ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 592
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลำปาง 3 วัน 2 คืน ทริปแห่งความทรงจำ มนต์เสน่ห์เมืองเหนือ เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:26:38 AM



ลำปาง 3 วัน 2 คืน ทริปแห่งความทรงจำ มนต์เสน่ห์เมืองเหนือ

พาไปขึ้นเหนือ ท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติกันที่ “จังหวัดลำปาง” แบบ 3 วัน 2 คืน พักผ่อนไปกับสถานที่สวย ๆ กลางป่าเขา ชมความงดงามของพระธาตุกันแบบจัดเต็ม


“จังหวัดลำปาง” เมืองท่องเที่ยวเมืองรองของภาคเหนือ ขึ้นชื่อว่าภาคเหนือก็ต้องอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และภูเขาสูง แต่ความงดงามที่ถูกซ่อนอยู่ของพระธาตุในจังหวัดลำปาง ก็สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ธรรมชาติก็สวยงาม แถมมีสถานที่พักผ่อนสุดคลาสสิกให้เพลิดเพลินกันจนลืมเวลา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองกันดูสักครั้ง

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านสิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 อีกครั้ง ผ่านกำแพงเพชร ตาก ตรงเข้าสู่จังหวัด ระยะทางทั้งหมดประมาณ 599 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 7 – 8 ชั่วโมง

รถไฟ : มีรถไฟหลายขบวนเดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพง สู่จังหวัดลำปาง ได้ทุกวัน
ขึ้นรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ – ลำปาง ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2)

รถเช่าลำปาง



รถเช่าลำปาง (อาลัมภางค์กรุ๊ป) : เบอร์โทรศัพท์ 083 568 1555
เฟิร์สรถเช่า : เบอร์โทรศัพท์ 089 461 1182
รถเช่าลำปาง (หมอกฟ้า) : เบอร์โทรศัพท์ 098 760 1534
วีรถเช่าลำปาง : เบอร์โทรศัพท์ 061 494 1426
มีโชครถเช่า : เบอร์โทรศัพท์ 084 617 4779

ที่พักคืนที่ 1


อาร์ ลำปาง เกสต์เฮาส์
The Riverside Guest House
ณ บ้านแม่ รีสอร์ท
โรงแรมสิริ
The Coconut Hotel

ที่พักคืนที่ 2



ลำปาง ริเวอร์ลอดจ์
Memmoth Hostel In Lampang
Le Neuf Nakorn Lampang
C2 Residence
The Zenery Hotel


สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ

Day 1 : พิพิธภัณฑ์ธนบดีเซรามิค แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ความงดงามของการทำชาม เมืองแห่งเซรามิคของประเทศไทย ชมต้นกำเนิดความเป็นมาอันเก่าแก่ของชามเซรามิคตราไก่ เพลิดเพลินไปกับการชมความโบราณของศิลปะแห่งเซรามิค สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่อยากให้เพื่อน ๆ ลองมากัน รับรองว่าต้องได้อะไรกลับไปแน่นอน



วัดพระธาตุลำปางหลวง สถานที่ท่องเที่ยวกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำปาง เป็นวัดไม้ที่ตั้งอยู่บ้านเนินสูงกลางเมือง สถาปัตยกรรมแบบชาวพม่าที่เก่าแก่และสวยงาม ที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตคู่บ้านคู่เมือง และพระธาตุลำปางหลวง เป็นพระธาตุประจำปีฉลูอีกด้วย ลองแวะมากราบไหว้ ขอพรกันสักครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลนะ


กาดกองต้า แหล่งท่องเที่ยวกินช็อป เดินเล่นย่านตลาดชุมชนอันแสนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำวัง แหล่งท่องเที่ยวชมความงามของศิลปะที่รวมศิลปะหลายประเทศเข้าด้วยกัน ทั้งแบบไทย ล้านนา พม่า จีน และฝรั่งเศส ไว้ที่เดียวกันได้อย่างกลมกลืน เป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ มีอาหารและขนมแสนอร่อยที่รอให้ทุกคนมาลิ้มลองกัน


Day 2 : วัดพระธาตุดอยพระฌาน ใครอยากหนีความวุ่นวาย เชิญเลย กับวัดบนยอดเขาที่แสนเงียบสงบของดอยพระฌาน มองเห็นวิวทิวทัศน์สุดสวยจากยอดเขา จะมองเห็นตัวอำเภอแม่ทะได้อย่างชัดเจน ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่รอบตัว ซึ่งในช่วงฤดูหนาวก็เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยอีกแห่งของลำปางอีกด้วย


สะพานบุญวัดพระธาตุสันดอน ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า “ขัวแตะ” สะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวไปไกลกว่า 360 เมตร ผ่านทุ่งนามากมาย เป็นทางเชื่อมเพื่อเดินไปยังวัดพระธาตุสันดอน สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ จุดถ่ายรูปสุดฮิตของนักท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง


เขื่อนกิ่วลม สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เขื่อนกักเก็บน้ำในอำเภอเมืองลำปาง รายล้อมไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย สงบและร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน มีบริการล่องแพไม้ไผ่ ให้ไปสัมผัสธรรมชาติของเขื่อนกันแบบใกล้ชิดกันเลย


Day 3 : วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ วัดสุดอลังการบนยอดเขา เดิมชื่อว่า “วัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง” สิ่งที่ทำให้วัดนี้เป็นที่รู้จักคือ ความงดงามของเจดีย์สีขาวเล็ก ๆ บนปลายยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงลิบ อากาศเย็นสบาย มีรอยพระพุทธบาทให้สักการะ ชมวิวทิวทัศน์สุดอลังการจากมุมสูง ชมความสวยงามของวิวและเจดีย์บนยอดเขา อยากแนะนำให้ทุกคนมาสัมผัสกันด้วยตัวเอง


น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน จุดท่องเที่ยวยอดฮิตของลำปาง เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดโดยธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ป่าไม้รอบข้างก็อุดมสมบูรณ์ มีโขดหินน้อยใหญ่ให้นั่งพักผ่อน ไอน้ำลอยพุ่งกรุ่นอยู่ทั่วบ่อ เป็นจุดถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดต้องมาถ่ายภาพเก็บไว้


หล่มภูเขียว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุด Unseen บ่อน้ำสีฟ้าเขียวมรกต ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท เป็นบ่อน้ำที่สะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับอร่ามตา สีสันงดงาม ถูกล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติสีเขียวที่แสนอุดมสมบูรณ์ ฝูงปลาน้อยแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ เป็นจุดเท่องเที่ยวแนะนำที่ควรมาเห็นด้วยตาตัวเอง



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1421343/
01 มิ.ย. 63 (16:04 น.) ,พาไปดอทคอม สนับสนุนเนื้อหา
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:23:26 AM



“บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ

บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในกองอุจจาระ ถ่ายอยู่ในส้วมก็เกิดได้ เช่น เมื่อถ่ายก็กำหนด “ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ” ทั้งศีล สติ ปัญญา เกิด สามารถจะสำเร็จมรรค ผล นิพพาน ก็ได้

ผู้หญิงคนหนึ่งไปส้วม เห็นหนอนมาแย่งกินอุจจาระ นางก็ภาวนาบริกรรม “หนอน หนอน หนอน” แป๊บเดียวสำเร็จปฐมฌาน” ไปเกิดในพรหมโลกโน่น

พระเถระองค์หนึ่งเห็นกองอุจจาระมีแมลงหัวเขียวตอมหึ่ง ๆ อยู่ ก็พนมมือใส่ เสร็จแล้วเพื่อนก็บอกว่า “เฮ้ย ท่านมาพนมมือใส่กองอุจจาระทำไม” …“ไม่ใช่ ผมนึกถึงพระพุทธเจ้า” เท่านี้แหละท่านก็ขนลุกซู่ “ขนลุกหนอ ขนลุกหนอ” แป๊บเดียวสำเร็จเป็นโสดาบัน เอาอีกเป็นสกิทาคามี เอาอีกเป็นพระอนาคามี ชักเอาผ้าบังสุกุลผืนนั้นไปฟอกไปย้อม ยึดเป็นผ้าสังฆาฏิพาดบ่า ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์เลย

นี่แหละ บุญมันเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แล้วแต่ความฉลาดของผู้ปฏิบัติ ดังนั้น ท่านอยู่ที่ไหนก็ตาม ท่านนึกถึงกรรมฐานแล้วก็ทำได้เลย


 

ที่มา – ปาฐกถาธรรมเรื่อง “วันวิสาขบูชา” จาก MP3 รวมพระธรรมเทศนา พระธรรมธีรราชมหามุนี โดย ชมรมกัลยาณธรรม
รวบรวมอยู่ในหนังสือ ธรรมะจาก พระธรรมธีรราชมหามุนี (ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ) สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ (https://www.naiin.com/product/detail/15685)
Photo by Rashi Raffi on Unsplash
Secret Magazine (Thailand)
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/205961.html
By ying ,4 June 2020
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อย่าลืมว่ามี นัดกับความตาย เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:06:01 AM




อย่าลืมว่ามี นัดกับความตาย  บทความธรรมะสะท้อนสัจธรรมของชีวิต โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ทุกคนมี นัดกับความตาย ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด น่าสนใจไหม ทุกคนมีนัดกับความตาย อันนี้ไม่เท่าไร ก็ทราบก็เข้าใจกันได้ดีได้ง่าย เหมือนมีนัดประชุม มีนัดอะไรต่ออะไรอย่างนี้

ทุกคนมีนัดกับความตาย แต่ประเด็นต่อมา ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด บางคนไม่พร้อม รู้ทั้งรู้ว่าจะถึงวันตาย แต่ไม่พร้อม พอถึงเวลาจะตายจริง จิตไม่ยอมรับ ไม่ดิ้นรน ทั้ง ๆ ที่เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ผ่าน ๆ มา ไม่เคยระลึกนึกถึงความตาย คิดว่าคงอีกนานสำหรับเรา คงไม่ใช่เราหรอก หรือใช่ ก็ยังไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ไม่ใช่อะไรอย่างนี้ อีกนาน

เราเพิ่งอายุสามสิบเอง คนตายอายุสามสิบมีไหม มีทั้งนั้นแหละ ยิ่งคนที่อายุเจ็ดสิบ แปดสิบ ยิ่งเป็นช่วงที่ตื่นเต้นเร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่สุด นับถอยหลัง แล้วจะบอกให้ ทุกก้าวย่างทุกลมหายใจ มันเป็นการนับถอยหลังจริง ๆ ใช่ไหม

@@@@@@

วัน เวลา ที่เราจะอยู่บนโลกมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ โดยชอบธรรมที่จะมีชีวิต ชีวิตตักษัยอยู่ มันก็ลดลงไป สั้นลง ๆ คุณกำลังเดินทางเข้าไปอยู่อย่างนั้น ๆ ก็ไม่เสียหาย ก็เตรียมเสบียงไว้ เราเลือกตายได้ เลือกวิธีตายได้ ลักษณะการตายได้จากข้างใน ข้างนอกเลือกไม่ได้ เช่น จะเป็นตกเครื่องบินของสายการบินบางสายการบิน หรือจะจมน้ำอะไรต่ออะไรอย่างนี้ นั่นเป็นลักษณะการตาย

ลีลาการตาย เกิดจากกรรมเก่า ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่าตายอย่างนี้ลักษณะนี้จะไปตกนรก บางทีบางคนมีความเชื่ออย่างนั้น รถชนตาย ตายโหง ตายห่า ตกนรกหมดอย่างนี้ แล้วพระมหาโมคคัลลานะเป็นยังไง ถูกโจรทุบไม่ใช่เหรอ พระอรหันต์ใช่ไหม ละเอียด แหลก เหลว ว่ากันว่าก็ตาย แต่ยังไม่ตายหรอก ท่านผสานใหม่แล้วก็ไปลาปรินิพพาน

ลีลาการตายเกิดจากกรรมเป็นวิบาก วิบากขันธ์ ขันธ์เป็นวิบาก ส่วนข้างในเลือกได้ จะตายด้วยอาการจิตลักษณะไหน จิตเป็นยังไง ถ้ายอมรับได้อย่างเดียว ปัญญาเกิดว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนต้องตาย ไม่มีใครไม่ตาย ยินดีต้อนรับ รอรับได้เลย ไม่เคยบิดพลิ้ว

ความตายเป็นสิ่งสมควร และนับเป็นความสมควรที่สมควรที่สุดในโลกด้วย ความตายสมควรแก่เรา เราสมควรตาย ข้าน้อยสมควรตายถูกแล้ว หรือพ่อเรา แม่เรา ความตายเป็นสิ่งสมควร พ่อเราสมควรตาย สมควรตายแล้ว แม่เราก็สมควรตาย ก็เลยไม่ได้เสียใจ ไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้ร้องห่ม ไม่ได้ตีโพย ไม่ได้ตีพาย


@@@@@@

ลูกศิษย์หลายคนที่ภาวนาในนี้ เวลาเกิดการสูญเสีย ไม่เสียศูนย์ ความพลัดพราก ความสูญเสีย ไม่เสียศูนย์ เพราะปัญญา พ่อตาย แม่ตายมีคนมาถาม ทำไมไม่ร้องไห้ไม่ทุกข์เหรอ อ้าวก็ตายไปแล้ว ทุกข์ทำไม ร้องไห้ทำไม ตายไปแล้วนี่ จะทำสิ่งไหนก็ทำไปสิ จะไปวัด จะทำอะไร จัดการอะไรต่าง ๆ ก็บริหารจัดการไป ทำไมต้องมานั่งทุกข์ ทำไมต้องมาเสียใจ ทำไมต้องมาร้องไห้ด้วย

การที่มาทุกข์ มาเสียใจมาร้องไห้ สิ่งสมควรทำ ไม่ได้ทำเลยใช่ไหม มานั่งซึมเศร้ากันทั้งบ้าน เซ็งกันใช่ไหม ไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหม ลึก ๆ จิตมันยังไม่ยอมรับ ปัญญายังไม่เกิด เขาเรียกว่าปัญญาญาณ วิปัสสนาญาณยังไม่เกิดจากข้างใน ถ้าปัญญาเกิดจริง ๆ แล้ว จะถอดถอนจากข้างใน ยอมรับทุกอย่างเป็นอย่างนี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่มีใครต้านใครฝืนได้

แค่ยอมรับอย่างเดียวได้ทุกข์ไม่เกิด มีบางคนก็มาหา ช่วงนี้มีความทุกข์มาก มีความทุกข์เหลือเกิน ช่วยเทศน์โปรดหน่อย ทุกข์มาก ดี ดี มาก ทุกข์ก็ดี ดีแล้วที่ทุกข์ ทุกข์ก็ดีแล้ว ดีแล้วที่ทุกข์ ก็พูดประมาณสักสามครั้ง ทุกข์ก็ดีแล้ว ดีแล้วที่ทุกข์ เขาก็เข้าใจ เข้าใจแล้ว เพราะเป็นคนภาวนา สติปัญญาเขาเลิศอยู่แล้วอย่างนี้ พูดอย่างนี้แล้วเขาก็ฉุกเกิดปัญญาขึ้นมา


 

ถอดความ : สุขทุกวัน7วัน7กูรู : ถ้าวันนี้คือวันสุดท้ายจะทำอะไรดี โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 28 พ.ค. 60
ภาพ : www.pexels.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205879.html
By nintara1991 ,2 June 2020
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คณะสงฆ์วัดลาดเป้งพาย “เรือปันสุข” แจกสิ่งของผู้เดือดร้อนถึงบ้าน เมื่อ: มิถุนายน 04, 2020, 07:34:37 AM



คณะสงฆ์วัดลาดเป้งพาย “เรือปันสุข” แจกสิ่งของผู้เดือดร้อนถึงบ้าน

“เรือปันสุข” เป็นแนวคิดของ พระครูพิศาลสมุทรกิจ เจ้าอาวาสวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วยการนำข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งได้รับจากการบิณฑบาตร และการบริจาคจากญาติโยม ไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสุนัขหอน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
 
ดังนั้นจึงมอบหมายให้ พระครูปลัดพรเทพ ปัญญาวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเลขานุการ นำทีมผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก 2 รูป ได้แก่ พระครูปลัดธนกรจันทสุวัณโณ , พระสมุห์เอกชัย อัคคะธัมโม พร้อมคณะสงฆ์วัดลาดเป้งรวม 5 รูป นำข้าวสารอาหารแห้งลงเรือล่องไปในคลองสุนัขหอนเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลอง สนองพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก คณะสงฆ์จึงพายเรือฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวไปตามคลองเป็นระยะทางไป-กลับเกือบ 10 กิโลเมตร ญาติโยมที่ลงมารับสิ่งของส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและอิ่มเอมใจ




พระครูปลัดพรเทพ ปัญญาวโร บอกว่า ที่ผ่านมาญาติโยมมาทำบุญที่วัดและใส่บาตรพระทางน้ำ ถือว่าคนได้ช่วยวัด แต่เมื่อถึงวิกฤติชาวบ้านเดือดร้อน เจ้าอาวาสวัดลาดเป้งมีนโยบายช่วยเหลือประชาชน คณะสงฆ์จึงนำเรือขนสิ่งของล่องเรือแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุบ้านอยู่ริมคลองต้องสัญจรทางเรือไม่คล่องตัวที่จะออกมาจับจ่ายซื้อสินค้า ดังนั้นวัดจึงได้รวบรวมปัจจัยเงินพระส่วนหนึ่ง และญาติโยมบริจาคอีกส่วนหนึ่ง จัดหาสิ่งของลงเรือออกมาช่วยเหลือประชาชนยามเดือดร้อน เป็นการเสริฟความสุขถึงบ้าน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกคนตระหนักถึงอันตรายไวรัสโควิด-19 และขอให้พระคุ้มครองให้ทุกคนพ้นโควิด-19 ไปด้วยกัน








ขอบคุณที่มา : เฟซบุ๊ก พระครูปลัดพรเทพ ปญฺญาวโร วัดลาดเป้ง, NationTV
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205940.html
Secret Magazine (Thailand) ,By ying ,4 June 2020
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวตามตะวัน : เปิด “หุบเขาโพธิสัตว์” อรุณรุ่ง..เหนือเขื่อนแก่งกระจาน เมื่อ: มิถุนายน 04, 2020, 06:26:37 AM


เที่ยวตามตะวัน : เปิด “หุบเขาโพธิสัตว์” อรุณรุ่ง..เหนือเขื่อนแก่งกระจาน

ฤกษ์งามยามดี 21 พฤษภาคม 2563 ได้มีโอกาสไปแอบดูกิจกรรมวันปลูกต้นไม้แห่งชาติ ที่เพชรบุรี ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

จุดหมายปลายทางคราวนี้อยู่ที่ หุบเขาโพธิสัตว์ หรือ เสถียรธรรมสถาน 2 ที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ ราว 06.00 น. ขับไปเรื่อยๆ ตามถนนพระรามสอง เลี้ยวเข้าแก่งกระจาน ประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็เข้าใกล้หุบเขาโพธิสัตว์






มองเห็นพระเศียรองค์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์สีขาว และสถูปมนตราหลากสี อยู่ข้างหน้าแบบไกลๆ ใจเริ่มอิ่ม บรรยากาศความร่มเย็นท่ามกลางแสงแดดจ้าเป็นแบบนี้เอง ร้อนนอกแต่สงบใน

คุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เอ่ยปากเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้หลายครั้ง ตั้งแต่ท่านลงหลักปักฐาน สร้างที่นี่ให้เป็นสถานที่ “ปลูกป่า ปลูกชีวิต ปลูกหัวใจโพธิสัตว์” ถวายเป็นพุทธบูชา




บนเนื้อที่กว่า 136 ไร่ ที่ได้รับการบริจาคจากครอบครัวคุณย่าบุญเกื้อ ยศสิงห์ พ.ต.อ.สุพฤกษ์-นางเรืองศรี สุขประเสริฐ และ นางชัญญา เศรษฐบุตร คุณแม่ชี เริ่มงานของท่านด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อให้ที่นี่เป็นป่าอันอุดมในกาลข้างหน้า ปลูกชีวิต ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้คนได้กินดี อยู่ดี ไม่ต้องกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษหรือสารเคมีต่างๆ แต่ที่สำคัญสูงสุด คือ การปลูกหัวใจโพธิสัตว์ ตามพระมารดาคือองค์อารยตารา พระโพธิสัตว์ในร่างสตรีของพุทธศาสนา นิกายวัชรยาน ที่ชาวทิเบตนับถือ เช่นเดียวกับที่ชาวพุทธมหายาน มีศรัทธาในองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือเจ้าแม่กวนอิม นั่นเอง

ก่อนเข้าสู่บริเวณงานภายในหุบเขาโพธิสัตว์ ไม่ว่านักบวชหรือฆราวาส ต้องได้รับการตรวจคัดกรองตามมาตรการของรัฐบาลในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 โดยคุณแม่ชีทั้งหลาย ต่างทำหน้าที่ทั้งวัดไข้ กดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย งดงาม



พอเดินเข้าไปข้างใน ความร่มรื่นของต้นไม้ ผสานกับความชุ่มเย็นของน้ำตกเทียม ยิ่งทำให้ใจของเราเยือกเย็น และเป็นสุข คุณแม่ชีศันสนีย์ ออกมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยตัวเอง ช่างเป็นความปีติในหัวใจอย่างยิ่ง

เป็นการสอนธรรมสำหรับเราไปในตัวด้วย ผู้ที่มีธรรม ยิ่งใหญ่เท่าไร ก็ยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนเท่านั้น น้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยเมตตา มีพลังต่อหัวใจของผู้ที่ร้อนรุ่มให้เย็นลง ตามคุณธรรมขององค์อารยะตารา ที่ท่านคือผู้มีความสงบเย็น ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และพร้อมที่จะย่างก้าวด้วยพระบาทของท่านไปช่วยผู้คนเสมอ




ต้องยอมรับว่า เวลาเพียง 1 ปีของการเริ่มต้นหุบเขาโพธิสัตว์ หลายสิ่งหลายอย่างก้าวหน้าไปอย่างมาก คุณแม่ชีเองก็ดูมีความสุข คนสำราญ งานสำเร็จ เป็นอย่างนี้นี่เอง

นางเอกของวันนี้ คือ คุณยายกร่าง ต้นไม้ยักษ์ที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ร่วมกันสละปัจจัยคนละเล็ก คนละน้อย พาคุณยายกลับไปเป็นหัวใจต้นไม้ในหุบเขาโพธิสัตว์ ที่ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เป็นป่า แต่เป็นการปลูกธรรมะ สำหรับผู้มาเยือน กร่าง...ที่ไม่กร่าง จึงบรรลุธรรมได้





นี่ล่ะ... ธรรมชาติ สอนธรรม ...!!

ที่น่าทึ่งอีกอย่าง คุณแม่ชีศันสนีย์ บอกว่า งานสร้างหุบเขาโพธิสัตว์ สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของผู้คนหลายฝ่าย ที่ล้วนเป็นจิตอาสา อย่างบ่อน้ำที่นี่ก็ได้รับการสนับสนุนจาก SCG นำมาถวาย เป็นนวัตกรรมใหม่ ปูรองก้นบ่อด้วยผ้าใบซีเมนต์ ที่เมื่อปูเสร็จ พอฉีดน้ำก็จะกลายเป็นบ่อปูนแข็งกันน้ำรั่วซึมได้ทันที และจะเป็นระบบการกักเก็บน้ำ เป็นกระเป๋าน้ำ ซึ่งในช่วงเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือต้องมีระบบกักเก็บน้ำที่ดี คุณแม่จึงทำคลองไส้ไก่ บ่อเล็กบ่อน้อย การทำฝายชะลอน้ำแบบธรรมชาติ มีการปลูกพืชป้องกันการพังทลายของหน้าดิน พืชพี่เลี้ยง พืชอาหาร พืชให้ร่มเงา เรียกว่าออกแบบได้ละเอียดตามการใช้งานจริง นอกจากน้ำแล้ว ระบบไฟฟ้าของที่นี่ ยังเป็นพลังงานไฟฟ้าจากธรรมชาติ คือ โซลาร์เซลล์บวกกับกังหันลมผลิดไฟฟ้า




แม้โครงการจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ต้นไม้หลายชนิดเริ่มลงหลักปักราก เป็นฐานที่งดงาม ซึ่งวันที่ไป เนื่องจากเป็นวันปลูกต้นไม้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงมหาดไทย ได้เข้ามาร่วมปลูกต้นไม้หลายชนิด ทั้งกระดุมทอง ยางนา ตะเคียน กันเกรา หรือแม้แต่ไม้พะยูง ซึ่งคุณแม่ชีบอกว่า ในอนาคตข้างหน้าที่นี่ก็จะเป็นมรดกโลกที่มีความหมายทั้งทางธรรมชาติและธรรมะสำหรับคนรุ่นต่อๆไป




โอมตาเร ตูตาเร ตูเร ซอฮา ขอนอบน้อมด้วยกาย วาจา ใจ ต่อแสงสว่างแห่งปัญญาของพระองค์ที่จะขจัดความกลัวมหากรุณาในการให้อภัยอย่างลึกซึ้ง มีปัญญาทำของยากให้ง่ายในการฉุดช่วยอย่างมีปาฏิหาริย์ที่ดีแล้ว ประเสิรฐแล้ว

โอมตาเร ตูตาเร ตูเร ขอจงเฉลิมฉลองอิสรภาพของการหลุดพ้นเทอญ...

     นายตะลอน



ขอบคุณที่มา :-
https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/1859213?cx_testId=38&cx_testVariant=cx_1&cx_artPos=5#cxrecs_s
ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว ,ไทยรัฐออนไลน์ ,3 มิ.ย. 2563 ,11:45 น.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมืองแปลกที่เป็นหนึ่งเดียว ใช้ "พระพิฆเนศ" เป็นยอดเสาหลักเมือง เมื่อ: มิถุนายน 04, 2020, 06:00:16 AM

ภาพจากพิพิธภัณฑ์บ้านมอญวัดคันลัด


เมืองแปลกที่เป็นหนึ่งเดียว ใช้ "พระพิฆเนศ" เป็นยอดเสาหลักเมือง ย้ายเมืองขยับตามแผ่นดินงอกเพื่อหน้าที่.!!

“พระประแดง” เป็นเมืองที่มีอายุนับพันปี สร้างมาก่อนกรุงสุโขทัยเสียอีก คือสร้างในสมัยที่ขอมครอบครองย่านลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหลวงของย่านนี้

คำว่า “พระประแดง” ว่ากันว่ามาจากภาษาขอมว่า “บาแดง” หมายถึงคนเดินหมาย คนส่งข่าว จึงเป็นเมืองที่มีหน้าที่เฝ้าปากน้ำสายสำคัญนี้ ซึ่งสมัยก่อนเรียกกันว่า “ปากน้ำพระประแดง” แล้วส่งข่าวความเคลื่อนไหวไปยังเมืองลพบุรี

ในย่านนี้ ปัจจุบันยังมีสิ่งที่ตกทอดมาจากขอมอีกอย่าง ก็คือ “คลองสำโรง” ที่ขุดจากตำบลสำโรงไปจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นชื่อขอมอีกเหมือนกันทั้งคลองและจังหวัด เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง ขุดมาตั้งแต่สมัยขอมครอบครองเช่นกัน เพื่อใช้เดินทางไปถึงทะเลสาบเขมรที่เสียมราฐ

ต่อมาในปี ๒๐๔๑ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีการขุดลอกคลองสำโรง ได้พบเทวรูปขอมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ๒ องค์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีอักขระจารึกชื่อไว้ว่า “พระยาแสนตา” องค์หนึ่ง กับ “บาทสังขกร” อีกองค์หนึ่ง โปรดให้สร้างศาลประดิษฐานไว้ที่ริมแม่น้ำปากคลองสำโรง แต่เมื่อครั้งพระยาละแวกยกทัพเรือจะมาปล้นกรุงศรีอยุธยา เมื่อปล้นไม่ได้เลยถือโอกาสขนเอาเทวรูป ๒ องค์นี้ไปเขมร


พระพิฆเนศทับอยู่บนเสาหลักเมือง

เมืองพระประแดงเดิมนั้นตั้งอยู่บริเวณที่เป็นท่าเรือคลองเตยในปัจจุบัน ตอนนั้นปากแม่น้ำเจ้าพระยาอยุ่แถวพระโขนงนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่เมืองสมุทรปราการเหมือนเดี๋ยวนี้ วัดหน้าพระธาตุ ศูนย์กลางของเมืองพระประแดงก็อยู่ในบริเวณที่เป็นท่าเรือคลองเตย แต่เมื่อจะสร้างท่าเรือในปี ๒๔๗๘ จึงได้รื้อวัดในบริเวณนี้ออกทั้งหมด และสร้างวัดใหม่ทดแทนให้ ก็คือ วัดธาตุทองในปัจจุบัน

ตอนที่สร้างท่าเรือคลองเตย ไม่ได้รื้อเมืองพระประแดง รื้อแต่วัดประจำเมือง ก็เพราะเมืองพระประแดงได้ย้ายไปก่อนแล้ว เนื่องจากแผ่นดินปากแม่น้ำเจ้าพระยางอกออกไปเรื่อยๆ เมืองพระประแดงมีหน้าที่เฝ้าปากแม่น้ำ จึงต้องย้ายตามออกไปอยู่ที่ตำบลราษฎร์บูรณะ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน แถววัดบางนางเกรงในปัจจุบัน แต่ไม่เหลือร่องรอยในวันนี้ เพราะตอนที่พระเจ้าตากสินสร้างกรุงธนบุรี ได้รื้ออิฐกำแพงเมืองพระประแดงแห่งนี้ ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ไปสร้างราชธานีใหม่


ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างเมืองหน้าด่านปากแม่น้ำแห่งใหม่ขึ้นที่บริเวณลัดโพธิ์ ทรงเห็นว่าเป็นทำเลเหมาะสำหรับเฝ้าระวังปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่งอกออกไปอีก มีหน้าที่เช่นเดียวกับเมืองพระประแดง แต่เมื่อลงมือสร้างป้อมปราการก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงดำเนินการต่อ สร้างป้อมปืนขึ้นทั้งสองฝั่งเจ้าพระยา พระราชทานนามว่า “นครเขื่อนขันธ์”

โปรดเกล้าให้ สมิงทอมา บุตรเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) เป็นเจ้าเมือง มีตำแหน่งเป็น “พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม” นำชาวมอญที่ติดตามพระยาเจ่ง อดีตเจ้าเมืองมอญ ที่พาผู้คนนับหมื่นเข้ามาสวามิภักดิ์ในสมัยพระเจ้าตากสิน และได้รับพระราชทานที่อยู่อาศัยแถวปากเกล็ด สามโคก จนถึงปทุมธานี ย้ายบางส่วนมาอยู่นครเขื่อนขันธ์ โดยมีพิธีฝังเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๓๕๘

เสาหลักเมืองของเมืองนครเขื่อนขันธ์ นับว่าแปลกกว่าเสาหลักเมืองของทุกเมือง มีการอัญเชิญพระพิฆเนศสลักด้วยหินองค์ใหญ่มาตั้งทับบนจุดที่ฝังอาถรรพณ์ เป็นยอดของเสาหลักเมือง เพื่อเป็นเคล็ดในการปกปักษ์รักษาเมือง มีการวิเคราะห์กันว่า การที่พระยานครเขื่อนขันธ์ คือ สมิงทอมา ทำยอดเสาหลักเมืองเป็นพระพิฆเนศ หรือช้างนั้น ก็เพื่อเป็นที่ระลึกถึงบิดา คือ พระยาเจ่ง ซึ่งแปลว่าช้าง ซึ่งต่อมาบรรดาลูกหลานที่สืบจากเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) ก็ได้รับพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ ๖ ว่า “คชเสนี”


คุ้งบางกะเจ้า

ลูกหลานของพระยาเจ่งยังคงรับตำแหน่งเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์มาหลายชั่วคน และชาวมอญที่อพยพเข้ามาในภายหลัง ก็ไปเพิ่มจำนวนที่นครเขื่อนขันธ์ขึ้นเรื่อยๆ

ในปี ๒๔๕๘ เมื่อนครเขื่อนขันธ์มีอายุได้ ๑๐๐ ปีพอดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า เมืองพระประแดงที่เป็นเมืองโบราณ ทำหน้าที่เฝ้าระวังปากน้ำด้านนี้มาเป็นเวลานาน ไม่ควรจะให้สูญหายไป แม้นครเขื่อนขันธ์จะไม่ได้สร้างบนพื้นที่เดิมของเมืองพระประแดง แต่ก็ทำหน้าที่เหมือนเมืองพระประแดง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเมือง นครเขื่อนขันธ์ เป็น จังหวัดพระประแดง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โปรดเกล้าฯให้ยุบจังหวัดพระประแดง ไปเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสมุทรปราการจนถึงวันนี้


สวนศรีนครเขื่อนขันธ์

คนมอญมาอยู่ที่พระประแดงเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว ก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของมอญซึ่งใกล้เคียงกับไทยไว้อย่างมั่นคง จนเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยว นอกจากศาลหลักเมืองแล้วก็มี สงกรานต์พระประแดง พิพิธภัณฑ์บ้านมอญวัดคันลัด พิพิธภัณฑ์ปลากัด บ้านประดิษฐ์หัวโขนจิ๋ว รวมทั้ง คุ้งบางกะเจ้า พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯมหานคร ที่ตั้งของตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ และวิสาหกิจชุมชนมะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า

พระประแดงในวันนี้ ไม่ได้มีหน้าที่เฝ้าระวังปากน้ำเจ้าพระยาแล้ว แต่เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวทั้งเชิงนิเวศ เชิงเกษตร ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิต ที่มีความเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะ




ขอบคุณ : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000056694
เผยแพร่ :1 มิ.ย. 2563 10:17 ,โดย : โรม บุนนาค
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฝากป่า ไว้กับ "วัด" เมื่อ: มิถุนายน 04, 2020, 05:53:05 AM



ฝากป่า ไว้กับ "วัด"

ปัญหาวัดกับป่า เป็นปัญหาที่เรื้อรังและสะสมมาอันยาวนาน พอ ๆ กับประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่า “บุกรุกป่า”

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยินข่าวมาว่า อธิบดีกรมป่าไม้ นายอรรพล เจริญชันษา กำลังจะหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้
นานมาแล้วยุค คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ ได้มีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือ ให้วัดอยู่กับป่าได้ แต่เงื่อนไขคือ ต้องขึ้นทะเบียน และเวลาจะสร้างอะไร ต้องขออนุญาตก่อน

ตอนนั้นมีการระดมความเห็นจากคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ มีการขับเคลื่อนนโยบายที่เด่นชัด มีการออกข่าว ถ่ายทอดสด อันใหญ่โต...ถูกใจได้รับสาธุการจากคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร

สุดท้าย..ไปไม่ถึงฝั่งเพราะติดตรงที่ว่า ต้องให้วัดหรือสำนักสงฆ์ขึ้นทะเบียนและเวลาจะสร้างอะไรต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานก่อน ตรงนี้คือ..ปัญหาในทางปฎิบัติ

วัดบางวัดตั้งมาก่อน เกิดก่อนจะประกาศเป็นป่าสงวน เกิดมาก่อนประกาศเป็นเขตอุทยาน เมื่อมีเงื่อนไขแบบนี้...คณะสงฆ์และชุมชนจึงปฎิเสธ เพราะในทางปฎิบัติยุ่งยาก มีเรื่องเล่า..

@@@@@@

ยุคหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว ผมไปเป็นประธานสร้างเจดีย์ที่วัดแห่งหนึ่ง วัดนี้ตามประกาศของกรมการศาสนาเป็นวัดมาตั้งแต่ปี 2481 แต่ไม่มีเขตวัด ไม่มีโฉนด เพราะยุคนั้นคณะสงฆ์และชุมชน ชี้เขตวัดมีเชิงเขานี้ ลำห้วยนั้น ตรงนั้นคือ “เขตวัด” เป็นเพียงพอ

เวลาจะไปสร้างเจดีย์องค์ย่อม ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานไม่ยอม อ้างว่าเป็นเขตอุทยาน รถไถ เครื่องจักรกลหนักเข้าไปไม่ได้..สุดท้าย ต้องอาศัยบารมีรัฐมนตรียุคนั้นจึงเริ่มสร้างได้ และให้อธิบดีกรมอุทยาน ฯ ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม รัฐสภา ไปบรรจุพระธาตุ ปัญหา “จึงจบ”

หรือแม้กระทั้งของบจากกรมทรัพยากรน้ำ ไปทำฝาย กักน้ำ อธิบดีอนุมัติงบแล้ว แต่เวลาเครื่องจักรใหญ่ลงไปทำ ก็ไม่สามารถทำได้...ติดเขตอุทยาน

@@@@@@

แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้...พัฒนาไปไกล แบบ วัดอยู่กับป่าได้ เพียงแต่ “น้ำพึ่งเรือ เสื่อพึ่งพา” หากใช้หลักกฎหมายยังเดียว ไม่ดูบริบทสังคมชุมชน ไม่ดูประวัติความเป็นมาของวัด ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ วัดและชุมชนก็เกิดอยู่ “ร่ำไป”

ผมเห็นด้วยที่อธิบดีกรมป่าไม้ จะขับเคลื่อนนโยบาย “ฝากป่าไว้กับวัด” โดยกำหนดขอบเขตให้ชัดเชนว่า จะฝากป่าไว้กับวัด แค่ไหน อย่างไร แล้วให้คณะสงฆ์ ชุมชน ร่วมกันดูแล เหมือนกับ ป่าชุมชน ที่ฝากให้ชาวบ้านดูแลและร่วมกันบริหารจัดการเองได้

และเรื่องนี้ไม่ควรทำเฉพาะกรมป่าไม้อย่างเดียว ควรทำให้เป็นระดับกระทรวงไปเลย เพราะในกระทรวงทรัพย์ ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชุมชนและวัด คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ฝากเป็นการบ้านให้ คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม..ไปพิจารณา



คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง ,โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com.
ขอบคุณภาพ : กรมป่าไม้
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/777784
พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 ,เวลา 10.00 น.
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “เครื่องดื่มเกลือแร่” แบบไหนดื่มตอน “ออกกำลังกาย” และ “ท้องเสีย” เมื่อ: มิถุนายน 03, 2020, 06:03:32 AM



“เครื่องดื่มเกลือแร่” แบบไหนดื่มตอน “ออกกำลังกาย” และ “ท้องเสีย”

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะประชาชนเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีเครื่องหมาย อย. และเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ให้เหมาะสมต่อทางร่างกาย เช่น ผู้ป่วยอาการท้องเสียควรเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดผงละลายน้ำ ผู้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก ควรเลือกเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดเครื่องดื่ม

@@@@@@

เครื่องดื่มเกลือแร่ สำหรับออกกำลังกาย VS ท้องร่วง ท้องเสีย

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องดื่มเกลือแร่ เป็นเครื่องดื่มที่สามารถชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปได้ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาล และเกลือแร่ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำไปใช้ได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายขาดน้ำและขาดสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยแก้กระหาย ให้ความสดชื่นหลังเสียเหงื่อมาก เครื่องดื่มเกลือแร่มี 2 ชนิด คือ ชนิดเครื่องดื่ม และชนิดผงแห้งละลายน้ำ


@@@@@@

ออกกำลังกาย เลือกชนิดเครื่องดื่ม

ผู้ที่ต้องออกกำลังหรือทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก ควรเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดเครื่องดื่มสำหรับออกกำลังกาย หรือที่เรียกว่า Sport drink โดยคนที่ออกกำลังกายหนักมากต้องการเติมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ควรเลือกซื้อชนิดที่ได้ครบทั้งน้ำตาลและเกลือแร่ ส่วนคนที่ทำกิจกรรมเบาๆ มีเสียเหงื่อบ้าง ก็ควรเลือกชนิดที่ให้น้ำตาลและเกลือแร่น้อยหรือปานกลาง

@@@@@@

ท้องร่วง ท้องเสีย เลือกชนิดผงแห้งละลายน้ำ

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียควรจะเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดผงละลายน้ำที่มีส่วนประกอบของสารใกล้เคียงกับพลาสมาของคนเพื่อให้ผู้ป่วยดื่มชดเชยปริมาณน้ำและเกลือแร่ที่ถูกขับออกมาทางอุจจาระ โดยซองบรรจุต้องปิดผนึก ซึ่งจะต้องนำผงเครื่องดื่มเกลือแร่นั้นมาผสมกับน้ำต้มสุกสะอาดตามที่กำหนดระบุไว้ข้างซอง เมื่อละลายน้ำแล้วควรดื่มภายใน 24 ชั่วโมง โดยจิบช้าๆ แทนน้ำเมื่อเริ่มมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ไม่แนะนำให้ผสมกับนมหรือน้ำผลไม้เนื่องจากอาจส่งผลให้ปริมาณสัดส่วนสารในสารละลายเกลือแร่เปลี่ยนแปลงได้ ควรระมัดระวังการใช้เกลือแร่ในคนที่มีการทำงานของหัวใจและไตผิดปกติ ไม่ควรใช้เกลือแร่ในผู้ป่วยที่มีภาวะท้องเสียอย่างรุนแรงซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ

ตามปกติร่างกายได้รับเกลือแร่จากอาหารมากพออยู่แล้ว การขาดสมดุลเกลือแร่พบได้ในคนที่สูญเสียน้ำในร่างกายมาก เช่น เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย อาเจียน หรือท้องเสีย เป็นต้น ดังนั้นการชดเชยการสูญเสียน้ำโดยการดื่มเกลือแร่ทดแทนเพื่อป้องกันการเสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ขณะเดียวกันการได้รับโซเดียมและโพแทสเซียมที่อยู่ในเครื่องดื่มเกลือแร่มากเกินไป จะมีผลต่อการทำงานของตับและไต การเต้นของหัวใจ การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อผิดปกติ ทั้งนี้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 195 (พ.ศ. 2543) เรื่องเครื่องดื่มเกลือแร่ กำหนดให้เครื่องดื่มเกลือแร่ต้องมีโซเดียมไม่น้อยกว่า 460 มิลลิกรัม และไม่เกิน 920 มิลลิกรัมโพแทสเซียมไม่เกิน 195 มิลลิกรัม ของน้ำหนักปริมาณเกลือแร่ต่อลิตร


@@@@@@

เลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ อย่างไร.?

    1. ควรเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ควรเลือกดูผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. ที่ข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
    2. ควรเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ให้เหมาะสมต่อทางร่างกาย เช่น เลือกชนิดเครื่องดื่มสำหรับดื่มหลังออกกำลังกาย และเลือกชนิดผงแห้งละลายน้ำ สำหรับดื่มหลังมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง

@@@@@@

นอกจากนี้การดื่มเกลือแร่พร่ำเพรื่อ หรือดื่มในช่วงเวลาที่สภาพร่างกายไม่ต้องการ อาจมีผลเสียต่อร่างกาย เช่น ทำให้ฟันผุ เนื่องจากส่วนผสมของน้ำตาล และกรดต่างๆ จะไปกัดกร่อนสารเคลือบฟัน




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ภาพ : iStock
website : https://www.sanook.com/health/23033/
02 มิ.ย. 63 (06:00 น.) ,S! Health (Rewrite) สนับสนุนเนื้อหา
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ฝันซ้ำ ฝันซ้อน" อาจเป็นฝันร้ายที่มาจาก "ความเครียด" เมื่อ: มิถุนายน 03, 2020, 05:52:07 AM



"ฝันซ้ำ ฝันซ้อน" อาจเป็นฝันร้ายที่มาจาก "ความเครียด"

จะกี่คืนผ่านไปก็ยังคงฝันวนอยู่เรื่องเดิมๆ บางคนฝันดีก็ถือว่าเป็นโชค แต่บางคนที่ฝันร้าย แถมยัง ฝันซ้ำ ไปมานี่สิ พวกเขาต้องคอยอยู่กับความกลัว และฝังใจจนตลอดเวลา อาจทำให้ไม่กล้าที่จะหลับตาทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดมาจากตัวของคุณเองทั้งสิ้น แต่จะเป็นสาเหตุเกี่ยวกับอะไร ติดตามได้ในบทความนี้ที่ Hello คุณหมอ นำความรู้มาฝากทุกคนกัน

@@@@@@

"ฝันซ้ำ" มีลักษณะอย่างไร

การฝันซ้ำ (Recurring Dream) มักเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีการค้นพบว่าพวกเธอมีความฝันที่ซ้ำไปซ้ำมาบ่อยกว่าผู้ชาย และพบได้ในช่วงวัยผู้ใหญ่ 60-70% โดยถูกสันนิษฐานว่าอาจมาจากความเครียด และปัญหาต่างๆ ในชีวิตของแต่ละบุคคลที่กำลังเจอ

ส่วนมากฝันซ้ำจะเป็นไปในเชิงลบหรือ เรียกง่ายๆ ว่า ฝันร้าย นั่นเอง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ฝันซ้ำ มักจะมีเนื้อหาเดิมๆ วนเวียน เกิดขึ้นแทบทุกค่ำคืนของการนอนหลับ เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่ลึกภายใต้จิตสำนึก และจิตใจ จากความวิตกกังวล และความเครียดของคุณ

@@@@@@

สาเหตุที่ทำให้เกิดการ ฝันซ้ำๆ มีอะไรบ้าง

    1. ความเครียด วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า
ความเครียด เป็นหนึ่งในอารมณ์ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเผชิญอยู่เป็นประจำ เพราะในปัจจุบันคนเรามักเจอกับเหตุการณ์รอบตัวอย่าง เรื่องการทำงาน การเรียน ปัญหาทางการเงิน และภาวะกดดันต่างๆ เป็นต้น ที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้น จากการตั้งสมมุติฐานเรื่องของอารมณ์ด้านความเครียด สามารถทำให้เกิดการ ฝันร้ายขึ้นได้ตั้งแต่ยังเด็ก และอาจเกี่ยวเนื่องไปยังความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ที่ทำให้ฝันร้ายซ้ำไปซ้ำมาได้อีกเช่นกัน

    2. โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง หรือสภาวะป่วยทางจิตใจ (PTSD)
ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้มีตัวเลขสูงถึง 71% เลยทีเดียว เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้คุณฝันร้าย ซ้ำๆ เพราะเหตุการณ์ในอดีตที่มิอาจจะลืมเลือนได้ของแต่ละบุคคล จนเกิดเป็นความฝังใจ กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้เลยทีเดียว

    3. ยา
ยารักษาโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษาโรคความดันโลหิต เป็นต้น ที่อาจทำให้เกิดฝันร้าย ได้ ซึ่งงานวิจัยในปี 1998 พบว่า ยาที่ทำให้ผู้ป่วยฝันร้ายมากที่สุด คือ ยาระงับประสาท และยาในกลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blockers)

    4. สารเสพติด
การฝันร้ายซ้ำๆ อาจเป็นผลมาจากผู้ติดสารเสพติดอยู่ในช่วงกำลังเลิกใช้ ซึ่งจะมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาภายหลัง และจะหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์


@@@@@@

เคล็ดลับหยุดฝันร้ายซ้ำซ้อน

อีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถหยุดความฝันร้าย นี้ได้ นั่นก็คือ การปรับปรุงพฤติกรรมการนอนหลับ และสร้างนิสัยการนอนที่ดี ดังนี้

    1. ผ่อนคลายร่างกายก่อนนอน
เตรียมพร้อมร่างกายก่อนนอนด้วยการฝึกการออกกำลังกาย เพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยเสริมอย่างแอพพลิเคชั่นที่สามารถทำให้คุณรู้จักเทคนิค และจัดตารางการออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น

    2. วางแผนการเข้านอน
กำหนดเวลาในการนอนให้สม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน โดยก่อนถึงเวลานอนคุณอาจผ่อนคลายด้วยดูรายการทีวีที่ชื่นชอบ ฟังเพลง ท่องโลกออนไลน์ เพื่อลดระดับความเครียด และความวิตกกังวล

    3. จัดห้องนอนให้เหมาะสม
ตรวจสอบเครื่องนุ่งห่มบนเตียงที่ไว้ใช้ห่อหุ้มร่างกายของคุณ เช่น หมอน ผ้าห่ม จัดแต่งองค์ประกอบในห้องนอนของคุณตามความชอบ และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอ บางกรณีที่เมื่อสะดุ้งตื่นมากจากการฝันร้ายกลางดึก ซึ่งยากที่จะล้มตัวลงนอนด้วยอาการที่ยังคงผวา และสั่นกลัว คุณสามารถทำจิตใจให้สงบลงด้วยวิธีเหล่านี้

    4. ฝึกการหายใจ
หากคุณตื่นขึ้นมาหลังจากฝันร้าย ไม่อยากหลับตาเพื่อฝันซ้ำสองอีกครั้ง ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ และลดความดันโลหิตลง

    5. พูดคุยถึงความฝัน
ถ้าคุณมีรูมเมท คนรัก หรือครอบครัวที่อยู่ห้องเดียวกันโปรดเล่าเรื่องราวที่คุณจำได้ในความฝันเพื่อคลายความกังวล และอาจได้รับคำปลอบที่ทำให้คุณนั้นสบายใจขึ้น

@@@@@@

อาการวิตกกังวล หรือความเครียดเมื่อสะสมเยอะจนเกินไป ไม่ว่าจะทำหนทางไหนฝันร้าย ก็ยังคงอยู่ โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับความช่วยเหลือ ปรับปรุงอารมณ์ และด้านจิตใจ จนนำไปสู่สุขภาพแห่งการนอนหลับที่ดี




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : panyapat Aiemsin
ภาพ : iStock
เว็บไซต์ : https://www.sanook.com/health/20745/
02 มิ.ย. 63 (12:00 น.) , Hello Khun Mor สนับสนุนเนื้อหา
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รักแท้ ก็เหมือนกับ "บุญและกรรม" เมื่อ: มิถุนายน 03, 2020, 05:38:43 AM



รักแท้ ก็เหมือนกับ "บุญและกรรม" บทความธรรมะดี ๆ จาก พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส

คนเราแสวงหาความรัก เพราะเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิต บางคนก็เสพความรักนั้นแล้วไปมีความรักใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนอดสงสัยไม่ได้ความ รักแท้ นั้นเป็นอย่างไร พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโสได้ตอบปัญหาธรรมไว้ดังนี้

สมมติว่าเราเจอกันแล้วไปปล่อยปลา คนที่ปล่อยปลา มันก็เหมือนคนกินเย็นตาโฟชามเดียวกัน มันก็รู้สึกสัมผัสรสชาติเดียวกัน เราพากันไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า มันก็เหมือนกินบะหมี่ชามเดียวกัน เส้นเดียวกัน มันก็รู้สึกเหมือนกัน คือความรู้สึกนั้นไม่ได้หาย มันเหมือนกับเคยกินรสชาติเดียวกันมา ถึงเราจะกินมะพร้าว รสชาตินั้นก็ไม่หายไปไหน รสชาติของความเสียสละที่เคยพากันทำ มันก็เป็นอมตะอยู่ข้างใน

@@@@@@

รัก คำว่ารัก มันคือ มีความเสียสละอยู่ แล้วความเสียสละที่เขาเคยพากันทำมันหายไปไหนไหม ถึงร่างกายจะตาย แต่ความเสียสละยังอยู่ ตัวนี้ต่างหาก มันไม่ได้หายไปไหน มันนึกถึงความเสียสละ มันก็ยังมีความสุขอิ่มเอมขึ้นมา แต่ถ้ามันนึกถึงแต่ร่างกายสิ มันอาจจะทุรนทุราย ด้วยความอยากได้ร่างกายนั้นอีก อันนี้มันคนละเรื่องกันเลย บางทีคนสมัยนี้ ที่หลวงพ่อดู เข้าใจเรื่องความรักน้อยเกินลงไป

ถ้าดูภาพยนตร์ตะวันตก จะพบว่า ไม่ค่อยมีกลิ่นไอเรื่องความเสียสละ มันจะสนใจแต่เรื่องร่างกาย ความรักพวกนี้เกิดขึ้นง่ายมากเลย แค่เจอกัน แต่งตัวสวย ๆ ฉาบฉวย แค่นี้ตกหลุมรักแล้ว อะไรกันเหรอ มันไม่ใช่ ถ้าเรากลับมาดูความลึกซึ้งทางเอเชียในคนสมัยก่อน จะพบว่า มันมีความเสียสละเป็นผลึกอันหนึ่ง

ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันมีความงดงาม ทางด้านของการทุ่มเทในการให้ผู้อื่นมีความสุข มันคนละมุนกัน เพราะทุกวันนี้พอคนไม่ได้สัมผัสมุมมองแบบนี้ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้าน ทุกคนกลับสอนให้รักตัวเอง ไม่ค่อยได้สอนให้รักคนอื่นเลย


@@@@@@

ความรักอันนี้ มันเลยมีบรรทัดฐานว่า เธอต้องให้อะไรกับฉัน ฉันถึงจะรักเธอ เห็นไหมว่ามันเปลี่ยนไป มันเป็นรักแบบคาดหวังที่จะได้สิ่งหนางจากผู้อื่น มีคนเคยโทรมาหาหลวงพ่อด้วย โทรมาจากต่างประเทศว่า ชีวิตล้มเหลว ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย จากการที่มาที่นี่ ถึงแต่งงานแล้วก็ไม่ได้อะไรเลย อาตมาบอกโยมเข้าใจผิดแล้ว ชีวิตเราจะไม่ล้มเหลว ถ้าเราตั้งเป้าหมายใหม่ว่า เรามีชีวิตเพื่อให้ประโยชน์กับเขา ไม่ใช่ว่าเขาจะให้อะไรกับเรา ถึงจะประสบความสำเร็จ

แต่ถ้าคาดหวังว่า นี่ฉันแต่งงาน ฉันยังไม่ได้อะไรจากเธอเลย อย่างนี้มันก็รู้สึกล้มเหลวสิโยม แต่ถ้าคิดว่า เราทำอะไรกับเขามากมายเลยใช่ไหม เช้าเข้าห้องน้ำเสร็จ แล้วก็ล้างห้องน้ำ เผื่อคนอื่นมาเข้าได้มีความสุข นี่มันก็มีความสุขแล้ว เห็นไหมมันเริ่มต้นจากความเสียสละ แล้วมีความสุขโดยไม่ต้องรอคอย คือไม่ใช่ทำไปบ่นไป นี่ทำความดียังไม่เห็นอีกหรอ อย่างนี้มันไม่ใช่ความรัก มันคือการลงทุน

บางคนมักเข้าใจผิด มันกลายเป็นการลงทุน เพื่อรอรับสิ่งตอบแทน แต่ถ้าความรักจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันจะทำแล้วมีความสุขตั้งแต่ตอนทำแล้วนี่ไง มันก็คือคำเดียวกับเรื่องบุญ เรื่องกรรมนั่นแหละ กรรมมันไม่รอผลตอนที่ไหนหรอก มันให้ผลตอนที่ทำ เจตนาดี มีความสุขเลยไหม ก็นี่ไงกรรม นี่ไงบุญ ทำไมต้องไปรอเมื่อไรกัน ความรักก็เหมือนกันมันทำตรงนั้นมันก็มีความสุขตรงนั้น


 

ถอดความ : สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู ตอน พระครูใบฏีกาอำนาจ วันที่ 21 กรกฏาคม 2558 (1/2)
ภาพ : www.pexels.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205759.html
By nintara1991 ,1 June 2020
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตามไปไหว้ “ท้าวฮู” ผู้ช่วยสะสางเรื่องหนี้สิน เมื่อ: มิถุนายน 02, 2020, 05:43:46 AM


ตามไปไหว้ “ท้าวฮู” ผู้ช่วยสะสางเรื่องหนี้สิน

หันไปทางไหนในช่วงที่ผ่านมาถึงตอนนี้ มากกว่าครึ่งของคนไทยต่างก็ต้องกุมขยับกับรายรับที่ลดลงแต่รายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพราะหมุนเงินไม่ทัน หรือแม้แต่ถูกคนมาขอหยิบยืมเงินทอง ให้ไปก็เครียดอีกกลัวหนี้สูญ ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้คืนจริงๆ เอาอย่างไรล่ะทีนี้กับพวกไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

ขอตอบว่า สู้ค่ะ! ห้ามรู้สึกหมดหนทางจนคิดสั้นกันเด็ดขาด ลองหันมาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันดูอีกสักตั้ง วันนี้โฮโรโซไซตี้ขอเอาใจเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ยังตามเงินคืนจากลูกหนี้ (ที่รัก) ไม่ได้ และฝั่งลูกหนี้เองที่ก็อยากสะสางปัญหาหนี้สินให้หมดๆ ไปเหมือนกัน โดยการพาไปรู้จักกับ “”ท้าวฮู” กันค่ะ

ท้าวฮู หรือท้าวหิรัญพนาสูรปรากฏขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 6 โดยคำว่า “หิรัญ” หมายถึงทอง เงิน หรือสีเงิน ส่วนคำว่า “พนา” หมายถึงป่าและอสูร ดังนั้นชื่อนี้จึงมีความหมายถึง “เทพาสูรผู้เป็นใหญ่แห่งป่า”


@@@@@@

ท้าวฮู เป็นเทพที่คอยติดตามดูแลและปกป้องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) รวมทั้งบรรดาข้าราชบริพารเพื่อไม่ให้มีภยันอันตรายและโรคภัยใด ๆ มากล้ำกรายได้ ว่ากันว่าท้าวฮูเป็นชายรูปร่างล่ำสันใหญ่โต มีครั้งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จมลฑลพายัพ โดยเส้นทางที่จะต้องผ่านนั้นเต็มไปด้วยป่าเขาและภยันอันตรายต่าง ๆ จึงทำให้บรรดาข้าราชบริพารต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นและวิตกกังวลกัน

จากนั้นได้มีขุนนางท่านหนึ่งได้เกิดนิมิตฝันเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ มีนามว่าหิรัญ ซึ่งเป็นผู้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ จะมาคอยดูแลและปกป้องทั้งพระองค์ท่าน รวมทั้งข้าราชบริพารทั้งหลายขณะเดินทาง ขุนนางท่านนี้ทรงได้ทรงทูลกับพระองค์ พระองค์จึงได้ทรงโปรดฯ ให้ตั้งเครื่องเซ่นสังเวย ซึ่งน่าแปลกที่การเดินทางในครั้งนั้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ได้รับอันตราย หรือเจ็บไข้ได้ป่วยเลย

@@@@@@

ต่อมาได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้มีการหล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรไว้ที่พระราชวังพญาไท ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ปัจจุบันยังคงมีผู้คนที่ศรัทธาและมักจะแวะเวียนกันเข้าไปกราบไหว้ขอพรกับท่านอยู่เสมอ โดยประดิษฐานของท้าวฮูอยู่ที่ศาลด้านหลังของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อย่างไรก็ตามแม้ว่า ร.6 จะเสด็จสวรรคตไปนานแล้ว แต่ท้าวฮูก็ยังคงช่วยดูแลผู้คนอยู่เสมอมา

นอกจากนี้ยังมีปาฏิหาริย์เกี่ยวกับท้าวฮูอีกมากมาย เช่น มีหญิงสาวคนหนึ่งได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์และบาดเจ็บหนักมาก อยู่ ๆ ก็ได้เห็นว่ามีผู้ชายมายืนอยู่ข้างเตียง เธอเชื่อว่านั่นคือท้าวฮู จากนั้นก็ขอพร ขอให้ท่านช่วยให้หายเจ็บปวด ให้หายเป็นปกติ จากนั้นเธอก็หายจริง ๆ

รวมทั้งปาฏิหาริย์ในเรื่องของโชคลาภ การเงินและหนี้สินต่าง ๆ ด้วย เช่น เคยมีคนไปบนกับท่านขอให้ถูกหวย ซึ่งก็ถูกจริง ๆ และถูกติดกันหลายงวด หรือแม้แต่ในเรื่องของหนี้สินที่มีคนเคยไปขอให้ท่านช่วย ว่ากันว่าท่านตามไปทวงให้ถึงในฝันเลยล่ะ

เรื่องแบบนี้คุณจะเชื่อกันหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ยังไงก็ใช้วิจารณญาณกันด้วยนะคะ หากไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรลบหลู่นะคะ

@@@@@@

คาถาบูชาท้าวหิรัญพนาสูร (หรือท้าวฮู)

จุดธูป 9 ดอก พร้อมตั้งนโม 3 จบ
ระหินะ ภูมาสี
ภะสะติ นิรันตะรัง
ลาภะสุขัง ภะวันตุเม (สวดทั้งหมด 9 จบ)

ทริคเล็กๆ ในการขอพรกับท้าวฮู : หากสะดวกสามารถนำดอกไม้สดสวย ๆ หอม ๆ มาไหว้ด้วยได้ (เป็นดอกดาวเรืองได้จะดีมาก) ส่วนผลไม้ที่ท่านชอบคือขนุน มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า และสัปปะรด

แหม่.. ตอนเดือดร้อนไอ่เราก็เห็นใจ ใจดีรีบให้ยืมเลย แต่ทำไมตอนจะได้คืนนี่มันยากจังเนอะ สำหรับใครที่กำลังประสบกับปัญหาลูกหนี้ชอบเบี้ยวนัด ไม่ยอมคืนเงิน ทวงเท่าไหร่ก็ไม่ยอมคืน รวมทั้งมีปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือสุขภาพ ยังไงลองตามไปไหว้ท้าวฮูกันนะคะ ขอให้ทุกท่านแข็งแรง ปลอดภัย หมดหนี้หมดสินและได้เงินคืนจากลูกหนี้จ้า



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/183949/
31 พ.ค. 63 (19:45 น.) ,Horosociety199 สนับสนุนเนื้อหา
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บูชาพระคลัง เสริมสิริมงคลให้ร่ำรวย เมื่อ: มิถุนายน 02, 2020, 05:33:56 AM



บูชาพระคลัง เสริมสิริมงคลให้ร่ำรวย

ความเชื่อเกี่ยวกับ "พระคลัง" ว่าเปรียบดั่งเทพผู้พิทักษ์รักษาทรัพย์สินมีค่า เป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา เพื่อให้ความเป็นสิริมงคลเกิดขึ้นแก่ผู้สักการะ เชื่อกันว่า กราบไหว้ขอพร จะพบความสำเร็จทางด้านเงินทอง จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล มีเงินมีทองใช้ไม่ขาด ทรัพย์สมบัติอยู่ครบ อีกทั้งพอกพูน ร่ำวย มังคั่งตลอดไป

@@@@@@

กราบบูชาพระคลัง ในพระคลังมหาสมบัติ

บทสวดสั้น

ท่ อ ง น ะ โ ม ๓ จ บ

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะ สัมภะวะ สุนทรี
ปาณีนัง สะระนังวาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง (จบ)


เพื่อปกป้องทรัพย์สินเงินทองให้เก็บออมได้ ให้หาเงินและใช้จ่ายได้ด้วยสติ ปัญญา อันถูก อันควร

@@@@@@

บทสวดยาว

นะโม เม พระภูมิ เทวานัง
ธูปะทีปะจะปุบผัง สักการะ
วันทะนัง สูปะพยัญชะสัมปันนัง
โภชะนา สาลีนัง อุทะกังวะรัง
สาคัจฉันตุ ปริภุญชันตุ หิตายะ
สุขายะ นะมามิ สิรสานาโค
ปัตถะวิยัง ปริภุญชันตุ เทหิเม
สุขสัมปัตติ สัพพะทา
สัพพะทุกขา วินาสสันติ
สัพพะภะยา วินาสสันติ
สัพพะโรคา วินาสสันติ
พุทธะเตเชนะ ธัมมะเตเชนะ สังฆเตเชนะ
อินทเตเชนะ เทวเตเชนะ
ทิวาตะปะติ อาทิจโจ รัตติมาภาติ
จันทิมา สันนัทโธ ขัตติโยตะปะติ
สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิการิยะ
ตถาคะโต สิทธิลาโภ นิรันตรัง
สัพพะเคราะห์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเสนียดจัญไร วินาศสันติ (จบ)


@@@@@@

เพื่อปกป้องทรัพย์สินเงินทองให้เก็บออมได้ ให้หาเงินและใช้จ่ายได้ด้วยสติ ปัญญา อันถูก อันควร


ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/183829/
29 พ.ค. 63 (19:45 น.) ,Horosociety199 สนับสนุนเนื้อหา
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “วัดภูมินทร์” จ.น่าน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแล้ว เริ่ม 1 มิ.ย.นี้ เมื่อ: มิถุนายน 02, 2020, 05:11:42 AM



“วัดภูมินทร์” จ.น่าน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแล้ว เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

วัดภูมินทร์ จ.น่าน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพระอุโบสถแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 63 เป็นต้นไป หลังจากที่ปิดเข้าชมชั่วคราวมานานกว่า 2 เดือน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

สำหรับวัดภูมินทร์ เป็นวัดเก่าแก่สำคัญคู่ จ.น่าน วัดนี้มีสิ่งสวยงามน่าสนใจอยู่มากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมทรงจตุรมุข ภาพจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงามนำโดยภาพ “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” อันโด่งดัง งานปูนปั้นนาค 2 ตนที่หน้าประตูทางเข้า ที่ช่างโบราณสร้างสรรค์ได้อย่างมีชีวิตทรงพลัง

นอกจากนี้ก็ยังมี “พระประธานจตุรทิศ” ที่หันพระพักตร์(หน้า)ออกไปทั้ง 4 ทิศ และหันพระปฤษฎางค์(หลัง)ชนกัน พระประธานองค์นี้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามมาก และมีเอกลักษณ์ ลักษณะพิเศษโดดเด่นไม่เหมือนใครในเมืองไทย





ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9630000056784
เผยแพร่ : 1 มิ.ย. 2563 13:16 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ต่อแถวเข้าวัดท่าซุงวันแรกเนืองแน่น รอเข้าวิหารแก้ว-กราบสรีระ "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 05:44:21 PM

คลื่นศรัทธาต่อแถว เข้าวัดท่าซุงวันแรกเนืองแน่น รอเข้าวิหารแก้ว-กราบสรีระ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”

อุทัยธานี - พุทธศาสนิกชนทั้งชาวอุทัยธานีและต่างจังหวัดแห่เข้าวัดท่าซุงเนืองแน่นตั้งแต่เช้า ต่อแถวรอรอบเข้าวิหารแก้ว-กราบสรีระ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” หลังคลายล็อกโควิดเปิดวัดวันแรก

วันนี้ (1 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) หรือวัดหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ต.น้ำซึม อ.เมืองอุทัยธานี ให้ประชาชนเข้าสักการะองค์พระพุทธชินราชจำลอง และสรีระสังขารหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ภายในวัด รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง ได้เป็นวันแรก หลังต้องปิดวัดป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มานานกว่า 2 เดือนเศษ

พบว่ามีประชาชนทั้งในและต่างจังหวัดพากันเดินทางมาที่วัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง ตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะบริเวณวิหารแก้ว 100 เมตร สถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธชินราชจำลอง และสรีระสังขารหลวงพ่อฤาษีลิงดำบนบุษบกทองคำ เป็นจุดที่มีพุทธศาสนิกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว มาเข้าแถวยืนรอคิวตรวจคัดกรองก่อนเข้าไปภายในวิหารมากกว่าจุดอื่นๆ


ซึ่งทางวัดได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานีกำหนดมาตรการคุมเข้มคัดกรองพุทธศาสนิกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มข้น โดยได้ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน พร้อมชุดตรวจอุณหภูมิร่างกายด้วยกล้องจับความร้อนบริเวณทางเข้า และกำหนดให้ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจล และตรวจวัดอุณหภูมิวัดไข้ รวมทั้งต้องสแกนคิวอาร์โค้ดไทยชนะก่อนเข้า-ออกทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ จะใช้วิธีลงรายชื่อด้วยมือในสมุดจดรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ให้

ขณะที่ภายในวิหารแก้วได้มีการกำหนดจุดโดยการตีตารางสำหรับนั่งกราบสักการะเว้นระยะห่างกัน 2 เมตร รวมทั้งได้มีการกำหนดการเข้ากราบสักการะได้รอบละเพียง 50 คน โดยให้ใช้เวลาอยู่ภายในวิหารแก้ว 100 เมตร ครั้งละหรือรอบละ 15 นาทีเท่านั้น เพื่อป้องกันและลดความแออัด







ขอบคุณ : https://mgronline.com/local/detail/9630000056765
เผยแพร่ : 1 มิ.ย. 2563 12:26, ปรับปรุง : 1 มิ.ย. 2563 13:52 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ด.ญ.วัย 14 ปี ประสบอุบัติเหตุสมองตาย บริจาคอวัยวะช่วยชีวิตได้อีก 5 คน เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 09:00:25 AM



ด.ญ.วัย 14 ปี ประสบอุบัติเหตุสมองตาย บริจาคอวัยวะช่วยชีวิตได้อีก 5 คน
.
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา เด็กหญิงมัลลิกา ดวงดารา หรือ น้องแพท อายุ 14 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งสมอ ต.ทุ่งสมอ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อน เพื่อจะไปเอาใบงานที่ครูสั่งทางออนไลน์ เพื่อจะนำกลับมาทำที่บ้าน แต่ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเขาค้อ และถูกส่งต่อมาที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ในเวลาต่อมาแพทย์แจ้งว่า น้องแพทมีอาการสมองตาย ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าเสียชีวิตแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแนะนำ นายนิยม ดวงดารา อายุ 45 ปี บิดาของน้องแพทว่า หากตัดสินใจทำบุญด้วยการบริจาคอวัยวะของลูกสาวก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกหลายชีวิต



นายนิยมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้ตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล เพราะลูกสาวเป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่ลูกได้สร้างบุญสร้างกุศลด้วยการต่อชีวิตให้คนอื่น แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ลูกเคยพูดไว้กับตนจะเกิดขึ้นเร็วแบบนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้แม่ของตนป่วย ตนมานอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลหลายเดือน และได้พาน้องแพทซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ป 5-ป 6 มาด้วย

เมื่อลูกสาวได้เห็นคนเจ็บคนป่วยคนเสียชีวิต ก็ถามพ่อว่าคนเขาป่วยเป็นอะไรแล้วถ้าจะบริจาคอวัยวะจะบริจาคอะไรได้บ้าง ตนก็ตอบลูกว่าบริจาคได้หมดทั้งร่างกาย อันไหนที่ใช้ได้ แต่ต้องถามหมอเพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะมีอวัยวะส่วนไหนที่ยังใช้ได้ ลูกสาวบอกว่าถ้าตายแล้วพ่อช่วยบริจาคอวัยวะให้ด้วย ลูกพูดเพราะจิตใจเป็นกุศล แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ลูกเคยพูดจะเกิดขึ้นเร็วแบบนี้



น้องแพทได้บริจาคอวัยวะ ได้แก่ หัวใจ ดวงตา 2 ข้าง และไต 2 ข้าง ให้แก่ผู้อื่น โดยคณะแพทย์จากสภากาชาดไทยเดินทางมาเพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และทางโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยศูนย์บริจาคอวัยวะ รวมทั้งสภากาชาดไทยได้มอบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่พ่อแม่ของผู้บริจาคอีกด้วย

การบริจาคอวัยวะของน้องแพทในครั้งนี้สามารถนำไปช่วยชีวิตผู้อื่นได้อีก 5 ชีวิต ถือเป็นบุญใหญ่ ขอให้บุญกุศลที่ได้ บริจาคอวัยวะ เป็นอานิสงส์ให้ดวงวิญญาณของน้องแพทไปสู่สุขคติในภพภูมิที่ดีค่ะ









ขอบคุณที่มา : คมชัดลึก, ไทยรัฐ, งานเวชนิทัศน์และโสตทัศนศึกษา โรงพยาบาลเพชรบูรณ์
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205694.html
Secret Magazine (Thailand) ,By ying ,31 May 2020
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สังฆทานเวียน ซื้อแล้ววัดนี้ ห้ามถวายวัดอื่น เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 07:29:02 AM




แม่ค้าเชียร์ซื้อสังฆทานเวียน ซื้อแล้ววัดนี้ ห้ามถวายวัดอื่น

จิรธนัฏ ชุลหชลาดฬ‎ โพสต์เฟซบุ๊กผ่านแฟนเพจ YouLike (คลิปเด็ด) ระบุว่า เรื่องมีอยู่ว่า เราตั้งใจมากราบสริระสังขาร หลวงพ่อท่านนึง วัดแถบบางซื้อ ตอนแรกคือเราไหว้ท่านเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่ามากราบท่านเฉยๆ แล้วกำลังจะกลับ พอดีก่อนกลับพ่อเรามาบอกว่า ที่นี่มีพระท่านนึงท่านดูดวง เราก็ถามว่าใครบอกพ่อบอกว่า ป้าที่ขายสังฆทานหน้าศาลาบอก เราก็เลยไปถามว่า พระท่านใดดูดวงหรือ ป้าก็บอกชื่อท่านมาเสร็จสรรพ

ป้าแกก็บอกว่า ซื้อสังฆทาน 2 คนพ่อลูก สิ..ในราคา 199 บาทแล้วไปถวายท่าน พร้อมใส่ซองทำบถญอีกตั้งหาก ท่านก็จะดูให้ ดูได้ทั้ง 2 คน พ่อเราก็ยุให้เราซื้อสังฆทานในราคา199บาท. เราก็ซื้อ เอาล่ะ

เราซื้อแล้วก็เดินขึ้นไปบนกุฏิ เรารออยู่สัก 20-30 นาที ท่านไม่มาสักที เราก็บอกพ่อว่าา เรามาไหว้หลวงพ่อสร้อยแล้วนะ อีกอย่างพระที่จะดูหมอท่านก็ไม่มา เรามีธุระต่อที่จะไปที่อื่น ก็เตรียมตัวกลับเราก็อุ้ม สังฆทานมาด้วยนะ เพราะท่านยังไม่ได้พิจารณา เรากะว่าจะไปถวายวัดแถวบ้านเรา เราก็อุ้มลงมา

ป้าคนที่ขายสังฆทานบอกว่า "เอาไปไหน" เราก็บอกว่าจะกลับก่อนเพราะมีธุระ พระท่านไม่อยู่ ยายป้าคนขายก็บอกว่า เอาได้ไงสังฆทานเวียน เราก็อึ้งสิ เราซื้อแล้วนะ ในราคาตั้ง 199 บาท ป้าเขาระบุเขียนป้ายเลย เราไม่ยอม ก็ไม่พูดอะไรมาก ขึ้นรถกลับออกมาเลย เพราะว่าเราซื้อแล้ว ตั้ง 199 บาท วันนี้เลยชวดทำบุญไป

@@@@@@

#ถามหน่อยครับ ทั้งคนขายทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การทำสังฆทานแบบเวียน ผมไม่ได้ว่าอะไรนะครับ แต่ควรให้ทำแบบจิตศรัทธา ขนาดวัดอื่นๆยังทำแบบนี้เลยคุณป้าคนขายมาระบุราคานี้ ตั้ง 199 บาท และไม่ได้บอกว่าเป็นสังฆทานเวียนด้วยนะ ผมคิดว่าผมซื้อราคานี้ ก็ควรเป็นของผมมั้ยครับ

อีกทั้งผมมาเช็คดู สินค้าบางรายการเก่ามาก ไม่แน่ใจว่าหมดอายุรึยัง ผมทำบุญแล้วผมจะได้บุญมั้ยครับ เล่นเอามาเวียนแบบนี้ และขายราคาแพงด้วย จะเวียนก็ไม่ได้ว่า แต่ต้องให้ทำแบบจิตศรัทธา รึไม่ก็ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ถามว่าราคานี้ผมยอมจ่ายนะ ถ้าพระไม่เอามาเวียน และใช้สอยจริงๆ แต่พระไม่ควรเอามาเวียน ผมว่านะ พระกับแม่ค้า ฮั้วกัน และหลอกประชาชน ผมซื้อราคานี้ จะมาเอาคืน ผมไม่ให้ครับ บอกเลย

ถ้าเกิดผมให้คืนป้าแกไป ก็คือผมไม่ได้บุญครับ และไม่ได้อะไรเลย เสีย 199 บาท ไปฟรีๆ ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่พิมพ์มาเป็นจริง ทุกประการ และมีคลิปยืนยัน พร้อมพยานครับ





ชื่อเรื่องเดิม : ส่อดราม่า.? ว่าด้วยเรื่อง แม่ค้าเชียร์ซื้อสังฆทานเวียน ซื้อแล้ววัดนี้ ห้ามถวายวัดอื่น
เครดิต : จิรธนัฏ ชุลหชลาดฬ
ขอบคุณ : http://socialnews.teenee.com/drama/15648.html
By NongJJ (ทีมงาน TeeNee.Com) วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 23:53 น.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "สังฆทานเวียนหรือการผาติกรรม" มีอานิสงส์หรือไม่.? อย่างไร.? เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 06:23:18 AM



"สังฆทานเวียนหรือการผาติกรรม" มีอานิสงส์หรือไม่.? อย่างไร.?

ผู้ถาม : ทีนี้ก็มีคนสงสัยเรื่องสังฆทานครับ ถามว่าสังฆทานที่มาถวายหลวงพ่อ แล้วก็ผาติกรรมไป แล้วก็กลับมาถวายหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง อานิสงส์จะสมบูรณ์หรือไม่อย่าไงครับ.?
หลวงพ่อ : เท่ากันแหละ เขาเอาแบงค์มาถวายก็เป็นสังฆทาน ถ้าอยากจะมีของไปรับเอามาก็เท่ากัน.

ผู้ถาม : ซื้อมาเองกับผาติกรรมนะครับ.?
หลวงพ่อ : แต่อย่าลืมว่าสตางค์ของใคร นั่นเป็นสัญลักษณ์เป็นนิมิตออกมา มีของสักหน่อยใจมันก็สบายกว่าไม่มีของใช่ไหม ถ้าเจตนาให้เงินมันเป็นอะไรมันก็เป็นตามนั้น และก็ตั้งใจเฉยๆ เกรงว่าไม่เป็นไปตามนั้นให้มันมีของตั้งอยู่ ถ้าต้องการจีวรต้องการพระพุทธรูป ก็เป็นนิมิตจับ

อย่าลืมว่า อานิสงส์ของสังฆทาน อะไรๆก็ต้องไปดาวดึงส์เป็นอย่างน้อย สังฆทานกับวิหารทาน จุดแรกต่ำสุด คือดาวดึงส์ หลังจากนั้นจะไปเลวกว่านั้นก็ตามใจ แต่อย่าลืมนะดาวดึงส์นี่เข้ายาก ไม่ใช่เข้าง่ายๆเลย นอกจากทำบุญขั้นสังฆทานและวิหารทานแล้ว ถ้าเป็นบุญเล็กน้อย ก็ต้องเป็นการทำบุญตัดชีวิต

@@@@@@

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง น้องชายของลูกได้เสียชีวิตไปนานแล้วมาเข้าฝัน มีรัศมีสีแสงรู้สึกว่าไม่ค่อยสว่างนัก ลูกได้มีโอกาสทำบุญที่ซอยสายลม อุทิศเจาะจงไปให้ วันนี้แพรวพราวระยิบระยับสวยงามเป็นอย่างมาก ที่ลูกเรียนมาให้ทราบนี้ เพราะเพื่อจะให้ยืนยันว่า สังฆทานที่ลูกทำกับหลวงพ่อ 100 บาทนั้น อานิสงส์สามารถช่วยให้น้องชายมีความงามเป็นอย่างมาก จึงขอกราบขอบพระคุณสังฆทานมา ณ โอกาสนี้ด้วยเจ้าค่ะ
หลวงพ่อ : สาธุ

ผู้ถาม : นี่เขากราบหลวงพ่อหรือกราบสังฆทาน.?
หลวงพ่อ : กราบสังฆทานต่างหากเล่า

ผู้ถาม : ชุดเล็กนี่ไปสงเคราะห์คนตายเป็นเทวดาได้หรือครับ.?
หลวงพ่อ : ชุดอะไรก็ตามถ้าเป็นสังฆทาน แม้แต่บาทเดียวหรือสองสลึง เราก็ถวายเป็นสังฆทาน หรือข้าวหนึ่งถ้วย แกงหนึ่งถ้วยเล็ก ๆ ถวายพระเป็นสังฆทาน อานิสงส์เต็มที่ แต่ว่าปริมาณจะต่างกันหน่อย สังฆทานอย่างน้อยไปเกิดชาติหน้าเป็นมหาเศรษฐี คำว่ามหาเศรษฐีนี่ ต้องมีทรัพย์ตั้งแต่ 80 โกฏิขึ้นไป ทีนี้ปริมาณอาจจะมากกว่ากัน เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด 80 โกฏิใช่ไหม เขาอาจจะเป็น 160 โกฏิ 200 โกฏิ 300 โกฏิ ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 80 โกฏิ

อันนี้ของเราสังฆทาน มีพระพุทธรูปด้วย มีอานิสงส์ต่างหาก ถ้ามีน้อยอย่างเมื่อวานซืนนี้ มีคนมีสตางค์น้อย ความจริงบาทสองบาทใส่ซองเขียนว่า “สังฆทาน” อย่างนี้จะมีผลเต็มที่

ผู้ถาม : ไม่ถึง 100 นี่ครับ.?
หลวงพ่อ : เขาเอาของมาไม่ได้หรอก เขาไม่ให้ เอาสตางค์มาใส่ซอง บาทสองบาทก็ตาม แต่เขียนหลังซองถวายสังฆทาน นี่พระต้องไปใช้ในรูปสังฆทาน ใช้รูปอื่นไม่ได้ อานิสงส์เขาจะสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยที่สุดชาติหน้า 80 โกฏิ แต่ว่าโกฏิเงินนะ ไม่ใช่โกฏิกระดูก


@@@@@@

ผู้ถาม : ดิฉันเคยอ่านเจอในหนังสือที่หลวงพ่อเขียนบอกว่าการถวายสังฆทาน ควรมีพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร และอาหารอันนี้จำเป็นจะต้องมีครบตามนี้ไหมคะ.?
หลวงพ่อ :  ความจริง เราไม่ทำถึงขนาดนี้ก็ได้การถวายสังฆทานในที่บางแห่งใช้เครื่อง ๕ เครื่อง ๘ นี่เป็นการสร้างขึ้นเรามีข้าวเพียงช้อนหนึ่ง แกงเพียงช้อนหนึ่งน้ำเพียงช้อนหนึ่ง แล้วถวายไปบอกว่าเป็นสังฆทาน เพียงเท่านี้ก็ใช้ได้ แต่ว่าที่เขียนไว้ในหนังสือว่าควรทำแบบนี้

เพราะว่าผีกี่ร้อยกี่พันรายก็ตาม มาขอกันแบบนี้เรื่อย คือ ขอเหมือนกันที่ฉันแนะนำเขา ก็ทำตามที่ผีเขาขอนะ เลยถามเขาว่า "ผลจะได้แก่พวกเอ็งเป็นยังไง.?" เขาบอกว่า
    ๑. ถวายพระพุทธรูปเป็นของสงฆ์ อานิสงส์ก็คือ ถ้าเป็นเทวดาจะมีรัศมีกายสว่างไสวมากเพราะว่าเทวดาหรือพรหม เขาไม่ดูกันที่เครื่องแต่งตัว เขาดูแสงสว่างจากกาย
    ๒. ผ้าไตรจีวร หรือผ้าสักผืนหนึ่งเขาจะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ เครื่องแต่งตัวทิพย์
    ๓. อาหารหรือของกิน จะทำให้มีร่างกายเป็นทิพย์.

ผู้ถาม : ทีนี้ถ้าหากว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจุติจากเทวโลกกก็ดีพรหมโลกก็ดี มาเกิดเป็นมนุษย์ อานิสงส์เหล่านี้จะติดตามมาอีกไหมครับ.?
หลวงพ่อ : อานิสงส์ตามมา คือ
    ๑. จะมีรูปร่างหน้าตาสวย เพราะอานิสงส์ถวายพระพุทธรูปแล้วก็มีปัญญาทรงตัวนี่อำนาจ พุทธานุภาพนะ
    ๒. เครื่องประดับเครื่องแต่งตัวดี และไม่อดอยาก เพราะอาศัยทาน ตัวอย่าง นางวิสาขาเป็นคนสวยงามมาก เพราะในชาติก่อนได้เคยซ่อมแซมพระพุทธรูปและปลูกโรงทำหลังคาคลุมพระพุทธรูป จึงเป็นปัจจัยทำให้ได้เบญจกัลยาณี คื อมีความงาม ๕ ประการ และนางวิสาขาก็เป็นคนรวยมาก มีเครื่องลดามหาปสาธน์ราคา ๑๖ โกฏิ เป็นเครื่องประดับเพราะอานิสงส์เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาทั้งนี้ด้วยอำนาจบุญบารมีที่ท่านได้บำเพ็ญแล้วด้วยดี จึงเป็นปัจจัยให้นางวิสาขาเป็นทั้งคนสวย คนรวย และเป็นคนมีปัญญามาก ได้เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ

     หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี



ที่มา : จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑ หน้า ๒๘-๓๑ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน.วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ,จัดพิมพ์โดยเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง
ขอบคุณ : เฟซบุ้ก คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
https://www.facebook.com/504308093014272/posts/1263410210437386/
ขอบคุณ : https://palungjit.org/threads/เรื่องเกี่ยวกับสังฆทาน.508424/
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พิษณุโลก เซียนพระท้าพิสูจน์ “สมเด็จโต เรืองแสง-พิพิธภัณฑ์พระสมเด็จ” เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 06:52:15 AM



ทึ่งกันทั่ว.! เซียนพระดังพิษณุโลกท้าพิสูจน์ “สมเด็จโต เรืองแสง-พิพิธภัณฑ์พระสมเด็จ” เกือบ 20,000 องค์

พิษณุโลก – “ครูชา-เซียนพระเครื่องดังพิษณุโลก” เปิดบ้านท้าพิสูจน์ “สมเด็จโต เรืองแสง” แถมเปิดกรุพระสมเด็จ-จักรพรรดิ์พระเครื่อง ที่สะสมเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เกือบ 2 หมื่นองค์

นายทัศนัย กุลสุวรรณ หรือ ครูชา เจ้าของพิพิธภัณฑ์พระสมเด็จโต พรหมรังสี พิษณุโลก ได้เปิดบ้านเลขที่ 95/6 ถนนสิงหวัฒน์ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก นำผู้สื่อข่าวพิสูจน์ “สมเด็จโต-เรืองแสง” รวมถึงพระเครื่อง-พระสมเด็จพุฒาจารย์ โต ที่สะสมไว้เป็นหมื่นๆองค์ และได้สร้างห้องไว้เปิดเป็นพิพัธภัณฑ์แล้ว

ครูชา หรือนายทัศนัย กล่าวว่าตนเลื่อมใสพระสมเด็จพุฒาจารย์โต เพราะเห็นพุทธคุณทำให้ตนเองแคล้วคลาดจากสิ่งร้ายๆ หลายครั้ง จึงตั้งใจที่จะเก็บสะสมพระพิมพ์พระสมเด็จ ทั้งของเก่าและใหม่ ทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา เนื่องจากพบว่ามีเยาวชน นำพระสมเด็จที่พ่อแม่มอบให้คล้องคอ นำมาขายองค์ละ 100-200 บาท โดยไม่เห็นคุณค่า จึงอยากเผยแพร่ให้เด็กเยาวชนคนรุ่นหลังได้รับรู้




สมเด็จฯโต ถือเป็นพระมหาอมตะเถราจารย์ อันดับ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ มีความศักสิทธิ์ เป็นพระจักรพรรดิของพระเครื่อง สรรพคุณครอบจักรวาล สูงสุดในบรรดาพระเครื่ององค์หนึ่ง เป็นพุทธศิลป์ที่มีพุทธลักษณะงดงาม โดยแบ่งการปลุกเสกสร้างออกเป็น 3 ยุค โดยยุคแรก พระสมเด็จฯจะมีลักษณะท้วมๆ มายุคกลาง องค์พระมีทรวดทรงกำลังพอดี คล้ายๆ คนหุ่นดี ยุคปลายพระสมเด็จ จะดูเรียวๆ คล้ายพระสุโขทัย แต่ละพิมพ์มีมวลสารแตกต่างกันไป ซึ่งไม่มีอะไรตายตัว มีทั้งเกสรเหลือง สบู่เลือด จีวร เปลือกหอย ตะไคร่ ใบเสมา บางครั้งอาหารที่องค์สมเด็จฉันท์อร่อยก็ใส่เป็นมวลสารสร้างพระสมเด็จก็มี

ล่าสุดตนเก็บสะสมพระสมเด็จพุฒาจารย์โต ไว้ได้เกือบ 20,000 องค์แล้ว และหนึ่งในจำนวนนี้มี “พระสมเด็จเรืองแสง” ซึ่งเป็นแสงธรรมชาติที่เกิดจากมวลสารเก่าแก่ เป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เป็นพระที่ไม่มีในท้องตลาด สามารถให้ทุกคนมาพิสูจน์ได้ที่บ้านตนทุกวัน หากมาไม่ถูกเนื่องจากเข้าซอยลึก สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯตน 099-1422897 หรือนายภลรัฐ เฉลยพจน์ ผู้จัดการ พิพิธภัณฑ์พระสมเด็จโต พรหมรังสี พิษณุโลก 062-6985264






ขอบคุณ : https://mgronline.com/local/detail/9630000056225
เผยแพร่ : 30 พ.ค. 2563 07:48 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมืองไทยก็มี “หินหัวงู” อยู่ที่ปัตตานี หลังชาวเน็ตแห่แชร์ของลาวคู่ “ถ้ำนาคา” เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 06:25:36 AM

ผาพญางู อช.น้ำตกทรายขาว จ.ปัตตานี


เมืองไทยก็มี “หินหัวงู” อยู่ที่ปัตตานี หลังชาวเน็ตแห่แชร์ของลาวคู่ “ถ้ำนาคา” บึงกาฬ

หลังปรากฏเป็นข่าวฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ “ถ้ำนาคา” สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใน จ.บึงกาฬ คู่กับ ภาพของ “หินหัวงู” ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าคือสถานที่เดียวกัน แต่แท้ที่จริงหินหัวงูนั้นตั้งอยู่ที่สปป.ลาว

สำหรับในเมืองไทยเรานั้นก็มีปรากฏการณ์ธรรมชาติทางธรณีวิทยาในลักษณะของหินหัวงูเช่นกัน นั่นก็คือ “ผาพญางู” หรือ “หินพญางู” ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

ผาพญางู เป็นก้อนหินผาขนาดใหญ่รูปร่างประหลาดแปลกตา ดูคล้ายหัวงูขนาดยักษ์ยื่นโผล่ออกมาจากหน้าผา มีความสูงราวตึก 3-4 ชั้น มีรูปลักษณะคล้ายกับหัวงูขนาดยักษ์ โผล่พ้นออกมาจากหน้าผา


ชาวบ้านเชื่อว่าผาพญางู เป็นพญางูใจดีที่จะมาคอยปกป้องคุ้มภัย

อย่างไรก็ดี แม้ก้อนหินผาพญางูจะดูคล้ายหัวอสรพิษยักษ์น่าเกรงขาม แต่ชาวบ้านในพื้นที่ละแวกนั้น มีความเชื่อกันว่านี่คือพญางูใจดีที่จะคอยคุ้มครองปกปักรักษาชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ให้แคล้วคลาดพ้นภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง

ผาพญางูตั้งอยู่ริมทางบริเวณทางขึ้นจุดชมวิวเขารังเกียบ ซึ่งเป็นทางถนนดินคดเคี้ยวสูงชัน การเนทางขึ้นไปต้องใช้รถโฟร์วีล หรือรถจี๊ปสมรรถนะสูงของชาวบ้านในพื้นที่


หินหัวงู แขวงอุดมไซย สปป.ลาว (ภาพ : สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์)

ด้าน “หินหัวงู” ที่กำลังเป็นที่โด่งดังในโลกออนไลน์เคียงคู่กับ “ถ้ำนาคา” นั้น ทาง สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า หินหัวงูนั้น ถูกพบที่ แขวง อุดมไซย สปป.ลาว ส่วนหินที่เป็นเกร็ดคล้ายงูนั้น เป็นหินที่พบที่ ถ้ำนาคา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ เป็นภาพจากคนละสถานที่ และนำมารวมกัน ขอให้ประชาชนเช็กก่อนแชร์

สำหรับ “ถ้ำนาคา” ที่ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพกันอย่างมากในโลกออนไลน์ เป็นถ้ำที่เพิ่งค้นพบใหม่ อยู่ในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ และอยู่ใกล้กับวัดถ้ำชัยมงคล


ภาพถ้ำนาคา ที่กำลังโด่งดังในโลกออนไลน์ (ภาพ : ord srikaew)

ถ้ำนาคา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่หลังโควิด-19 คลี่คลาย ที่หลาย ๆ คนหมายปอง เนื่องจากมีลักษณะดูน่าตื่นตาตื่นใจกับภาพของถ้ำที่มีพื้นผิวคล้ายเกล็ดงูยักษ์ หรือ “พญานาค” อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำนาคา

นอกจากนี้ถ้ำนาคายังมีตำนานเรื่องเล่าอันชวนทึ่ง ซึ่งกล่าวถึงตำนานเมืองลี้ลับปู่อือลือพญานาคผู้ถูกสาปไว้บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ โดยกล่าวว่า คนโบราณเล่าขานต่อกันว่า อาจจะเป็นงูยักษ์ตายแล้วกลายเป็นหิน เมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว งูยักษ์พอตายลงยังไม่เน่าเปื่อยก็โดยทับถมด้วยดินหินมานับล้านปีจนแร่ธาตุจับเกาะในตัวงูกลายเป็นหิน พอนานเข้าน้ำได้เซาะดินลงมาเผยซากงูหินให้คนเห็น และมีตำนานเล่าเรื่องของ “อือลือราชา” ราชาผู้ถูกสาปให้เป็นนาค ทำให้เมืองล่มสลายกลายเป็นบึงโขงหลง องค์อือลือจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อบังเกิดเมืองขึ้นใหม่ (อดีตพื้นที่นี้ขึ้นกับหนองคาย ปัจจุบันเกิดเมืองใหม่นามว่า บึงกาฬ)


ผาหินพื้นผิวคล้ายเกล็ดงูยักษ์ หรือพญานาค อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำนาคา (ภาพ : ord srikaew)

ขณะที่หากมองในแง่ของธรรมชาติ ถ้ำนาคา ที่เป็นหินรูปลักษณะคล้ายเกล็ดงูหรือเกล็ดพญานาคนั้น เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ซันแครก” (Sun Crack) เกิดจากการแตกผิวหน้าของหิน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนอย่างรวดเร็ว ทำให้หินเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับไปมา จนแตกเป็นลายเหลี่ยม ต่อมามีการผุผังและกัดเซาะโดยน้ำและอากาศในแนวดิ่ง ทำให้เกิดลักษณะชั้น ๆ ดังกล่าว โดยซันแครกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงโด่งดังก็คือ ซันแครกที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

“ซันแครก” อช. ภูหินร่องกล้า

อย่างไรก็ดีในส่วนของถ้ำนาคานั้น ในช่วงนี้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศได้ปิดการท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาจึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทุกจุดในเขตอุทยานแห่งชาติ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 จะคลี่คลาย ซึ่งหลังจากทางอุทยาน ได้มีประกาศเปิดการท่องเที่ยวเมื่อใดแล้ว ทางอุทยานจะจัดระเบียบการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์ ออกมาให้ข้อมูลว่า หินหัวงู กับถำ้นาคา อยู่คนละที่ คนละประเทศกัน



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9630000055588
เผยแพร่ : 28 พ.ค. 2563 15:00 ,โดย : ปิ่น บุตรี
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อ 'ถ้ำนาคา' จ.บึงกาฬ ปลุกความเชื่อ 'พญานาค' กลับมาอีกครั้ง เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 05:31:30 AM



เมื่อ 'ถ้ำนาคา' จ.บึงกาฬ ปลุกความเชื่อ 'พญานาค' กลับมาอีกครั้ง

เจาะลึก "ถ้ำนาคา" ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ แห่งนี้ กำลังเป็นกระแสมาแรงในโลกโซเชียล จนปลุกความเชื่อ 'พญานาค' กลับมาอีกครั้ง แม้จะเพิ่งค้นพบแต่ก็น่าจะกลายเป็น "ที่เที่ยว" แห่งใหม่ของไทยได้ไม่ยาก

ความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับผูกพันแนบแน่นกับสังคมไทยมาช้านาน ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่ามีการแชร์ภาพถ่าย "ถ้ำนาคา" กันกระหึ่มโลกโซเชียล ผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ต่างก็พูดถึงถ้ำหินรูปร่างแปลกแห่งนี้ และสอบถามว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่หรือไม่? และตามมาด้วยคำถามที่ผูกโยงกับความเชื่อที่ว่า ..นี่เป็นงูยักษ์(พญานาค) ที่กลายเป็นหินหรือเปล่า?

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อมีทีมนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเพิ่งค้นพบ "ถ้ำนาคา" ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ แล้วได้บันทึกภาพกลุ่มหินที่สวยงามแปลกตา และโพสต์รูปภาพเหล่านั้นขึ้นบนสื่อโซเชียล จนมีผู้คนแห่แชร์ต่อๆ กันอย่างล้นหลาม จนปลุกความเชื่อเก่าแก่เรื่อง  "พญานาค" ให้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะมีความผูกโยงกับตำนานของ "พญานาค" หรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ "ถ้ำนาคา" จ.บึงกาฬ แห่งนี้กำลังเป็นที่น่าจับตามองในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของบึงกาฬ ที่ขาเที่ยวหลายคนอยากจะแบกเป้ตามรอยไปชมกันเต็มแก่แล้ว ว่าแต่.. "ถ้ำนาคา" แห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง? ผูกโยงกับความเชื่อและสิ่งลี้ลับอย่างไร? และเปิดให้ท่องเที่ยวได้หรือยัง? ตามมาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย..

@@@@@@

1. "ถ้ำนาคา" ถูกค้นพบที่ไหน.?
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ถ้ำนาคา" ถูกสำรวจพบบริเวณ "วัดถ้ำชัยมงคล" ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ โดยมีนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา เข้าใจว่าเป็นการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ จึงได้ไปค้นพบ "ถ้ำนาคา" แห่งนี้เข้า และได้ทำการบันทึกภาพในถ้ำ นอกถ้ำ และสภาพภูมิประเทศโดยรอบไว้

2. กลุ่มหินขนาดใหญ่มีเกล็ดเหมือนงู
ด้วยลักษณะทางกายภาพของกลุ่มหินที่พบภายในถ้ำพบว่ามีรูปร่างเหมือนลำตัวงูขดเลื้อยไปมา พร้อมทั้งมีผิวด้านนอกที่มีลักษณะเหมือนเกล็ดงูอีกด้วย จนทำให้หลายคนที่เห็นรูปภาพเหล่านี้ต่างก็จินตนาการไปว่าสิ่งนี้มองดูแล้วเหมือนกับ "งูยักษ์ที่กลายเป็นหิน" และมีข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งระบุด้วยว่า

"..ขนลุก  หินที่เหมือนงูที่สุด  สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ "ถ้ำนาคา" และ "น้ำตกตาดวิมานทิพย์" ณ อุทยานแห่งชาติภูลังกา ตำนานเมืองลี้ลับปู่อือลือพญานาคผู้ถูกสาปไว้บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ"



ที่มาภาพ: I-tong Naparn, Ord Srikaew

3. ความเชื่อโบราณที่ผูกโยงกับ "ถ้ำนาคา"
ตามความเชื่อคนโบราณเล่าขานต่อๆ กันมาว่า ในพื้นที่ของ "ภูลังกา" โดยเฉพาะจุดที่พบกลุ่มหินรูปงูใน "ถ้ำนาคา" แห่งนี้ อาจจะเป็นงูยักษ์ตายแล้วกลายเป็นหิน เมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว งูยักษ์พอตายลงยังไม่เน่าเปื่อยก็โดยทับถมด้วยดินหินมานับล้านปี จนแร่ธาตุจับเกาะในตัวงูกลายเป็นหิน พอนานเข้าน้ำได้เซาะดินลงมาเผยซากงูหินให้คนเห็น

มีตำนานเล่าว่าสถานที่แห่งนี้มี "องค์อือลือ" อาศัยอยู่ เป็นราชาผู้ถูกสาปให้เป็นพญานาค ทำให้เมืองล่มสลายกลายเป็นบึงโขงหลง องค์อือลือจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อบังเกิดเมืองขึ้นใหม่ (ในอดีตพื้นที่นี้ขึ้นกับจังหวัดหนองคาย แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดใหม่ คือ บึงกาฬ)

4. "ภูลังกา" ที่ตั้งของ "ถ้ำนาคา" มีลักษณะอย่างไร.?
ภูลังกา เป็นเทือกเขา 5 ลูก เกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้กับบึงโขงโหลงและภูวัว ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอำเภอบึงโขงโหลง จ.บึงกาฬ โดยภูลังกามีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานพญานาค พุทธศาสนา และคติความเชื่อปรัมปรา ผู้คนในพื้นที่ต่างก็มีความเชื่อว่าที่นี่มีความลี้ลับอาถรรพ์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ภูลังกาในอดีตเมื่อ 50 ปีก่อนเป็นดงป่าหนาทึบกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ชุกชุมไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด และโขลงช้าง แต่ในปัจจุบันนี้ป่าใหญ่หายไปหมดสิ้น กลายเป็นทุ่งโล่งรกร้างและไร่นา จะพอมีป่าเหลืออยู่รอบๆ ภูลังกาบ้างเล็กน้อย และบริเวณรอบๆ ภูลังกามีวัดป่าตั้งอยู่ประมาณ 10 วัด มีทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติ



5. ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์
ภูลังกามีความเกี่ยวโยงกับตำนานเรื่อง พระเจ้าห้าพระองค์ ตามตำนานพระเจ้าห้าพระองค์นั้นกล่าวว่า กาเผือกได้ตกไข่ 5 ฟองที่ภูลังกา วันหนึ่งเกิดลมพายุใหญ่หอบเอาไข่ปลิวไปตามลม ไข่นั้นได้ตกกระจัดกระจายไปในสถานที่หลายแห่ง ต่อมาไข่นั้นได้ฟักออกมาเป็น พระพุทธเจ้ากกุสันโธ, พระพุทธเจ้าโกนาคโม, พระพุทธเจ้ากัสสโป, พระพุทธเจ้าโคตโม, และองค์ต่อไปได้แก่ พระศรีอาริยเมตรัยโย ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตอีกประมาณ 750 ล้านปี เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัทรกัปนี้

6. แหล่งธุดงค์ของพระสายปฏิบัติ
อีกความเชื่อหนึ่งเกี่ยวกับ ภูลังกา ก็คือ เชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวลับแล อันมีเมืองพญานาครวมอยู่ด้วย และยังเป็นสนามรบของ "กองทัพกิเลส" ต่อสู้กับ "กองทัพธรรม" ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ที่ส่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระธุดงค์ให้ไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทุกรุ่นทุกสมัย


7. สิ่งลี้ลับที่ "ภูลังกา" จากปากพระนักปฏิบัติ
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ตอง พระนักปฏิบัติแห่งถ้ำชัยมงคลภูลังกา ได้เล่าเรื่องราวสิ่งลี้ลับเกี่ยวกับภูลังกาเอาไว้ว่า มีพระธุดงค์คณะหนึ่งมาจากทางขอนแก่น ขึ้นไปแสวงวิเวกอยู่บนภูลังกา ใกล้กับถ้ำชัยมงคล เป็นพวกไม่รู้ประสีประสา มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วย เปิดเพลงเปิดเทปกันดังลั่นสนุกสนาน ครองจีวรก็ไม่มีสังฆาฏิเพราะไม่ได้เอาสังฆาฏิมาด้วย หลวงปู่ตองเห็นแล้วได้แต่นึกในใจว่า “พระผีบ้าพวกนี้ ไม่ได้ฉันข้าวเช้าแน่ๆ พรุ่งนี้”

และแล้วก็เป็นจริง เมื่อจู่ๆ เสียงเพลงจากทรานซิสเตอร์ที่ดังลั่นสนั่นหวั่นไหวอยู่นั้นก็เงียบไป เปลี่ยนเป็นเสียงร้องตกใจ เสียงตะโกน ทะเลาะวิวาท แล้วก็พากันแตกตื่นวิ่งหนีลงจากภูลังกาไปคนละทิศละทางอย่างกับคนเสียสติ เข้าป่าเข้าดงหลงทางอยู่ในป่าและไม่ได้ฉันข้าวในวันต่อมาจริงๆ ว่ากันว่าพระธุดงค์กลุ่มนั้นอาจพบเจออาถรรพ์ของป่าแห่งนี้

8. "ถ้ำนาคา" พบหินเหมือนตัวงู แต่ไม่มีหัวงู
ก่อนหน้านี้ในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่ามีการแชร์รูปกลุ่มหินดังกล่าวแบบผิดๆ ออกไป โดยนำรูปกลุ่มหินจากแหล่งอื่นมาผสมปนเปเข้าไปด้วยกันแล้วเข้าใจผิดไปว่าคือกลุ่มหินจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่! จริงๆ แล้ว กลุ่มหินที่พบใน "ถ้ำนาคา" มีเฉพาะกลุ่มหินที่มีลักษณะเหมือนลำตัวงูขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่มีส่วนหัวงู



9. หินลักษณะเหมือน "หัวงู" พบที่ สปป.ลาว
สำหรับรูปก้อนหินที่มีลักษณะเหมือน "หัวงู" นั้น แท้จริงแล้วเป็น "หินหัวงู" ถูกค้นพบที่แขวงอุดมไซย สปป.ลาว โดยมีการแชร์รูปภาพหินหัวงูดังกล่าวผ่านเพจเฟซบุ๊คของ ABC Laos news

10. ล่าสุด! "ถ้ำนาคา" ยังไม่เปิดให้ท่องเที่ยว
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 28 พ.ค. 2563 ทางเฟซบุ๊ค สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์  ได้โพสต์ข้อความว่า "จากกระแสการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ ภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ได้รับความสนใจจากหลายท่านสอบถามเข้ามาว่าสามารถขึ้นไปเที่ยวได้หรือไม่ ทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกาได้ออกมาชี้แจง ดังนี้

ขอเรียนว่า ช่วงนี้อุทยานปิดการท่องเที่ยวฯ เนื่องจากการแพร่ระบาด COVID-19 และบริเวณที่พบหินฯตามภาพ อยู่ในจุดที่ยากต่อการเข้าถึงและเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวก จึงขอประชาสัมพันธ์ ในเบื้องต้นนี้ว่า ช่วงนี้ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกา ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว "ทุกจุด" ในเขตอุทยานแห่งชาติ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 จะคลี่คลาย

ซึ่งหลังจากทางอุทยาน ได้มีประกาศเปิดการท่องเที่ยวเมื่อใดแล้ว ทางอุทยานจะจัดระเบียบการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จึงเรียนประชาสัมพันธ์มาเพื่อโปรดทราบ.."




ที่มาภาพ : I-tong Naparn, Ord Srikaew
อ้างอิง : http://www.bungkan.net ,https://web.facebook.com/pg/RADIOBUENGKAN104.25MHZ ,https://web.facebook.com/ABClaos
ขอบคุณ : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/882663
28 พฤษภาคม 2563 | โดย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บทสัมภาษณ์ “ขุนพันธ์” กราบทูลตำนาน “กรุงชิง” จ.นครฯ ยุคบุกเบิกที่ร.9 ทรงสนพระทัย เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 06:01:20 AM

ขุนพันธ์ หรือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, 2526)


บทสัมภาษณ์ “ขุนพันธ์” กราบทูลตำนาน “กรุงชิง” จ.นครฯ ยุคบุกเบิก ที่ ร.9 ทรงสนพระทัย

นายตำรวจมือปราบที่ชาวไทยคุ้นเคยกันในนาม “ขุนพันธ์” หรือ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” มีชื่อเสียงในภาคใต้หลายทศวรรษ ในช่วงวัย 80 ปีท่านเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “กรุงชิง” พื้นที่ทางธรรมชาติในนครศรีธรรมราชซึ่งขุนพันธ์เล่าว่า ในหลวงทรงสนพระทัยมีรับสั่้งให้คนมาขอข้อมูลจากขุนพันธ์

นอกเหนือจากวีรกรรมอันเลื่องลือเรื่องการจับโจรผู้ร้ายและความสามารถรอบรู้ด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์แล้ว ท่านยังเป็นผู้เขียนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “กรุงชิง” พื้นที่ตำบลนบพิตำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อปี พ.ศ. 2526 ประพนธ์ เรืองณรงค์ เดินทางไปสัมภาษณ์ขุนพันธ์ฯ ถึงนิวาสสถานในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้สัมภาษณ์บรรยายบุคลิกภายนอกของขุนพันธ์ฯในช่วงเวลานั้นที่อยู่ในวัย 80 ปีว่า ยังแข็งแรง พูดจาดังชัดเจน รูปร่างภายนอกที่อาจเป็นบุคคลร่างเล็กแต่แฝงความแข็งแกร่งไว้ภายใน

ตลอดเวลาที่สนทนากับขุนพันธ์ฯก็มีอารมณ์ดีตลอดเวลา นายตำรวจเลื่องชื่อเล่าประสบการณ์ให้ฟังอย่างไม่เหนื่อยหน่ายตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ซึ่งท่านเล่าย้อนไปว่ากำเนิดที่บ้านไอ้เขียว ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เข้าโรงเรียนสวนป่าน เมื่อขึ้นชั้นป.3 โรงเรียนถูกยุบ ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดพระนคร ส่วนชั้นมัธยมเรียนที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (เบญจมราชูทิศ)

เมื่อชั้น ม.2 จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตร ไปจนถึงการร่ำเรียนมวยฝรั่ง ยูโด ยิมนาสติก มวยไทย กระบี่ กระบอง ดาบไทยและไม้สั้นจากสำนักต่างๆ

ขุนพันธ์เรียนโรงเรียนนายตำรวจห้วยจระเข้ นครปฐม และยังสอนวิชามวยไปด้วย จากนั้นจึงเริ่มรับราชเมื่อปี พ.ศ. 2473 ในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อยตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เงินเดือน 80 บาท และย้ายไปรับราชการที่พัทลุง ปราบเสือสังข์และผู้ร้ายต่างๆ อีก 16 คนจึงได้รับยศเป็นร้อยตำรวจตรีและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนพันธรักษ์ราชเดช”

สำหรับเรื่องกรุงชิงที่ขุนพันธ์เล่านี้ เป็นเรื่องราวที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯถวายในหลวง โดยขุนพันธ์เล่าว่าพระองค์ทรงสนพระทัยและรับสั่งให้คนมาหาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

คลิกอ่านเพิ่มเติม : อ่านเรื่อง “กรุงชิง” ฉบับ “ขุนพันธ์” ทูลเกล้าฯถวายในหลวงตามพระบรมราชโองการ

@@@@@@

ผู้สัมภาษณ์ยกคำให้สัมภาษณ์ของขุนพันธ์เกี่ยวกับกรุงชิงในช่วงที่ยังมีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ระหว่าง พ.ศ. 2517-2524 ดังนี้

“กรุงชิงอยู่ที่ตำบลนบพิตำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่เป็นแสนไร่ ไม่มีหัวหน้าราชการใดเข้าไปสำรวจ ผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพ นายอำเภอไม่รู้กี่คน ข้าหลวงตั้งแต่ข้าหลวงจันทร์ 4-5 ข้าหลวงแล้วก็ไม่มีผล มีแต่ข้าหลวงปัจจุบันเท่านั้นแหละครับที่เริ่มต้น แม่ทัพสันต์ก็ไม่เคยไป แต่ได้งบประมาณของกลาโหมจะนำมาตัดถนนให้เป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งเศรษฐกิจ

ตอนนั้นผมยังเป็นผู้แทนมีการประชุมผู้แทนนครฯ ทุกพรรคทุกคน หัวหน้าหน่วยราชการ นายทหาร นายอำเภอมาหมด โดยหารือว่าจะตัดถนนตรงไหนให้ได้ทั้งเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ผู้รู้ดีว่ากรุงชิงเป็นอย่างไร และควรให้ไปทางไหน ผมเลยเสนอว่าควรต่อจากถนนที่ขึ้นไปจากท่าศาลา ตรงนั้นเดี๋ยวนี้มันเป็นสี่แยกแล้ว แยกหนึ่งมานครฯ มาเข้าตลาดแขก แยกหนึ่งไปพรหมโลก ไปมหาชัย ไปบ้านอ้ายเขียวไปตัดกันที่ดอนคาจนถึงนบพิตำอีกสายหนึ่งขึ้นไปจากท่าศาลา ซึ่งไปทางป่าโน้นเกิดเป็นสี่แยกดอนคา ตัดไปจากนี่แหละครับเข้าไปคลองลุงไสฝ้าย กระไดสามขั้น แล้วไปออกที่บ้านเหนือคลอง บ้านท้ายคลองฉวาง และทางนี้เป็นทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่โบราณ

พม่ามาตีเมืองนครฯก็มาทางนี้ เมื่อครั้งพระนารายณ์และพระเพทราชาเห็นว่าเจ้าเมืองนครฯ ชื่อพระเจ้ารามเดโชคิดแข็งเมือง จึงให้กองทัพอยุธยามาทางนี้เช่นกัน

@@@@@@

ผมจึงเห็นว่าควรตัดถนนทางนี้ จะยาวไม่ถึง 30 กม. ถ้ามีเหตุการณ์ ทางฉวางก็เคลื่อนกำลังมาพักเดียว เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็ยังเดินทางไปซื้อช้างซื้อวัวควาย ตอนนั้นครูน้อม อุปมัยยกมือให้เลยมี 2 เสียงเท่านั้น ผู้แทนและนายอำเภออื่นๆ ก็ยกมือให้อำเภอของตน คือตัดไปที่ฉวางทั้งนั้น แต่ไม่ไปทางนี้ คือไปทางลานสะกา ไปลงที่คลองนาออกบ้านจันดี นาบอน และพิปูน

เสร็จแล้วเราก็แพ้เขา พอตัดถนนเสร็จแล้วก็ยกไปตั้งอำเภอและโรงพักที่บ้านท้ายเภา พวกอ้ายคอมอ้ายเณรมันเลยแห่กันมาแล้วยกเข้ากรุงชิงสบายไปเลย ถ้าเอาตามผมว่าคือ ปิดปากกรุงชิงเสียก่อนจะไม่ดีหรือ ไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพสันต์ วิ่งมาที่ผมแล้วบอกว่า ‘แล้วกันพี่ขุน ถ้าผมเชื่อหนวดพี่ขุน ป่านนี้พวกผมสองกองพันเข้าไปได้แล้ว’ จนเดี๋ยวนี้ทหารยังเข้าไปไม่ได้เลยครับ (เมื่อ พ.ศ. 2526) ที่ว่าทหารไปตั้งกองไปยิงอ้ายเณรก็ยิงไปจากนี้ให้ลูกปืนตกที่โน่น ไม่กล้าเข้าไปกรุงชิงหรอกครับ”

ขุนพันธ์ฯ เล่าย้อนที่มาของความสนใจกรุงชิงว่า เริ่มสนใจหลังจากญี่ปุ่นขึ้น และมีลุงของท่านที่ชื่อเพชรเข้าไปหาแร่ทองตามห้วยก่อน จากนั้นขุนพันธ์กับพรรคพวก 7 คนจึงเข้าไปสำรวจเพื่อทำน้ำมันยางเพราะเป็นช่วงที่ขายดีมาก

หลังจากนั้นมาจึงเริ่มมีชาวบ้านเข้าไปตั้งที่อยู่อาศัย ปลูกพืช ครั้นเมื่อกลุ่มคอมมิวนิสต์เข้ามาก็บอกว่าจะมาคุ้มครอง โดยตั้งถิ่นที่ฉวาง แต่เมื่อมีโครงการตัดถนนและตั้งโรงพักข้างต้น เลยทำให้แห่กันเข้ามาในกรุงชิง อันเนื่องมาจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งขุนพันธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องคอมฯจะเข้าไปที่กรุงชิง แต่ไม่มีใครเชื่อ จึงเขียนบทความเรื่องลายแทงเข้ากรุงชิงแถมด่าไปพลางก็ยังไม่มีใครสน

@@@@@@

ในหลวงทรงสนพระทัย

ขุนพันธ์ฯ ให้สัมภาษณ์ต่อว่า เรื่องผ่านไป กระทั่ง มจ.วิภาวดี รังสิต ตามเสด็จมา และไปพบเรื่องที่ท่านเขียนเกี่ยวกับกรุงชิง ขุนพันธ์ฯยังทราบว่า ในหลวงทรงอ่านด้วยและทรงสนพระทัย รับสั่งให้คนมาหาเพื่อขอสัมภาษณ์

“ผมก็ทูลว่าเท่าที่เขียน เป็นส่วนน้อยและทูลว่ากรุงชิง ดีกว่าบรรดาพระราชนิเวศน์ตามหัวเมืองทุกแห่ง เพราะกรุงชิง มีสายน้ำทั้ง 5 สายไหลมารวมกัน เป็นน้ำตกงามถึง 4-5 แห่ง แล้วเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลออกอ่าวไทย อีกประการหนึ่ง กรุงชิงเขียวตลอดปีและดอกไม้บานสะพรั่งตลอด สามฤดู

ในหลวงรับสังว่า ท่านขุนไม่รู้หรือ ที่ภูพิงค์มีดอกรักเร่เท่าหน้าคน ดอกกุหลาบเท่าจาน ผมก็ทูลว่ากระหม่อมเคยเห็นแล้ว แต่ที่กรุงชิงถึงไม่มีของอย่างนี้เพราะไม่มีคนปลูก แต่ถ้านําไปปลูกจะโตกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่า ท่านเลยตกใจและผมยกตัวอย่างของจริงกราบทูลต่อไปว่า แม้แต่ผักกูด ผักชะเอม เพียงยอดเดียวกินอิ่ม แล้วที่ภูพิงค์มีไหมพะย่ะค่ะ ท่านก็เงียบครับ

ผมเลยกราบทูลว่าแม้แต่เต่าตัวหนึ่งคนขึ้นไปนั่ง 2 คนก็ไม่เป็นไร อ้ายบอนเขียวสยามนั่นแหละครับ คนขนาดผู้ใหญ่เท่าอาจารย์นี้แหละขึ้นไปเต้นบน ใบบอนต้นก็ไม่หัก เสร็จแล้วตัดมา 1 ทาง แล้วมัดเป็นท่อน ขี่ข้ามวังน้ำได้อย่างสบาย ท่านก็สนพระทัยใหญ่ครับ แล้วรับสั่งให้ผมไปร่วมเสวย และมีองค์วิภาวดีร่วมอยู่ด้วย ผมกินข้าวได้เพียง 3 คําแล้วไม่ได้กินอีก เพราะท่านถามแต่เรื่องกรุงชิง ในที่สุดในหลวงต้องการเสด็จไปกรุงชิง แต่ผมกราบทูลว่าเวลานี้สงสัยไม่ปลอดภัย ขอพระบรมราชานุญาตไปสำรวจเสียก่อน”

นั่นเป็นเหตุให้ขุนพันธ์ฯ สำรวจกรุงชิงโดยมีพยานเป็นข้าหลวง ผู้การ และรองแม่ทัพอีกคนหนึ่ง บังคับโดยสารเครื่องบินไปเครื่องหนึ่ง เมื่อมองลงมาเห็นชาวบ้านปลูกที่พักริมน้ำเป็นแถว เห็นลานตากพริกขี้หนู จากนั้นจึงบินกลับ ขุนพันธ์ฯ เล่าต่อว่า เมื่อในหลวงเสด็จฯมาที่พัทลุงอีกครั้ง ท่านรับสั่งถามว่าเรื่องกรุงชิงเป็นอย่างไรบ้าง ที่เขียนไปนั้นขาดตกบกพร่องอยู่มาก ให้เขียนใหม่

“ผมยอมรับว่าที่ผมเขียนเรื่องนี้ยากจริงๆ ถ้าเขียนให้ชาวบ้านอ่านเพียง 2-3 วันก็เสร็จ ผมก็กราบทูลว่าขอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอผลัดไว้ 2 เดือนพระพุทธเจ้าข้า”


@@@@@@

ที่ท่องเที่ยวในอนาคต

ขุนพันธ์ฯ เล่าประสบการณ์เพิ่มเติมว่า เคยเข้าไปนอนในบริเวณกรุงชิงแล้วผิดกับป่าอื่นที่ไม่มีหวาดเสียวอะไรเลย เหมือนกับนอนในบ้าน ไม่มีวี่แววเสือแม้จะมีจำนวนมากจากที่เห็นขี้และรอยเท้าในบริเวณทางที่ผ่านมา

ขณะที่สนทนาประเด็นนี้ในช่วงท้าย ขุนพันธ์ฯ เล่าว่า พยายามเชียร์กรุงชิงให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั้งหลายจนข้าหลวงติดใจและตั้งคณะกรรมการพิจารณาที่สำหรับท่องเที่ยวในเมืองนครฯ

“ผมบอกว่าข้าหลวงไม่ต้องวิตก นครมีทะเล ป่าเขาดีกว่าใครทั้งหมด ผมท้าได้ว่าตั้งแต่ประจวบฯไปถึงบริเวณตลอดแหลมมลายูทีเดียว น้ำเมืองนครฯไม่เคยอดเลย ทะเลป่าเขาเราดีกว่าแต่เราไม่เคยคิดปรับปรุงเลยสู้เขาไม่ได้ เหตุที่ไม่ปรับปรุงเพราะคนเมืองนครฯไม่ตื่นเพราะอิ่มอยู่แล้ว จะหันไปดูทางป่าก็บริบูรณ์ ดูนาข้าวก็เลี้ยงเพื่อนได้ ดูฝั่งทะเลสัตว์น้ำก็เหลือเฟือจึงไม่จำเป็นต้องตื่น”

“ข้อสำคัญคือ ความปลอดภัย ถ้าเราให้ความปลอดภัยแก่เขาได้ นักท่องเที่ยวก็มาเอง เดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ในเมืองก็ปล้นฆ่ากันบ่อย ข้าหลวงจะรับรองได้หรือไม่? แต่ที่กรุงชิงผมสามารถนำข้าหลวงเข้าไปได้ เสือไม่กินข้าหลวงแน่ มันกินแต่กบตัวใหญ่ดีกว่ากินข้าหลวง”

“นอกจากนี้ ผมยังเสนอให้ตั้งพระราชนิเวศน์ด้วย เพราะทำเลสวยจริงๆ ในหลวงไม่ต้องหนีร้อน เพราะกรุงชิงร่มเย็นและบริบูรณ์ตลอดปี”

ปัจจุบัน กรุงชิงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างน้ำตกกรุงชิง เปิดให้เข้าชม 7 ชั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งเชิงธรรมชาติและศึกษาประวัติศาสตร์


 

อ้างอิง : ประพนธ์ เรืองณรงค์. คุยกับนายพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 5 ฉบับที่ 2, ธันวาคม 2526.
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_23050
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / น้ำท่วมใหญ่ในไทยครั้งแรกที่พบในบันทึก ขุนนาง-พระบรมวงศานุวงศ์ต้องลอยเรือเข้าเฝ้า เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 05:52:26 AM

น้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485


น้ำท่วมใหญ่ในไทยครั้งแรกที่พบในบันทึก ขุนนาง-พระบรมวงศานุวงศ์ต้องลอยเรือเข้าเฝ้า

เรื่องเกี่ยวกับน้ำเป็นเรื่องสำคัญในวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกยุคสมัย เมื่อน้ำสามารถให้คุณได้ มันก็ให้โทษได้เช่นเดียวกัน เมื่อครั้งโบราณ คนกรุงในช่วงเวลานั้นก็ยังต้องรับมือกับอุทกภัยครั้งใหญ่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตคนกรุงที่เป็นอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์น้ำท่วมในเมืองไทยในสมัยอดีตไม่ปรากฏในพงศาวดารแบบชัดเจน ส. พลายน้อย เล่าว่า มีปรากฏในจดหมายเหตุแบบประปรายหลายครั้งด้วยกัน นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหลักฐานคือเมื่อพ.ศ. 2328 ช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ไปจนถึงปี พ.ศ. 2485 เลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม(ใหญ่)ครั้งแรกซึ่งมีปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2328 อันเป็นปีมะเส็ง หลังจากสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เสร็จไม่นานนัก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 บันทึกว่า

“ลุจุลศักราช 1147 ปีมะเส็ง สัปตศก การสร้างพระนครการสร้างพระนคร และ พระมหาปราสาทราชนิเวศน์สำเร็จดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระราชดำริว่าเมื่อปีขาลจัตวาศก ได้ทำการพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป ยังไม่พร้อมมูลเต็มตามตำรา และบัดนี้ก็ได้ทรงสร้างพระนครและพระราชมนเทียรสถานขึ้นใหม่ ควรจะทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณี จะได้เป็นพระเกียรติยศและเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง เป็นที่เจริญสุขแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎรทั่วไปในพระราชอาณาเขต

จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมพระราชวงศานุวงศ์ และเสนาพฤฒามาตย์กระวีชาติราชบัณฑิตยาจารย์ ชีพ่อพราหมณ์ปรึกษาพร้อมกันเห็นสมควรแล้ว จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”


ปี 2485 น้ำท่วมไปเกือบทั่วกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารไม่ได้บรรยายถึงเหตุการณ์น้ำท่วมแบบชัดเจนนัก สมบัติ พลายน้อย บรรยายว่า ในจดหมายเหตุที่ค้นพบเล่าอุทกภัยครั้งนั้น (พ.ศ. 2328) ทำให้ระดับน้ำที่สนามหลวงลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว นักวิชาการและนักเขียนด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานสาเหตุที่น้ำลึกขนาดนั้นว่า อาจเป็นเพราะสนามหลวงในช่วงเวลานั้นยังเป็นที่ลุ่ม

ขณะที่สภาพของพระบรมมหาราชวังก็มีสภาพน้ำท่วมท้องพระโรง ระดับน้ำที่ท่วมพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานวัดได้ 4 ศอก 8 นิ้ว สภาพแบบนี้ย่อมทำให้เสด็จออกขุนนางไม่ได้แล้ว และย้ายไปว่าราชการบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่พื้นพระที่นั่งสูงกว่าระดับน้ำ

สมบัติ พลายน้อย บรรยายในหนังสือ “เล่าเรื่องบางกอก” ว่า

    “การประชุมขุนนางครั้งนั้นลำบากไม่น้อย เพราะบรรดาข้าราชการแลพระบรมวงศานุวงศ์ต้องลอยเรือเข้าเฝ้า จอดเรือเทียบถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเลยทีเดียว”


หัวลำโพงปี 2485 มีทั้งรถไฟ และเรือพาย (ภาพจาก “ประมวลภาพเหตุการน์น้ำท่วม พุทธสักราช 2485”)

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ยังบันทึกว่า เดือน 12 ปีนั้นเอง น้ำมากลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว และยังบรรยายว่า ภัยที่เกิดขึ้นเป็นผลให้ข้าวกล้าในท้องนาเสียหาย “บังเกิดทุพภิกขภัย ข้าวแพงถึงเกวียนละชั่ง ประชาราษฎรทั้งหลายได้ความขัดสนด้วยอาหารกันดารนัก จึงมีพระราชโองการให้กรมนาจำหน่ายข้าวเปลือกในฉางหลวงออกแจกจ่ายราษฎรเป็นอันมาก” ซึ่งเหตุการณ์ข้าวแพงนี้ดำเนินต่อไปจนถึงปีมะเมีย พ.ศ. 2329

น้ำท่วมใหญ่ครั้งต่อมาเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2362 ปีเถาะ น้ำท่วมพระนคร ระดับน้ำที่ท่วมสนามหลวง น้ำลึก 6 ศอก 8 นิ้ว และยังท่วมพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานจนเสด็จออกว่าราชการไม่ได้อีกด้วย และย้ายไปว่าราชการที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมบัติ พลายน้อย บรรยายว่า น้ำท่วมครั้งนี้ยังตามมาด้วยปัญหาข้าวแพงจนประชาชนอดอยากกันด้วย

ขณะที่น้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2485 เป็นอีกครั้งที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง สถิติส่วนหนึ่งจากระดับน้ำหน้ากองรังวัดที่ดินธนบุรี ระดับน้ำสูง 2.27 เมตร



อ้างอิง :-
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง ;
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ, กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2531
- ส. พลายน้อย. เล่าเรื่องบางกอก (ฉบับสมบูรณ์). พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2555
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ ; https://www.silpa-mag.com/history/article_33973
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “หอผี…พราหมณ์…พุทธ” สัญญะแห่งศิลปะงานช่าง ของ ความเป็นมนุษย์ในสุวรรณภูมิ เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 05:37:07 AM




“หอผี…พราหมณ์…พุทธ” สัญญะแห่ง ศิลปะงานช่าง ของ ความเป็นมนุษย์ ในสุวรรณภูมิ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ก็คือการมีสำนึกในการทำความเข้าใจเรื่องราวความเป็นไปของตนเองรวมถึงสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่อยู่รอบกาย และได้ขยายขอบเขตไกลไปจนถึงจักรวาล ก่อเกิดเป็นวิถีวัฒนธรรมความเชื่อ ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นระบบการรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยแสดงออกผ่านพิธีกรรมแห่งลัทธิความเชื่อไม่ว่าจะเป็นผี เทพ หรือพระเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของมนุษย์ที่มีต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ โดยมักปรากฏอยู่ในรูปศาสนาผี ขณะที่ระบบความเชื่อทางศาสนาต่างๆ มักแสดงออกในลักษณะให้มนุษย์สยบยอม ซึ่งจารีตดังกล่าวยังคงสืบทอดคติมาจนถึงปัจจุบัน

โดยความเชื่อเรื่องผีถือเป็นลัทธิความเชื่อหนึ่ง ซึ่งนักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นระบบความเชื่อที่เก่าแก่และมีความสำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกหมู่เหล่าและหากปราศจากความเชื่อเหล่านี้แล้ว ศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้น รวมถึงมนุษย์ก็จะไม่สามารถพัฒนาสร้างอารยธรรมความเจริญของตนเอง รวมถึงการดำรงตนให้มีชีวิตรอดอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้

@@@@@@

โดยในแถบถิ่นสุวรรณภูมิ ระบบความเชื่อในการเคารพบูชาผี ถือเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในแถบถิ่นนี้ซึ่งมีมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีของคนในยุคปฏิวัติเทคโนโลยี ก่อนรับศาสนาพราหมณ์และพุทธ โดยศาสนาพราหมณ์-พุทธ ทำให้ศาสนาผีของชนเผ่าเหล่ากอพื้นเมืองที่เชื่อกันมาแต่เดิมต้องกระทบกระเทือนแล้วถูกปราบปรามลงเป็นบริวาร เช่น ผีนาค เป็นบริวารผู้พิทักษ์ศาสดาในศาสนาพราหมณ์และพุทธ จึงปรากฏคติการสร้างสรรค์งานช่างทางศาสนาที่มีรูปนาคเป็นสัญญะอยู่ตามศาสนสถานในฐานะบริวารผู้ปกป้องคุ้มครอง ฯลฯ แต่ผีสำคัญบางตนมีอำนาจยั่งยืนมั่นคงจนปราบไม่ได้ก็ถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาจากชมพูทวีป เช่น  ผีแถน ถูกทำให้เป็นพระอินทร์หรือเทวดา แล้วเรียกเป็นผีฟ้า เป็นต้น (สุจิตต์ วงษ์เทศ. สุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย. 2549, น. 77.)

โดยจะเห็นได้ว่าระบบความเชื่อเหล่านี้เป็นไปในลักษณะที่อยู่เหนือลัทธิความเชื่อเดิมทั้งหมดโดยเฉพาะการแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกในลักษณะสยบยอมระหว่างคติผีที่เป็นรากเหง้าเดิมกับศาสนาใหม่ โดยมีการปรุงปรับดัดแปลงศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ (ที่ใช้รักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของบุคคล) โดยไม่ขัดกับหลักความเชื่อผีอีก

ทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับความเชื่อเดิมของตนดังตัวอย่างพุทธพิธี บวชนาค ทำขวัญนาค บายศรีสู่ขวัญ พิธีการเก็บศพไว้หลายวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนาผีที่ปรุงปรับเข้ากับพุทธ ทั้งนี้การนับถือผีมิได้ถูกจำกัดแต่เฉพาะผีคนตาย หากแต่หมายรวมถึงผีดีที่คอยปกป้องคุ้มครอง และผีร้าย เช่น ผีกะหรือผีปอบ ที่เชื่อว่าทำร้ายชาวบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง ซึ่งนักมานุษยวิทยาอธิบายว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมบ้าน


๑ หอไว้กระดูกบรรพบุรุษ เกาะบอร์เนียว, ๒ หอเก็บกระดูกในฟิลิปปินส์

ความเชื่อดังกล่าวได้ก่อเกิดนฤมิตกรรมการสร้างสรรค์ในเชิงสัญญะเพื่อใช้เป็นสื่อกลางแทนความของการมีตัวตนหรือเป็นที่อยู่ของผีหรือที่สถิตอยู่ของดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เช่น ในกลุ่มชนพื้นเมืองต่างๆ อย่างในอีสานมักมีหิ้งผี (ผีบรรพบุรุษ) ประจำเรือน เช่น กลุ่มไทยย้อ กะเลิง จะเรียก ผีแจ หรือ ผีเชื้อ ส่วนในกลุ่มผู้ไทแถบนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร เรียกว่า ผีวงศ์หรือผีด้ำ ก็เรียก โดยจะอยู่บริเวณที่เป็นห้องเปิงในเรือนใหญ่ และเมื่อขยายออกมาสู่ชุมชนในพื้นที่สาธารณ์ก็จะมีหอผีประจำหมู่บ้าน อย่างกลุ่มชนตระกูลไทย-ลาวก็มีคติการทำหอผีบรรพบุรุษโดยแยกออกเป็นฝ่ายหญิงฝ่ายชาย

ในภาคอีสานผีปู่ตาถือเป็นผีบรรพบุรุษของชุมชนในระดับหมู่บ้าน หากขยายไปสู่ระดับเมือง จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นเทวดาอารักษ์ ที่เรียกกันทั่วไปว่าผีมเหสักข์หลักเมือง หรืออย่างกรณีในเวียดนามเหนือกลุ่มชาวผู้ไทก็มีการทำ หอผีบ้าน หอผีเมือง และในกลุ่มข่า กำมุ หรือที่เรียกว่ากลุ่มลาวเทิง ใน สปป.ลาวก็จะมีการสร้างหอกว๊านหรือหอก๊วน อันเป็นศาสนาคารที่อยู่ของผีกว๊านซึ่งเป็นผีใหญ่ของชุมชนที่จะคอยดูแลมวลสมาชิกในหมู่บ้าน (เหมือนผีอารักษ์ในวัฒนธรรมลาวลุ่ม) โดยหอกว๊านนี้จะเป็นอาคารที่สำคัญที่สุด (ทั้งตำแหน่งที่ตั้งตลอดจนขนาดและการตกแต่ง) ในชุมชนซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดิ่นบ้าน หรือลานกลางบ้าน


๓ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีใหม่ กรุงเทพฯ, ๔ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีคนเมือง กรุงเทพฯ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความเชื่อศรัทธาแห่งศาสนาผีถือเป็นเรื่องของความหวังผลในความเป็นปัจจุบันขณะ เช่น การทรงเจ้าเข้าผี เพื่อขอให้ถูกหวย ขอให้รวย ขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้พรุ่งนี้ แต่ขณะที่ความเชื่อทางพุทธรวมถึงศาสนาอื่นๆ เป็นเรื่องของการหวังผลในโลกหน้า เช่น ทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก ฯลฯ แต่ทั้งหมดแสดงให้เราเห็นว่า ในยามที่มนุษย์สูญเสียความมั่นใจ โดยเฉพาะ “สภาวะการขาดที่พึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นห้วงของความกลัวหรือในยามที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยพลังอำนาจพิเศษที่เรียกว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ และไม่ว่าจะอยู่ในรูปของศาสนาผีหรือศาสนาใดก็ตามแต่

สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่สามารถควบคุมความอหังการของมนุษย์ได้ดีกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ใดๆ ภายใต้ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือความเคลือบแคลงที่มีต่อลัทธิความเชื่อใดๆ จนเป็นที่มาของวลีอมตะที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”


๕ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีไทบ้าน, ๖ หอพระโรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (ก่อวิทยาคาร) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (หน้าทางเข้าวัดหนองป่าพง)

“หอผี พราหมณ์ พุทธ” ว่าด้วยรูปแบบในเชิงช่าง ล้วนมีความหลากหลายโดยผันแปรไปตามรสนิยมทางศิลปะผสานกับความเชื่อในแต่ละลัทธิศาสนา ที่จำแนกแยกแยะตามฐานะทางสังคม อีกทั้งเงื่อนไขทางความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีวัสดุการก่อสร้าง ดังตัวอย่างที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดคือศาลพระภูมิ (เป็นส่วนผสมระหว่างคติฮินดูกับพุทธ)

ซึ่งในวัฒนธรรมลาวจะเป็นที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ หากแต่ในวิถีสังคมเมืองหลวงมักมีความเชื่อในการเป็นที่สิงสถิตของเจ้าที่เดิม (ผีที่ถูกยกระดับเป็นเทพ) ซึ่งมักจะลดระดับความสูงไม่ให้สูงเท่าศาลพระภูมิ และมีรูปเคารพเจว็ดหรือองค์พระภูมิ (รูปเทวดาถือพระขรรค์ด้วยมือขวาและมือซ้ายแต่เดิมถือสมุดมาในสมัยหลังเปลี่ยนเป็นถุงเงินถุงทองแทน) และเครื่องประกอบ เช่น กระถางธูป เทียน ช้าง ม้า นางรำ ผ้าแพร ซึ่งมีรูปแบบทางโครงสร้างแบบเครื่องก่อปูนกับเครื่องไม้แบบเสาเดียว (ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักบือบ้านในคติผีหรือในคติพุทธก็มักจะตีความเป็นคติไตรภูมิ) และสี่เสาหรืออาจมีมากกว่านั้นโดยจำนวนเสารองรับนี้ในบางวัฒนธรรมก็ตีความเป็นการแบ่งระดับชั้นของผีที่ต่ำลงมา


๗ หอผีเผ่ายะเหิน บ้านห้วยจอก เมืองปากช่อง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว, ๘ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีสังคมเมืองที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทรสนิยมสังคมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี

โดยทั้งนี้นิยมตั้งไว้ตามที่พักอาศัย ด้วยรูปลักษณะแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี (แบบพื้นถิ่นภาคกลาง) ที่นำลักษณะของ วัด วัง รวมถึง เรือนไทยแบบคหบดี และในยุคสมัยหลังมีการนำรูปแบบพระปรางค์ปราสาทศิลปะเขมรมาสร้างจำลองย่อส่วน ซึ่งถือเป็นรูปแบบมาตรฐานที่พบเห็นอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีคติการสร้างศาลพระพรหม ซึ่งโดยมากจะสร้างไว้ตามห้างร้านธุรกิจขนาดใหญ่ถึงขนาดย่อม โดยมีศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณเป็นต้นฉบับในด้านรูปแบบโดยมีลักษณะอย่างศาลาโถงตกแต่งส่วนยอดเป็นจั่วหน้าพรหมจัตุรมุข โดยนิยมตกแต่งส่วนยอดเป็นทรงปรางค์ปราสาทแบบศิลปะเขมรเป็นส่วนใหญ่

และในปัจจุบันมีการออกแบบที่น่าสนใจ ท้าทายวิถีสังคมจารีต ด้วยรูปลักษณะสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ตามกระแสหรือบ้างก็มีการผสมผสานหรืออาจกลายพันธุ์ไปแบบสุดขั้วก็มีปรากฏอยู่เช่นกัน อันเป็นพัฒนาการแห่งรสนิยมในงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์ไปกับความเชื่อแห่งกิเลสทางโลกิยะ กับกระแสบริโภคนิยม ทั้งก่อนสมัยใหม่ สมัยใหม่ และหลังสมัยใหม่ ตามวิถีเช่นเดียวกับวัฒนธรรมความเชื่อที่มีการปะทะสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดก็เพื่อที่จะดำรงสถานภาพความมีตัวตนอยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมใหม่นั้นๆ อย่างกลมกลืน เช่น ศาลพระภูมิเจ้าที่รูปร่างหน้าตาแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอย่างศิลปะกรีก โรมัน รูปแบบตึกกระจกอันนำสมัยหรือรูปแบบบ้านพักตากอากาศ ฯลฯ และอย่างสังคมชายขอบในวิถีชาวบ้านแม้แต่ปี๊บใส่น้ำก็ยังนำมาประยุกต์ใช้เป็นที่อยู่ของเจ้าที่ได้เช่นกัน

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับศรัทธาแห่งความมีและความเป็นในบริบทพื้นที่แห่งกาละเทศะ มากกว่าจะยึดติดที่รูปกายสังขารของศิลปวัตถุนั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นมายาคติของสมมุติที่ถูกปรุงและแต่งเพื่อใช้ในการสื่อความหมายแห่งความเป็นปัจจุบันขณะของบริบทวัฒนธรรมหนึ่งๆ


 


ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2555
ผู้เขียน : ติ๊ก แสนบุญ เขียนรูปและเล่าเรื่อง
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่ครั้งแรก : เมื่อ 19 มกราคม 2560
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_5769
24  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จาคะ หมายถึง สละความหวงแหน สิ่งของที่ตนมี ออกจากใจ หรือ “ตัดใจ” เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2020, 10:43:23 AM




สูตรสำเร็จในชีวิต (18) : การให้ทาน (2) และ พระพุทธพจน์

ครั้งที่แล้วได้พูดไว้ว่า การให้ทานจะเป็นบุญกุศลจริงๆ จะต้องครบองค์ประกอบ 3 อย่างคือ ของที่ให้ต้องบริสุทธิ์ เจตนาต้องบริสุทธิ์ ผู้รับก็ต้องบริสุทธิ์ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีผลเหมือนกัน แต่ผลไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น

พูดถึงทาน ทำให้นึกถึงอีกคำหนึ่งคือ จาคะ หรือปริจจาคะ (ไทยเขียนบริจาค) สองคำนี้ใช้แทนกันได้ ในที่ใดท่านใช้คำเดียวว่า “ทาน” ในที่นั่น ย่อมคลุมถึงความหมายของ “จาคะ” (หรือปริจจาคะ) ด้วย

    แต่ถ้าสองคำมาด้วยกัน (อย่างในทศพิธราชธรรม) ทาน หมายถึง การให้วัตถุสิ่งของ การสละวัตถุสิ่งของให้คนอื่นจะด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ เรียกทานทั้งนั้น
    ส่วน จาคะ (หรือปริจจาคะ) ก็จะหมายเฉพาะ การเสียสละกิเลส (เช่น สละความตระหนี่เหนียวแน่น, สละความเห็นแก่ตัว)

    - ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็ว่า จาคะ หมายถึง สละความหวงแหน สิ่งของที่ตนมี ออกจากใจ หรือ “ตัดใจ”
    - ทาน หมายถึง กิริยาอาการที่ยื่นสิ่งของนั้นให้คนที่ควรให้
    - แต่ถ้าใช้คำว่า ทานหรือจาคะโดดๆ ก็รวมทั้งสองความหมายนั้นอยู่ในคำเดียวกัน


@@@@@@

มีพระพุทธพจน์แสดงสาเหตุที่คนให้ทานต่างๆ กัน น่าสนใจดี ขอคัดมาให้ดูดังนี้

     - บางคนให้ทานเพราะหวังผล มีจิตผูกพันกันจึงให้ หวังสะสมจึงให้ คิดว่าจากโลกนี้ไปแล้วจะได้กินได้ใช้
     - บางคนให้ด้วยคิดว่า การให้เป็นการกระทำที่ดี
     - บางคนให้ด้วยคิดว่า พ่อ-แม่ ปู่-ย่า ตา-ยาย เคยทำกันมา ไม่ควรให้เสียจารีตประเพณี
     - บางคนให้ด้วยคิดว่า เรามีอยู่มีกินควรแบ่งปันให้คนที่เขาไม่มีอยู่มีกิน บางคนให้ด้วยคิดว่า การให้ทานของตนเป็นเกียรติยศ
     - บางคนให้ด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานจิตใจจะโสมนัสแช่มชื่น บางคนให้โดยฐานเป็นอลังการเป็นบริขารของจิต (หมายถึงเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้ดีขึ้น ฝึกจิตให้มีคุณภาพขึ้น)

     ความมุ่งหมายของการให้ทานของคนสมัยพระพุทธเจ้ากับสมัยปัจจุบัน คงไม่แตกต่างกันมากนัก ท่านชอบการให้แบบไหน ก็เลือกเอาก็แล้วกัน

@@@@@@

การให้ทานมีอยู่ 2 ประเภท คือ
    1. ให้เจาะจงคนให้ เรียก ปาฏิปุคคลิกทาน กับ
    2. ให้แก่สงฆ์ หรืออุทิศแก่ส่วนรวม เรียก สังฆทาน

อย่างแรก ทำได้ง่าย และถูกจริตนิสัยคนส่วนมาก เพราะเวลาอยากให้อะไรแก่ใคร ก็อยากจะให้แก่คนที่เรารัก ชอบพอหรือนับถือเป็นส่วนตัว แม้ไม่รู้จักส่วนตัว เช่น เวลาใส่บาตร บางคนยัง “เลือก” พระเลยว่าใส่รูปนี้ดีกว่าอะไรทำนองนี้

อย่างหลัง (สังฆทาน) ทำยาก เพราะการทำใจให้เป็นกลางไม่เอียงไปข้างรักข้างชังนั้น ทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่า การให้ทานไม่เจาะจง หรือให้อุทิศแก่สงฆ์ทั้งปวงมีอานิสงส์ (ผล) มากกว่าถวายทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียอีก


@@@@@@

คนส่วนมากยังเข้าใจผิดว่า ถวายทานแก่พระภิกษุตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปจึงจะเรียกสังฆทาน ไม่จริงดอกครับ ถวายพระรูปเดียวก็เป็นสังฆทานได้ ขอเพียงอย่า “เจาะจง” หรือ “เลือก” ก็แล้วกัน

วิธีถวายสังฆทานก็ไม่ต้องฟัง “นักพิธีรีตอง”ที่ไหนให้มากเรื่อง ตระเตรียมข้าวปลาอาหารที่ต้องการถวาย ตั้งจิตอุทิศแก่พระสงฆ์ทั้งหมดไม่เจาะจงผู้ใด พบตัวแทนพระสงฆ์รูปใด (จะเป็นพระหรือสามเณรก็ตาม) ก็นิมนต์มารับสังฆทานที่บ้าน เท่านี้ก็เป็นสังฆทานแล้วครับ

ลองหัดให้โดยไม่เจาะจง ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้เพื่อการให้อย่างแท้จริงสักพักสิครับ จะรู้สึกว่าใจเราบริสุทธิ์สะอาด และสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว


ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2563
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_309231
25  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คนไทยใจบุญ มักให้ทานส่งเดช.!! เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2020, 10:21:14 AM




สูตรสำเร็จในชีวิต (17) : การให้ทาน (1)

สูตรสำเร็จแห่งชีวิตข้อต่อไป คือ ทาน สูตรนี้สั้นๆ ง่ายๆ แต่ค่อนข้างทำยากสำหรับคนไทย ทั้งๆ ที่คนไทยเราเป็นคนใจบุญสุนทานนี่แหละ ลองมาดูกันว่ายากอย่างไร

โบราณาจารย์ท่านสอนว่า การให้มี 3 ลักษณะ คือ
     1. ให้เพื่อสงเคราะห์
     2. ให้เพื่ออนุเคราะห์ และ
     3. ให้เพื่อทำบุญ

การให้เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ เรียกอีกอย่างว่า ให้แบบทำคุณ เพราะเป็นการให้เพื่อบุญคุณ หรือเพื่อหวังผลตอบแทน เช่นเราให้ของขวัญ ให้รางวัล เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้าแก่ใคร เราก็ว่าเราให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร แต่ในส่วนลึกแห่งดวงใจเรายัง “ทวงบุญคุณ” อยู่เงียบๆ อย่างน้อยก็อยากให้เขารู้สึกขอบบุญขอบคุณในน้ำใจไมตรีของเรา ลองคิดดีๆ จะเห็นเองครับ ถ้าเราไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป

การให้อะไรแก่ใครแล้วหวังผลตอบแทน ไม่ถือว่าให้เพื่อทำบุญ ไม่ช่วยให้จิตใจสูงหรือสะอาดขึ้น เพราะแทนที่จะกะเทาะความโลภให้หลุดไปจากจิตสันดานกลับพอกให้มันหนาขึ้น ทำไปทำมานักทำบุญแบบนี้จะกลายเป็นนักลงทุนหรือนักค้าบุญไปโดยไม่รู้ตัว

@@@@@@

ทางศาสนา (ศาสนาพุทธนะครับ ศาสนาอื่นผมไม่รู้) สอนไว้ว่า การให้จะทำให้จิตใจเราสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น หรือทำบุญได้บุญจริงๆ นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

    1. สิ่งที่จะให้ต้องบริสุทธิ์ หมายถึงข้าวปลาอาหารอะไรก็ตามที่เราจะให้นั้น ต้องเป็นของได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ลักขโมยคดโกงใครเขามา ของนั้นไม่จำเป็นต้องใหญ่โต มากมาย หรือราคาแพงๆ น้ำพริกถ้วยเดียวที่ได้มาโดยสุจริตมีผลมากกว่าโต๊ะจีนราคาพันๆ ที่โกงแชร์เขามาจัดถวายพระเสียอีก

    2. เจตนาจะต้องบริสุทธิ์ ก่อนให้ กำลังให้ หลังจากให้แล้วมีจิตใจเลื่อมใสยินดีให้จริงๆ มิใช่ให้ไปแล้วนึกเสียดายภายหลังหรือให้ด้วยเจตนาอะไรแฝงอยู่ เช่น ให้เพื่อให้คนเขารู้ว่า ตนเป็นคนใจบุญสุนทาน ให้เพื่อเอาหน้า

    เคยเห็นภาพคุณหญิง คุณนาย หรืออาเสี่ยร้อยล้านพันล้านบางคน กำลังบริจาคทรัพย์ทำบุญอะไรสักอย่างไหมครับ แทนที่จะมองไปที่พระสงฆ์ที่ตนกำลังประเคนของให้ กลับหันหน้ามายิ้มหลาทางกล้อง บางทีถวายไปแล้วกล้องถ่ายไม่ทัน ต้องทำพิธีถวายใหม่ เพื่อให้กล้องบันทึกภพไว้ชัดๆ คนจะได้เห็นทั่วกัน อย่างนี้ส่อเจตนาว่าให้เพื่อเอา อย่างน้อยก็เอาหน้าว่าเป็นคนใจบุญ เจตนาบริสุทธิ์แค่ไหนก็คิดเอาเอง

    3. ผู้รับต้องบริสุทธิ์ ผู้รับทานของเราต้องมีศีล มีธรรม ควรแก่การให้ด้วย ทานจึงจะมีผลมาก ในทางศาสนาท่านสอนให้ถวายแก่พระสงฆ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ การให้ทานแก่อลัชชีแทนจะเป็นบุญกลับกลายเป็นว่าให้กำลังวังชาแก่อลัชชีมาบ่อนทำลายพระศาสนาเป็นบาปเสียอีกแน่ะ


@@@@@@

     บางท่านถามว่า บางครั้งอยู่บ้านดีๆ มีคนมากดกริ่งขอเรี่ยไรเงินไปสร้างโน่น สร้างนี่ มูลนิธิอะไรต่อมิอะไรชื่อประหลาดๆ มากันบ่อย อย่างนี้ควรให้หรือไม่.?
     ตอบแน่ชัดลงไปไม่ได้ดอกครับ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่าน ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ควรให้ ขอให้ถือตามพระพุทธโอวาทว่า พึงพิจารณาให้ดีก่อนจึงให้

     คนไทยใจบุญมักให้ทานส่งเดช จึงเป็นเครื่องมือหากินของพวกมิจฉาชีพ และมักไม่เข็ดด้วยนะครับ นี่พูดนี้ได้กับตัวเองบ่อยเหมือนกัน



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2563
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_306731
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ดาวเรือง” ที่ไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็น “เสาไม้” อาถรรพณ์.!?! เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2020, 06:32:38 AM




“ดาวเรือง” ที่ไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็น “เสาไม้” อาถรรพณ์.!?!

กว่าสามสิบปีมาแล้ว ผมเคยฟังคำบรรยายเรื่องคติไทย ของคุณพระยาอนุราชธน ยังจำได้ตอนหนึ่งเป็นใจความว่าคติหรือแม้ข้อห้ามของคนไทยแต่ก่อนนั้น ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว หากศึกษาคิดค้นพิจาณาให้ถ่องแท้จริงก็ได้ และท่านได้ยกตัวอย่างการเลือกเสาปลูกเรือน ว่าโบราณท่านห้ามเสามีตา ตรงตำแหน่ง เป็ดไซ้ ไก่ตอด สลักรอด และ หมูสี

ท่านอธิบายสืบไปว่า ตาไม้นี้เนื้อไม้มักจะย้อน เมื่อถากเกลาให้ได้รูป อาจกะเทาะหลุดเป็นตำหนิ และอาจกลายเป็นที่อยู่ของแมลง มด ปลวก ก็ได้ หากเป็ดไซ้ ไก่จิกกินแมลง จะทำให้รอบลึกและขยายออกไป และหากหมูมาสีตัวเข้าด้วย สิ่งโสโครกจะมาติดและอุดรอยตา ทำให้ชื้นและผุไปในที่สุด การถือเป็นข้อห้ามจึงเสมือนช่วยกันไว้ก่อน

ส่วนตรงรอยสลักรอดนั้นต้องเจาะเนื้อไม้ส่วนหนึ่งออกไป หากเป็นตาตรงตำแหน่งนั้นเนื้อไม้จะย้อน ทำให้เสาขาดความแข็งแรง ถูกลมพัดหรือกระแทกกระทั้นก็อาจเดาะหรือหักโค่นได้ง่าย โบราณจึงห้ามกันไว้เช่นเดียวกัน

ผมเองสนใจเรื่องไทยๆ อยู่แล้ว จึงจำติดใจมาจนถึงทุกวันนี้ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ชักจะชอบตรึกตรองหาความรู้จากชาวบ้านตามที่เคยถือเป็นคติว่า “อยากได้ความรู้ให้เข้าสู่ชาวบ้าน อยากได้ปริญญาให้ไปมหาวิทยาลัย”


@@@@@@

นอกจากไปสู่ชาวบ้านแล้วยังได้ลองปลูกบ้านแบบไทยๆ เข้าอีก จึงทำให้ได้รู้จักตัวไม้ รู้จักเครื่องมือช่าง รู้จักวิธีการของช่าง ซึ่งมีค่อนข้างมากและเป็นพิเศษในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในทางความหมายของถ้อยคำแล้ว ได้รู้อย่างซึมซาบชนิดที่ไม่มีในตำราหรือพจนานุกรมเล่มใดๆ

ตอนช่างว่างหรือเป็นเวลาพัก ผมถือโอกาสคุยกับช่าง ถามความหมายของถ้อยคำ คำเรียกเครื่องมือ เพื่อตรวจสอบและตรึกตรองตามประสาอยู่ไม่สุข จึงได้ทราบคำศัพท์ต่างๆ เช่น เจียด, บัว, ปากกบ ปากกริว, สิ่วน่อง ฯลฯ ช่วยให้ได้ความหมายที่แม่นยำยิ่งขึ้น

เมื่อพูดกันถึงเสา ผมลองถามถึงตำแหน่งตาที่ เป็ดไซ้ ไกตอด สลักรอด และหมูสี ด้วยอยากรู้ว่าอยู่ที่ตำแหน่งไหนแน่ เพราะตอนฟังคำบรรยายของท่านเจ้าคุณอนุมานฯ ก็ไม่ได้ถามไว้ (เวลานั้นไม่ได้คิดสงสัย) ได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ตำแหน่งเป็ดไซ้ คือตำแหน่งระดับพื้นดิน, ตำแหน่งไก่ตอด คือตำแหน่งสูงจากพื้นดิน 1 คืบ, ตำแหน่งหมูสี คือตำแหน่งสูงจากพื้นดิน 1 ศอก

คนโบราณท่านนั้นท่านใช้ใต้ถุนเป็นที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และเลี้ยงหมู พึงทราบด้วยว่า เป็ด, ไก่, หมู นั้นก็เป็นพันธุ์ไทยตัวเล็กกว่า เป็ด, ไก่, หมู บัดนี้ทั้งสิ้น การวัดความยาว เขาก็วัดเป็นนิ้ว เป็นศอก เป็นวา โดยเฉพาะตัวไม้นั้นหากพูดเป็นเมตรเป็นเซนต์แล้ว ช่างพื้นบ้านเพชรบุรีเขาไม่รู้จัก การเรียนระบบชั่ง ตวง วัด ในโรงเรียนนั้น เป็นการล้างความคิดรวบยอดอย่างไทย


เสาดาวเรือง ที่วัดใหญ่สุวรรณาราม

ช่างบอกว่า เสาซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาดนั้น คือ เสาดาวเรือง ส่วนข้อห้ามอย่างอื่น เขามีวิธีแก้ไขโดยการขุดส่วนตาไม้ออก แล้วอุดตามกรรมวิธีทางช่าง ซึ่งเป็นตำราอยู่ต่างหาก (ผมยังไม่พบตำรา)

เสาดาวเรือง นั้น คือเสาที่มีตาพราวไปหมดทั้งต้นเป็นเสาที่มีอาถรรพณ์ ดังมีตัวอย่างอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เสาต้นนี้ แต่เดิมว่าผู้มีอันจะกินทางอำเภอบ้านแหลมได้นำมาทำยุ้งเกลือ หลังจากนั้นก็เกิดความวิบัติต่างๆ จนคนในครอบครัวถึงแก่กรรมไปในระยะไล่เลี่ยกันจนหมดทั้งบ้าน เมื่อมีคนพูดกันมากว่าเป็นอาถรรพณ์ของเสาดาวเรือง ญาติๆ จึงบอกถวายวัดใหญ่สุวรรณารามในสมัยหลวงพ่อแดะเป็นเจ้าอาวาส

ในวันที่ไปรื้อยุ้งเพื่อขนมาวัดนั้น พระลูกวัดองค์หนึ่งไปสะดุดตาเสาต้นนี้เข้าเป็นแผลเล็กน้อย แต่ต่อมาได้อักเสบบวมเป็นบาดทะยัก รักษาไม่หายก็ถึงแก่มรณกรรม


@@@@@@

เมื่อนำเสาต้นนี้มาปลูกกุฏิ หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ป่วยกระเสาะกระแสะเรื่อยมา และมีเสียงเล่าลือว่า มักมีผู้ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นมาจากเสาต้นนี้เป็นประจำ เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสมรณะลงญาติโยมจึงได้รื้อกุฏิเสีย และนำเสามาปักแสดงไว้ตรงหอระฆังใกล้ศาลาการเปรียญ

เรื่องเสาดาวเรืองยังไม่จบ เมื่อ 2-3 วันมานี้ ผมได้ไปคุยกับคุณตวง จิตพะวงษ์ ที่วัดเพชรพลี คุณตวงยกตำราดูเสาเรือนมาให้ดู มีคำอธิบายดังนี้ “เสาใดมีตาเล็กเป็นนมหนูทั่วลำเสาชื่อว่าดาวเรืองดีนักแล”

เป็นอย่างนั้นไป ก็เห็นจะต้องไปเยี่ยมเสาดาวเรืองที่วัดใหญ่อีกครั้ง จะได้ถามให้แน่ว่าตาเธอเป็นนมหนู หรือนมใครกันแน่ ได้ผลอย่างไร แล้วจะเล่าให้ฟัง


 
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2535
ผู้เขียน : ล้อม เพ็งแก้ว
เผยแพร่ : วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่ครั้งแรก : เมื่อ 22 พฤษภาคม 2562
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_33189
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พุทธทาสสร้างสโมสรเพื่อกรีด “เลือดบ้า” ออกจากหัวคนหนุ่ม เลือดบ้าที่ว่ามีอะไรบ้าง? เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 05:47:21 AM

ท่านพุทธทาส (กลาง) คณะสงฆ์ และฆราวาส


พุทธทาสสร้างสโมสร เพื่อกรีด “เลือดบ้า” ออกจากหัวคนหนุ่ม เลือดบ้าที่ว่า มีอะไรบ้าง.?

พุทธทาสสร้างสโมสรเพื่อกรีด“เลือดบ้า”ออกจากหัวคนหนุ่ม บ้าเลื่อนลอย, ฉุนเฉียว และอวดดี

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปญฺโญ) หรือ “พุทธทาสภิกขุ” (27 พฤษภาคม 2449 – 8 กรกฎาคม 2536) ท่านปวารณาตนเองเป็น “พุทธทาส” เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด และเป็นผู้ก่อตั้ง “สวนโมกพลาราม” หรือวัดธารน้ำไหล

บทความนี้เป็นการคัดย่อจากบันทึกประจำวันที่ท่านพุทธทาสเขียนในปี 2485 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2485 เกี่ยวกับเรื่อง เลือดบ้าที่ต้องกรีดออกเสียจากศีรษะของคนหนุ่ม ว่า

อาทิตย์ 15 กุมภ. หอสมุด

[20.30] เช้าแล้ว ท่านปลัดมาคุยด้วย ถามถึงเรื่องได้ยินน้าจูดว่าจะสร้างอะไรอย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าอะไร เลยอธิบายให้ฟังถึงจุดประสงค์ของ “สโมสร” ที่จะสร้าง…

…เราบอกให้รู้ว่า มีความประสงค์จะเปิด “สโมสรคนหนุ่ม” ขึ้น โดยวัตถุประสงค์จะทำการ “กรีดเลือดบ้า ออกจากหัวคนหนุ่ม!”


@@@@@@

สำหรับผู้ติดตามงานของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ “คณะธรรมทาน” อันเป็นหนึ่งในสามส่วนงานสำคัญที่ท่านและท่านธรรมทาสร่วมกันริเริ่มไว้ คือ สวนโมกขพลาราม คณะธรรมทาน และวัดธารน้ำไหล ให้มีบทบาทผสมผสานกันเพื่อศึกษา ปฏิบัติ ค้นคว้าและเผยแผ่ธรรมอย่างครบครันทั้งปฏิบัติ ปริยัติ และเผยแผ่เพื่อถึงซึ่งปฏิเวธอย่างกว้างขวางนั้น “สโมสรธรรมทาน” ที่ก่อสร้างเมื่อปี 2485 ที่มีบันทึกอนุทินการก่อสร้างไว้มีความน่าสนใจมาก เพราะท่านระบุไว้ว่า “มีความประสงค์จะเปิด ‘สโมสรคนหนุ่ม’ ขึ้น โดยวัตถุประสงค์จะทำการ ‘กรีดเลือดบ้า ออกจากหัวคนหนุ่ม!’”

ท่านบันทึกปรารภในอนุทินถึง “ตัวอย่างบางประการอันสะแดงถึง ‘เลือดบ้า’ ที่จะต้องกรีดออกเสียจากศีรษะของคนหนุ่มตามความมุ่งหมายแห่งการจัดตั้งสโมสรคนหนุ่มของเรา” ว่าประกอบด้วย

อาการ “กำลังฟุ้งและมีอารมณ์อันเลื่อนลอย… ไม่มัธยัตถ์ สำรวม จะได้มีจิตต์ที่ประณีตสุขุม อันเปนจิตต์ใจที่จำทำให้คนเราครองชีวิตราบรื่นเยือกเย็นถึงที่หมายได้ทั้งด้านกายและใจ”, “โง่ อย่างมาจากอเวจี!…ฝันเร็วเกินไป”, “ใฝ่ฝันถึงแต่ความเพลิน… ใช้จ่ายในทางหาความเพลิน”, “ฉุนเฉียวและอวดดี เมื่อถูกตักเตือนหรือขัดแย้ง หรือด่าว่าก็โกรธ หรือบ่นตอบงุบงิบได้…ไม่ต่อหน้าก็ลับหลัง…เปนเชื้อโรคแห่งความไม่อดทน…จัดเปนปัจจัยแห่งการตั้งตัวไม่สำเร็จ”

@@@@@@

รวมทั้งที่บันทึกจากเหตุการณ์ที่ท่านประสบเองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ว่า “มีผู้บอกว่า…หนุ่ม ๆ 2-3 คน… หาว่าเรารักพวกผู้หญิงในบ้านโคกหม้อ… เรื่องนี้เปนเหตุให้นึกไปถึงว่าศีลธรรมของพลเมืองไทยเรายังต่ำมากอย่างน่าสลดใจ ข้อนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกขึ้นในใจเราทันทีว่าถ้าเราไม่ตายเสียเร็วเกินไป เราจะขยายกิจการของคณะธรรมทานให้มีวงกว้างไปถึงการแก้ไขความต่ำทรามในทางศีลธรรมของคนหนุ่มประเภทนี้ด้วยให้จงได้เปนแน่.”

ดูความอวดดีของตัวกันสักครั้ง ท่ามกลางการสร้างธรรมสโมสร

ในบันทึกประจำวันเมื่อปี 2485 ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการเขียนบันทึกประจำวันตั้งแต่ต้นปีและเขียนอย่างสม่ำเสมอทุกวันจนตลอดปี ในหลากหลายนับร้อยเรื่องนั้น บันทึกข้างต้นเรื่องเลือดบ้ากับคนหนุ่มแสดงถึงเจตนาจริงจังอีกเรื่องของท่านตามที่ตั้งใจไว้เมื่อต้นปีว่า

“ปีนี้ นับเปนปีที่เรามีอายุ ย่างเข้าปีที่ 37  เราผ่านมา 3 รอบปีเต็ม ๆ บริบูรณ์แล้ว เวลาสำหรับเปนเด็ก สำหรับศึกษาเบื้องต้น สำหรับทดลองนั้น เราอยากจะให้สิ้นสุดกันเสียที ต่อนี้ไปเราจะทำจริง แน่วแน่จริง ทุก ๆ อย่าง แม้ที่สุดแต่การเขียนบันทึกประจำวัน”


สโมสรธรรมทาน ขณะดำเนินการก่อสร้างใกล้สำเร็จ

โดยเกือบตลอดปีที่ออกป่าหาไม้ ตัดลากไม้มาเลื่อย ฟัน หานานาวัสดุและกำลังแรงงานมาก่อสร้าง อาคารสโมสรคณะธรรมทานดังที่ท่านบันทึกในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ว่า “ตอนกลางคืนสนทนากับท่านธนเรื่องอยากสร้าง ‘สโมสรธรรมทาน’ เสียโดยเร็ว…ใช้วิธีช่วยกันทำเสียเอง…เราจะลองใช้ความพยายามดูให้เต็มที่เพื่อหาความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการงานประเภทนี้ และการใช้หลักวิชาทางจิตตวิทยาในการขอความร่วมมือจากสังคมเพื่อดำเนินกิจการใหญ่โตข้างหน้าสืบไป… อย่างไรก็จะได้ดูความอวดดีของตัวกันสักครั้งเปนแน่.”

มีบันทึกทั้งข้อคิดและกิจที่ทำอยู่มากมายที่สะท้อนถึงกระบวนวิธีคิดและการทำงานของท่านตลอดจนชุมชนชาวไชยาที่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนาด้านในและหลักคิด “ลดเลือดบ้า” มาหาการ “เป็นอยู่อย่างต่ำ กระทำอย่างสูง” หรือ “Plain Living High Thinking” เช่น

วันนี้เปนวันมาฆบูชา พระจันทร์เพ็ญแห่งมาฆฤกษ์ เปนวันที่ระลึกถึงบรรดาพระอรหันต์ทั้งมวล แต่ว่าเราเอง… กำลังพัวพันอยู่กับธุระในการสร้างธรรมสโมสร… การสงบใจและระลึกถึงธรรมเช่นนี้รู้สึกว่าทำได้หยาบไปบ้าง ไม่ประณีตสุขุมเต็มที่เหมือนปีที่ว่างจากกิจชะนิดนี้

แต่อย่างไรก็ดีอาศัยที่มีความชำนาญในทางธรรมและปรัชญาของชีวิตยิ่งขึ้นทุกปี ๆ แม้ในคราวที่ยุ่งด้วยธุระเช่นนี้ ก็ดูเหมือนจะยังซึมซาบในธรรมซึ้งกว่าปีแรก ๆ ที่ยังเปน ‘นักเรียนใหม่’ เสียอีก… การงานหรือวัตถุที่ถึงแม้จะเปนทางโลก กล่าวคือยุ่งเหยิงเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าเรารู้จักมอง เราอาจพบธรรมที่ลึกซึ้งได้เช่นเดียวกัน…สิ่งเหล่านี้เปนบทเรียนที่เราจะต้องสอบผ่านไปให้ได้ เพื่อให้จิตต์ใจอยู่สูงกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้มีความสามารถรอบตัวในการเอาชนะโลก. (1 มีนาคม)

@@@@@@

จวนเย็นฝนตก ขลุกขลักดี เปนรสชาติอันใหม่ หลังคารั่วพรูไม่มีที่หลบ… พวกที่ไปผูกไม้และตามช้างต้องเปียกซอมซ่อ หนาวและคัน กลับมาถึงที่พักก็ไม่มีที่แห้ง… พวกพระเณรหลายรูปนอนบนขอนซุงที่เปิดปีกแล้วโดยไม่มีอะไรมุงอิกตามเคยนอกจากจีวรที่คลุมตัว ทั้งนี้นับว่าเปนบทเรียนทางใจได้อย่างหนึ่งทีเดียว เมื่อต่างคนต่างเห็นเพื่อนกันทนได้ ก็พลอยทนได้ไปด้วย ดูก็มีประโยชน์มากในการที่ได้ถูกเช่นนี้เสียบ้าง. (30 มีนาคม)

แล้วฝากท่านผู้สำเร็จราชการโคสนา “พุทธสาสนาสำหรับนักสึกสาหนุ่ม”

และเมื่อมีโอกาสหารือเรื่องแผนการขยายงานพระศาสนากับท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 18-19 และ 22 เดือนมิถุนายน 2485 แล้ว ท่านได้เลือกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ส่งให้ช่วยโคสนา “พุทธสาสนาสำหรับนักสึกสาหนุ่ม” ดังในจดหมายลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2485 ถึงนายจำกัด พลางกูล เลขานุการของ ฯพณฯ ปรีดี  พนมยงค์ ด้วยคำโคสนาตอนหนึ่งว่า


@@@@@@

“เพื่อนนักสึกสาหนุ่มทั้งหลายที่ยังไม่ทราบ โปรดทราบว่า ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ ‘วิญญาณแห่งชาวพุทธ’ ส่วนมากแห่งเมืองทองของเราที่ยังค่อนข้างจะ ‘สลัว’ อยู่ ได้มีโอกาสตื่นขึ้นบ้างตามนัยที่ควรนั้น เราได้จัดองค์การน้อยๆ ต่างๆ ขึ้นนับด้วย 10 ปีมาแล้ว และเท่าที่กำลังดำเนินอยู่ในบัดนี้ตามที่สามารถจะทำได้และที่ท่านควรทราบย่อๆ คือ…

หนังสือพิมพ์ ‘พุทธสาสนา รายตรีมาส’ ออกสามเดือนครั้ง…คนะธัมทาน…เปนแหล่งกลางแห่งการติดต่อทางธุระการและสำนักงานหนังสือพิมพ์… หอสมุดธัมทาน สำนักงานน้อยๆ ที่ทำการฝ่ายวิชาการและหอสมุด…สวนโมกขพลาราม ที่ก่อกำเนิดกิจการฟื้นฟูความรู้และการปติบัติธรรม เปนที่อยู่อาสัยเฉพาะของภิกสุสามเณรผู้ยังทำการสึกสาค้นคว้าและแสวงสุข… ผู้ที่สนใจร่วมกันทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คือ ชาวคณะธัมทาน”

เลือดบ้าในหัวคนหนุ่มจะมีกี่มากน้อยในวันนี้นั้นไม่อาจประมาณถูก แต่ที่แน่ ๆ คือ ความอวดดีของพุทธทาสและคณะธรรมทาน ที่พัฒนาสืบสานมาจนถึงทุกวันนี้กว่า 65 ปีแล้วนั้นเกินกว่าจะประมาณได้ ดังปรากฎในบันทึกตลอดปี 2485 กระบวนวิธีการทำงานของท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวรายละเอียดตลอดทั้งปีที่มีสารพัดข้อคิด กิจที่ทำการศึกษาปฏิบัติ ตลอดจนแม้เหตุการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งประกาศสงคราม การหารือกับท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน การขอเปลี่ยนชื่อ การสำรวจสถานที่เพื่อสร้างสวนโมกข์ปัจจุบัน จนแม้การพักผ่อน “เล่น” และ “วันแสนสุข” ที่ท่านว่าล้วน

“เปนบทเรียนที่เราจะต้องสอบผ่านไปให้ได้ เพื่อให้จิตต์ใจอยู่สูงกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้มีความสามารถรอบตัวในการเอาชนะโลก”


สมุดบันทึกลายมือท่านพุทธทาส


ข้อมูลจาก : บัญชา พงษ์พานิช. “เมื่อท่านพุทธทาสสร้างสโมสร เพื่อกรีดเลือดบ้าออกจากหัวคนหนุ่ม”, ศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม 2550
เผยแพร่ : วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 7 มกราคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_25560
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เบื้องหลังเรื่องเล่า “พระเจ้าอู่ทอง” ปราบ “นาค” ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 05:38:54 AM

ภาพสลักหินที่ปราสาทบายน ในนครธม เชื่อว่าเป็นภาพที่เล่าเรื่องกษัตริย์กับ "นาค" ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2546)


เบื้องหลังเรื่องเล่า “พระเจ้าอู่ทอง” ปราบ “นาค” ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา

ความเชื่อเรื่องนาคแพร่หลายในอุษาคเนย์เป็นเวลายาวนาน ทุกวันนี้ความเชื่อเรื่องนาคยังดำรงอยู่อย่างแรงกล้า สะท้อนผ่านสภาพสังคมและวัฒนธรรม สื่อบันเทิงซึ่งถูกผลิตโดยอ้างอิงความเชื่อกลุ่มนี้ก็ได้รับความนิยม ความสัมพันธ์ระหว่างนาคกับมนุษย์มีทั้งราบรื่นและรุนแรง ส่วนที่รุนแรงก็มีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาด้วย

ความเชื่อเรื่องนาคในอุษาคเนย์มีส่วนคล้ายคลึงกับความเชื่อของส่วนอื่นในโลกที่มีลัทธิบูชางู หลักฐานบนภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏมีลวดลายรูปงู เป็นเครื่องบ่งบอกเรื่องความเชื่อเรื่องการนับถืองูมาก่อน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างนาคกับมนุษย์ก็มีความขัดแย้ง เห็นได้จากศิลปะและนิทานที่ถูกบันทึกเอาไว้ ทั้งนิทานปรัมปราเรื่องพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ในหนังสือพงศาวดารภาคที่ 71 ขณะที่ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาก็เล่าความขัดแย้งระหว่างนาคกับกษัตริย์อีกรูปแบบหนึ่ง

หนังสือ “นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างนาคกับมนุษย์ที่กรุงศรีอยุธยาก็ถูกเอ่ยถึงในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต

เนื้อหาส่วนนี้เล่าเรื่องนิทานเกี่ยวกับ “พระเจ้าอู่ทอง” ที่ต้องจัดการกับนาคก่อนบูรณะ “เมืองอยุธยา” เรื่องราวเล่าว่า ขณะที่พระเจ้าอู่ทองทรงทราบว่าเกาะที่จะเป็นที่ตั้งเมืองอยุธยาเป็นสถานที่สวยงาม แต่ไม่มีผู้พำนักอาศัย ไม่มีผู้ตั้งเมืองขึ้น พระองค์พบพระฤาษีตนหนึ่งกราบทูลพระองค์ว่า ก่อนหน้านี้มีเมืองที่ชื่ออยุธยาตั้งอยู่ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุของการเสื่อมโทรม และทักว่าจะไม่มีใครสร้างเมืองบนเกาะนี้ได้อีก

@@@@@@

    “เหตุผลก็คือมีสถานที่หนึ่งชื่อ Whoo Telenkengh (ผู้เขียนหนังสือตั้งข้อสังเกตว่า อาจหมายถึง วัดตะแลงแกง) ปัจจุบันตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีบ่อซึ่งเป็นที่อาศัยของมังกรดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งชาวสยามเรียกว่า นาคราช (Nack Rhaji) เมื่อไรก็ตามที่มังกรตัวนี้ถูกรบกวนก็จะพ่นน้ำลายพิษออกมา ซึ่งทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆ บริเวณนั้นเกิดโรคระบาดเสียชีวิตลงเพราะกลิ่นเหม็น”

พระฤาษีเล่าว่า ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ นอกจากต้องหาฤาษีผู้มีลักษณะเหมือนตัวฤาษีเองทุกประการอีกองค์โยนลงไปให้มังกร ท้าวอู่ทองมีพระบรมราชโองการให้สืบหาฤาษีลักษณะที่ว่าไปทั่วประเทศ สุดท้ายก็ไม่พบ ท้าวอู่ทองไม่ได้บอกข่าวนี้กับผู้ใด

เมื่อเสด็จไปพร้อมกับพระฤาษีไปที่สระที่อยู่ของมังกร พระองค์ทรงเหวี่ยงพระฤาษีลงสระโดยที่พระฤาษีไม่ทันรู้ตัว และถมสระเสีย มังกรตัวนั้นก็ไม่ปรากฏตัวอีก แผ่นดินก็พ้นจากโรคระบาด ท้าวอู่ทองจึงเริ่มบูรณะเมือง และเรียกเมืองนี้ว่า “อยุธยา”


@@@@@@

การวิเคราะห์ของสุจิตต์ วงษ์เทศ มองว่า นิทานระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อนาคพ่นพิษออกมาทำให้เกิดโรคระบาด พอฆ่านาคแล้วโรคระบาดก็หมดไป เรื่องราวที่พระเจ้าอู่ทองต้องฆ่า “มังกร” (นาค) ก่อนสร้างเมืองได้นั้น นาคในนิทานคือสัญลักษณ์ของโรคระบาดมากกว่าจะสื่อถึงสัญลักษณ์ของคนพื้นเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อม ต้องทำลายล้างก่อนจะสร้างเมืองได้

ขณะที่พระเจ้าอู่ทองในนิทานมีแนวโน้มหมายถึงสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ทรงสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ละโว้ เมืองลพบุรี ผู้เขียนหนังสือระบุว่า

    “เชื้อสายราชวงศ์ละโว้ย้ายราชธานีจากกรุงละโว้หรือลพบุรีมาอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาหรืออโยธยานานแล้ว คงร่วมสมัยกับกรุงสุโขทัยจนถึงรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีก็เกิดโรคระบาดซึ่งอาจเป็นกาฬโรคก็ได้ ทำให้มีผู้คนล้มตายมากมาย สมเด็จพระรามาธิบดีต้องทรงสถาปนาเมืองใหม่เพื่อล้างอาถรรพณ์ที่ถูกโรคระบาดคุกคาม แล้วขนานนามว่าพระนครใหม่ว่ากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893”




อ้างอิง : สุจิตต์ วงษ์เทศ. นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2546
เผยแพร่ครั้งแรก: เมื่อ 19 ตุลาคม 2561
เผยแพร่ : วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_21477
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องวุ่นๆ เมื่อคนไทยเริ่มใช้นามสกุล | ร.๖ พระราชทานนามสกุลแรกของชาวสยาม เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 05:26:46 AM
เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ต้นตระกูล “สุขุม” กับท่านผู้หญิงตลับ และคุณหญิงประจวบ รามราฆพ (สุขุม)


เรื่องวุ่นๆ เมื่อคนไทยเริ่มใช้นามสกุล | ร.๖ พระราชทานนามสกุลแรกของชาวสยาม

ตั้งแต่โบราณมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ คนไทยเราไม่มีนามสกุลใช้ มีแต่ชื่อโดดๆ ทั้งชื่อก็ยังซ้ำกันมาก อย่าง อิน จัน มั่น คง แดง ดำ ขาว เขียว ตอนจะมีไปรษณีย์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อแก้ปัญหาไม่มีเลขที่บ้านไปล้ว ก็ยังมีปัญหาเรื่องชื่อบุคคลที่จะรับจดหมายอีก ไม่รู้ว่าแดงไหน ดำไหน ตอนไปสำรวจจัดทำบ้านเลขที่ ก็ขอให้บอกชื่อคนที่อยู่ รวมทั้งชื่อบิดามารดาด้วย จะได้ชัดเจนขึ้น โดยมีประกาศตอนหนึ่งว่า

“...ถ้าไม่จดชื่อบิดากำกับด้วย ก็ไม่ทราบว่า อิน จัน มั่น คง คนใด จึงต้องถามชื่อบิดาด้วย จะได้ลงชื่อบิดากำกับไม่ใช้ชื่อซ้ำกัน เหมือนดั่งชื่อธรรมเนียมจีนธรรมเนียมยุโรปอื่นๆนั้น เหมือนกับนายอินบุตรนายอ้น นายจันบุตรนายจร นายมั่นบุตรนายม่วง นายคงบุตรนายคำ ดั่งนี้เป็นต้น”

เมื่อลงชื่อบิดากำกับแล้ว ชื่อบิดาก็อาจซ้ำกันอีก จึงต้องขอให้บอกอาชีพด้วย

“การซึ่งถามถึงสังกัจและการทำมาค้าขายนั้นก็เหมือนกัน พอให้เปนที่มั่นคงเครื่องหมายที่จะให้ผิดชื่อกันเท่านั้น แลจะได้ทราบว่าผู้นั้นมีวิชาการสิ่งไร แลทำมาค้าขายสิ่งอันใด เพราะเพื่อราษฎรลูกค้าพานิชชาวต่างประเทศ จะมีความประสงค์ในการวิชาของผู้นั้น ฤามีธุระเกี่ยวข้องในวิชาแลการค้าขายสิ่งใดก็ดี ก็จะได้ทราบว่าผู้นั้นเป็นคนอย่างไร แลทำมาค้าขายสิ่งอันใด ราษฎรลูกค้าพานิชจะได้ซื้อส่งสินค้าได้คล่องแคล่ว โดยสะดวก ไม่ว่าต่างเมืองทางไกลแลใกล้ มิใช่จะจดชื่อเสียงไว้สำหรับเก็บภาษี ฤาคิดค่าหลังคาเรือน...”

ด้วยเหตุที่ยุ่งยากเรื่องชื่อนี้ ในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๔๕๕ บังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๖ เป็นต้นไป ให้คนไทยต้องมีนามสกุล เพื่อสะดวกแก่การจดทะเบียนคนเกิด คนตาย และทำการสมรส ทรงชี้แจงถึงคุณประโยชน์ของการมีนามสกุลไว้ใน “จดหมายเหตุรายวัน” ว่า



“...การมีชื่อตระกูลเปนความสะดวกมาก อย่างต่ำๆที่ใครๆก็ย่อมจะมองเห็นได้ คือ ชื่อคนในทะเบียฬสำมโนครัวจะได้ไม่ปนกัน แต่อันที่จริงจะมีผลสำคัญกว่านั้น คือจะทำให้เรารู้จักรำฤกถึงบรรพบุรุษของตนผู้ได้อุสาหก่อสร้างตัวมา และได้ตั้งตระกูลไว้ให้มีชื่อในแผ่นดิน เราผู้เปนเผ่าพันธุ์ของท่านได้รับมรฎกมาแล้ว จำต้องประพฤติตนให้สมกับที่ท่านได้ทำดีมาไว้ และการที่จะตั้งใจเช่นนี้ ถ้ามีชื่อที่ต้องรักษามิให้เสื่อมทรามไปแล้ว ย่อมจะทำให้เปนเครื่องยึดเหนี่ยวหน่วงใจคนมิให้ตามใจตนไปฝ่ายเดียว จะถือว่า

“ตัวใครก็ตัวใคร” ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องรักษาทั้งชื่อของตัวเองทั้งชื่อของตระกูลด้วยอีกส่วน ๑...”

การมีนามสกุล จึงไม่ใช่ “ตัวใครก็ตัวใคร” ถ้าใครทำไม่ดีก็จะเสียไปถึงโคตรเง่าบรรพบุรุษด้วย คนที่คิดจะประพฤติชั่ว ก็โปรดสำนึกในข้อนี้ด้วย

ตอนให้ตั้งนามสกุลก็เป็นเรื่องโกลาหลไม่น้อย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าจะตั้งอย่างไร นายอำเภอและเจ้าเมืองจึงเป็นที่พึ่ง วันๆไม่ต้องทำอะไรได้แต่ตั้งนามสกุลให้คนที่ไปหากันแน่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯก็ทรงพระราชทานนามสกุลให้แก่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ดังที่ทรงบันทึกไว้ใน “ทะเบียฬนามสกุล” มีถึง ๖,๔๓๒ นามสกุล

นามสกุลหมายเลข ๑ ที่ทรงพระราชทาน คือ นามสกุล “สุขุม” พระราชทานเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)



ขอบคุณ : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000055051
เผยแพร่ : 27 พ.ค. 2563 11:42 ,โดย : โรม บุนนาค
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "จิตตฺเตน นียติ โลโก โลกหมุนไปตามความคิด" เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 06:03:05 AM



ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี

ใจนั้นสำคัญอย่างไร เพราะว่าใจนั้นเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของกาย พระองค์ตรัสเอาไว้ในคัมภีร์พระธรรมบท

   มโน ปุพพัง คมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา แปลว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จมาจากใจ

    ถ้าใจนี้ดี คิด ถ้าใจนี้ดี พูดและทำก็ดีตาม และสุขก็ตามมา ดังหนึ่งเงาตามตัว ถ้าใจไม่ดี ทุกข์ก็ตามมา ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค เพราะฉะนั้นใจของเราอย่างไร เราก็จะได้การกระทำอย่างนั้น เพราะอะไร

    การกระทำทางวาจาก็ดี ทางพฤติกรรมทั้งหมดก็ดี มีใจเป็นผู้สั่งการ ใจเป็นดังหนึ่งกัปตันเรือ เรือจะหันเหไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของกัปตัน

    เพราะฉะนั้นถ้าเราบังคับใจของเราได้ เราก็บังคับกายของเราได้ คนส่วนมาก บังคับใจตัวเองไม่ได้ จึงสั่งกายไม่ได้ เช่น ฮอร์โมนมันพุ่งพล่านขึ้นมา สัญชาตญาณมันลุกขึ้นมา ตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างนี้พอใจมันรู้ไม่ทัน กายมันก็กระตุ้นใจเหมือนกัน แต่ถ้าเราควบคุมใจของเราได้ ไม่มีปัญหาเลย

    @@@@@@

    เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามที่เป็น นายเหนือใจตนเองได้ พระพุทธองค์ทรงเชื่อว่า คนนั้นเป็นสุดยอดแม่ทัพ
    พระองค์บอกว่า "ชนะคนในสงคราม นับพันคน นับพันครั้ง ยังไม่ใช่ยอดขุนพล ต่อเมื่อใดชนะใจตน จึงนับเป็นยอดขุนพลที่แท้"

    ฉะนั้นชนะใจตนเอง จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าถ้าเราชนะใจตนเองแล้ว เราจะสามารถเอาชนะกิเลสบรรดามีได้มีทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ถ้าคุณชนะใจในตัวเองไม่ได้ คุณอย่าไปสู้กับคนอื่นเลย ยังไงคุณก็แพ้

    เพราะฉะนั้นใจคนจึงสำคัญ ปราชญ์ท่านจึงว่า เราคิดอย่างไร เราจะได้คุณภาพชีวิตอย่างนั้น
    พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า "จิตตฺเตน นียติ โลโก โลกหมุนไปตามความคิด"
    ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบ มันก็คือเงาของความคิดของเรานั่นเอง เราอยากให้ชีวิตนี้เจอสิ่งดี ๆ ต้องคิดดี ๆ นะ

 

ถอดความ : สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู ตอน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 (1/2)
ภาพ : www.pexels.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205290.html
By nintara1991 ,26 May 2020
31  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / “ตถาคตโพธิสัทธา” ความเชื่อมั่นในหลัก “กรรม” ของชาวพุทธ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 05:49:58 AM


“ตถาคตโพธิสัทธา” ความเชื่อมั่นในหลัก “กรรม” ของชาวพุทธ

คำว่า “โพธิสัทธา” จะเขียนอย่างสันสกฤตว่า “โพธิศรัทธา” ก็ได้ นะครับ แปลว่า ความเชื่อมั่น หรือความมั่นใจในปัญญาตรัสรู้ ซึ่งหมายถึง ศักยภาพของมนุษย์อย่างหนึ่ง หมายความว่า “โพธิ” หรือการตรัสรู้ อันเป็นปัญญาหรือญาณ (ความรู้) ที่ทำให้ลืมกิเลส-สิ้นทุกข์ โดยสิ้นเชิงนั้น เป็นวิสัยหรือเป็นความสามารถที่มนุษย์เข้าถึงได้

เคยสงสัยว่า ทำไมจึงใช้คำว่า “ตถาคต” ไม่ใช้คำว่า “พุทธ” หรือ “สัมมาสัมพุทธ” ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้.?

ภาษาในพระไตรปิฎก ซึ่งนักวิจัยชาวตะวันตกกำลังวิจัยศึกษาว่า น่าจะเป็น “ภาษาบาลี” มากกว่าเป็น “ภาษามคธ” อันเป็นภาษาท้องถิ่นในสมัยพุทธกาล คือน่าจะเป็นภาษากลางที่ใช้ในพุทธศาสนา (เถรวาท) มากกว่านั้น น่าทึ่งอย่างหนึ่ง คือ แต่ละคำ ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบความรัดกุมในการใช้ภาษาอย่างยิ่ง

ทำไมจึงใช้คำว่า “ตถาคต” (ในคำว่า “ตถาคตโพธิสัทธา”.).?

คำว่า “ตถาคต” มักจะเข้าใจว่า หมายถึงพระพุทธเจ้า (เพราะในหลายที่ พระพุทธเจ้าหรือพระสมณะโคดม เรียกพระองค์เองว่า ตถาคต) แต่ความจริง พระพุทธเจ้าไม่เรียกพระองค์เองว่า “พุทธะ” (แม้จะเคยตรัสว่า ทรงเป็นพุทธะ- ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง หรือเป็น “สัมมาสัมพุทธะ) แสดงว่า คำว่า ตถาคต ไม่ใช่คำยกยอหรืออวดอ้างตัวเองว่า เป็นพระพุทธเจ้า แต่มีความหมายเพียงว่าเป็น “สัตว์โลก” คนหนึ่งเท่านั้นเอง

แต่ที่มีความหมายพิเศษว่าสัตว์โลกทั่วไป ก็เพราะตถาคตเป็นสัตว์โลกที่พูดอย่างไร หรือทำอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นได้ เป็นสัตว์โลกอย่าง “ตถาคต” ว่าอย่างนั้นเถิด

คำว่า “ตถาคตโพธิสัทธา” จึงมีความหมายว่า ความเชื่อมั่นในศักยภาพที่จะตรัสรู้ได้ของสัตว์โลก หมายความว่า การตรัสรู้หรือการมีญาณ (ความรู้) เพื่อความสิ้นกิเลส-สิ้นทุกข์นั้น สัตว์โลกก็เข้าถึงได้ คือ ความเชื่อมั่นว่า สัตว์โลกสามารถที่จะตรัสรู้ได้ อันสอดคล้องกับหลัก “กรรม” ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่บอกว่า กรรมคือการกระทำของสัตว์โลกเอง เมื่อต้องการจะสิ้นกิเลสหรือสิ้นทุกข์ ก็ต้องทำกรรมเอง (เพื่อให้สิ้นกิเลสหรือสิ้นทุกข์)

(แต่ก็จะพบคำแปล “ตถาคต” ว่า “พระพุทธเจ้า” อยู่นั่นแหละเพียงแต่ผมคิดว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎก มีความน่าทึ่งอย่างลึกซึ้งเมื่อพิจารณาให้ดี)


@@@@@@

คำอธิบายเรื่องการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทนั้น น่าพิจารณาให้ดีที่คำว่า “วิญญาณ” เกิดจากสังขาร กับ “วิญญาณ” ในนามรูปที่เกิดจาก “วิญญาณ” (วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ) ว่า เป็นวิญญาณชนิดเดียวกันหรือไม่ และน่าพิจารณาคำว่า “วิญญาณโสตํ” (กระแสแห่งวิญญาณ) ชวนให้คิดว่า วิญญาณที่ล่องลอยไปเป็นดวง (อย่าง “สัมภเวสี”) ไม่มีในภาษาบาลีในพระไตรปิฎก (เถรวาท) เลย

ความรู้ในพระไตรปิฎกบาลีนั้น น่าสังเกตว่า เป็นความรู้ที่ต่างจากความรู้ทั่วไป จนใช้คำว่า “โพธิ” ซึ่งหมายถึงความรู้ที่เกิดจากการตรัสรู้ เป็นความรู้ที่เกิดจากสมาธิหรือฌาน

สมาธิหรือณานในพุทธศาสนาที่นำไปสู่การตรัสรู้นั้น เป็นสมาธิหรือฌานที่ยังใช้สติปัญญาในระดับขันธ์ 5 หยั่งรู้สิ่งต่างๆได้ เป็นสมาธิหรือฌานระดับจตุตถฌาน ยังไปเป็นอรูปฌาน ซึ่งละเอียดเกินไปจนใช้งานในการหยั่งรู้อะไรไม่ได้

เมื่อพระพุทธเจ้า (ก่อนตรัสรู้) ไปฝึกเข้าฌานหรือสมาธิกับสำนักดาบสทั้งสอง (คือสำนักอุททกดาบส และสำนักอาฬารดาบส) นั้น น่าสังเกตว่า ทรงเรียนรู้ได้เร็ว (คือเข้าฌานตามสำนักได้เร็ว) จนเห็นว่า ฌานในแบบเก่าๆ ของนักบวชสมัยนั้นไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอรูปฌานใช้พิจารณาหยั่งรู้อะไรไม่ได้ แม้จะเป็นฌานดิ่งลึก ก็ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยกำจัดกิเลสได้ ไม่ใช่ทางตรัสรู้ธรรม จึงปลีกพระองค์ไปจากสำนักทั้งสอง ไปเพียรเพ่ง(เข้าฌาน) ที่ใต้ต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพียรลำพังจนในที่สุด ก็ใช้ฌานขั้นต้น คือ จตุตถฌาน พิจารณาธรรมตามลำดับ

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หยั่งรู้ได้จากการระลึกชาติได้ตามที่ต้องการ และหยั่งรู้การตายการเกิดในสังสารวัฏฏ์ของสัตว์โลกทั้งมวลว่าเป็นไปตามกรรมอย่างไร เป็นการระลึกชาติทั้งของพระองค์เองและของสัตว์โลกอื่นๆได้ อย่างที่ไม่เคยหยั่งรู้มาก่อน

และญาณ(การหยั่งรู้) สุดท้าย ที่ทำให้แน่พระทัยว่าได้ตรัสรู้แล้ว คือ “อาสวักขยญาณ” คือหยั่งรู้ว่า กิเลสในพระทัยทั้งปวงของพระองค์ หมดสิ้น ไม่เหลือตกค้างอยู่แม้แต่น้อย

@@@@@@

น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ในการแสดงธรรมหรือในการเทศน์สั่งสอนคนนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทรงใช้สมาธิทุกครั้ง แสดงว่าการเข้าฌานของพระพุทธเจ้าเป็นไปด้วยความชำนาญอย่างยิ่ง คือจะเข้าฌานเมื่อไร อย่างไรก็ได้

คำกล่าวของ “หลวงปู่ไข่” ที่ฟังจากพระธุดงค์รูปหนึ่งที่ว่าพุทธศาสนา ไม่ใช่ทั้ง “ศาสนา” (แบบของชาวตะวันตก) และไม่ใช่ทั้ง “ปรัชญา” (เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีเจ้าของ อย่างทฤษฎีทางปรัชญาของนักปรัชญาต่างๆ เป็นคำกล่าวที่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน เพราะพระธุดงค์รูปนั้นลืมไปว่า ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ความรู้อันเกิดจากการครุ่นคิดหาเหตุผล (logic) อย่างความรู้ของนักคิดหรือนักปรัชญาชาวตะวันตก แต่เป็นความรู้ที่เกิดจากสมาธิหรือฌาน ซึ่งเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องครุ่นคิดแต่อย่างใด

จึงอาจเป็นไปได้เหมือนกันว่า มีความรู้หรือธรรมะแปลกปลอมปะปนอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเป็นแน่ แต่ก็พอจะพิจารณาได้จาก “แนวธรรม” (ซึ่งขัดต่อหลักกรรมและอนัตตาในคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง)

ทั้งหมดที่เขียนหรือกล่าวมานี้ ยังโยงอยู่กับเรื่อง “วิญญาณ” ที่หมอปลาใช้คำว่า “สัมภเวสี” นั่น

ความเข้าใจหรือความเชื่อเรื่องสัมภเวสี ของชาวพุทธ(และของพระสงฆ์ทั่วไป) นั้น เป็นความเชื่อแบบลัทธิพราหมณ์โบราณ คือเชื่อว่า วิญญาณเป็น “อาตมัน” อย่างหนึ่ง ซึ่งแตกออกมาหรือเป็นส่วนหนึ่งของปรมาตมัน (จิตดวงใหญ่ของพระพรหม) ความเชื่ออย่างนั้น ทำให้เรื่องวิญญาณหรือจิต อธิบายกรรม (ที่ติดอยู่กับวิญญาณหรือจิต) ไม่ได้ เพราะวิญญาณหรือจิตอย่างนั้นแยกอยู่ต่างหากจากผู้ทำกรรม

@@@@@@

ในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีกล่าวว่า “กัมมุนา วัตตตี โลโก” (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม) และว่า “กัมมัง สัตตัง วิภชติ” (กรรมย่อมจำแนกสัตว์) ฯลฯ ล้วนแต่บอกว่า สัตว์โลกเป็นไป (รวมถึงไปเกิด) ตามกรรมอย่างไร

มีความรู้บางอย่าง ที่เกินวิสัยของการคิดหาเหตุผลแบบ logic (ตรรกะ) แต่ความรู้อย่างนั้น ปรากฏเองในฌานหรือสมาธิเช่นเดียวกับความรู้เรื่องโลก (ดวงดาว) และเรื่องจักรวาล ในพระไตรปิฎก ซึ่งน่าคิดว่า ในพระไตรปิฎกเห็นจักรวาลเป็นส่วนย่อยของโลก ธาตุ ส่วนทางวิทยาศาสตร์เห็นโลก (ดวงแต่ละดวง) เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล

แต่อย่าลืมว่า นักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์ ผู้มีสมองคิดได้ว่องไวและได้กว้างไกลกลับเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) แสดงว่า ความรู้จากการตรัสรู้หรือจากการหยั่งรู้ด้วยฌานของพระพุทธเจ้า (ในพระไตรปิฎก) เป็นความรู้อีกอย่างหนึ่ง ที่รอการพิสูจน์อยู่

ผมมีความเชื่อ(แต่ยังอธิบายไม่ได้) ว่า วิญญาณ (ในปฏิจจสมุปบาท) ที่เกิดจากสังขาร (กรรม) ก็คือ วิญญาณใน “นามรูป” (ในปฏิจจสมุปบาทเช่นกัน) นั่นเอง แต่คงไม่ใช่แค่การรับรู้อย่างวิญญาณที่ทำงานในขันธ์ 5 ก็เลยมีความคิดอย่าง “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ที่กล่าวว่า “เวทนา สัญญา สังขาร (เจตนา) และ วิญญาณ” ในขันธ์ 5 เป็นอาการของจิต คือ ผมเชื่อว่า วิญญาณที่หมอปลาเรียกว่า “สัมภเวสี” นั้น ก็คือ วิญญาณในขันธ์ 5 ที่ไปเกิดแล้วนั่นเอง

แต่ผมก็อธิบายไม่ได้ (เพราะไม่เห็นด้วยฌาน) ว่า วิญญาณนั้นมีสภาพเป็นอย่างไรเมื่อร่างกายหรือ “รูป” ดับลง คิดแต่ว่า มีจิตหรือวิญญาณ (รวมเรียกว่า “นาม”) ซึ่งเนื่องอยู่กับขันธ์ 5 นั่นเอง เมื่อวิญญาณไปเกิดในภพใหม่ ก็ไปโดยวิธี “วิภชติ” ของกรรมนั่นเอง คือ กรรมเป็นผู้จัดสรรให้วิญญาณไปอยู่ในภพใหม่ที่เหมาะสมเอง

ผมก็คิดได้เท่านี้แหละครับ เป็นความคิดแบบหาเหตุผลอย่างนักปรัชญาทั่วไป ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านกล่าวว่า วิธีที่จะรู้ว่าวิญญาณไปเกิดอย่างไรนั้น ไม่มีวิธีอื่น นอกจากหยั่งรู้ได้ด้วยฌานหรือสมาธิเท่านั้น

@@@@@@

ผมมีความเห็นว่า วิชา (ความรู้) ในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ใช่ “พุทธวจนะ” โดยตรง แต่เป็นคำอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องที่เข้าใจยาก เช่น เรื่อง จิต เจตสิก เรื่อง รูป (ทั้งรูปหยาบและรูปละเอียดในขันธ์ 5) และเรื่อง นิพพาน แม้พระอภิธรรมปิฎกจะไม่ใช่พุทธวจนะโดยตรง แต่ก็อธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ความรู้เรื่อง วิญญาณและ “สัมภเวสี” นั้น เห็นจะต้องอาศัยพระอภิธรรมปิฎกช่วยอธิบายอีกทางหนึ่ง จึงจะรู้ว่า วิญญาณ เป็น “กระแส” อย่างไร และจะได้คำตอบว่า สัมภเวสี เป็นสัตว์โลกในอีกภพหนึ่งอย่างไร

ในวิชาพระอภิธรรมกล่าวว่า ที่อยู่ของจิต(หรือวิญญาณ) เป็นคูหา (ถ้ำ) ชี้ไปที่ “หทัย” (ซึ่งเป็นหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต) ส่วนนักสรีรวิทยากำลังคิดว่า “สมอง” ทำหน้าที่คิดมากกว่า ไม่น่าจะเป็น “หทัย” (หรือหัวใจ) แต่อย่าลืมว่า ถ้าสมองมีปัญหาขาดเลือดจากหัวใจ (หรืออะไรก็ตามที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปยังสมอง) สมองก็ทำงานไม่เป็นปกติเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่า วิญญาณ (ที่เรียกว่า สัมภเวสี) ไปอยู่ในร่างคนได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างที่หมอปลาขับไล่สัมภเวสีหรือวิญญาณออกจากร่างหรือจากบ้านเรือน ก็แสดงว่าสัมภเวสี มีขันธ์ 5 สามารถรับรู้อะไรต่างๆได้เหมือนสัตว์โลกอื่นๆหรืออย่างไร

ก็นี่แหละ ในพระไตรปิฎกจึงมีคำสอนเรื่อง “อจินไตย” ให้สำรวมระวังในการแสดงความรู้ไว้ด้วย ในอจินไตย มีเรื่องกรรม เรื่องโลก และเรื่องพุทธวิสัย ว่าเป็นเรื่องที่คิดแล้วบ้า.! นั่นแหละ

ครับ ผมกำลังเอาเรื่อง “สัมภเวสี” มาครุ่นคิดอยู่




ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/153376
สยามรัฐออนไลน์ ,9 พฤษภาคม 2563 00:10 น. ,ศาสนา-ความเชื่อ ,คนข้างวัด อุทัย บุญเย็น
32  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บทสวด “ไล่ผี” ของหมอปลา ส่วนพระพุทธเจ้าไม่มีการขับไล่ผี เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 05:39:09 AM

บทสวด “ไล่ผี” ของหมอปลา ส่วนพระพุทธเจ้าไม่มีการขับไล่ผี

บทสวดของ “หมอปลา” ใน “มือปราบสัมภเวสี” ได้สังเกตว่า ไม่มีบทสวดมนต์ที่เป็นพระคาถาของพระพุทธเจ้าเลย มีแต่บทสวด “ชุมนุมเทวดา” ที่หมอปลาขึ้นต้นว่า

“สรชฺชํ สเสนํ” ฯลฯ ไปจบลงที่ “ธมฺมสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” ฯลฯ (3 จบ)

บทสวดนี้ ในหนังสือสวดมนต์ “เจ็ดตำนาน- สิบสองตำนาน” เรียกว่า “บทชุมนุมเทวดา” บทสวดเต็มๆในบทชุมนุมเทวดา มีว่า
     “สรชฺชํ สเสนํ สพนฺธุํ นรินฺทํ ปริตฺตานุภาโว สทา รกฺขตูติ ผริตฺวาน เมตฺตํ สเมตฺตา ภทนฺตา อวิกฺขิตฺตจิตฺตา ปริตฺตํ ภณนฺตุ ฯ”
     แปลว่า
     “ขอนิมนต์ท่านทั้งหลาย จงมีเมตตาแผ่เมตตาจิตว่า ขออานุภาพพระปริตต์จงคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่นรชน พร้อมทั้งสิริราชสมบัติ กับทั้งเสนามาตย์และพระราชวงศ์ทุกเมื่อ แล้วอย่ามีจิตฟุ้งซ่าน สวดพระปริตต์กันเถิด”

พิจารณาจากคำแปล จะเห็นว่า บทสวดชุมนุมเทวดานี้ พระสงฆ์บอกแก่กันเอง ก่อนจะสวดพระปริตต์หรือเจริญพระพุทธมนต์ ซึ่งเป็นพระคาถา (คำฉันท์บาลี) ล้วนๆตามลำดับ

ในคำแปล จะเห็นว่า พระสงฆ์ที่จะสวดมนต์บอกกันว่า 1.ให้มีเมตตาจิต 2.ให้มีสมาธิ (จิตไม่ฟุ้งซ่าน) ในการสวดในพิธีสวดทั่วไป ซึ่งเป็นงานมงคลของชาวบ้าน พระสงฆ์มักจะเริ่มที่คำสวดต่อไปว่า
    “ผริตฺวาน เมตฺตํ สเมตฺตา ภทนฺตา อวิกฺขิตฺตจิตฺตา ปริตฺตํ ภณนฺตุ ฯ”
     ซึ่งแปลว่า
    “ขอนิมนต์ท่านทั้งหลาย จงมีเมตตา แผ่เมตตาจิตว่า ขออานุภาพพระปริตต์จงคุ้มครองทุกเมื่อ แล้วอย่ามีจิตฟุ้งซ่านกันเถิด”

@@@@@@

ต่อจากนั้น พระสงฆ์(ผู้กล่าวบอกกัน) ก็จะสวดต่อไปว่า
    “สมนฺตา จกฺกวาเฬสุ อตุราคจฺฉนฺตุ เทวตา สทฺธมฺมํ มุนิราชสฺส สุณนฺตุ สคฺคโมกฺขทํฯ”
     แปลว่า
    “ขอเชิญเทวดาทั้งหลายในจักรวาลทั้งหลายโดยรอบ จงมาประชุมกัน ณ ที่นี้ แล้วเชิญฟังพระสัทธรรม อันชี้ทางสู่สวรรค์และนิพพาน ของพระจอมมุนีเจ้า กันเถิด”

แล้วสวด “สคฺเคฯ” ต่อไปว่า
“สคฺเค กาเม จ รูเป คิริสิขรตเฏ จนฺตลิกฺเข วิมาเน, ทีเป รฏฺเฐ จ คาเม ตรุวนคหเน เคหวตฺถุมฺหิ เขตฺเต, ภุมฺมา จายนฺตุ เทวา ชลถลวิสเม ยกฺขคนฺธพฺพนาคา, ติฏฺฐนฺตา สนฺติเก ยํ มุนิวรวจนํ สาธโว เม สุณนฺตุฯ

    แปลว่า
   “ขอเชิญเทวดาทั้งหลาย ผู้สิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพด้วย ในชั้นรูปภพด้วย ผู้สิงสถิตอยู่บนยอดเขาและที่หุบผาด้วย ทั้งที่สิงสถิตอยู่ในวิมานบนอากาศด้วย และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ(แว่นแคว้น) ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในพงไพร (ป่าชัฏ) ในเหย้าเรือนและเรือกสวนไร่นา รวมทั้งยักษ์ คนธรรม์ และนาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งสิงสถิตอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่มที่ดอน ที่ใกล้เคียง ขอจงมาชุมนุมกัน ฟังคำสอนของพระจอมมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ (ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้กล่าว(สวด) ณ บัดนี้) เถิด

แล้วจบลงด้วยคำสวดที่ว่า
    “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา,ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา,ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตาฯ,
     ซึ่งแปลว่า
    “ดูก่อนท่าน (เทวดาและภูตผี) ทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม” (3 จบ)

ได้สังเกตว่า “หมอปลา” ใช้บทสวด “ชุมนุมเทวดา” นี้เป็นหลัก หลังจากกล่าว “นโม” 3 จบ แล้ว บางคำในบทสวด หมอปลาก็สวดผิด หรือสวดไม่ชัดนัก (เช่นเดียวกับ การสวด “มโน ตสฺส” ไม่จบ 3 จบก็มี (แสดงว่า บทสวดจะเป็นอย่างไร ไม่สำคัญ สำคัญที่ความตั้งใจของหมอปลานั่นแหละ)


@@@@@@

ต่อจากสวดชุมนุมเทวดาดังกล่าวแล้ว หมอปลาก็จะสวดเชื้อเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดถึง “หลวงพ่อ” และพุทธรูปต่างๆ (สวดเป็นภาษาไทย แต่ฟังไม่ชัด) มาเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ให้

เท่าที่ฟัง ไม่มีบทสวดอื่นๆ ในเจ็ดตำนานและสิบสองตำนานเลย แสดงว่า การสวดของหมอปลาขึ้นอยู่กับพลังจิตของหมอปลาเอง ไม่ขึ้นอยู่กับ “บทสวด” ใดๆทั้งสิ้น แต่น่าสังเกตว่า ทุกครั้ง หมอปลาจะนำด้วย “นโม” 3 จบ เสมอ (คือกล่าวนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้าแบบชาวพุทธ)

น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ทันทีที่รู้ว่า หมอปลามาทำพิธีคนป่วย (คนถูกผีสิง) จะมีอาการตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด บางรายมีอาการตั้งแต่หมอปลามาถึงประตูหน้าบ้านหรือบริเวณบ้าน (แม้จะยังไม่เห็นตัวก็ตาม) และบางราย มีอาการผีเข้า (ตัวสั่นเทิ้ม) เมื่อหมอปลาออกปากสวด “นโม” ด้วยซ้ำ

แม้ทีมงานจะบอกว่า หมอปลาไม่ได้มาขับไล่ผี แต่การแสดงออกหลายอย่างของหมอปลา เช่น คำพูดและการทุบทำลายศาลพระภูมิ ก็เป็นการขับไล่ผี นั่นเอง

ในบทสวดชุมนุมเทวดา ที่หมอปลาใช้สวดนี้ ให้ความรู้เรื่องชีวิตที่หมอปลาใช้คำเรียกว่า “สัมภเวสี” ที่น่าพิจารณา คือ “เทวดา” ในอีกโลกหนึ่งนั้น มีหลายประเภทด้วยกัน คือ เทวดาในสวรรค์ชั้นกามภพ เทวดาในสวรรค์ชั้นรูปภพ (ไม่กล่าวถึงเทวดาชั้นอรูปภพ?)

หมอปลาเห็นว่า เทวดาในสวรรค์เหล่านั้น ไม่น่าจะมีเวลามา “หากิน” ในโลกมนุษย์ (คือมาสิงสถิตในร่างคน หรือมาเข้าร่างทรง) แต่ยังมี “ภูต” อีกพวกหนึ่ง สิงสถิตอยู่บนยอดเขาก็มี อยู่ที่หุบผาก็มี อยู่ในวิมานบนอากาศก็มี ที่ภาคพื้นดิน ก็ยังมี “ภูต” อีกหลายเหล่า คือ พวกภุมมเทวดา (หรือเจ้าที่ทั้งหลาย) พวกอาศัยอยู่ตามเกาะ อยู่ตามบ้านเมือง อยู่บนต้นไม้ อยู่ในพงไพร หรืออยู่ตามบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาก็มี อีกพวกหนึ่ง คือพวกยักษ์ พากคนธรรม์ และพวกนาค ซึ่งอยู่ในน้ำ (แม่น้ำ) ก็มี อยู่บนบกก็มี อยู่ตามที่ลุ่มดอนก็มี

@@@@@@

สรุปว่า “สัมภเวสี” ของหมอปลาหรือตามที่กล่าวถึงในบทสวดนี้ มีหลายจำพวกเหลือเกิน แต่เราตีรวมว่าเป็นเทวดา หรือที่หมอปลาเห็นว่าเป็น “สัมภเวสี” นั่นแหละ ชีวิตเหล่านั้น พระพุทธเจ้าจัดว่าเป็น “สัตว์โลก” ทั้งสิ้น และล้วนแต่เกิดแล้ว (เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งๆ) ทั้งสิ้น แต่ละสัตว์โลกเหล่านั้น ล้วนเป็น “ภูต” คือมีภพของใครของมันทั้งนั้น

เมื่อภูตเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นสัตว์โลก มีการเกิด(ชาติ) แก่ (ชรา) และตาย (มรณะ) ด้วยกัน พระพุทธเจ้าจึงมีแต่เมตตากรุณาในการปฏิบัติต่อพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพระปริตต์ใดๆ ที่พระพุทธเจ้าประทานให้ภิกษุใช้สวดและเรียน ล้วนแต่เป็นคำสอนและแสดงเมตตาจิตทั้งสิ้น

ยิ่งได้ฟัง(หรือได้อ่านจากคัมภีร์ต่างๆ)ว่า รุกขเทวดาและพวกภูตทั้งหลายมีครอบครัว มีลูกน้อยต้องเลี้ยงดูด้วยก็ยิ่งเห็นว่า สัตว์โลกในโลกอื่นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์โลกอย่างมนุษย์เราแต่อย่างใด

จึงไม่ว่าจะเป็นรตนสูตร เมตตสูตร หรือ ขันธปริตต์ ที่เป็นพระคาถาบาลีของพระพุทธเจ้า ซึ่งประทานแก่ภิกษุเพื่อร่ำเรียนและนำไปสวด ล้วนแต่เป็นคำสอน หรือธรรมะที่มีแต่ความเมตตาเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น ไม่มีพระคาถาใดๆเลยที่มีความหมายไปในทาง “ขับไล่” ภูตผีต่างๆให้ได้รับความเดือดร้อน

น้ำพระปริตต์ที่เราเรียกว่า “น้ำมนต์” ซึ่งใช้พรมให้แก่ผู้คนในพิธีต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นน้ำแห่งเมตตาให้ความฉ่ำเย็นและปลอดภัยแก่ทุกชีวิต สมแล้วที่พระพุทธเจ้าเรียกพระองค์เองว่า “ตถาคต” ซึ่งมีความหมายว่า “สัตว์โลกคนหนึ่ง” เพราะพระองค์เห็นสัตว์โลกในทุกจักรวาลอย่างที่กล่าว(สวด) ในบทชุมนุมเทวดานั้น เป็นเพื่อนร่วมโลกเหมือนกันหมด


     
ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/151856
สยามรัฐออนไลน์ ,2 พฤษภาคม 2563 00:10 น. ,ศาสนา-ความเชื่อ ,คนข้างวัด/อุทัย บุญเย็น
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดอัศจรรย์.! อัฐิธาตุ หลวงพ่อสุดใจ เป็นสีทองอร่าม บรรจุในเจดีย์แก้วให้ลูกศิษย์ก เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2020, 06:44:47 AM



สุดอัศจรรย์.! อัฐิธาตุ หลวงพ่อสุดใจ เป็นสีทองอร่าม บรรจุในเจดีย์แก้วให้ลูกศิษย์กราบไหว้

วันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากช่วงเย็นวานนี้ (24 พ.ค.) ได้พิธีประชุมเพลิงหลวงพ่อสุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่ไฟไหม้กุฏิทำให้หลวงพ่อสุดใจมรณภาพ โดยเมื่อเช้าวันนี้ นายธวัชชัย ศรีทอง รอง ผวจ.อุดรธานี ร่วมพิธีเก็บอัฐิธาตุพระอาจารย์สุดใจ ซึ่งทางวัดได้นำออกจากจิตกาธาน เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 25 พ.ค. และนำไปเก็บไว้ที่ชั้นบน ของศาลาด้านในวัดป่าบ้านตาด

โดยมี พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด นำคณะสงฆ์และฆราวาส ขอขมาก่อนพิธีเก็บอัฐิโดยนำอัฐิธาตุมาบรรจุในเจดีย์แก้วใส นำมาประดิษฐานไว้ที่ศาลาใหญ่หน้าวัด มีประชาชนเข้ากราบสักการะและถ่ายภาพ และเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งเมื่ออัฐิธาตุของหลวงพ่อเป็นสีทองอร่าม

นอกจากนี้ยังมีภาพขณะประชุมเพลิงเมื่อวานนี้เป็นภาพไฟจิตกาธานพุ่งออกมาเป็นภาพคล้ายกินนรหรือภาพสัตว์หิมพานต์เหมือนส่งหลวงพ่อสู่นิพพาน โดยภาพถ่ายนี้ถ่ายโดย ช่างภาพจิตอาสา จ.อุดรธานี






ขอบคุณภาพ : ณเดช ทากามูระ ช่างภาพอาสา
ขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_4196261
25 พ.ค. 2563 - 20:26 น.
34  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ภาษาบาลีในพระไตรปิฎก “พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลี” เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2020, 05:57:43 AM



ภาษาบาลีในพระไตรปิฎก “พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลี”

กำลังมีข่าวคณะนักวิจัยที่สหรัฐอเมริกาเสนอข้อมูลที่พบว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนานิกายเถรวาทไม่ใช่ภาษามคธ. ที่เข้าใจกันมาตลอดว่า พระพุทธเจ้าใช้พูด (หรือตรัสสอน) ธรรมะอันเป็นหลักคำสอนทางพุทธศาสนา แต่ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าพูดภาษาปรากฤต อันเป็นภาษาถิ่นในแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล

มีชาวพุทธบางท่านเห็นว่า เป็นความประสงค์ร้ายของนักวิจัยคณะนั้น ซึ่งต้องการดิสเครดิต (ทำลาย) พระไตรปิฎกบาลีของเถรวาท และมองว่า นักวิจัยคณะนั้นถือข้างพุทธศาสนามหายานสายทิเบต ซึ่งรู้แต่ภาษาสันสกฤต อันเป็นภาษาจารึกพระไตรปิฎกฝ่ายมหายาน

อันที่จริง ผมก็เคยสงสัยเช่นกันว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัส (ในพระไตรปิฎกบาลี) ว่า ห้ามภิกษุยกคำสอนของพระองค์ขึ้นสู่ภาษาสันสกฤต คือห้ามสอนด้วยภาษาสันสกฤต อันเป็นภาษาของคนชั้นสูง (วรรณะพราหมณ์) สมัยนั้น ดูเหมือนจะห้ามการใช้ภาษาที่แต่งเป็นคำฉันท์แบบพราหมณ์อย่างในคัมภีร์พระเวทของลัทธิพราหมณ์ด้วย

ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะภาษาสันสกฤต เป็นภาษาทางวิชาการของคนชั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักบวช เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก


@@@@@@

ส่วนคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องการให้เข้าถึงคนทุกวรรณะ โดยเฉพาะให้เป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป เมื่อมีภิกษุจากวรรณะพราหมณ์มาบวช ทูลเสนอให้คำสอนของพระพุทธองค์มีมาตรฐานสูงอย่างภาษาสันสกฤต ก็เป็นการขัดแย้งกับพุทธประสงค์ที่ต้องการให้คนทุกวรรณะหันมานับถือแนวทางใหม่

ภูมิภาคที่พระพุทธเจ้าประกาศคำสอน โดยยึดเป็นศูนย์กลางในสมัยพุทธกาลนั้น คือ แคว้นมคธ ซึ่งนอกจากเป็นดินแดนมหาอำนาจทางการปกครองแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมลัทธิใหญ่ๆของยุคสมัยด้วย แต่ละลัทธิสมัยเรียกว่า “ติตถะ” ซึ่งแปลว่า “ท่า” (เข้าใจว่า แต่ละสำนักต่างยึดท่าที่ริมแม่น้ำใหญ่ๆอย่างแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา เป็นต้น เป็นสำนักของตนผู้คนก็เลยเรียกสำนักต่างๆ ด้วยคำว่า “ท่า” นั่นแหละ)

แคว้นมคธในสมัยพุทธกาล มีเมืองราชคฤห์เป็นราชธานี(เมืองหลวง) เห็นจะเป็นเมืองระดับมหานครที่รุ่งเรืองที่สุด และเป็นดองกับแคว้นโกศลด้วย ภูมิภาคส่วนนั้นก็เลยกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมหลายแคว้น เช่น แคว้นอวันตี แคว้นอุชเชนี แคว้นเวสาลี (หรือไพศาลี) เป็นต้น แคว้นเหล่านี้แม้จะมีคนหลายเผ่าพันธุ์ (ชนเผ่า) หลากหลาย แต่ก็ใช้ภาษาร่วมกันในการติดต่อค้าขายกัน ภาษาที่ใช้ร่วมกันเพื่อเข้าใจซึ่งกันและกันได้ในภูมิภาคนั้น คือภาษามคธหรือ “มาคธี”

ภาษามคธหรือมาคธีนั้น เป็นภาษาชาวบ้านทั่วไป อาจจะต่างสำเนียงกันบ้าง แต่ก็เข้าใจกันได้ ภาษาที่ใช้จัดเป็นภาษา “ปรากฤต” มีแต่คำศัพท์ต่างๆ ใช้สื่อสารกัน ไม่มีไวยากรณ์ ไม่มีหลักภาษาเป็นกฎเกณฑ์ ภาษาเช่นนี้ มีอยู่ในทุกประเทศ ตรงกันข้ามกับภาษา “สันสกฤต” (แปลว่าปรุงแต่งดีแล้ว) ซึ่งมีไวยากรณ์ มีความงดงามเป็นภาษาทางศาสนา ซึ่งมีแต่นักบวชใช้กัน

@@@@@@

ผมเคยสงสัยว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกก็เป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ มีความงดงาม ไม่แพ้ภาษาสันสกฤต เป็น “ตันติภาษา” เหมือนกัน ไม่น่าจะเป็นภาษาถิ่น หรือภาษาปรากฤตของแคว้นมคธน่าจะมีการปรุงแต่งด้วยไวยากรณ์มาอย่างดี และออกจะเห็นด้วยกับคณะนักวิจัยชาวสหรัฐฯ ที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลี (หรือภาษามคธที่ปรุงแต่งด้วยไวยากรณ์)

แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าพูดภาษามคธเป็นหลักเสมอในการประกาศคำสอนของพระองค์ในสมัยพุทธกาล ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้ภาษามคธ!

คำว่า “ภาษาบาลี” เพิ่งปรากฏในหนังสือ (คัมภีร์) “วิสุทธิมรรค” ของพระพุทธโฆสะ (หรือ พระพุทธโฆสาจารย์) หนังสือของไทยก็แปลกๆ เมื่อใช้กับคัมภีร์ธรรมบท หรือ “ธัมมปทัฏฐกถา” ใช้คำว่า “มคธ” (เช่น “แปล(ภาษา) มคธเป็นไทย” เป็นต้น)

ส่วนหนังสือไวยากรณ์ที่แต่งโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ใช้คำว่า “บาลีไวยากรณ์” (แทนที่จะใช้คำว่า “ไวยากรณ์ภาษามคธ”) ทำให้คิดไปว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ คงต้องการให้เข้าใจว่า “บาลีไวยากรณ์” คือ หนังสือเรียนไวยากรณ์ในภาษาบาลีในพระไตรปิฎกโดยเฉพาะ ส่วนภาษามคธ(หรือมาคธี) นั้น ไม่มีไวยากรณ์ให้เรียน


@@@@@@

ก็เลยอยากจะพูดว่า ภาษาในพระไตรปิฎก (ของเถรวาท) คือ ภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษามคธ เป็นภาษาบาลี อย่างภาษาสันสกฤต ไม่ใช่ภาษาพูดอย่างภาษาปรากฤต

ส่วนจะเป็น “ภาษาบาลี” เมื่อไรนั้น ไม่ทราบ เข้าใจว่าน่าจะเป็นภาษาบาลี(หรือภาษามคธมีไวยากรณ์) หลังการสังคายนาครั้งที่ 1 (ปฐมสังคายนา) นั่นกระมัง เหมือนคณะนักวิจัยชาวสหรัฐฯ ต้องการจะบอกว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกสร้างไวยากรณ์ขึ้นโดยพระพุทธโฆสะ (เมื่อ 900 ปี เศษหลังพุทธปรินิพพาน?)

ต้องการจะบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลีอย่างในพระไตรปิฎกนั่นแหละ.!
เหมือนจะไม่ยอมรับพระไตรปิฎกบาลีหรืออย่างไร.?
หรืออยากจะบอกว่า ธรรมะในพระไตรปิฎกบาลีนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ดูเหมือนคณะผู้วิจัยอยากจะพูดว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกนั้น มีขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานนับพันปี? เพราะเขาบอกว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกเป็นภาษาที่ใช้ในการบอกเล่าในหนังสือ (คัมภีร์) อย่างทีปวงศ์,มหาวงศ์ ฯลฯ ของศรีลังกา.?

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคิดว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกมีก่อนสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (คือก่อนอย่างน้อย 200 ปี) เพราะแม้แต่พระเจ้าอโศกฯ เองก็ยังเลื่อมใสในคำสอน (อันเป็นภาษาบาลี) ในพระไตรปิฎก

คำจารึกใน “เสาอโศก” ทั้งหลายนั้น แสดงให้เห็นภาษามคธในถิ่นต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาษาบาลีในสมัยต่อมา แสดงให้เห็นว่า ภาษาปรากฤตของเผ่าชนต่างๆ ในชมพูทวีปเป็นอย่างไร ได้เห็นรูปร่างของภาษาถิ่นที่ไม่มีไวยากรณ์ว่าเป็นอย่างไร แต่นักอ่านจารึกก็สามารถเทียบเคียงกับภาษาบาลีได้

@@@@@@

เข้าใจว่า ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกสมัยที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งด้วยไวยากรณ์ หรือสมัยที่ยังเป็นภาษาปรากฤตนั้น พระพุทธเจ้าพูดอย่างไร เมื่อจะให้เป็นภาษาบาลีมีไวยากรณ์ จะต้องเป็นอย่างไร

แม้ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกจะมาจากภาษามคธ หรือภาษาถิ่นที่ไม่มีไวยากรณ์มาก่อน ผมก็เห็นว่าควรจะเรียกว่า “ภาษาบาลี” (แม้คำว่า “บาลี” จะไม่ใช่ชื่อของภาษาก็ตาม) เพราะถึงอย่างไร ก็ไม่ใช่ภาษามคธอย่างที่เคยเป็นนั่นเอง

เช่นเดียวกับ “ภาษาไทย” ทุกวันนี้ ซึ่งประกอบด้วยหลายภาษา เช่น ภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาลาว ฯลฯ และภาษาของชนเผ่าต่างๆ ในแผ่นดินไทย ซ้ำยังมีไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทย ปรุงแต่งอีกมากมาย

แม้แต่ภาษาสันสกฤต ก็คิดว่ามาจากภาษาปรากฤตหรือภาษาถิ่นที่ยังไม่มีไวยากรณ์มาก่อน แต่เมื่อได้รับการปรุงแต่งด้วยไวยากรณ์ (เมื่อสักประมาณ 3,000-4,000 ปีมานี่เอง) ภาษาสันสกฤตจึงเป็นตันติภาษาอีกภาษาหนึ่ง

ผมมีความเชื่อว่า นักปรุงแต่งภาษาของชมพูทวีป (ซึ่งเป็นพราหมณ์) มีความสามารถในการสร้างกฎไวยากรณ์ได้อย่างวิจิตรพิสดาร อย่างที่ทำภาษาถิ่นสมัยหนึ่งให้เป็นภาษาสันสกฤตที่มีมาตรฐานสูงภาษาหนึ่ง


@@@@@@

ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกที่อุดมด้วยไวยากรณ์อย่างภาษาสันสกฤตก็เกิดจากภิกษุทีเป็นพราหมณ์ (จากวรรณพราหมณ์) มาก่อนเป็นแน่ จึงมีคัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาบาลี ชื่อ “มูล กัจจายน์” อันแสดงว่า ผู้แต่งคัมภีร์ไวยากรณ์นั้นเป็นพราหมณ์ในตระกูล “กัจจายนะ” นั่นเอง

และมีความเชื่อว่า คำสอนในภาษาบาลีในพระไตรปิฎกนั้น เป็นคำสอนและเป็นสำนวนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น นักเรียนบาลี สามารถบอกได้ว่า สำนวนภาษาพูดของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร เพราะนักปรุงแต่งภาษาในพระไตรปิฎก (อย่าง “ปาณินิ”) ก็มีศรัทธาในพุทธศาสนาเช่นกัน

ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า แม้แต่พระพุทธโฆสะ ซึ่งเกิดหลังพระพุทธเจ้าเกือบ 1,000 ปี ก็ได้เรียนภาษาบาลีในพระไตรปิฎก ซึ่งอุดมด้วยไวยากรณ์มาก่อน จึงสามารถแต่งคัมภีร์ “วิสุทธิมรรค” ได้งดงามอย่างนั้น



ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/155398
สยามรัฐออนไลน์ ,16 พฤษภาคม 2563 00:10 น. ,ศาสนา-ความเชื่อ ,คนข้างวัด/อุทัย บุญเย็น
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระพุทธรูป “แอฟโฟร่” ที่จะเห็นได้ปีละครั้ง เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2020, 05:48:45 AM



พระพุทธรูป “แอฟโฟร่” ที่จะเห็นได้ปีละครั้ง

การเยี่ยมชมศาสนสถานในประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้ชื่นชมวัฒนธรรมโบราณแล้ว ยังสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวในอดีตได้อีกด้วยค่ะ
แอฟโฟร่ บุดด้า! ในตำนานที่เห็นได้ปีละครั้ง และความหมายที่ซ่อนอยู่….

วันนี้ ANNGLE จะพาแฟน ๆ ไปรู้จักกับพระพุทธรูปสุดแปลกในญี่ปุ่นกันค่ะ พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ในวัดโทได (東大寺)  หรือคนไทยรู้จักในนาม “วัดพระใหญ่” ในจังหวัดนาระ ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ นับว่านาน ๆ ทีจะมีคนเห็นค่ะ เพราะพระพุทธรูปองค์นี้จะถูกเปิดให้ชมได้เพียง “ปีละแค่หนึ่งวัน” ค่ะ!

นอกจากจะเปิดให้ชมเพียงปีล่ะครั้ง พระพุทธรูปองค์นี้ยังมีความแปลกแบบสุด ๆ คือท่านจะมีพระเกษา หรือทรงผมที่ฟูออกมาเป็นทรงแอฟโฟร่เลยล่ะค่ะ (มิได้ลบหลู่แต่อย่างใดนะเจ้าคะ) ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวหลาย ๆ ท่านที่ได้ไปพบเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “แอฟโฟร่ บุดด้า” (Afro Buddha)



แต่ที่จริงแล้วชื่อเรียกของพระพุทธรูปองค์นี้ มีชื่อว่า โกะโคชิยุอิ อะมิดะ เนียวระอิซะโซ (五刧思惟阿弥陀如来坐像) ซึ่งเป็นชื่อที่ยาวและน่าจะเรียกยากเอามาก ๆ เลยค่ะ ถึงขนาดที่ว่าแม้กระทั่งชาวญี่ปุ่นเองก็เรียกท่านว่า “อะฟุโระ บุซึโซ” (Afuro Butsuzou) หรือแปลง่าย ๆ ก็ “พระพุทธรูปแอฟโฟร่” นั่นแหละค่ะ…..

แฟน ๆ สงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมพระพุทธรูปปางนี้ ถึงต้องมีพระเกษาเป็นทรงนั้น มันมีความหมายอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? และแน่นอนล่ะคะ มันไม่ได้เกี่ยวกับทรงผมแฟชั่นอย่างแน่นอน เพราะจริง ๆ แล้ว คำใบ้ของคำตอบนี้อยู่ในชื่อของท่านนั่นเองค่ะ นั่นก็คือคำว่า โกะโคชิยุอิ (Gokoushikiyui : 五刧思惟) ซึ่งมีความหมายประมาณว่า “การวิปัสนาเป็นเวลา 5 กัป” ซึ่งคำว่าวิปัสนานั้น ไม่ใช่การนั่งสมาธิที่เน้นให้สงบนิ่ง แต่เน้นเรื่องของ “การพิจารณา การไตร่ตรอง ใคร่ครวญ” เพื่อให้เกิด “ปัญญา และ การบรรลุธรรม”

ซึ่งไม่แปลกเลยสินะคะ กับการ “นั่งวิปัสนานานถึง 5 กัป” มันต้องนานเอามาก ๆ มากพอที่จะทำให้พระเกษา หรือผมของท่านยาวออกมามากกว่า พระพุทธรูปปางอื่น ๆ



หากแฟน ๆ ANNGLE ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนวัดดังกล่าว ทางเราก็แนะนำให้ไปในวันที่ 5 ตุลาคม นะคะ เพราะวันนั้นเป็นวันเดียวที่จะเปิดให้เยี่ยมชมพระพุทธรูปองค์นี้ได้ค่ะ แต่หากไม่สามารถไปวันที่ 5 ตุลาคมก็สามารถเปลี่ยนแผนอีกนิดไปที่ วัดคอนไคโคเมียว-จิ ในเกียวโต ก็จะมีพระพุทธรูปปางนี้ตั้งอยู่เช่นเดียวกันค่ะ


ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1421189/
23 พ.ค. 63 (14:00 น.) ,Anngle สนับสนุนเนื้อหา
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วธ.นำร่อง “บวร On Tour” ต้นแบบเที่ยววิถีวัฒนธรรม เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2020, 05:31:37 AM



รายงาน : วธ.นำร่อง “บวร On Tour” ต้นแบบชวนเที่ยววิถีวัฒนธรรม เติมรายได้เศรษฐกิจชุมชน

กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมแผนวัฒนธรรมช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังโควิด-19 คลี่คลาย นำร่องบวร On Tour ต้นแบบ จังหวัดละ 1 แห่ง ชวนคนไทยเที่ยวกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ในการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชา เพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (บวร On Tour) ของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ผ่านระบบ video conferrence ไปยังสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ

ที่แต่ละสำนักฯ ได้ช่วยกันปฏิบัติงานช่วงการระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในการนำนโยบายของวธ. ไปดำเนินการในทิศทางเดียวกัน เกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ดีส่งผลต่อระบบทางเศรษฐกิจและสังคม มีการสำรวจเครือข่ายวัฒนธรรมขอรับการเยียวยาเพื่อนำเสนอกระทรวงการคลัง จัดทำทะเบียนเครือข่ายวัฒนธรรมทุกสาขาเป็น big data เป็นฐานข้อมูลใหญ่ไว้อย่างเป็นระบบ



นอกจากนี้ กิจกรรมโครงการเดินตามรอยพระราชา ส่งต่อกำลังใจ ร่วมสร้างอัตลักษณ์ไทย มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูล อาทิ การมอบสิ่งของจำเป็นหรือถุงยังชีพ การช่วยเหลือวัดในพื้นที่จัดตั้งโรงทานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช และการตั้งตู้ปันสุข รวมไปถึงการทำความเข้าใจข่าวสารรัฐบาล ศบค. กระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับโควิด-19 ไปยังชุมชนคุณธรรมฯ 22,000 ชุมชน การสร้าง New Normal ชีวิตวิถีใหม่ เป็นต้น

ปลัดวธ. กล่าวอีกว่า สำหรับรัฐบาลเตรียมประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยในส่วนของวธ. ได้ให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง อาทิ โครงการชุมชนคุณธรรมฯ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ทางเศรษฐกิจและสังคมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มหกรรมวัฒนธรรม การเตรียมฟื้นฟูและถ่ายทอดของเครือข่ายทางศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ฯ โดยในส่วนของชุมชนนั้น

หลังจากได้ดำเนินโครงการ บวร On Tour จำนวน 1,000 ชุมชนทั่วประเทศ ทางวัฒนธรรมจังหวัดคัดเลือกขึ้นมาจังหวัดละ 1 ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบ นำร่องเป็นชุมชนที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชนจากการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม




“ชุมชนที่คัดเลือก มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์หาชมได้ยาก เช่น ภูมิทัศน์สวยงาม วิถีชีวิต ธรรมชาติ อาหารท้องถิ่น มีการแสดงทางวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมให้มีคุณค่า มูลค่าสูงขึ้น สร้างระบบช่องทางการจองที่พัก ซื้อสินค้า นอกจากนี้เป็นชุมชนที่มีหลักคุณธรรม ศีลธรรมอันดี มีตู้แบ่งปันสุข โรงทาน ไม่มีการลักขโมย ยาเสพติด ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีวัฒนธรรม

โดยมีพลังบวรที่เข้มแข็ง มีคณะกรรมการบริหารจัดการชุมชนฯ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์คลิปวีดิทัศน์นำเสนอชุมชน เมื่อนักท่องเที่ยวดูแล้วทำให้อยากไปเยือน ฯ โดยวัฒนธรรมจังหวัดจะต้องวิเคราะห์ชุมชน จัดทำแผนปฏิบัติการและรายงานผลการดำเนินงาน เพื่อเข้ารับการประเมินศักยภาพว่าจังหวัดใดดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายภายในเดือนพฤษภาคมนี้” นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดวธ. กล่าว



ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/157766
สยามรัฐออนไลน์ ,25 พฤษภาคม 2563 07:49 น. ,วัฒนธรรม
37  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / “สัมภเวสี” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยของชาวพุทธ เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2020, 05:54:54 AM



“สัมภเวสี” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยของชาวพุทธ

ชื่อรายการ ทางทีวีและทางยูทูปหรือทางโซเชียล ที่ว่า “มือปราบสัมภเวสี” นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของชาวพุทธหรอกครับ เพราะคำว่า “สัมภเวสี” เป็น “ความเชื่อ” ที่โยงไปถึงหลักคำสอนเรื่องกรรม เรื่อง อนัตตา (และทุกเรื่อง) ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

สัมภเวสี ตามความเชื่อของคนไทยและคนทั่วไป เข้าใจกันว่า เป็น(ดวง) วิญญาณที่ล่องลอย หา(ภพ)ที่เกิด แต่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สัมภเวสีอย่างนั้นไม่มี เพราะ(เชื่อว่า) ทุกวิญญาณหลังจากชีวิตตายลง ล้วนมีภพหรือ “ที่เกิด” แล้วทั้งสิ้น ไม่มีการล่องลอยหาที่เกิดในลักษณะที่เราเรียกว่า “ผี” แต่อย่างใด

แม้แต่พจนานุกรมฉบับแรกของไทย (ฉบับ พ.ศ.2493) ก็ให้ความหมายแก่สัมภเวสีว่า
“น. ผู้แสวงหาที่เกิด ได้แก่ผีที่ตายจากมนุษย์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้เกิดในกำเนิดอื่น, ผู้ต้องเกิด, สัตว์โลก (ป).”

คือความเชื่อของคนทั่วไป (อย่างน้อย เมื่อ พ.ศ.2493) เชื่อว่า สัมภเวสี คือ ผี หรือวิญญาณที่ตายจากมนุษย์ไปแล้วแต่ยังได้เกิดเป็นอะไร อันเป็นความเชื่อในศาสนา(หรือ ลัทธิ) พราหมณ์ หรือแม้แต่ในศาสนาประเภทเทวนิยม (theism) ทั่วไป

แต่ต่อมา เมื่อการศึกษาทางพุทธศาสนาแผ่กว้างและไกลมากขึ้น จึงมีคำจำกัดความสำหรับ สัมภเวสีใหม่ อย่างในพจนานุกรม ของราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 (ฉบับล่าสุด) ได้ให้ความหมายแก่ สัมภเวสีใหม่ว่า

“ผู้แสวงหาที่เกิด ในคติของศาสนาพราหมณ์หมายถึงคนที่ตายแล้ว วิญญาณกำลังแสวงหาที่เกิด แต่ยังไม่ได้เกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง,ผู้ต้องเกิด, สัตว์โลก (ป., ส.สมฺภเวษิน)”


@@@@@@

โปรดสังเกตว่า ท่านราชบัณฑิต (เมื่อ พ.ศ.2554) ก็ยังรักษาฟอร์มของพจนานุกรมอยู่ แต่ได้บอกนิดหนึ่งว่า ในคติ (ความเชื่อ) ของศาสนาพราหมณ์หมายถึงคนที่ตายแล้ว วิญญาณอยู่ระหว่างแสวงหาที่เกิดอันเป็นความเชื่อของคนทั่วไป คือคนทั่วไป เชื่อว่า วิญญาณกับ ผี มีลักษณะเป็นดวงล่องลอยอยู่ วิญญาณหรือผีในลักษณะนั้นแหละ คือ อัตตา หรือ อาตมันในศาสนาพราหมณ์

แต่พระพุทธเจ้าหรือพุทธศาสนาไม่สอนให้เชื่ออย่างนั้น เรื่องนี้ก็เลยเข้าใจยากอยู่ แม้แต่ในสมัยพุทธกาล ความเชื่ออย่างนั้นก็ยังติดมากับพระภิกษุบางรูปอย่างเหนียวแน่น จนพระพุทธเจ้าเรียกไปตักเตือนว่าเป็นความเข้าใจผิด

วิญญาณอย่างอาตมันนี่แหละ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “จิต” ในทางพุทธศาสนาสอนว่า จิตหรือวิญญาณไม่ใช่ “อาตมัน” ที่แยกต่างหากจากขันธ์ 5 (คือรูปหรือร่างกายและจิตหรือนาม)

แม้แต่พระสงฆ์ของไทยเป็นอันมาก ก็มีความเชื่อว่า มีวิญญาณอย่างสัมภเวสี (แม้แต่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทั้งๆที่ท่านเทศน์เรื่องกรรมและอนัตตา อย่างชัดเจน แต่ในเทศนาเรื่อง “มุตโตทัย” ของท่าน (บันทึกคำเทศน์โดยท่านเจ้าคุณวิริยังค์) ก็ยังบัญญัติคำเรียกว่า จิตว่า “ฐีติภูตํ” เพื่อช่วยอธิบายปฏิจจสมุปบาท แสดงว่า คำอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้า ยังไม่ชัดเจนพอ.?)

แต่อย่าลืมว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีคุณลักษณะว่า
“สาตฺถํ สปฺพยญฺชนํ เกวลกปฺปํ...” คือ เพียบพร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ (สมบูรณ์ด้วยเนื้อหาและถ้อยคำ) อย่างสิ้นเชิง ไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย ว่างั้นเถิด

@@@@@@

เฉพาะปฏิจจสมุปบาทนั้น พระพุทธเจ้าทรงสาธยายกลับไปกลับมาหลังจากการตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ด้วย คงทบทวนดีแล้ว จึงนำมาพร่ำสอน และเห็นว่าเป็นเรื่องลึกซึ้งที่เข้าใจได้ยากอย่างยิ่ง แม้พระอานนท์จะกราบทูลว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้พูดอย่างนั้น

ตรัสว่า เพราะไม่หยั่งรู้ (ไม่ตรัสรู้) ในปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง สัตว์โลกจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ไม่จบสิ้นอย่างที่เป็นกันอยู่

มานึกดู ก็เห็นจริง เพราะคำอธิบายปฏิจจสมุปบาท แนวท่านพุทธทาส (ปฏิจจสมุปบาทภายในชาติเดียว หรือในขณะจิตหนึ่งๆ) ดูเหมือนเข้าใจได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาในแง่ปฏิจจสมุปบาทข้ามภพข้ามชาติ กลับเข้าใจได้ยากอย่างยิ่ง เพราะในคำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท มีเรื่อง “วิญญาณ” อยู่ 2 ข้อ คือ วิญญาณที่เกิดจากสังขาร กับ วิญญาณใน “นามรูป” อันเกิดจาก “วิญญาณ” อีกประเภทหนึ่ง

เชื่อว่าวิญญาณ อันเกิดจากสังขาร เป็นคนละวิญญาณในขันธ์ 5 อย่างแน่นอน แต่ผมก็หยั่งรู้ไม่ได้ จะบอกว่าเป็น “ปฏิสนธิวิญญาณ” ก็ไม่กล้าชี้ขาด เพราะจะมีคำถามว่า วิญญาณนั้นมาจากไหนอีก ทุกวันนี้ ก็ได้แต่นั่งนึกอยู่

น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ในคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือในพระไตรปิฎกนั้น ธรรมะแต่ละอย่าง ไม่มีคำขัดแย้งกันเองเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา หรือเรื่องนิพพาน ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีความยึดโยงกันอย่างกลมกลืน ถ้าอธิบายต่างไปจากแนวธรรมของพุทธเจ้า ก็จะพบทางตันเอง คืออธิบายต่อไปไม่ได้


@@@@@@

เช่นเรื่องของวิญญาณ ถ้าอธิบายว่า วิญญาณเป็นอัตตา หรือเป็นอาตมัน หรืออธิบายว่า มีวิญญาณที่เป็นสัมภเวสี ก็จะเห็นว่า มีวิญญาณลอยอยู่ต่างหาก จะอธิบายไม่ได้ว่า วิญญาณกับกรรม เกี่ยวข้องกันอย่างไร หรือวิญญาณเป็นอนัตตาอย่างไร หรือวิญญาณจะดับ (นิพพาน) อย่างไร กรรมหรือทุกข์จะดับลงได้อย่างไรเป็นต้น

ความรู้อย่างการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นความรู้ที่ต่างไปจาก “ศาสนา” ที่มีอยู่ แม้จะเป็นความรู้ที่จะเกิดจากฌาน หรือสมาธิเหมือนลัทธิอื่นๆในสมัยเดียวกัน แต่ก็เป็นฌานหรือสมาธิที่ใช้ปัญญา (หรือวิจารณญาณ) ได้อยู่ ไม่ใช่ฌานหรือสมาธิที่มุ่งไปรวมอยู่กับเทวะ หรือสวรรค์อย่างเดียว อย่างที่วงการศาสนาฝ่ายเทวนิยม ตั้งเป็นเป้าหมาย

ความรู้ของพระพุทธเจ้า อันเกิดจากการตรัสรู้ จึงเป็นความรู้ในแนวอริยสัจจ์ 4 คือรู้ทุกข์เพื่อดับทุกข์ (ชาติ ชราและมรณะ) เป็นสำคัญ ถ้าผิดไปจากนี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่นับเป็นความรู้ที่ถูกต้อง คำว่า ปัญญา จึงมีคำว่า “สัมมาปัญญา” (หรือ “สัมมาญาณ”) และไม่ว่าจะเป็นความเห็น ความเชื่อ (ทิฏฐิ) หรือ ความเพียร ตลอดถึงสมาธิก็ต้องมุ่งสู้ “สัมมาปัญญา” หรือ สัมมาญาณ” ถ้าไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า คุยกันคนละภาษา (มีความรู้ชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อัพยากตปัญหา” คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่คุยด้วย

คำว่า “สัมภเวสี” ของมือปราบสัมภเวสี (หมอปลา) นั้น ถ้าหมายถึงเปรต หรือ อสุรกาย ก็หมายถึงสัตว์โลกประเภทหนึ่ง เพียงแต่เขาอยู่ในโลกของโอปปาติกะ ซึ่งมนุษย์มองไม่เห็น แล้วเราก็คิดว่า โลกนั้นเป็น “โลกทิพย์” เหมือนโลกของเทวดาหรือสวรรค์ถ้าเข้าใจว่า สัมภาเวสี เป็นสัตว์โลกพวกหนึ่ง ก็ไม่ใช่ความเข้าใจที่ผิด แต่ขอให้เข้าใจด้วยว่า เปรตและอสุรกาย ที่เรียกว่า สัมภเวสีนั้น ก็คือสัตว์โลกจำพวกหนึ่ง ที่มีกระแสวิญญาณไปจากเมื่อเขาเป็นมนุษย์นั่นเอง หมายความว่า กรรมในกระแสวิญญาณนั้นยังเกิดอย่างต่อเนื่องด้วยพลังของกิเลสไม่เคยขาดตอน

@@@@@@

ในพระไตรปิฎกหรือในคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้คำว่าไม่มี “อันตราภพ” คือไม่มี (ช่องว่าง) ระหว่างภพ ผีของหมอปลา ก็คือสัตว์โลกจำพวกหนึ่งนั่นเอง

ถ้าชาวพุทธเข้าใจผิดว่า สัมภาเวสี คือวิญญาณที่กำลังแสวงหาที่เกิด แล้วเที่ยวไปอยู่ตามบ้านเรือน หรือตามศาลพระภูมิที่เขาสร้างให้ ก็เท่ากับเห็นวิญญาณเป็นอาตมันแบบลัทธิพราหมณ์ ซึ่งบอกไม่ได้ว่า กรรมไปเชื่อมโยงกับวิญญาณได้อย่างไร และกรรมเป็นอนัตตาอย่างไร

เรื่อง “สัมภเวสี” จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของชาวพุทธ คือ เป็น “มิจฉาทิฏฐิ “อย่างหนึ่ง เพราะสัมภเวสีที่เข้าใจผิดนั้นเป็นอาตมันอย่างหนึ่งของลัทธิฝ่ายเทวนิยมทั้งหลาย แต่สัมภเวสี ชนิดที่ลอยไปลอยมา อย่างสัมภเวสีใน “มือปราบฯ” ของหมอปลา ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

หากแต่ว่า ไม่มีการท้วงติงและอธิบายเรื่องวิญญาณให้เกิดสัมมาทิฏฐิจากพระสงฆ์ใดๆเลย เพราะแม้แต่พระสงฆ์ทั่วไป ก็เข้าใจว่ามีสัมภเวสีนั่นเอง

ผมอธิบายไม่ได้ว่า การที่ “สัมภเวสี” (แท้จริง น่าจะเป็น “อสุรกาย” มากกว่า) มาสิงอยู่ในร่างคนนั้นเป็นไปอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องจริง น่าจะเกี่ยวกับสภาพจิตใจของผู้ถูกสิงนั่นแหละ


@@@@@@

สังเกตว่า หมอปลาเคยบอกว่า ต้องรู้วิชา “จับเส้น” ด้วย แสดงว่า อาการของ “ผีเข้า” อาจจะเกี่ยวกับเรื่องความเครียดของผู้ถูกผีสิงด้วยหรืออย่างไร? การรักษาอาการของคนถูกผีเข้า (สิง) หมอปลามักจะใช้วิธี(ใช้มือ) กดที่ขมับหรือที่ไหปลาร้า หรือที่ลิ้นปี่ ของผู้ป่วย หรือไม่ก็ใช้ฝ่ามือตบที่แผ่นหลังของผู้ป่วย มีบางครั้ง หมอปลาใช้ “มีดหมอ” วางบนศีรษะหรือที่หน้าผากของผู้ป่วยด้วย (หรือบางครั้งก็กดแนบไว้บนแผ่นหลังของผู้ป่วย?)

ส่วนอาการหาวและอาเจียน (อ้วก) ของหมอปลาเมื่ออยู่ในบริเวณที่หมอปลาพบว่ามีพลังงาน(วิญญาณ) นั้น เกิดจากอะไร? ยังไม่ทราบได้ และใน(คนป่วย) บางราย หมอปลากล่าวว่า มีวิญญาณหลายดวง(หรือมีไสยศาสตร์(คุณไสย) หลายอย่างอยู่ในร่างคนคนเดียวกัน)

ก็ทำให้นึกไปถึงความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” ของคนไทยสมัยโบราณ ว่ามัน คือ อะไร.?




ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/149709
สยามรัฐออนไลน์ ,25 เมษายน 2563 00:10 น., ศาสนา-ความเชื่อ ,คนข้างวัด / อุทัย บุญเย็น
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อมนุษย์ใน “รตนสูตร” คือ “ภูต(ผี)” ไม่ใช่ สัมภเวสี” เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2020, 05:36:07 AM



อมนุษย์ใน “รตนสูตร” คือ “ภูต(ผี)” ไม่ใช่ สัมภเวสี”

อยากจะเขียนเรื่อง “สัมภเวสี” ของ “หมอปลา” หรือ หมอผีชื่อ จีระพันธ์ เพชรขาว ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการทีวี และโซเชียล (มือถือ) แต่ก็เขียนยังไม่ได้ เพราะยังแปล “รตนสูตร” ที่พระพุทธเจ้าสอนให้พระอานนท์เรียนเอาเพื่อนำไปสาธยาย(สวด) พวกอมนุษย์ที่รอบเมืองเวสาลีฟัง

ขอทำความเข้าใจกับท่านที่เพิ่งมาอ่าน “คนข้างวัด” ว่า ในฉบับที่แล้วได้แปลรตนสูตรได้ 3 พระคาถา (จากทั้งหมด 14 พระคาถา) ได้ใส่หมายเลขในวงเล็บให้รู้ว่า วงเล็บที่ 1 เป็นคำแปลรตนสูตรในพระคาถาที่ 1 วงเล็บที่ 2 เป็นคำแปลรตนสูตรในพระคาถาที่ 2 เป็นต้น

(4) พระธรรมใด เป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตะ (และ) ประณีต (สูงส่ง) ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มีจิตเป็นสมาธิ ได้บรรลุแล้ว พระธรรมนั้น ไม่มีธรรมใดๆเสมอเหมือน พระธรรม(คำสอนของพระพุทธเจ้า) เป็นรัตนะเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(5) สมาธิใด ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง สรรเสริญว่าเป็นธรรมอันสะอาด ซึ่งผู้รู้ทั้งหลายเรียกว่า อานันตริกสมาธิ ไม่มีสมาธิอื่นใดเปรียบได้ สมาธินั้น เป็นรัตนะอันสูงส่งเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(คำว่า “อานันติกสมาธิ” ใช้คำว่า อนันตริกสมาธิ ก็มี ใช้คำว่า อันตริยสมาธิ ก็มี แปลว่า สมาธิที่ไม่มีอะไรแทรกในระหว่างได้ เป็นสมาธิที่ดีเลิศ เป็นสมาธิเพื่อการตรัสรู้หรือเพื่อปัญญา พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นสมาธิที่สูงส่งกว่าสมาธิชั้นรูปฌาน และอรูปฌานเสียอีก ไม่ว่าในการตรัสรู้หรือเพื่อจะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าก็เข้าอานันตริกสมาธินี้ (ทรงเห็นว่าสมาธิหรือฌานที่สอนในสำนักอาฬารดาบสและอุททกดาบส ไม่ใช่สมาธิเพื่อการตรัสรู้ หรือเพื่อดับกิเลสสิ้นทุกข์ได้ จึงหนีจากสำนักทั้งสองนั้น)

กล่าวได้ว่า อานันตริกสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิของพุทธศาสนา สมาธิประเภทอื่นเป็นสมาธิขั้นต่ำทั้งสิ้น เป้าหมายสูงสุดของสมาธิในพุทธศาสนา คือ เพื่อสิ้นกิเลสและเพื่อดับทุกข์ (ชาติ ชราและมรณะ) อย่างสิ้นเชิง

โปรดสังเกตว่า พระคาถาในรตนสูตร ลำดับที่ 3-4-5 เป็นฉันท์ 5 บาท พระคาถาที่ 6-7-8-9-11-12 และ 14 เป็นฉันท์ 6 บาท (เรียกว่า “พระคาถากิ่ง”) พระคาถาที่ 10 เป็นฉันท์ 8 บาท ส่วนพระคาถาที่ 13 เป็นฉันท์ 4 บาท และตั้งแต่พระคาถาที่ 3 จนถึงพระคาถาที่ 14 เป็นฉันท์ที่จบลงด้วย 2 บาทว่า “อิทมฺปิ พุทเธ (ฯลฯ) รตนํ ปณีตํ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ”


@@@@@@

จะเห็นได้ว่า รตนสูตรกล่าวถึงรัตนะ 3 อย่าง คือ
    1. พระพุทธเจ้า
    2. พระธรรม ว่าด้วยสมาธิ นิพพาน และ อริยสัจจ์ 4
    3. เฉพาะพระสงฆ์ น่าสังเกตว่า ทรงแสดงลักษณะของพระโสดาบัน (ในจำนวนพระอริยสงฆ์ 8 ประเภท) เป็นพิเศษ

(6) อริยบุคคล 8 ท่านเหล่าใด ที่สัตบุรุษสรรเสริญ (เทิดทูน) อริยบุคคล 8 ท่านนี้ จัดเป็น 4 คู่ ท่านเหล่านั้นเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้คู่ควรแก่ของทำบุญให้ทาน(ทักษิณา) ทานที่ถวายแก่อริยบุคคลเหล่านี้ เป็นทานมีผล(อานิสงส์) มาก พระสงฆ์เป็นรัตนะอันล้ำค่าสูงส่งเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัยจงบังเกิดมี

(7) บุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า เป็นผู้มีศีลเป็นอันดี มีจิตตั้งมั่น (ด้วยสมาธิ) ไม่มีกามกิเลส มีนิพพานเป็นอารมณ์ (เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิต) เสพแต่ความดับเย็นอันไม่ต้องซื้อหา บุคคลเหล่านั้น เป็นผู้บรรลุมรรคผลแล้ว เป็นรัตนะอันล้ำค้าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัยจงบังเกิดมี

(8) เสาหลักเมือง (เสาอินทขีล) อันเขาฝังลงดินลึก พายุพัดมาทุกทิศทาง ก็ไม่สะเทือนเขยื้อนขยับได้ พระโสดาบัน ผู้หยั่งเห็นอริยสัจจ์ 4 ตถาคตก็กล่าวว่าเป็นดุจเดียวกัน ท่านเป็นรัตนะอันล้ำค่าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัยจงบังเกิดมี

(9) บุคคลใดเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ 4 ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้แล้ว บุคคลนั้น แม้เผลอสติ(ประมาท) ไปบ้าง ท่านก็จะไม่เกิดอีกเป็นชาติที่ 8 พระสงฆ์เป็นรัตนะอันล้ำค่าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(10) พร้อมกับการเป็นพระโสดาบัน ท่านย่อมละสังโยชน์(กิเลส) ได้ 3 อย่าง คือ ความหลง (ยึดมั่นถือมั่น) ในตัวตน (สักกายทิฏฐิ) ความสงสัยลังเล(ในพระรัตนตรัย) (วิจิกิจฉา) และความงมงายในศีล และพรต (สีลัพพตปรามาส) แม้ยังมีกิเลส (สังโยชน์) ที่ยังละไม่ได้ แต่ท่านก็จักไม่เกิดในอบายภูมิ ทั้ง 4 และไม่มีการทำอนันตริยกรรมทั้ง 6 ได้ พระสงฆ์เป็นรัตนะอันล้ำค่าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(11) พระโสดาบันนั้น แม้จะมีการทำชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ อยู่บ้าง แต่ท่านก็จะไม่ปิดบังกรรมชั่วนั้น การที่บุคคลผู้มุ่งสู่นิพพาน (อย่างพระโสดาบัน) จะปิดบังกรรมชั่วของตน ตถาคตกล่าวว่า ไม่อาจเป็นไปได้ พระสงฆ์เป็นรัตนะอันล้ำค่าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

พระคาถาที่ 6-7-8-9-10-11 แสดงคุณลักษณะของพระโสดาบันโดยเฉพาะ ถ้าอยากจะรู้ว่า โสดาบันเป็นคนเช่นไร ให้อ้างอิงข้อความในรตนสูตรดังกล่าว

@@@@@@

(12) พุ่มไม้ใหญ่ในป่า ผลิยอดและกิ่งก้านสะพรั่งงดงามในเดือน 5 ของฤดูร้อน ฉันใด พระพุทธเจ้าได้แจกแจงคำสอนอันประเสริฐ (ให้แตกยอดงดงาม) เพื่อนำทางสู่นิพพาน เป็นประโยชน์เกื้อกูลอันยิ่งยอด ดังพุ่มไม้ในป่าอันงามสะพรั่ง ก็ดุจเดียวกัน พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะอันสูงส่งเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(13) พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้แจ้งนิพพานอันประเสริฐทรงให้คำสั่งสอนอันประเสริฐ นำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ ไม่มีบุคคลอื่นใดที่ประเสริฐยิ่งกว่า ทรงแสดงโลกุตรธรรมอันประเสริฐเช่นนี้ พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะอันล้ำค่าดังนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(14) พระคาถาที่ 14 นี้ เมื่อพระสงฆ์สวดถึงคำว่า “ขีณํ ปุราณํ นวํ นตฺถิ สมฺภวํ” (อันเป็นบาทแรกของพระคาถานี้) องค์ประธานสงฆ์จะเตรียมจุ่มเทียนเพื่อดับเทียนในขันหรือในบาตรน้ำมนต์ เมื่อสวดถึงบาทว่า “นิพฺพนฺติ ธีรา ยถา ยมฺปทีโป” องค์ประธานสงฆ์ก็จะจุ่มเทียนทันที จึงขอแปลพระคาถานี้ให้เห็นชัดๆดังนี้

“พระอริยบุคคลเหล่าใดมีกรรมเก่าสิ้นไปแล้ว (และ) กรรมใหม่ที่จะให้เกิดอีกก็ไม่มี เป็นผู้มีจิตปราศจากความกำหนัดที่ยินดีในภพต่อไป พระอริยบุคคลเหล่านั้น สิ้นพืช(ที่จะให้เกิดอีก)แล้ว ไม่มีความพอใจที่จะเป็นเชื้อให้งอกงามได้อีก เป็นผู้มีปัญญา ย่อมดับไปเหมือนเทียนดวงนี้ดับยังไงยังงั้น พระสงฆ์เป็นรัตนะอันสูงค่าเช่นนี้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี”

จบพระคาถาในรตนสูตร ที่พระสงฆ์ใช้สวดเป็น “พระปริตต์” (หรือ) “สวดมนต์” หรือ “เจริญพระพุทธมนต์”


@@@@@@

แต่ในรตนสูตร (ในพระไตรปิฎก) กล่าวว่า มีอีก 3 คาถาที่เป็นคำกล่าว(คำสวด) ของท้าวสักกะ (หรือพระอินทร์) คือ

(15) ดูก่อนภูตทั้งหลาย ทั้งที่อยู่บนพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในอากาศ (บนท้องฟ้า) บรรดาที่มาพร้อมเพรียงกันอยู่ในที่นี้ ขอให้เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วเกิด ขอความสวัสดีปลอดภัย จงบังเกิดมี

(16) ดูก่อนภูตทั้งหลาย... (ข้อความเหมือนในคาถาที่ (15) ทุกประการ (17) ดูก่อนภูตทั้งหลาย...(ข้อความเหมือนในคาถาที่ (15) และ (16) ทุกประการ)

คำกล่าว (หรือคาถา) ของท้าวสักกะ ซึ่งนำกล่าวพวกเทวดาในที่นั้น เป็นการกล่าวนมัสการพระพุทธเจ้า พระสงฆ์มักไม่นำมาสวด คาถาที่เป็นภาษาบาลีว่าดังนี้

   “ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิ, ภุมมานิ วา ยานิว อนฺตลิกฺเข, ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ พุทฺธํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุฯ”
อีก 2 คาถาที่เหลือ มีข้อความ (เป็นภาษาบาลี) เหมือนกัน

คาถาในรตนสูตร ถ้ารวมกับคำกล่าวของท้าวสักกะ จึงมีทั้งสิ้น 17 คาถา แต่พระสงฆ์บางวัดมักจะสวดตั้งแต่พระคาถาที่ 3 ที่ขึ้นต้นว่า

    “ยํ กิญจิ วิตฺตํ วา หุรํวา ฯลฯ” (และมักจะขึ้นเสียงสูงอีกครั้ง เพื่อให้รู้ว่าเป็นรตนสูตร) จนจบพระคาถาที่ 14

@@@@@@

จะเห็นได้ว่า ข้อความในพระคาถา(ในรตนสูตร) ไม่กล่าวถึงเรื่องราว(การเกิดโรคระบาด) ในเมืองเวสาลีเลย มีแต่คำสอนและคำอธิบายธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แม้แต่พระคาถาที่ว่า “เอเตน สจฺจวชฺเชน สุวตฺถิ โหตุ” ก็ไม่ใช่เป็นการขับไล่ภูตผีแต่อย่างใด แต่เป็นการแสดงความเมตตาแก่ทุกคนทุกชีวิตในที่นั้นอันเป็นลักษณะของพุทธวาจาในทุกพระคาถาที่พระสงฆ์ใช้สวด แม้แต่คาถา (ภาษาบาลี) ที่แต่งขึ้นสมัยหลังก็นิยมแต่งตามแนวพุทธวาจาอย่างนั้น (แต่มักจะเป็นการกล่าวถึงคุณ หรืออานุภาพของพระรัตนตรัย เมื่อให้เป็นสิริมงคล)

เรื่องราวในรตนสูตร ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา โดยเฉพาะในคัมภีร์ “พระธรรมบท” (หรือ “ธัมมปทัฏฐกถา”) กล่าวถึงพระอานนท์อุ้มบาตร สวดรตนสูตรและ “พรมน้ำ” ไปรอบๆกำแพงเมืองเวสาลี ตั้งแต่พระคาถาที่ 1 (“ยานีธ ภูตานิ”) อันเป็นการทำพระปริตต์ (คงเป็นธรรมเนียมในสมัยนั้น?)

แต่หยาดน้ำ ที่พระอานนท์พรม (ใช้คำว่า “อุทกพินฺทุ”) ตกลงบนศีรษะพวกภูต ตั้งแต่พระคาถา “ยํ กิญจิ ฯลฯ”

ในคัมภีร์ “พระธรรมบท” กล่าวว่า เมื่อหยาดน้ำพรมถูกภูตทั้งหลาย พวกภูตก็พากันหนีไปอยู่ตามกองขยะและตามฝาเรือน ก่อนจะกระจัดกระจายกระเจิดกระเจิงหนีออกทางประตูเมืองเวสาลีเนืองแน่นไปหมด!



ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/146060
สยามรัฐออนไลน์ ,11 เมษายน 2563 00:10 น. ศาสนา-ความเชื่อ ,คนข้างวัด / อุทัย บุญเย็น
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “อาตมากลับใจคน เปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี” “พระนักพัฒนา” สร้างอาชีพ-ให้โอกาส เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2020, 05:15:17 AM





“อาตมากลับใจคน เปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี” “พระนักพัฒนา” สร้างอาชีพ-ให้โอกาส-ชุบชีวิตคนยากไร้!!

“รายจ่ายเดือนละ 5 ล้านบาท วิกฤตโควิด-19 กระทบกับวัด รายได้หายไปเดือนนึง 6-7 ล้าน” เปิดใจ “พระพยอม” พระนักเทศน์ชื่อดัง ในระยะเวลากว่า 50 ปี ที่ครองผ้าเหลือง อุทิศตน ต่อลมหายใจ ให้โอกาสคนยากไร้-อดีตนักโทษ ให้มีอาชีพ กว่า 1,500 ชีวิต อีกทั้งยังคิดพัฒนา โครงการต่างๆ ช่วยคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น บนเส้นทางที่ยากลำบากในสังคมไทย


อุทิศตน ชุบคนยากไร้ 1,500 ชีวิต!!

“อาตมาไปอยู่สวนโมกข์ 7 ปี พอถึงฤดูบวชเณรภาคฤดูร้อน ก็จะมาที่นี่ มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อพุทธทาสพูดว่า พยอมสวนโมกข์เรานี่มันไกลจากกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯอยากเห็นวัดแบบนี้ บางคนคงมาไม่ค่อยถึง

เพราะว่าคนที่ฐานะไม่ดี ค่ารถไฟ ค่ากินอยู่ อาจจะไม่พอจึงไม่ได้มา คุณลองคิดไปสร้างวัดสวนโมกข์ชานเมืองไหม เราก็หนักใจว่ามันจะทำได้เหรอ เนื้อที่เป็น 100 ไร่ ถ้าสร้างสวนโมกข์แบบนั้น มันต้องเป็น 100 ไร่ ก็รับปากบอกว่าครับ จะพยายามไปทำ”

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม (พยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี บอกเล่าเส้นทางจุดเริ่มต้นการครองตนอยู่ในเพศบรรพชิตกว่า 50 ปี ทั้งยังอุทิศตน สร้างงาน สร้างอาชีพ ดูแลคนยากไร้กว่า 1,500 ชีวิต หวังเพียงมีที่ยืนในสังคม



“มันไปโดนคำไม่กี่คำ หลวงพ่อพุทธทาส หรือพระผู้ใหญ่บางองค์ ท่านบอกว่าสืบพันธุ์กับสืบศาสนา ไอ้ลูกผู้ชายยุคนี้มันจะเลือกอันไหน ไอ้สืบพันธุ์มันทำกันเยอะแยะ ผู้ชาย 100 คนก็จ้องจะสืบพันธุ์ ถามผู้ชายยุคนี้ว่าระหว่างคิดเป็นผัว กับคิดเป็นพระ มึงคิดจะเป็นอะไรมากกว่ากัน โดนคำนี้ เราก็เลยบอกสืบศาสนา มันไม่ต้องกลัวว่าลูกออกมาจะติดยาสืบพันธุ์เดี๋ยวลูกออกมาจะดีหรือเลว ติดยา ติดเหล้า เห็นพ่อแม่เป็นทุกข์ที่จะตาย เราก็เลยบอกชาตินี้จะไม่ยอมเสียเหงื่อให้ใครแค่ไหน มันจะสวยยังไง จะไม่ยอมเสียเหงื่อให้มันเด็ดขาด เราจะเสียเหงื่อรับใช้ให้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้เต็มที่”

พระนักเทศน์ พระนักพัฒนาผู้นี้ ถือเป็นหนึ่งในศิษย์ผู้ใกล้ชิดของท่านพุทธทาส ภิกขุแห่งสวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อย้อนกลับไป ถ้าไม่มีวัดสวนโมกข์ ก็ไม่มีสวนแก้วในวันนี้ ซึ่งหลวงพ่อพระพยอมไม่เพียงทำวัดสวนแก้ว ให้เป็นวัดสวนโมกข์ชานเมืองตามปณิธานของท่านพุทธทาส แต่หลวงพ่อยังเป็นพระผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมาย เพื่อช่วยเหลือสังคม และประชาชนผู้ทุกข์ร้อนยากไร้ ไม่ว่าเด็ก คนชรา หรือ คนพิการ เช่น โครงการสลบมาฟื้นไป โครงการที่พักคนชรา โครงการช่วยน้องท้องหิว โครงการซูเปอร์มาร์เกต โครงการผลไม้กระจายบุญ

“ตอนมีข่าวเรื่องคนไทยเหลื่อมล้ำเรื่องการมีที่ดิน เจ้าสัวก็มีทรัพย์สิน 4 แสนไร่ 5 แสนไร่ แต่คนจนตารางวางยังไม่มี เราคิดว่าเราจะหยุดสร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์แบบวัดอื่นเขา วัดอื่นเขาสร้างกันเยอะแล้วล่ะ

เราน่าจะสร้างงาน สร้างอาชีพ เราก็เลยเก็บเงินทุกอย่างที่บิณฑบาต หรือว่าไปเทศน์ ไปซื้อที่ดิน ซื้อจนได้ 3,900 ไร่ แล้วเอาคนจนที่ไม่มีที่ทำมาหากิน มาปลูกผัก ผลไม้ จนเราเป็นฝ่ายหาพันธุ์แปลกๆ ที่เกษตรกรทั่วไปที่มี ที่ยังไม่ได้ติดตามข่าวสารการเกษตร



เราจะติดตามตัวไหนมีพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามา เราจะมีพันธุ์มะม่วงอย่างเดียว 40-50 สายพันธุ์ มะม่วงปลูกน่าจะเป็นแสน เป็นล้านต้น มันก็เลยออกมาจนล้น คนที่อาจจะกำลังทรัพย์น้อย ตกงาน อะไรก็แล้วแต่ บางคนหยอด 10 บาท เอาไปเป็นถุงไปเลย ถามว่าเอาไปทำไมเยอะ บอกว่าเอาไปกวน ซื้อไปกวน เพราะตกงาน ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไร

อันนี้เหมือนให้ฟรีเลย บางคนหยอด 5 บาท แต่เอาไปเป็นถุงเบ้อเริ่ม บางคนหยิบไปเต็มถุงแล้ว ยังถือใส่มือ 2 ลูก 3 ลูกอีก ไม่ว่างมือเลย อันนี้แล้วแต่หยิบ แล้วแต่หยอด เมื่อไหร่ที่มันยุบ ก็เอามาเติมอีก ตรงนี้จะเป็นจุดไฮไลต์เลย ช่วงนี้เราถือว่าคนจนที่มี 5 บาท 10 บาท ไปซื้อที่อื่นไม่ได้ แต่ซื้อตรงนี้ได้

ตอนนี้วัดสวนแก้วมีสาขาทั่วประเทศ 11 สาขา รวมแล้ว 3,900 ไร่ โครงการที่ยังดำเนินการอยู่เป็นสัตว์ จะเป็นเป็นวัว ควาย แมว สุนัข ก็จะเอามา บางครั้งก็มี เป็ด ไก่ มาปล่อย เช่น ไก่จะถูกฆ่า เป็ดจะถูกฆ่า เขาก็ไถ่ชีวิตมาแล้วก็เอามาให้ เราก็ให้คนเลี้ยงไป จ่ายค่าแรงไป แต่เราไม่มีเวลาไปเลี้ยงดูเขาหรอก เพราะว่างานเราเยอะ ก็เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ


โครงการหลักๆ ที่ถือว่าเป็นการสงเคราะห์ มี 3 ตัว ตัวใหญ่ๆ ก็ คือ เกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม
“ตอนนี้เลี้ยงคนไว้ 1,500 คน รายจ่ายเดือนละ 5 ล้านบาท วิกฤตโควิด-19 กระทบกับวัด รายได้หายไปเดือนนึง 6-7 ล้านเพราะว่าเมื่อก่อนนี้เราเลี้ยงคน 1,500 คน มันต้องจ่ายต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท มันต้องมีรายได้อย่างน้อย 6, 7, 8 แต่มีช่วงนี้รายรับกับรายจ่ายแตะกันไม่พอดี ไม่เหลือเงินเข้าบัญชีเลย…ไม่เหลือเลย”ทว่า ยังมีโครงการสงเคราะห์สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล ซึ่งโครงการนี้ทำมาแล้วกว่า 10 ปี มีผู้สูงอายุอยู่ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อกว่า 100 ชีวิต

“ตอนนั้นมันมีข่าวลือใช่ไหม ต้องบอกว่าทั้งโลกมันมีคนชราเพิ่มขึ้น แต่คุมกำเนิดเด็กที่เกิดมามันน้อย คนทำงานที่จะได้ภาษีดูแลคนแก่ มันไม่ balance กัน มันขาดแคลน เราก็เลย ชีวิตเราไหนๆ ก็มีคนสนับสนุน ทำบุญทำทาน พอจะมีบุญบารมีที่จะเลี้ยงดูเขาได้ ก็เลยจัดตั้งกองทุนผู้สูงวัย ได้เงินเยอะ 4-5 ล้าน กองทุนนี้คนชอบบริจาค บางคนก็บอกว่าเผื่อแก่แล้ว ไปไหนไม่ได้ ก็จะมาอยู่ที่นี่”



ครองผ้าเหลือง … หวังให้โอกาสคนมีชีวิตใหม่!!

อย่างไรก็ดี พระพยอม ไม่ใช่แค่อุทิศตัว พัฒนาศักยภาพ ชุบชีวิตคน แต่ยังมีแนวคิดไม่เน้นสร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์เหมือนวัดอื่น แต่จะสร้างอาชีพให้คนยากจนมากกว่า

หลวงพ่อจึงรวบรวมปัจจัยที่ได้รับจากการบิณฑบาตและเทศน์ มาซื้อที่ดิน จนปัจจุบันวัดสวนแก้ว มีที่ดินกว่า 200 ไร่ ซึ่งหากรวมทั้ง 11 สาขาของวัดสวนแก้วแล้วนั้นจะมีที่ดินกว่า 3,900 ไร่

“คนที่ออกจากเรือนจำมา เพราะญาติพี่น้องไม่รับเยอะแยะนะ เขากลัวว่ามันจะไปก่อเรื่องอีก เขาก็จะเอามาพักไว้ที่นี่ จนกว่าจะเห็นช่องทางไปทำมาหากินข้างนอกได้ ก็ไป ถ้าไม่มีช่องทางก็อยู่กับเราเยอะเลย อาตมาคิดว่าอาตมากลับใจคน เปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี น่าจะพันชีวิต”

ไม่เพียงแค่นั้น พระพยอมยังเป็นพระผู้ให้โอกาสแก่คนที่สังคม และครอบครัวไม่ต้องการ อย่าง “อดีตนักโทษ” ที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำให้ได้มีชีวิตใหม่ มีอาชีพและรายได้ รวมทั้งมีพื้นที่ยืนในสังคม

“เขามากันเอง ตอนแรกเราต้องรับก่อน ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดี เราบอกว่า อย่ามี 3 ขี้มานะ ขี้เกียจ ขี้ขโมย ขี้เมา ถ้าไม่มี 3 ขี้ มีเท่าไหร่ก็รับหมด และถ้านอนติดเตียงก็ไม่รับนะ เพราะว่าไม่มีคนเลี้ยงดู”



ด้าน จิตรกร คนขับรถส่วนตัวของพระราชธรรมนิเทศ เปิดเผยว่า เป็นหนึ่งในคนที่พระพยอมให้โอกาส ทำให้ตนมีที่ยืนในสังคม จากการถูกมองว่าเป็นคนคุก

“ผมเป็นคนขับรถใกล้ชิดท่าน ท่านสนทนากับผมแค่ครั้งเดียว ตอนที่ผมจะมาทำงาน ตอนนั้นผมเพิ่งออกจากคุกมา ท่านก็พูดไว้ว่าถ้าอะไรไม่ดีแล้ว ก็ปล่อยทิ้งไป แล้วก็เริ่มต้นใหม่ แค่นั้นแหละครับท่านก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเลย

แต่ตอนนี้ทางบ้านเขาก็ดีใจมาก ที่ผมได้มาอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อ เพราะผมก็ยอมรับที่ผ่านมา ผมก็เป็นคนไม่ดีเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากเป็นคนดีนะครับ เพราะว่าผมอยากมีโอกาส แต่ว่าบางทีสังคมมันไม่ค่อยให้โอกาสเรา ส่วนมากจะปิดกั้น

ผมภูมิใจมาก ผมไม่สนใจเรื่องค่าแรงเลย ว่าจะให้เท่าไหร่ ก็แล้วแต่ท่านเลย เพราะว่าท่านเป็นบุคคล เป็นพระที่อัจฉริยะ เป็นพระนักพัฒนาจริงๆ ท่านไม่คิดเอาเปรียบใครเลย”

สำหรับเกณฑ์การรับคนช่วยคนตกทุกข์ได้ยากนั้น ด้าน พรสิน ศักดิ์สม ฝ่ายบุคคลวัดสวนแก้ว บอกเล่าให้ฟังว่า ก็จะให้เกณฑ์กับคนตกทุกข์ได้ยาก คนที่ไม่มีเงินแม้แต่กลับบ้านได้ทำงาน หากเมื่อถึงวันที่กำหนด ก็จะให้เขาเลือกว่าจะอยู่ต่อ หรือกลับบ้าน

“ส่วนใหญ่ถ้าเป็นนโยบายของทางหลวงพ่อพระพยอม ก็จะให้เกณฑ์กับคนตกทุกข์ได้ยาก คนที่มาแบบไม่มี จะมีโครงหนึ่งชื่อว่าโครงการสลบมา ฟื้นไป คือ จะให้มาทำงานที่นี่ วันสองวัน สามวัน สี่วัน จนกว่าตัวเองจะมีค่ารถ แล้วก็กลับบ้านได้

คือ สลบมา มาแต่ตัวเลยครับ เราก็จะรับ บัตรประชาชนใบเดียวมา มาปุ๊บเราก็จะรับแล้วหางาน หาที่เหมาะกับคนคนนั้น แล้วให้ทำสัก 15 วัน เกิน 10 วันอย่างนี้ แล้วเราถึงจะให้เขาเลือกว่าจะกลับบ้าน หรือจะอยู่ต่อ ก็คือ เป็นโครงการของหลวงพ่อพยอม จนตอนนี้ก็มีมาเรื่อยๆ จนบางคนก็มาสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ที่นี่เลย ก็มีครับ”



ตายในการต่อสู้ ดีกว่าอยู่อย่างคนแพ้

จากชายหนุ่มที่เคยคิดจะบวชแค่ 3 เดือน แล้วสึก ปัจจุบันหลวงพ่อครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต 50 ปีแล้ว จากศิษย์ผู้ใกล้ชิดท่านพุทธทาส สู่เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ในปัจจุบัน

แน่นอนหากย้อนไป 30 ปีที่แล้ว ถ้ากล่าวถึง พระพยอม กลฺยาโณ พระนักเทศน์ชื่อดัง ไม่มีใครไม่รู้จัก ถือเป็นพระที่สปอตไลต์ส่องมากที่สุดในเวลานั้น ซึ่งในชีวิตหลวงพ่อยอมรับว่าส่งผลกระทบ และทำให้มีสติ ระวังตัวมากขึ้น

“ถ้าไปเทศน์ที่ไหน ไม่เคยนึกว่ามันจะเป็นไปได้ อาตมาดังรุ่นเดียวกับ สายัณห์ สัญญา วันนั้นไปที่อุบล เราไปเทศน์ที่สนามทุ่งศรีเมือง คุณสัญญาเขาเล่นอยู่ห่างกัน 3 กิโล คนมาฟังเรา 5 หมื่นกว่า สายัณห์ สัญญา 3 หมื่น เราชนะ 2 หมื่น ยุคนั้นไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนั้น คนปีนต้นไม้ เพื่อขึ้นมาฟังล้นไปหมด 4-5 หมื่น มันเยอะเกินคาดเลย

บังเอิญชุดช่วงที่เราดัง จะมีพระดังใกล้เคียงหรือเลยเราด้วยซ้ำไป ทำให้ระวังตัว วันหนึ่งเราไปบิณฑบาต มันมีคนเหมือนจะพูดจาถากถาง เยาะเย้ย ร้านเหล้า ร้านกาแฟ พอเราอุ้มบาตรเดิน (เขาพูดว่า) พระดังๆ พังไปตั้งหลายองค์ กูว่ารายต่อไปพระพยอม



ทำให้เราต้องระวังตัว ตั้งแต่นั้นก็มีอธิษฐานใจว่าไปเทศน์ที่ไหน ต้องไม่ให้ผู้หญิงนั่งรถคันเดียวกับเราเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะเป็นพระส่วนใหญ่ก็พังเพราะผู้หญิง เราก็เลยระวังตัว ก็เลยอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้”

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ ชีวิตคนเราไม่ว่าจะอยู่ในเพศฆราวาส หรือเพศบรรพชิต ย่อมมีทั้งขาขึ้นและขาลง หลวงพ่อก็เช่นกัน แม้จะได้รับความเลื่อมใสศรัทธา ในความเป็นพระนักเทศน์ที่แสดงธรรมได้เฉียบคม แต่เมื่อขาลงก็เกิดเหตุการณ์ที่ก่อวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ต่อหลวงพ่อเช่นกัน

“ขาลงมันลงที่สุด ช่วงเกิดเรื่องเหลืองแดง เราเห็นว่ามันไปปิดถนนหนทาง ม็อบเยอะเหลือเกิน จะไปเทศน์ที่ไหนก็ไปไม่ทัน เพราะถนนปิด ก็เลยคิดว่าจะย้ายชุมนุมม็อบทั้งหลายมาที่วัดดีไหม ก็เลยจัดที่วัดสวนแก้ว ประกาศเลยเหลืองแดงมา พอประกาศแดงสมัครมาก่อน พอจัดแดงเสร็จ เราก็จัดเหลือง ปรากฏว่า เกิดปฏิวัติ เขาไม่ให้จัด เหลืองก็เลยว่าเราลำเอียง อยู่ข้างฝ่ายแดง

จริงๆ เจตนาแรกๆ คือ อยากแก้ปัญหาเรื่องไม่ต้องไปชุมนุมบนท้องถนน ปรากฏว่า กระทบบรรลัย วายวอด ก็ถูกคนที่เคยรักเคยชอบเรา แต่เขาอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ด่าเราเช็ดเลย ไปบิณฑบาตตะโกนเลยทำไมไม่ห่มจีวรสีแดง ด่าตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย ตอนนั้นเราวูบเลย งานเคยรับเทศน์ปีละ 900 งาน เหลือไม่ถึง 100 งาน”



ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการรับมือ และสิ่งที่ได้จากวิกฤตครั้งนั้น คืออะไร หลวงพ่อให้คำตอบเอาไว้ว่า ได้รู้ถึงสัจธรรม อีกทั้งทำให้เชื่อว่าถ้าไม่มีวิกฤตในวันนั้นก็ไม่มีสวนผัก ผลไม้ และโครงการต่างๆ เพื่อหล่อเลี้ยง 1,500 ชีวิตที่วัดสวนแก้วเลี้ยงดูอยู่ในวันนี้

“เริ่มรู้สัจธรรมว่านี่แหละอนิจจัง โลกนี้มีได้มีเสีย มีบวกมีลบ สมหวังผิดหวัง แพ้ชนะ มันก็ดีนะ ถ้าไม่เกิดเรื่องนั้น
คือ ก็คิดอย่างเดียว ชีวิตอะไรจะเกิดมันไม่เป็นโมฆะ ไม่เกิดเปล่าแก่เปล่าตายเปล่า อยู่เปล่าๆ แก่เปล่าๆ

เกิดเปล่าๆ นี่มันเสียชาติเกิด ฉะนั้น เกิดมาทั้งทีมันต้องทำอะไรให้ชาติให้บ้านให้เมือง เรากินใช้ทรัพยากรของโลก แต่เราไม่สร้างอะไรให้โลกสร้างสรรค์สวยงามเลย เราก็เอาเปรียบโลก เอาเปรียบชาติ เอาเปรียบวงศ์ตระกูล

วงศ์ตระกูลที่เราเกิดมา เราไม่มีส่วนสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลบ้างเลยเหรอ ไม่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศบ้างเหรอ ไม่สร้างอะไรให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ได้ดู ได้เห็นบ้างเหรอ แล้วเรามีคติธรรมประจำใจว่า ใช้เวลาทุกนาทีให้มีประโยชน์ ขณะที่ใครเขา กิน นอน เที่ยว เล่น เรามุ่งมั่นทำอะไร พัฒนาทำไง สงเคราะห์ทำไง เผยแพร่ทำไง อย่างเผยแพร่เราคิดทำศูนย์เรียนรู้พุทธธรรม โดยนวัตกรรมใหม่ โดยย่านนี้ยังไม่มีใครมี”

สุดท้ายยังฝากคติธรรมแก่ผู้ที่กำลังยากไร้ ตกทุกข์ พบปัญหาชีวิต ให้มีกำลังใจ และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะผู้ทุกข์ร้อนในสังคมมีจำนวนมากในสังคมไทย

“ชีวิตคือการต่อสู้ อย่ารีบฆ่าตัวตาย อยู่ดูฟ้าหลังฝน อยู่สู้ต่อไป ตายในการต่อสู้ ดีกว่าอยู่อย่างคนแพ้ คนแพ้ยังไม่ทันสู้เลยฆ่าตัวตายแล้ว สู้หน่อย ขอคำเดียว สู้ๆๆ”




สัมภาษณ์ รายการ "ฅนจริง ใจไม่ท้อ"
เรียบเรียง : ผู้จัดการ Live
เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ขอบคุณภาพ : FB “พระพยอม กลฺยาโณ”
ขอบคุณ : https://mgronline.com/live/detail/9630000053356
เผยแพร่ : 22 พ.ค. 2563 15:42 ,ปรับปรุง : 22 พ.ค. 2563 17:43 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฝนถล่ม.!! น้ำท่วมวัดพระธาตุพนมฯ จนท.เร่งสูบน้ำระบายลงแม่โขง เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2020, 01:19:40 PM



ฝนถล่ม.!! น้ำท่วมวัดพระธาตุพนมฯ จนท.เร่งสูบน้ำระบายลงแม่โขง

นครพนมฝนตกหนักตลอดทั้งคืน จนน้ำทะลักท่วมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบายน้ำลงแม่น้ำโขง
 
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนมได้มีฝนตกลงมาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ตามพื้นที่อำเภอต่างๆทั้ง 12 อำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ธาตุพนม  พบว่ามีปริมาณฝนสะสมสูงสุดกว่าทุกอำเภอ ประมาณ 128 มิลลิเมตร  ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค.กระทั่งช่วงเช้าระดับน้ำยังไม่ลด ยังมีระดับสูงประมาณ 30 -40 เซนติเมตร ขณะที่บางจุดมีปริมาณน้ำสูงเกือบ 50 เซนติเมตร ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าไปในตัวอาคาร รวมถึงกุฏิพระบางจุด  เนื่องจากน้ำไม่สามารถไหลระบายลงน้ำโขงได้ทัน

นอกจากนี้ยังพบว่ามีปลาหลากหลายชนิด ที่เลี้ยงไว้ในสระน้ำในวัดได้ลอยออกมาตามบริเวณวัด  ทำให้มีชาวบ้านช่วยกันจับไปส่งคืน ส่วนสาเหตุคาดว่าอาจมาจากสาเหตุมีขยะสิ่งปฏิกูลอุดตันตามท่อระบายน้ำ รวมถึง ได้รับผลกระทบจากสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่วัด ทำให้กระทบต่อระบบการระบายน้ำ  ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังตามมา



ด้าน นายขจรศักดิ์ นิตชิน  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลธาตุพนม ได้ระดมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบแก้ไขเปิดทางน้ำ พร้อมนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง สูบน้ำระบายออก ให้ระดับน้ำลดลงเร็วที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบโครงการสิ่งปลูกสร้างในระยะยาว  แต่ในส่วนของพื้นที่ตั้งองค์พระธาตุพนม พบว่าระดับน้ำท่วมไม่ถึง  อย่างไรก็ตามทางเทศบาลตำบลธาตุพนม พร้อมด้วยวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  จะได้เร่งวางแผนจัดทำระบบป้องกัน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง ในช่วงฤดูฝน หากมีฝนตกลงมาต่อเนื่อง จะได้เร่งสูบน้ำลงระบบระบายน้ำลงสู่น้ำโขง ไม่ให้เกิดปัญหาท่วมขังซ้ำอีกไม่ให้กระทบการท่องเที่ยว





ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/regional/776199
อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.40 น.
หน้า: [1] 2 3 ... 592