา ศาสตร์เชื่อว่า เอเชียกลางเป็นถิ่นกำเนิดภาษาตระกูลอินโด-ยุโรป, ซึ่งหมายถึงบาลี-สันสกฤต, กรีก, ละติน, อังกฤษ, เยอรมัน, รัสเซีย ฯลฯ ฝ่ายนักประวัติศาสตร์ย่อมรู้กันทั่วว่าชาวเอเชียกลางเคยรุกรานยุโรป (Huns), เคยปราบปรามตะวันออกกลาง (Turmalane), เคยปกครองเมืองจีน (Mongol Dynasty) และเคยปกครองอินเดีย (Mogul Dynasty)

ทุกวันนี้เอเชียกลางมีสภาพเป็น “ทุ่งหมาเมิน” จริง, แต่ใครที่ไหนจะกล้าอ้างว่าเอเชียกลางไม่สําคัญ, หรือเป็นเพียง “ไส้ติ่ง” ของโลก?

ต่อไปนี้จะขอย่อสายตาลงมาดูเฉพาะยุโรป

“อีสาน” ของยุโรปอยู่ที่ตะวันออกกลาง ใครๆ มักเข้าใจผิดว่าความเจริญของตะวันตกเกิดที่กรุงเอเธนส์, กรุงโรม หรือที่ลอนดอน, ปารีส ฯลฯ แต่ไม่เป็นความจริง จุดกำเนิดของศิลปวัฒนธรรมตะวันตกคือตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลางเป็นที่ทุรกันดาร, แห้งแล้ง, ยากจน, แต่เป็นแหล่งกําเนิดดาราศาสตร์, การคิดเลขคํานวณบัญชีและรังวัด, อักษรการเขียน (อักษรโรมัน, อาหรับ และสันสกฤต), เครื่องดนตรี (Harp, Violin, Guitar, ปี่ และปี่ถุง), การถลุงโลหะ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทําทองสําริด) และศาสนายิว, คริสต์ และ  อิสลาม อย่างนี้ใครจะว่าตะวันออกกลางเป็นเพียง “ไส้ติ่ง”? ผมว่าเป็น “มดลูก” ของตะวันตก

ต่อจากนี้ไปจะขอย่อสายตาลงไปให้ดูเฉพาะหมู่เกาะอังกฤษ ที่มี “อีสาน” เหมือนกัน “อีสาน” ของอังกฤษอยู่ที่ Scotland

เรื่องสนุกๆ เจริญๆ ของอังกฤษล้วนแต่เกิดแถวๆ ลอนดอน, ออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์, ในภาคตะวันออกเฉียง เป็นที่มั่งคั่ง, ศูนย์กลางชีวิตปัญญา และเป็นประตูเข้าออกสู่โลกภายนอก

Scotland เป็นที่แร้นแค้น เป็นดินแดน “ภูเขาหมาเมิน” ที่ยากจนล้าหลัง, ไม่ค่อยมีใครชม นอกจาก Scotland จะผลิตผ้าขนแกะอย่างดี และต้มเหล้า Whisky ชั้นเยี่ยม, Scotland ยังส่งออกแรงงานมากที่สุด ในบรรดาชาว Scot ที่อยู่บ้านไม่ได้ดี, มีนักคิดนักเขียนสร้างสรรค์หลายๆ คนที่พลัดถิ่นแล้วประดับโลกด้านปรัชญาและวิทยาศาสตร์

ในโลกปัญญาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน, ด้านธรรมศาสตร์และการเมือง, เคมีวิทยา, การแพทย์, วิศวกรรม และเศรษฐศาสตร์, ชาว Scot ส่วนใหญ่เป็นผู้บุกเบิก, ค้นคว้าและคิดใหม่ แต่ท่านเป็นคนพลัดถิ่นจึงมักได้ชื่อว่าเป็น “อังกฤษ” หรือ “อเมริกัน”, และไม่ค่อยมีใครนึกถึง Scotland เลย

ดังนั้นผมต้องสรุปว่า Scotland เป็นมดลูกที่สําคัญของโลกที่พูดภาษาอังกฤษ, ไม่ใช่ “ไส้ติ่ง” หรือ “ทุ่งหมาเมิน” ดังที่คนไม่รู้อาจจะคิด อย่าว่าแต่ “โลกที่พูดภาษาอังกฤษ”, James McCarthy ผู้ก่อตั้งกรมแผนที่ของไทยเป็น Scot, MacFarlain ผู้รวบรวมพจนานุกรมเป็น Scot, Mackain ผู้สร้างโรงพยาบาล คนโรคเรื้อนที่เชียงใหม่เป็น Scot

จากโลกกว้างผมขอหันกลับมาพิจารณาสยามและอีสาน, ไส้ติ่งหรือทุ่งหมาเมินของประเทศไทย


@@@@@@@

เรื่องที่ 3. อีสาน, ทุ่งหมาที่มีความหมาย

ในทวีปเอเชีย (นอกเมืองจีน) การหล่อโลหะสําริดเกิดที่ไหนก่อน? อินเดีย? ชวา? กรุงศรีอยุธยา? ไม่มีหรอก ทองสำริดปรากฏครั้งแรกที่บ้านเชียงในอีสานนี่เอง

การตั้งแท่งหินเป็นขอบพัทธสีมารอบพระอุโบสถเกิดที่ไหนก่อน? อินเดีย? ลังกา? พม่า? ไม่มี มีที่อีสานก่อน

วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เก่าที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ “โองการแช่งน้ำ” แล้วทำไมนักศึกษาวรรณคดีไทยมักอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง? เป็นไปได้ไหมว่า เขาไม่รู้เรื่องเพราะไม่ยอมรับว่า “โองการแช่งน้ำ” เป็นภาษาอีสาน?

แต่ไหนแต่ไรนักคิดนักเขียนชาว Scotland ต่างอพยพไปเป็นครูบาอาจารย์ในอังกฤษและอเมริกา, และฝรั่งจับได้ว่า เป็นใครมาจากไหน, เพราะนามสกุลฟ้อง ในอุษาคเนย์นี้ไม่มีนามสกุล, จึงไม่อาจจะทราบได้ว่า นักปราชญ์ราชบัณฑิตกรุงนครธม, กรุงสุโขทัย, กรุงศรีอยุธยาเป็นใครมาจากไหน, แต่หลายท่านน่าจะเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น

จากหลักฐานทั้งหมดที่ว่ามานี้, ผมเชื่อว่าอีสานเป็น “มดลูก” หรือถิ่นกําเนิดวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นเพียง “ไส้ติ่ง” ที่หมาเมินได้

ในเมื่อเมืองหลวงเป็นธุระที่จะลืม, หรือมองข้าม หรือกลบความสําคัญของอีสาน, ก็เห็นจําเป็นที่ชาวอีสานควรโต้ตอบแบบนักปราชญ์, ด้วยการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความจริงเรื่องอีสาน, ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เช่น

ประวัติศาสตร์อันยาวนานที่มีทั้งรุ่งโรจน์และเจ็บปวด ภาษาที่เก่าแก่, บริสุทธิ์และมีเสน่ห์ ศิลปะการแสดงที่มีชีวิตชีวา, งดงาม ศาสนาที่มีวัตรปฏิบัติเยี่ยงขีณาสพแต่เดิมมา ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เอเชียกลางเป็นมดลูกทางวัฒนธรรมของโลก, ตะวันออกกลางเป็นมดลูกทางศิลปะของยุโรป, สกอตแลนด์เป็นมดลูกทางปัญญาของอังกฤษ ทั้งหมดนี้เป็นเช่นไรอีสานก็เป็นเช่นนั้น, เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญยิ่งของความคิด, สิ่งของ และคนที่ดีงามประดับสยาม





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2545
ผู้เขียน   : ไมเคิล ไรท์
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 26 กันยายน 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_93788
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 สวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง เมื่อ: กันยายน 27, 2022, 06:06:12 am



คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 สวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง

คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 เป็นบทสวดเสริมมงคลสำหรับสายบุญที่ถือศีลกินเจ นิยมสวดกันในช่วงเทศกาลกินเจ 2565 โดยหลักๆ จะเป็นบทบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งเป็นองค์เทพแห่งความรักและเมตตา ตามความเชื่อคติมหายาน

สำหรับคนที่จะกินเจในปีนี้ ก็สามารถท่องคำอธิษฐานก่อนกินเจ ควบคู่ไปกับการประพฤติตนตามหลักการถือศีลกินเจ ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565

@@@@@@@

คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 บทสวดเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง

ความเชื่อและความศรัทธาเรื่องเจ้าแม่กวนอิมได้รับอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิมก่อนที่จะเริ่มกินเจ ก็เป็นเคล็ดลับเสริมสิริมงคลอย่างหนึ่งที่คนไทยเชื้อสายจีน หรือผู้ที่ถือศีลกินเจ มักจะสวดคำอธิษฐานก่อนกินเจ เพื่อแสดงความเคารพนับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม อีกทั้งเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าโรคภัยและความทุกข์ให้หมดไป ชีวิตพบเจอแต่ความสุขสงบ ความเฮง อิ่มบุญ อิ่มใจ

ทั้งนี้ก่อนที่จะเริ่มสวดคำอธิษฐานก่อนกินเจ ให้ทำจิตใจให้สงบ ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ บุญคุณบิดามารดาและครูอาจารย์ หลังจากนั้นให้เอ่ยชื่อ-นามสกุลของตัวเอง วันเดือนปีเกิด พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่าต้องการกินเจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมตตาต่อสัตว์โลกด้วยการงดเนื้อสัตว์ หลังจากนั้นให้สวด ดังต่อไปนี้



คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)

นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโคว่ กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต
โอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต
ซาผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิ้ง เจ็กเฉียก ใจเอียงห่วยอุ่ยติ้ง
นำโมม่อออปวกเยี่ยปอล้อบิ๊ก

คำแปล คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ พระผู้เปี่ยมล้นด้วยพระมหาเมตตา พระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาล ขอได้โปรดบำบัดทุกข์โศก โรคภัยอันตรายทั้งปวง

ข้าพเจ้าขอน้อมถึง พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ขอได้โปรดขจัดปัดเป่าทุกข์โศก โรคภัยทั้งปวงให้หมดสิ้นไป

ขอความสุข สมปรารถนาทุกประการ จงมีแด่ข้าพเจ้า ขอเทพเจ้าเบื้องบน และเทพเจ้าเบื้องล่างทั้งหมด
ได้โปรดปัดเป่าให้เวรกรรมและสรรพเคราะห์ทั้งมวล จงหมดสิ้นไป

@@@@@@@

หลังจากที่ท่องคำอธิษฐานก่อนกินเจเรียบร้อยแล้ว สามารถนั่งสมาธิและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลด้วยก็ได้ ทั้งนี้ผู้ที่ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน ควรงดกินผัก 5 ชนิด นุ่งขาวห่มขาว สำรวจกาย ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่พูดคำหยาบ และมีความเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง



Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2507972
23 ก.ย. 2565 16:24 น.
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การเลี้ยงชีพ ด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิต ด้วยการประพฤติอธรรม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 07:42:23 am



การเลี้ยงชีพ ด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิต หรือ ด้วยการประพฤติอธรรม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ


๗. ลาภครหชาดก (๒๘๗) ว่าด้วยวิธีการหลอกลวงเพื่อแสวงหาลาภ

(อาจารย์ทิศาปาโมกข์โพธิสัตว์ได้ตรัสกับมาณพผู้เป็นศิษย์ว่า)
[๑๐๙] ไม่บ้าก็ทำเป็นเหมือนคนบ้า
         ไม่ใช่คนส่อเสียดก็ทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด
         ไม่ใช่นักฟ้อนรำก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
         ไม่ตื่นข่าวก็ทำเป็นเหมือนตื่นข่าว
         ย่อมได้ลาภในบุคคลที่ลุ่มหลงงมงาย
         นี้เป็นคำสอนสำหรับเธอ

(ลูกศิษย์ได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว จึงติเตียนลาภว่า)
[๑๑๐] พราหมณ์ น่าติเตียนการได้ยศ และการได้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้ประสบความพินาศ หรือประพฤติไม่เป็นธรรม
[๑๑๑] ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม


                         ลาภครหชาดกที่ ๗ จบ



ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=287
ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ : http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=460
ขอบคุณภาพจาก : pinterest
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ เปี่ยมศรัทธา “มรรคาของพร เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:43:23 am



“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่


“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ เปี่ยมศรัทธา “มรรคาของพระพุทธเจ้า”

พาไปรู้จักกับ “หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จากผลงานสร้างสรรค์ของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

วันนี้ที่จังหวัดสระบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ให้ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ไปซึมซับในหลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดากัน คือ “หอมนสิการ” ที่ถือเป็นอันซีนแห่งใหม่ที่น่าสนใจแห่งเมืองพระพุทธบาท



“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่

“หอมนสิการ” ตั้งอยู่ที่ริมเขาพระพุทธบาทน้อย ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จัดสร้างขึ้นตามแนวคิดของ “อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

    1. เทิดพระเกียรติแสดงความนอบน้อมกตัญญู ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    2. ประดิษฐานพระบรมโลกนาถ พระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาในต่างวาระรวม 23 พระองค์ และภาพปักพระบรมโลกนาถ
    3. เป็นสถานที่สำหรับฝึกสมาธิเบื้องต้น และเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา
    4. จัดแสดงนิทรรศการสื่อผสม “Journey to the Life of Buddha” วิถีแห่งความเสียสละกว่าที่พระพุทธองค์จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า



เครื่องยอดของหอมนสิการประดับด้วยยอดฉัตรทอง

อาคารหอมนสิการมีสีขาวนวลดูสงบสวยงามท่ามกลางฉากหลังเป็นขุนเขาตั้งตระหง่าน อาคารแห่งนี่เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ที่หัวเสา หน้าบัน ประดับประดาด้วยงานปูนปั้นลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ซึ่งได้ออกแบบผูกลายขึ้นใหม่จากศิลปะอินเดีย วิกตอเรีย และสุโขทัย

ส่วนบนเครื่องยอดของหอมนสิการประดับด้วยยอดฉัตรทอง เพื่อให้สมพระเกียรติแห่งองค์พระบรมศาสดา และสื่อถึงการปกป้องพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไปถึง 5,000 พระวรรษา



ลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน

ภายในหอมนสิการประกอบด้วย นิทรรศการจำลอง “มรรคาของพระพุทธเจ้า” ในรูปแบบสื่อผสมให้ได้ซึมซับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถึงเรื่องราวความเสียสละของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักด้วยกัน ได้แก่

-โซนที่ 1 นำเสนอนิทรรศการสื่อผสม “การจำลองมรรคาของพระพุทธเจ้า – Journey to the Life of Buddha” วิถีแห่งความเสียสละ กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ในบรรยากาศแบบโบราณแต่ทันสมัย



หอกราบ

-โซนที่ 2 “หอกราบ” หรือ “หอจัตุรัส” ที่งามอร่ามไปด้วยห้องสีทอง ตัดกับผนังบุผ้าไหมสีแดงนี้ เป็นที่ประดิษฐาน “พระบรมโลกนาถ” พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 30 นิ้วปิดทองคำบริสุทธิ์

นอกจากนี้หอกราบยังประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป และภาพปักพระบรมโลกนาถที่ปักด้วยจำนวนฝีเข็มกว่า 651,000 ฝีเข็ม ใช้ไหมทั้งหมด 49 สี โดยปักครั้งละ 3 เส้น (ปกติทั่วไปจะใช้ 2 เส้น) มีความหมาย คือ พระรัตนตรัย เส้นที่ 1 แทน พระพุทธ เส้นที่ 2 แทนพระธรรม และ เส้นที่ 3 แทน พระสงฆ์ ตลอดระยะ เวลาการปักกว่า 8 เดือน โดยผู้ปักถือศีล 8 และทุกฝีเข็มบริกรรมคำว่า “นิพพาน”



Modern Photo Gallery ในโซนที่ 3

-โซนที่ 3 เป็นยุคปัจจุบันกาล จัดแสดงในรูปแบบของ Modern Photo Gallery ที่ให้คติธรรม และสะท้อนความจริงให้เราได้ฉุกคิดถึงความหมายและการดำเนินชีวิต ส่วนนี้ถ้าสังเกตดี ๆ แต่ละภาพจะมีปริศนาที่ซ่อนอยู่ เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ให้เราเห็นภาพและเข้าใจสัจธรรมความจริงได้อย่างตรงเข้ามาในใจ





Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9650000090412
เผยแพร่ : 20 ก.ย. 2565 16:48 , ปรับปรุง : 20 ก.ย. 2565 16:48 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “เชียงใหม่” สายมู ชวนขอพร 5 จุดสุดฮิต เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:33:12 am

 :25: :25: :25:

“เชียงใหม่” สายมู ชวนขอพร 5 จุดสุดฮิต


วัดป่าแดด วัดดังของสายมู

ช่วงนี้เทรนด์การท่องเที่ยว “สายมู” ยังคงมาแรงไม่มีตกกระแส หลายคนเสาะหาเส้นทางไหว้พระ กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรในเรื่องต่างๆ และที่ “เชียงใหม่” ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่สายมูมุ่งหน้ามา เพราะที่นี่มีวัดดัง และแหล่งขอพรยอดฮิตหลายๆ จุด

ชวนมาขอพรกับ 5 จุดสุดฮิต ที่ “เชียงใหม่” เสริมมงคลให้สายมู



พระประธานในวิหารหลวงลายคำ วัดป่าแดด


พระพิฆเนศภายในหอมหาเทพบูรพาจารย์


เข้าไปลอดท้ององค์พระพิฆเนศทางด้านหลังหอมหาเทพบูรพาจารย์

ขอพรองค์พระพิฆเนศ วัดป่าแดด

“วัดป่าแดด” เป็นจุดที่หลายๆ คนนิยมมาทำพิธีขอพรจากองค์พระพิฆเนศที่วัดป่าแดด และต่างก็สมหวังกันไปหลายราย ปัจจุบัน ท่านพระครูปลัดนันทวัฒน์ (พระอาจารย์พยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม) หรือครูบาคัมภีรธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแดด ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ พระวิปัสสนาจารย์ของเมืองเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง นอกจากท่านจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนมีสานุศิษย์มากมายแล้ว ท่านยังเป็นที่เจริญศรัทธาเลื่องลือในเลขยันต์วัตถุมงคลสายล้านนา เทียน ตะกรุดที่สืบมาจากครูบาอาจารย์ แผ่นยันต์ล้านนาที่ท่านจารด้วยมือทุกแผ่น ตะกรุดมหาหวาน ที่เหล่าศิลปินดาราในวงการบันเทิงต่างเเสวงหาไว้ครอบครอง นอกจากนี้ เหรียญพระพิคเณศวร์ เหรียญครูบาศรีวิชัย พระพุทธสิหิงค์ลอยองค์ ท้าวเวสสุวรรณ รุ่น 1 รุ่น 1 ตะกรุดสาริกาคู่ และเเมลงภู่คำ ต่อเงิน ต่อทอง ก็เป็นเครื่องรางของมงคลเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหาที่นิยมชมชอบในสายมูเตลู

นอกจากเครื่องรางของขลังต่างๆ แล้ว คนที่มาเยือนวัดป่าแดดต่างก็ต้องการที่จะมาขอพรกับ "องค์พระพิฆเนศ" เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ผู้ขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งหลาย โดยพระพิฆเนศของวัดป่าแดดแห่งนี้ก็เป็นที่เลื่องลือว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

ใครที่เพิ่งเคยมาครั้งแรกแล้วกลัวจะไหว้ไม่ถูกก็ไม่ต้องกังวล เพราะทางวัดได้เตรียมเอกสารขั้นตอนการไหว้ขอพรให้สัมฤทธิ์ผล พร้อมทั้งของไหว้ต่างๆ ไว้พร้อม โดยองค์พระพิฆเนศนามว่า "อุตรศรีคณปติ" แปลว่า ผู้ประทานความสำเร็จในทางทิศเหนือ ซึ่งสร้างจากโลหะสัมฤทธิ์รมดำ มีสี่พระกร ทรงวัชระ บ่วง งา และถ้วยขนม ประดิษฐานอยู่ภายในหอมหาเทพบูรพาจารย์ หรือวิหารพระพิฆเนศ ซึ่งเป็นอาคารปูนยกพื้นสูงสถาปัตยกรรมล้านนา ภายในทาสีแดงชาดทั้งหมด



พระธาตุเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง


ศาลหลักเมืองและองค์ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง


ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง

ขอพรท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง

“วัดเจดีย์หลวง” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ.1928 - 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย

ภายในวัดมี “พระธาตุเจดีย์หลวง” ที่ว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ หรือล้านนา คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

ส่วนในวิหารหลวงประดิษฐาน “พระอัฎฐารส” เป็นพระประธาน ล่อด้วยทองสำริด ปางห้ามญาติสูง 18 ศอก พระนางติโลกะจุดา ราชมารดาของพญาติโลกราช โปรดฯให้หล่อขึ้น โดยนับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสง่างามที่สุดในล้านนา โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์มีลักษณะอ่อนโยน พระพุทธรูปยืนมีขนาดใหญ่ได้สัดส่วน เป็นศิลปกรรมร่วมสมัยกับพระพุทธรูปแบบล้านนาหรือพระสิงห์ ซึ่งได้รับอิทธิพลต้นแบบจากศิลปะปาละ (อินเดีย) (ปัจจุบันกำลังมีการบูรณะวิหารหลวง)

ในพื้นที่วัดยังมี “ศาลหลักเมือง” ซึ่งด้านในมีเสาหลักเมือง หรือ เสาอินทขิล ให้ได้เข้าไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล และที่อยู่ติดๆ กันก็คือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ที่มีข้อมูลจารึกไว้ด้านหน้าว่า

พญายักขราช (ศาลใต้) สร้างวันเสาร์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละให้ก่อรูปกุมภัณฑ์ 2 ตน ไว้หน้าวัดโชติการาม (วัดเจดีย์หลวง) ยักษ์/กุมภัณฑ์ 2 ตนนี้ คอยพิทักษ์เสาอินทขิลหลักเมืองเชียงใหม่ (ตำนานเมืองเชียงใหม่ ฉบับพระพุทธิมา ผูก 7 หน้า 13)



พระวิหารหลวง วัดโลกโมฬี


พระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี


เจดีย์ขนาดใหญ่ภายในวัดโลกโมฬี

ขอพรความรักจากพระนางจิรประภามหาเทวี วัดโลกโมฬี

“วัดโลกโมฬี” ไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใด แต่ได้ปรากฏชื่อวัดโลกโมฬีอยู่ในตำนานของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ในยุคล้านนา สมัยพระเจ้ากือนาธรรมมิกราช ทรงโปรดอาราธนาให้คณะของพระอุทุมพรบุปผมหาสวามีเจ้า เมืองเมาะตะมะ จำนวน 10 รูป มาสืบทอดพระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา ซึ่งคณะสงฆ์เหล่านั้นได้จำพรรษาที่วัดโลกโมฬี อันเป็นสถานที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างเมือง

กระทั่งต่อมาในปีพ.ศ. 2070 พญาแก้ว ได้โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์และพระวิหารหลวง ในปีพ.ศ. 2088 ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระเมืองเกษเกล้า ทางด้านกำแพงทิศเหนือของพระอาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์ จากนั้นเสนาอำมาตย์จึงได้ทูลเชิญพระนางจิรประภามหาเทวี ขึ้นครองราชในปี พ.ศ. 2088 – 2089 อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าขุนนางเรืองอำนาจทำให้เมืองเชียงใหม่อ่อนแอ เป็นเหตุให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตรย์อยุธยายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งมีความรักและความเป็นห่วงไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ จึงทรงรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ โดยไม่เกิดความสูญเสียใดๆ แม้แต่น้อย พร้อมกับทูลเชิญพระไชยราชาธิราชเสด็จมาทำบุญที่วัดโลกโมฬี และยังพระราชทานทรัพย์สร้างกู่พระเมืองเกษเกล้าให้สมพระราชเกียรติ ด้วยเหตุนี้พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งความรัก” ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา ซึ่งภายในวัดก็ยังมีพระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐานอยู่

สิ่งที่สำคัญภายในวัดคือ พระเจดีย์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลดหลั่นกัน 3 ชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายย่อเก็จ องค์เรือนธาตุทรงสี่เหลี่ยมย่อเก็จ มีซุ้มจระนำ 4 ด้าน ที่องค์ เรือนธาตุประดับด้วยรูปเทวดารูปปั้นกึ่งลอยตัวที่ย่อมุม ด้านละ 2 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังสิบสองเหลี่ยม พระเจดีย์และลวดลายปูนปั้นที่วัดโลกโมฬีนี้ จัดได้ว่าเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาชิ้นเอก ชิ้นหนึ่งในเมืองเชียงใหม่

ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูศิลปะล้านนา มีลวดลายปูนปั้นที่งดงาม หากมองเข้ามาด้านในจะเห็น “วิหารหลวง” เป็นวิหารไม้สักศิลปะแบบล้านนา ลักษณะงดงาม ประณีต มีลายแกะสลักอย่างสวยงาม ที่แปลกตาและเด่นมากก็คือตรงหน้าบันรูปจั่วได้ประดับกระจกสี ซึ่งทำให้เกิดสีสันหลากสีบนหลังคาวิหารที่มีพื้นโทนสีดำ ซึ่งพื้นดำนี้มีส่วนช่วยขับกระจกสีแดง ขาว น้ำเงิน เขียว เหลือง จนดูระยิบระยับ พระประธานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร มีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม พระพุทธรูปมีนามว่า “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ” และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนพระเมาลี



วัดพระธาตุดอยคำ


หลวงพ่อพูดได้ วัดพระธาตุดอยคำ


หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

กราบหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

“วัดพระธาตุดอยคำ” สร้างในปี พ.ศ.1230 รัชสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งหริภุญชัย โดยพระโอรสทั้ง 2 เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 1230 ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ศาลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ และพระพุทธรูปปูนปั้น เดิมชื่อวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดดอยคำ"

ขึ้นมาถึงด้านบนวัดแล้วจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ชื่อว่า “หลวงพ่อพูดได้” จากนั้นเดินเข้าไปด้านในวัด ไปสักการะพระธาตุดอยคำ และพระพุทธรูปสำคัญองค์ต่างๆ โดยเฉพาะ “หลวงพ่อทันใจ” ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ มีผู้นิยมเดินทางมาขอพรและบนบานสานกล่าว เมื่อได้ผลสำเร็จสมดังที่ตั้งใจ ก็มักจะถวายดอกมะลิเพื่อแก้บน ซึ่งหากใครต้องการซื้อพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บน จะมีขายอยู่หลายร้านบริเวณริมถนนปากทางเข้าอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ไหว้พระทำบุญกันแล้ว อย่าลืมเดินออกมาบริเวณจุดชมวิวด้านนอก ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งบริเวณสนามบินเชียงใหม่ และอุทยานหลวงราชพฤกษ์



พระธาตุดอยสุเทพ


พระธาตุดอยสุเทพ

สักการะพระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุประจำเมืองเชียงใหม่

“พระธาตุดอยสุเทพ” สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 6 โดยพระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระ นำมาจากเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งได้ขุดพบจากนิมิตฝันของพระมหาสุมนเอง เมื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาสู่เชียงใหม่แล้ว พระธาตุได้แยกเป็นสองส่วน พระเจ้ากือนาทรงเลื่อมใส ได้อัญเชิญบรรจุไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก

ในสมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ของเชียงใหม่ ได้ทำการบูรณะพระเจดีย์ โดยขยายพระเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สูง 11 วา กว้าง 6 วา และให้ช่างนำทองคำมาทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และราชโอรสของพระเมืองเกษเกล้าได้ทรงตีทองคำแผ่นติดไว้ที่องค์พระธาตุ ต่อมา พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น

ส่วนการสร้างถนนขึ้นสู่ยอดดอยสุเทพนั้น มาสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ชักชวนชาวบ้านที่ศรัทธาให้ร่วมมือกันสร้างถนนจากเชิงดอยไปจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร โดยใช้ระยะเวลาในการสร้างราว 6 เดือน

ปัจจุบัน วัดพระธาตุดอยสุเทพถือว่าเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติหากว่ามาเที่ยวที่เชียงใหม่แล้วก็มักจะหาโอกาสมาเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่ง

@@@@@@@

นับว่าเป็นที่พักใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่มีบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ท่ามกลางสถาปัตยกรรมสวยๆ และเหมาะอย่างยิ่งกับการทัวร์ไหว้พระขอพรในเมืองเชียงใหม่ของสายมู





Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9650000091577
เผยแพร่ : 23 ก.ย. 2565 15:16 , ปรับปรุง : 23 ก.ย. 2565 15:16 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี.? อาหารที่ควรเลือก-ควรเลี่ยง เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:18:21 am



กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี.? อาหารที่ควรเลือก-ควรเลี่ยง

เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจที่ถือว่าเป็นเทศกาลการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน เพราะเป็นช่วงที่งดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ หันมารับประทานอาหารที่มาจากพืชผักแทน แต่อาหารที่ทำมาจากพืชผักจะรับประทานอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดีด้วย และควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดไหนบ้าง มาหาคำตอบกัน

@@@@@@@

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในเทศกาลเจ

    - อาหารประเภทที่ทอดด้วยน้ำมัน
อาหารเจที่มักมำให้อ้วนขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจคงหนีไม่พ้นอาหารประเภทที่ทอดและน้ำมันเยอะไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ทอด เผือกทอด ไชเท้าทอด ที่เรามักจะกินกันในช่วงเทศกาลกินเจเพราะว่าในไขมันให้พลังงานมากกว่าแป้งหรือโปรตีนถึง 9 เท่า ซึ่งถ้าหากไม่อยากเหนื่อยลดน้ำหนักหลังเทศกาลก็ต้องควบคุมและลดการรับประทานอาหารประเภททอด

    - อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์
ปัจจุบันอาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์มีเยอะมากขึ้น และทำได้เหมือนกับเนื้อสัตว์จริง ๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่หันไปนิยมรับประทานกันมากขึ้น แต่อาหารเลียนแบบเหล่านี้หากบริโภคมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม เนื่องจากอาหารเหล่านี้ล้วนทำจากแป้ง และการรับประทานแป้งเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว

    - อาหารประเภทผักดอง
เนื่องจากในผักดองส่วนใหญ่มีวัตถุกันเสียที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งพบมากที่สุดในหัวไชโป๊ ผักกาดดอง และกานาช่าย ซึ่งถ้าอยากรับประทานผักดองจะต้องดูถึงแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานและวันหมดอายุที่ชัดเจน

    - ผักผลไม้ประเภทหัว
ผักประเภทหัวไม่ว่าจะเป็นมัน เผือก ดอกกระหล่ำ เพราะผักผลไม้กลุ่มนี้จะให้พลังงานประเภทคาร์โบไฮเดรต ในกรณีที่เรารับประทานข้าวไปแล้ว และรับประทานผลไม้หรือพืชผักกลุ่มนี้เข้าไปอีก จะทำให้ได้รับพลังงานมากเกินไปและสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้



อาหารที่ควรเลือกในเทศกาลเจ

    - เน้นโปรตีนจากพืชเป็นหลัก
ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนสูง ๆ เช่น เต้าหู้ เพราะจะช่วยให้ลดอาการโหยอาหารได้ ซึ่งถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลา

    - เน้นผักและผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ
ผักและผลไม้มีรสชาติที่หลากหลายสามารถทำมารับประทานสด หรือประกอบอาหารได้ เพราะอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือการเลือกผักผลไม้ที่มีคุณภาพและนำมาล้างทำความสะอาดก่อนรับประทาน

    - เน้นอาหารประเภทต้มหรือนึ่ง
หากไม่สามารถทำอาหารเองได้ ควรเลือกซื้ออาหารประเภทต้มหรือนึ่งแทนเพื่อลดไขมัน น้ำตาล และเครื่องปรุง

@@@@@@@

นอกจากวิธีการรรับประทานอาหารเจให้ได้สุขภาพที่ดีแล้ว ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารที่สะอาดและปลอดภัยด้วย เพราะนอกจากจะได้บุญแล้วยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย





Thank to : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9650000090718
เผยแพร่ : 23 ก.ย. 2565 13:33 , ปรับปรุง : 23 ก.ย. 2565 13:33 โดย : ผู้จัดการออนไลน์
ข่าวโดย : พงษ์ศักดิ์ วัฒนศฤงฆา
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนใต้ร่วมทำบุญเดือนสิบ อุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:11:10 am



คนใต้ร่วมทำบุญเดือนสิบ อุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ

ศูนย์ข่าวภาคใต้ - ประชาชนชาวใต้ต่างพากันเข้าร่วมงานทำบุญเดือนสิบ ร่วมจัดขบวนแห่ "หมรับ" ที่ทำจากขนมนานาชนิด ชาว อ.จะนะ จัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน กลุ่มชาวมอญร่วมทำบุญที่ จ.ยะลา

วันนี้ (25 ก.ย.) ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ต่างพากันเข้าร่วมงานทำบุญเดือนสิบ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญอีกหนึ่งวันของชาวใต้ที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการระลึกถึง และทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษปู่ยาตาย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งเป็นบุญหลัง หรือวันส่งเปรต

ประชาชนพาครอบครัวและบุตรหลานไปร่วมทำบุญกันตามวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวันส่งเปรต จะเป็นมีความสำคัญ แต่ละครอบครัวจะมาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เช่น ที่วัดทุ่งแนะ ม.1 ต.คลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา มีประชานชนเดินทางมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา โดยก่อนเริ่มพิธีทางศาสนา ชาวบ้านจัดจัดขบวนแห่ "หมรับ" ที่ทำมาจากขนมเดือนสิบ ทั้งขนมลา ขนมพอง ขนมเจาะหู และขึ้นรูปร่างเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการจะสื่อความหมาย โดยเฉพาะเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในปีนี้มีการทำเป็นหมรับเครื่องบินรบ และเสือที่สื่อถึงปีนี้ที่ตรงกับปีขาล



หลังจากนั้นได้มีการแห่หมรับไปรอบโบสถ์ 3 รอบ โดนมีขบวนกลองยาว และชาวบ้าน รวมทั้งเด็กๆ ที่ร่วมกันเดินรำวง ก่อนที่จะแห่หมรับเข้าไปไว้ในโบสถ์ และเริ่มพิธีกรรมทางศาสนา รวมทั้งทำบุญตักบาตร และกิจกรรมชิงเปรต

นอกจากนั้น ในปีนี้ยังมีความพิเศษคือ การจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาพื้นบ้านขึ้น เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ และสร้างความรัก ความสามัคคี และความสนุกสนานให้ชาวบ้านที่มาร่วมงานกัน ซึ่งมีทั้งการแข่งขันเหยียบลูกโป่ง เก้าอี้ดนตรี และปิดตาตีปี๊บ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เรียกเสียงเชียร์ เสียงหัวเราะให้คนที่มาร่วมงาน โดยการแข่งขันเก้าอี้ดนตรีของเด็กๆ ที่บรรดากองเชียร์ต่างส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม และไม่ว่าผลจะแพ้ชนะทุกคนที่เข้าร่วมก็จะได้รับรางวัลเป็นขนมไปกินทุกคน



ส่วนที่ จ.ยะลา ที่วัดถ้ำคูหาภิมุข ต.หน้าถ้ำ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ชาวบ้านในชุมชนหน้าถ้ำ ต่างได้ร่วมกันจัดขบวนแห่หมรับ เพื่อร่วมงานบุญในวันสารทเดือนสิบ ขณะเดียวกัน มีกลุ่มชาวมอญที่นับถือศาสนาพุทธในจังหวัดยะลา ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแรงงานก่อสร้าง โดยการนำของนายวิณเวศน์ สิริหงส์ ชาวไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มในนาม “กลุ่มเราชาวมอญแทนคุณแผ่นดินสยาม” ได้นำชาวมอญประมาณ 50 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ

ด้าน อ.เบตง จ.ยะลา ที่หน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ประชาชนต่างออกมาจับจ่ายซื้อขนมเดือนสิบ ทั้งขนมลา ขนมต้ม ขนมเจาะหู ขนมพอง ขนมบ้า และขนมเทียน เพื่อนำไปใช้ในการทำบุญวันสารทเดือนสิบ โดยหลังจากที่ซื้อของ ประชาชนต่างทยอยเดินทาง ทำบุญวันสารทเดือนสิบ ที่วัดวัดพุทธาธิวาส พระอารามหลวง อ.เบตง จ.ยะลา





Thank to : https://mgronline.com/south/detail/9650000092115
เผยแพร่ : 25 ก.ย. 2565 18:19 , ปรับปรุง : 25 ก.ย. 2565 18:19 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โรงเจใหญ่ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี จัดพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเนื่องในเทศกาลกินเจ 2565 เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 05:48:28 am




โรงเจใหญ่ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี จัดพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเนื่องในเทศกาลกินเจ 2565

จันทบุรี -เจอิ๊วจันทบุรี ร่วมรับองค์เทพเจ้าเนื่องในเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี 2565 หลังโรงเจใหญ่ 2 แห่งจัดขบวนอัญเชิญเพื่อประดิษฐานชั่วคราวที่โรงเจอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพร พร้อมจัดอาหารรองรับ หลังว่างเว้นการจัดกิจกรรม 1 ปี จากพิษโควิด-19

วันนี้ (25 ก.ย.) โรงเจ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี ประกอบด้วย โรงเจบ้านเฮงเจตั๊ว และโรงเจเม่งหวีเจตั๊ว สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ได้ร่วมกันประกอบพิธีอัญเชิญกิ่วอ้วงฮุกโจ้ว เพื่อประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ โรงเจทั้ง 2 แห่งเนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2565 โดยมีเหล่าเจอิ๊ว หรือชาวไทยเชื้อสายจีนที่ร่วมถือศีลกินเจเข้าร่วมในพิธีรับเทพเจ้ากันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะในช่วงปีที่ผ่านมาโรงเจใหญ่ทั้ง 2 แห่งของจังหวัดจันทบุรี ไว้ว่างเว้นจากการจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19



โดยในปีนี้ทั้ง 2 โรงเจได้จัดสถานที่รองรับผู้ที่จะเข้าร่วมถือศีลปฏิบัติธรรมและกินเจ เพื่อละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดเทศกาลระหว่างวันที่ 25 ก.ย.-4 ต.ค.2565 พร้อมจัดบริการอาหารเจทั้ง 3 มื้ออีกด้วย

สำหรับ จ.จันทบุรี ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ร่วมถือศีลกินเจเป็นจำนวนมากในทุกเทศกาลถือศีลกินเจ และโรงเจทั้ง 2 แห่งได้ขอความร่วมมือประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการที่สำนักงานสาธารณสุขแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19












Thank to : https://mgronline.com/local/detail/9650000092103
เผยแพร่ : 25 ก.ย. 2565 17:14 , ปรับปรุง : 25 ก.ย. 2565 17:14 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
39  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ดอกบัว กับ พุทธศาสนา | เป็นมากกว่า ดอกไม้ที่ความสวยงาม เท่านั้น เมื่อ: กันยายน 25, 2022, 07:41:24 am



ดอกบัว กับ พุทธศาสนา | เป็นมากกว่า ดอกไม้ที่ความสวยงาม เท่านั้น

ดอกบัว กับพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่คู่กันมาโดยตลอด เมื่อเราไปวัด หรือ สถานที่ปฎิบัติธรรม เรามักจะ สังเกตเห็นว่าสิ่งที่พุทธศาสนิกชนนำมากราบและถวายบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องมีดอกบัวเป็นดอกไม้พุทธบูชาประเภทหนึ่งอยู่เสมอ และเราก็มักจะได้ยินถึงการเปรียบเทียบดอกบัวกับมนุษย์ที่บอกว่า

บัวนั้นมี ๔ เหล่าหรือ ๔ ประเภท อันได้แก่ บัวก้นบึ้ง บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ และบัวพ้นน้ำ อันมีความหมายแยกแยะได้ดังนี้

    1. บัวก้นบึ้ง เปรียบเทียบกับ โมฆะบุรุษ มนุษย์ที่เกิดมาสูญเปล่า ไม่รู้ผิดหรือชอบ ไม่เกรงกลัวในบาปกรรม
    2. บัวใต้น้ำ เปรียบเทียบกับ บุคคลที่ยังรู้ผิดชอบชั่วดีบ้าง มีศีลบ้าง บุคคลกลุ่มนี้หากได้กัลยาณมิตรที่ดี ก็จะมีโอกาส มีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นบัวปริ่มน้ำได้
    3. บัวปริ่มน้ำ เปรียบเทียบกับ บุคคลที่มีศีล รู้จักการรักษาศีล ๕ ให้คงไว้ รู้จักมีเมตตา เผื่อแผ่ ถือศีล ๕ ได้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง แต่พยายามหมั่นฝึกฝน และมีโอกาสเป็นผู้เจริญแล้วได้ไม่ยาก
    4. บัวพ้นน้ำ เปรียบเทียบกับ ผู้รักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วน และไม่ละเลยการเพียรทำความดี เป็นผู้เจริญแล้ว



ดอกบัวที่เราใช้กราบไหว้บูชา จึงมีความหมายและนัยมากกว่าการเป็นเพียงดอกไม้ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ความสวยงามไว้เพียงเท่านั้น หากกล่าวไปถึงในอดีต ดอกไม้หลากหลายชนิดบนโลกใบนี้อาจจะไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นตัวแทน การกราบไหว้ เคารพนับถือบูชาเท่านั้น แต่ความงามของดอกไม้เป็นเสมือนอาภรณ์ที่ประดับร่างกาย เพื่อให้เกิดความสวยงาม เพราะดอกไม้ไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ที่งดงามท่านั้น แต่ดอกไม้ทุกชนิดบนโลกใบนี้ยังมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจอีกด้วย การนำดอกไม้มาประดิษฐ์เป็นอาภรณ์ หรือประดับร่างกาย ยังทำให้มีกลิ่นหอมหวน และจิตใจผ่องใสเบิกบานได้เช่นกัน

นอกจากนี้ในบรรดาเครื่องหอมทั้งปวงของคนสมัยโบราณ อาทิ เช่น น้ำอบ น้ำปรุง(น้ำหอมแบบไทยๆ) ก็ยังมีกลิ่นที่สกัดมาได้จากดอกไม้นานาพรรณ ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ มะลิ จำปี จำปา ชมนาด กระดังงา ราตรี แม้แต่ดอกบัว ก็มีกลิ่นหอมเช่นกัน

ดอกไม้จึงเหมาะกับทั้งนำมาประดับบ้านเรือนให้สวยงาม ดูสดใส และนิยมนำมาถวายเป็นพุทธบูชาในศาสนสถานต่างๆ การนิยมชมชอบดอกไม้ประเภทใด ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนในชาตินั้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ชาวอาทิตย์อุทัยนิยมดอกซากุระ สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เพราะ ดอกซากุระ เมื่อบานก็จะบานพร้อมกัน และเมื่อถึงเวลาร่วงโรย ก็ร่วงพร้อมกันเสมอ ในประเทศไทยของเรา ดอกประดู่ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ความสามัคคี กองทัพเรือมีเพลงดอกประดู่ เพื่อไว้ปลุกใจและสร้างความสามัคคี

และหากพูดถึงในประเทศอินเดีย ประเทศต้นกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลก อันได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด เพราะได้รับการเปรียบเทียบ ดอกบัว กับพระพุทธเจ้า หรือ แม้แต่สาวกของพระพุทธเจ้า หากเรานึกถึงภาพตอนพระพุทธเจ้าประสูติ พระองค์ทรงก้าวย่างไปบน ดอกบัว หรือแม้แต่เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ก็ยังมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้าและ ดอกบัว


สำหรับพุทธศาสนา ดอกบัวมีความสำคัญมากในแง่ของการเป็นตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะสั่งเกตได้ว่า ไม่ว่าพระพุทธองค์จะประทับในพระอิริยาบถใดก็ตาม เช่น นั่ง นอน หรือ ยืน ดอกบัวจะเป็นส่วนฐานที่คอยรองรับพระวรกายของพระพุทธองค์เสมอ ดอกบัวเปรียบเทียบได้กับความบริสุทธิ์ แม้แต่น้ำค้างก็ไม่สามารถทำให้บัวเปียกได้ จึงมีคนโบราณมักพูดว่า น้ำย่อมไม่ค้างบนใบบัว เปรียบเทียบกับพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้จะเกิดมาในชมพูทวีป โลกของมนุษย์ที่มีทั้งกิเลส ความโลก ความโกรธ และความหลง แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถทำให้พระหฤทัยของพระพุทธองค์แปดเปื้อนได้เลยแม้แต่น้อย

หากเราสังเกตให้ชัดแจ้งถึงภูมิปัญญาของคนโบราณในการสร้างถาวรวัตถุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เช่นการสร้างพระพุทธรูป ก็มักจะมีดอกบัวเป็นฐานรองรับอยู่เสมอ และลักษณะของดอกบัวนั้นยังแฝงไปด้วยการเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบัวทั้ง ๔ เหล่าที่กล่าวถึงในข้างต้นด้วย ดังจะอธิบายเล่าได้ดังนี้คือ ฐานดอกบัวมักจะเป็นบัวซ้อนกัน ๒ ชั้น คือ มีกลีบบัวคว่ำ และกลีบบัวหงาย ลักษณะของกลีบบัวหงาย ก็คือ ตัวดอกบัวที่บานรองรับพระพุทธองค์ และในส่วนของกลีบบัวคว่ำ คือ เงาของดอกบัวที่บานอยู่ในน้ำนั่นเอง คนโบราณช่างคิด และทำให้เราสามารถเข้าใจถึงความละซึ่งกิเลสทั้งปวง ความเป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากซึ่งกิเลสของพระพุทธองค์

ดอกบัว คือดอกไม้ที่บอบบาง หากน้ำในตมหรือโคลนเหือดแห้ง ดอกบัวก็มีสิทธิ์ที่จะเหี่ยวแห้งและตายได้ในที่สุด     และไม่เพียงแต่ลักษณะของดอกบัวเท่านั้นทีมีนัยและมีความหมายถึงพระพุทธเจ้า แต่สีของบัวนั้นยังมีหลากหลาย และสอดคล้องกับรัศมีของพระพุทธองค์ หรือ ฉัพพรรณรังสี ถึง ๖ ประการ หากกล่าวถึงพระรัศมีพระวรกายของพระพุทธองค์อย่างเดียว ก็สามารถเทียบกับสีของดอกบัว ๔ สี ได้แก่ บัวแดง, บัวขาว, บัวเขียว และบัวสีเหลือง และในการเปรียบเทียบดอกบัวกับพระสงฆ์ สาวกในพระพุทธเจ้า ผู้เผยแผ่คำสอนของศาสนาพุทธ ก็เช่นกัน

ผู้ใดก็ตามแม้เกิดในชนชั้นวรรณะที่ต่ำด้อย อย่างในประเทศอินเดีย ที่ถือเอาเรื่องชนชั้นมาเป็นการแบ่งแยกอย่างจริงจังและรุนแรง ก็สามารถเป็นผู้มีคุณค่าได้ เมื่ออยู่ภายใต้ร่มกาสาวพักตร์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ใฝ่รู้ในธรรม ถือศีลครบถ้วนบริบูรณ์จนน่าเคารพเลื่อมใส การได้บวชเป็นพระสงฆ์ ตัวแทนผู้เผยแผ่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมแล้ว และมีความพร้อมในการสละเรื่องทางโลก เปรียบเทียบได้กับ ดอกบัวที่ใช้บูชาพระพุทธเจ้าเช่นกัน



แต่การเป็นดอกบัวที่บริสุทธิ์ของพระสงฆ์นั้น ต้องผ่านการฝึกฝน ทดสอบกิเลสทางใจพอสมควร หากไม่สามารถละได้ซึ่งกิเลส และความมัวเมาในทางโลกได้แล้ว ก็ย่อมไม่สามารถเป็นดอกบัวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดอกบัวตัวแทนของพระพุทธเจ้า ผู้เผยแผ่คำสอนพุทธศาสนาได้แม้แต่น้อย เพราะดอกบัว คือดอกไม้ที่บอบบาง หากน้ำในตมหรือโคลนเหือดแห้ง ดอกบัว ก็มีสิทธิ์ที่จะเหี่ยวแห้งและตายได้ในที่สุด

เช่นเดียวกับพระสงฆ์ที่มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด แต่กลับมีอุปสรรคอื่นๆ บั่นทอนความตั้งใจจนต้องลาสิกขาไป หรือแม้แต่พระสงฆ์ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยจนไม่สามารถรักษาสมณเพศได้อีก เปรียบได้กับ ดอกบัวที่ถูกแมลง หนอนกัดกินจนตายไปนั่นเอง ดังนั้นการจะเป็น ดอกบัว ที่บริสุทธิ์ได้นั้น ต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

หากกล่าวถึงในเชิงศิลปะวัตถุ หรือ สถาปัตยกรรม ดอกบัวยังมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากมาย ลองคิดง่ายๆ เพียงแค่ก้าวเข้าไปในวัด เราก็สามารถพบเห็น ดอกบัว ในรูปแบบศิลปวัตถุได้แล้ว ไม่ว่าจะประดับตามเสาวิหาร พระอุโบสถ ภาพจิตรกรรมตามอ่างบัว หรือบนฝาผนังในพระอุโบสถ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กระถางธูป โคมไฟ พุ่มเทียน ก็ยังมีลักษณะเป็นรูปดอกบัวทั้งสิ้น

@@@@@@@

ดอกบัว กับพระพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ เพราะดอกบัวเปรียบเป็นได้ทั้ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ศิลปวัตถุ ศิลปะไทยในทุกแขนง นัยและความหมายของดอกบัวเพียง ๑ ดอก ยังมีความหมายมากมายในเชิงพุทธศาสนา เช่น คำสอนในการรักษาตนให้เป็นคนดี ยังสามารถแบ่งแยก ความเป็นบุคคลจากบัว ๔ ประเภทได้

คำสอนเหล่านี้มีนัย และความหมายที่ลึกซึ้ง การเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ จึงเป็นการฝึกฝน ละ ลด กิเลสในใจได้อย่างแท้จริง เพราะศาสนาพุทธสอนบนหลักของสิ่งที่เรียกว่า เหตุ และ ผล เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ‘ดอกบัว’ จึงเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยแยกไม่ออก เพียงพิจารณาดอกบัวเพียงดอกเดียว เราอาจจะเข้าใจได้ถึงหลักธรรมข้อแรกในทันที คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เหมือนดอกบัวตูม เมื่อแรกบาน และยามเหี่ยวเฉาจนตายจากไปนั่นเอง






Reference :-
- ประชุมปาฐกถาประจำพรรษา ของ พระครูวิมลศีลาจาร วัดศรีมหาธาตุ สิงหาคม ๒๔๙๕
- ดอกบัวสี่เหล่ามีอะไรบ้าง, www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=206260
- บัว ๔ เหล่า, www.dhammahome.com/webboard/topic/29477

Thank to : https://www.bagindesign.com/lotus-buddha/
Miscellaneous | Misc.Today | มิถุนายน 25, 2018, 11:48 am
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เทศกาลกินเจ 2565 เริ่มวันที่เท่าไร ควรเตรียมตัวอย่างไร กับ เทศกาลกินเจ เมื่อ: กันยายน 25, 2022, 06:35:52 am




เทศกาลกินเจ 2565 เริ่มวันที่เท่าไร ควรเตรียมตัวอย่างไร กับ เทศกาลกินเจ


เทศกาลกินเจ 2565 ปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 รวมเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งบางท่านอาจจะล้างท้องในมื้อเย็นวันที่ 25 กันยายน รวมเป็น 10 วันก็ได้ ทำไมเราต้องกินเจ กินเจแล้วได้อะไร แล้วเทศกาลกินเจถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร Sanook Health จะเล่าให้ฟังค่ะ

@@@@@@@

เทศกาลกินเจ

คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8” ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศีล 8 ข้อ และไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่า “กินเจ” ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นการกินเจไม่ใช่เพียงแต่งดเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่ยังรวมถึงการรักษาศีล ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

ช่วงเวลาเทศกาลกินเจ

ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย ตามปฏิทินสากล รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 9 วัน 9 คืน

เทศกาลกินเจ เริ่มตั้งแต่วันที่เท่าไหร่.?

เริ่มวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 บางท่านอาจจะล้างท้องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนในมื้อเย็น ก็สามารถทำได้

ทำไมเราต้องกินเจ.?

    - กินเจ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะอาหารเจถือเป็นอาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง ช่วยปรับสภาพร่างกายให้สมดุล ล้างพิษในร่างกาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนจีนเชื่อว่า เนื้อสัตว์เป็น “หยิน” และผักผลไม้เป็น “หยาง” โดยธรรมชาติคนเรามักทานเนื้อสัตว์เยอะกว่าผักผลไม้ การงดทานเนื้อสัตว์จึงเป็นการปรับให้หยินและหยางสมดุลมากยิ่งขึ้นด้วย

    - กินเจ เพื่อทำบุญ เพื่อชำระล้างใจให้ใสสะอาด ไม่เบียดเบียนสัตว์โลก ทำให้จิตใจเราผ่องใสมากขึ้น เมื่อเราทราบว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ดี ก็จะส่งผลต่อจิตใจที่เบิกบาน เป็นสุขขึ้น

    - กินเจ เพื่อละเว้นกรรม ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือแม้กระทั่งการจ้างฆ่าเพื่อการบริโภค หากเราทราบว่าการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นการช่วยชีวิตสัตว์นับพันนับหมื่น เราก็จะช่วยลดกรรมของเราได้มากขึ้น

ทำไมต้องล้างท้อง.?

การล้างท้องหมายถึง เริ่มกินเจก่อนถึงวันเริ่มต้นเทศกาลจริง 1-2 วันเพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพ และทำความคุ้นเคยกับการกินเจได้ดียิ่งขึ้น

@@@@@@@

ธงเจ มีความหมายอย่างไร.?

    - ตัวอักษรภาษาจีน อ่านว่า “ไจ” หรือ “เจ” หมายถึง “ของไม่มีคาว”
    - ตัวอักษรสีแดง หมายถึง ความเป็นสิริมงคลในชีวิต พื้นหลังสีเหลือง หมายถึง สีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล
    - ธงเจจึงเป็นสัญลักษณ์ของการกินเจ และเป็นเครื่องยืนยันย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนให้หันมาเตรียมตัวร่วมเทศกาลกินเจด้วยกัน

นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ห้ามกินอะไรบ้าง.?

    1. ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม (ไม่ดีต่อหัวใจ), หอมใหญ่ แดง ขาว ต้นหอม (ไม่ดีต่อไต), หลักเกียว ผักของจีน มีลักษณะคล้ายกระเทียมโทน (ไม่ดีต่อม้าม), กุยช่าย (ไม่ดีต่อตับ) และ ใบยาสูบ (ไม่ดีต่อปอดเมื่อใช้สูบ) นอกจากนี้ผักชนิดไหนที่มีกลิ่นฉุนก็ไม่ควรทานระหว่างช่วงกินเจด้วย
    2. นม เนย น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
    3. อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด
    4. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    5. ใครที่กินเจจริงจัง ห้ามทานอาหารบนภาชนะที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้กินเจ และต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้น

กินเจ อาหารที่ทานได้

    1. ชา กาแฟ ที่ไม่ใส่นม เนย หรือครีมเทียม
    2. วิตามินเสริมอัดเม็ด ที่ไม่มีสารสกัดจากสัตว์
    3. ขนมกรุบกรอบ ที่ไม่มีส่วนผสมของสัตว์
    4. พริกไทย เป็นสมุนไพร (แต่หากรู้สึกว่ามีกลิ่นฉุน สามารถเลี่ยงได้)
    5. ขนมปัง (ที่เป็นขนมปังเจ หรือไม่มีส่วนผสมของนม)
    6. มาม่า หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (สูตรเจเท่านั้น)
    7. แต่งหน้า และฉีดน้ำหอม (สำหรับคนถือศีล 5 หากถือศีล 8 จะทำไม่ได้)

กินเจทานอาหารเหล่านี้ได้ แต่ไม่แนะนำ

    1. น้ำอัดลม (ไม่มีข้อห้าม แต่น้ำตาลสูงเกินไป)
    2. ผงชูรส (แม้จะทำจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาลจากอ้อย แต่ผงปรุงรสอาหารอื่นๆ มักผสมเนื้อสัตว์)
    3. ช็อคโกแลต (ส่วนใหญ่มีนมเป็นส่วนผสม แต่หากทานดาร์คช็อคโกแลต 100% ก็สามารถทำได้ แต่หายาก)

@@@@@@@

เตรียมตัวอย่างไร.? กับเทศกาลกินเจ

    1. ห้ามกินผักที่มีกลิ่นฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง
       เพราะจะทำให้ร่างกายและพลังธาตุถูกทำลาย ร่างกายเกิดการกระตุ้นจากรสของอาหารนั้นๆ ได้แก่ หัวหอม ต้นหอม ใบหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย กระเทียม ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมึนเมา) หมายถึงต้องงดสูบบุหรี่และกินเหล้าในช่วงที่ถือศีลกินเจนี้ด้วย

    2. ห้ามกินเนื้อสัตว์
    หรืออาหารที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์ ไข่ เลือด อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเนื้อสัตว์

    3. ห้ามกินอาหารที่มีรสจัด
    ไม่ว่าจะเป็นทั้งเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด หรือเปรี้ยวจัดก็ตาม เพราะอาหารที่มีรสจัดจะไปกระตุ้นต่อมต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นผลให้จิตใจไม่สงบในช่วงถือศีล กินเจนี้

    4. ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
    ข้อนี้แหละที่ทำให้คนถือศีลกินเจต้องไปอยู่รวมกันในสถานที่ที่มีคนกินเจรวมตัวกันอยู่ อย่างเช่นโรงทาน ศาลเจ้าต่างๆ ที่จัดงาน เพราะคนที่ทำหน้าที่ทำอาหารนั้นจะถือศีลด้วย

    7. ถ้วยชามที่ใช้ใส่อาหารจะต้องไม่ปนกัน
    ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือเบียดเบียนชีวิตใคร ต้องแต่งกายด้วยชุดขาว ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ยุยง ส่อเสียด หรือพูดจาไม่เป็นสาระ

    6. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา
    ในช่วงที่ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน

    7. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง
    ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่ที่จัดงานถือศีลกินเจ จะมีการจุดตะเกียง 9 ดวงเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน จึงต้องมีคนเฝ้าไม่ให้ตะเกียงนั้นดับ

@@@@@@@

ถึงแม้การกินเจ จะดูเป็นเรื่องยากสำหรับคนชอบทานเนื้อสัตว์ แต่เราเชื่อว่าหากคุณได้ลองกินเจแล้ว นอกจากสุขภาพที่จะดีขึ้นอย่างทันตาเห็นแล้ว ยังอิ่มบุญอิ่มใจจากการถือศีล และหากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย ยังได้ผิวพรรณที่ดี และหุ่นสวยหล่อเพอร์เฟ็คแน่นอน

ใครยังไม่เคยก็ลองกินเจปีนี้เป็นปีแรกกันดูนะคะ รับรองว่าจะต้องติดใจจนไม่อยากหยุดกินเจแน่นอน





Thank to : https://www.sanook.com/health/1429/
15 ก.ย. 65 (13:53 น.) , S! Health : สนับสนุนเนื้อหา
หน้า: [1] 2 3 ... 661