ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 560
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจดีย์ลอยฟ้าวัดพระพุทธบาทสุทธาวาส สิ่งมหัศจรรย์จากฝีมือมนุษย์ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2019, 07:25:23 PM



เจดีย์ลอยฟ้าวัดพระพุทธบาทสุทธาวาส สิ่งมหัศจรรย์จากฝีมือมนุษย์

บรรยากาศในช่วงวันหยุดยาว วันพระใหญ่ วันอาสาฬหบูชา ปรากฏว่าบรรยากาศยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก พบว่ามีนักท่องเที่ยวและประชาชน ศรัทธาญาติโยมต่างๆจำนวนมาก เดินทางมาที่จังหวัดลำปาง ในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะวันนี้  ที่วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส หรือ วัดเจดีย์ลอยฟ้าลําปาง ตำบล วิเชตนคร อำเภอแจ้ห่มจังหวัดลำปาง

มีประชาชนเดินเท้าขึ้นบันไดตามหน้าผาสูงชันลัดเลาะไปตามบันไดเหล็กกว่า  300  ขั้น ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพื่อขึ้นไปชมความสวยงาม ชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอแจ้ห่ม  จ.ลำปาง และขึ้นไปกราบนมัสการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปกราบพระประธาน บนยอดเขา 




ซึ่งด้านบนภูเขาสูงนั้นมีองค์พระธาตุสีขาวเรียงรายอย่างสวยงาม อยู่บนยอดเขาหลายจุด โดยถือว่าเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดลำปาง และเป็นอันซีนไทยแลนด์หนึ่งเดียวในไทย         

โดยประชาชนทั่วไปเมื่อมาถึงด้านล่างของวัด ก็จะมีรถปิคอัพของทางวัด พานักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางขึ้นไปสู่บริเวณหน้าผากลางเขาและนักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าขึ้นบันไดไปอีก 300  ขั้น เมื่อไปถึงก็จะพบวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งตลอดทั้งปี ก็จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกัน อย่างไม่ขาดสาย

ส่วนช่วงหน้าหนาวของแต่ละปีก็จะมีทะเลหมอกอันสวยงามบนยอดเจดีย์และบนยอดภูเขาแห่งนี้มองดูแล้วคล้ายกับดินแดนลอยฟ้าเลยก็ว่าได้





ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416279/
By Peeranut.P  ,16 ก.ค. 62 (16:08 น.)
2  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / อบรมสมาธิภาวนา ตามโครงการ "ธรรมสารปภัสสร" ณ วัดราชผาติการาม เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2019, 06:49:06 AM


อบรมสมาธิภาวนา ตามโครงการ "ธรรมสารปภัสสร" ณ วัดราชผาติการาม

วัดราชผาติการาม ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานกรุงธนนอกจากเป็นวัดที่สวยงามและสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแล้วยังเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าไปปฏิบัติธรรมอีกด้วย

พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนฺทราโภ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการามให้สมบูรณ์งดงาม เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นก็ไม่ต้องการให้ความงดงามนี้ทรุดโทรมไปโดยไม่ก่อประโยชน์ จึงจัดโครงการ ธรรมสารปภัสสร ขึ้นเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสมาปฏิบัติธรรม

@@@@@@

สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า ธรรมสารปภัสสรนั้น เพื่อต้องการระลึกถึงพระคุณของอดีตเจ้าอาวาสคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) และ พระธรรมปัญญาจารย์ (สุพจน์ ปภสฺสโร) จึงนำฉายาของทั้งสองรูปมาตั้งเป็นชื่อโครงการทั้งนี้จุดประสงค์ของการเปิดให้ปฏิบัติธรรมก็เพื่อ

“เรามุ่งหวังคนที่มาอ่านใจตัวเองออก บอกใจตัวเองได้ใช้ใจตัวเองเป็น เห็นใจตัวเองชัด เพราะหากรู้จักใจตัวเองดีแล้ว ก็จะควบคุมพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี กฎหมาย และศีลธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นสังคมของเราก็จะสงบสุข”

มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมความไม่สะอาด แต่หากได้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมจะช่วยให้มนุษย์มีกายและวาจาสะอาดด้วยศีล ใจสงบด้วยสมาธิ และสว่างไสวด้วยปัญญา



กำหนดการปฏิบัติธรรม : จัดโครงการอบรมสมาธิภาวนาเดือนละ 1 ครั้ง ในวันศุกร์ – วันอาทิตย์แรกของทุกเดือน โดยรับครั้งละ 50 คนและไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

สิ่งที่ต้องเตรียมไป : เสื้อขาว-กระโปรง ผ้าถุง หรือกางเกงขายาว (สีสุภาพ) ของใช้ส่วนตัว รองเท้าแตะ ยาประจำตัว และผ้าห่ม

@@@@@@

ตารางปฏิบัติธรรม

เริ่มลงทะเบียนเวลา 13.00 น. ตารางปฏิบัติธรรมประกอบด้วยการสวดมนต์ ทำวัตรเช้า - เย็น เดินจงกรมนั่งสมาธิ ฟังธรรม และสนทนาธรรมกับพระวิปัสสนาจารย์และฆราวาสผู้เป็นวิทยากร รวมทั้งมีวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องสมาธิควบคู่กันไป โดยมีหัวข้อบรรยายดังนี้

1. หลักการพื้นฐานของการทำสมาธิ
2. จุดเริ่มและวิธีการทำสมาธิ
3. ประโยชน์ของการนั่งสมาธิ
4. หลักกรรม
5. สมาธิกับการใช้งานและควบคุมอารมณ์
6. สมาธิในชีวิตประจำวัน



วัดราชผาติการาม : ปฐมเหตุแห่งพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก

ในอดีตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมักเสด็จฯมาทรงสดับพระธรรมเทศนาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) อดีตเจ้าอาวาส เป็นประจำทุกวันพระ หากครั้งใดไม่อาจเสด็จฯมาด้วยพระองค์เองก็จะมีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าหน้าที่มาบันทึกเสียงกลับไปทุกครั้ง กระทั่งสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) เทศนาเรื่องพระมหาชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยู่หัวจึงทรงพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก และมีพระราชกระแสรับสั่งให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระมหาชนกภายในอุโบสถอีกด้วย

ที่อยู่วัดราชผาติกรรม : ซอยราชวิถี 16 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 (เชิงสะพานกรุงธน) พระกิติภูมิ ภูมิกิตฺติโก 09-9521-2398 คุณสมศรี ตรียานุวัฒน์ 08-1420-8235




ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/72253.html
Issara ,9 November 2017
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมอนามัยชวนทำบุญตักบาตร เมนูสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2019, 06:37:54 AM



ตักบาตร เมนูสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์

ตักบาตร เมนูสุขภาพ อะไรดีนะ ข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ชวนคนไทยทำบุญตักบาตรด้วยเมนูชูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และควรเลือกซื้ออาหารที่สะอาด ปลอดภัย ปรุงประกอบถูกสุขลักษณะ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงวันเข้าพรรษา หลายคนมีการวางแผนที่จะไปทำบุญ การทำบุญในแต่ละครั้งควรใส่ใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพและถูกหลักโภชนาการ เนื่องจากในปัจจุบันพระสงฆ์อาพาธสูงมากขึ้นด้วยโรค ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน การถวายอาหารที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์จะช่วยให้พระสงฆ์มีสุขภาพที่ดีได้ พระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ต้องฉันอาหารตามที่ฆราวาสตักบาตร หรือนำอาหารมาถวาย รวมถึงสถานภาพของพระภิกษุไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย การฉันภัตตาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ มีรสหวาน มัน เค็มมากเกินไป จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น

@@@@@@

แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อไปว่า อาหารที่แนะนำให้ถวายพระสงฆ์ ถวายข้าวกล้องสลับข้าวขาว ข้าวกล้องอุดมด้วยวิตามินบีและใยอาหาร เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลาเป็นหลัก ถวายผักและผลไม้เป็นประจำ ผัก ผลไม้ต่างๆ ที่มีใยอาหารช่วยในการชะลอการดูดซึมน้ำตาล ลดระดับคอเลสเตอรอลและช่วยในการขับถ่าย ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน อาทิ ฝรั่ง ส้ม แก้วมังกร และมะละกอ เลือกถวายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาล เช่น นมจืด นมถั่วเหลือง หรือน้ำเปล่า น้ำสมุนไพรหวานน้อย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวานมาก

รวมถึงการปรุงประกอบอาหารควรทำด้วยวิธีต้ม นึ่ง ยำ อบ หรือทำเป็นน้ำพริก หากจำเป็นต้องผัดหรือใช้กะทิประกอบอาหารควรใช้ในปริมาณน้อย รสชาติอาหารต้องไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัด ควรลดถวายขนมหวาน เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาหารกระป๋องควรเลือกซื้อที่มีเครื่องหมาย อย. สถานที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และวันเดือนปีที่หมดอายุ ลักษณะของกระป๋องต้องไม่บวม ไม่บุบ ตะเข็บกระป๋องต้องไม่มีรอยรั่วและไม่เป็นสนิม


@@@@@@

สำหรับประชาชนที่ปรุงประกอบอาหารด้วยตนเอง จึงควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ และการปรุงประกอบอาหารที่มีรสชาติไม่หวาน มัน เค็ม หรืออาหารประเภทปรุงสำเร็จ ประชาชนควรคำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัย และได้คุณค่าทางโภชนาการ หรือควรเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกใหม่ มีการปกปิดป้องกันแมลงวันตอม ใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด ปลอดภัย

สังเกตผู้ขายที่มีสุขอนามัยที่ดี คือ ต้องสวมผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ตัดเล็บสั้น และใช้อุปกรณ์หรือสวมถุงมือในการหยิบจับอาหาร และอาหารที่เลือกตักบาตรควรเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะอิ่มบุญแล้วยังช่วยให้พระสงฆ์ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ตักบาตรปีนี้ อย่าลืมใส่ใจเมนูสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์นะครับ



ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/164442.html
By sirakan ,15 July 2019
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อานิสงส์ของการ 'ปลูกต้นไม้ในวัด' กับ 'ที่สาธารณะ' : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2019, 06:21:59 AM



อานิสงส์ของการ 'ปลูกต้นไม้ในวัด' กับ 'ที่สาธารณะ' : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี เคยสอนไว้ว่า การปลูกต้นไม้ในวัด จะเป็นไม้ดอกหรือไม้ผลก็ตาม กับปลูกที่สาธารณะ มีอานิสงส์ต่างกัน เพราะวัดเป็นเขตของสงฆ์ เป็นพุทธเขต เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีลทรงธรรม ฆราวาสสร้างให้เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีลทรงธรรม แต่ผู้อยู่จะทรงศีลทรงธรรมหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของส่วนบุคคล

แต่จริงๆ แล้วบรรดาพุทธบริษัทอุทิศตรงเพื่อพระพุทธศาสนา จึงจัดว่าเป็นของสงฆ์โดยตรง เป็นของพระพุทธศาสนาโดยตรง การไปซ่อมแซมวัดก็ดี บำรุงวัดก็ดี สร้างวัดก็ดี สร้างสวนผลไม้ในวัดก็ดี สร้างสวนดอกไม้ในวัดก็ดี ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนบำรุงวิหารทาน ร่วมในการสร้างวิหารทาน คือ ร่วมกันสร้างกุฏิวิหารเป็นที่อยู่มีความสุข สวนผลไม้ทำให้อิ่มหนำสำราญมีความสุข ดอกไม้สร้างความชื่นใจให้เกิดขึ้นมีความสุข จึงจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิหารทาน

@@@@@@

ฉะนั้น อานิสงส์การสร้างในเขตของวัด ก็เหมือนกับทาน อินทกะ ถวายทานแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีอานิสงส์มาก

สำหรับสวนสาธารณะใครก็ใช้ได้ คนมีศีลมีธรรมก็ใช้ได้ คนมีศีลมีธรรมกระพร่องกระแพร่งบ้างก็ใช้ได้ คนไร้ศีลไร้ธรรมก็ใช้ได้ ฉะนั้นอานิสงส์ที่จะพึงได้ก็เหมือนท่านอังกุรเทพบุตร

แต่ว่าบรรดาพุทธบริษัทก็จงอย่าเลือกเฉพาะผลใหญ่อย่างเดียว จงเลือกทั้งผลเล็กและผลใหญ่ สิ่งใดใกล้มือคว้าไว้ก่อน หมายความว่าถ้าสวนสาธารณะเขาต้องการต้นไม้ดอกไม้ เราก็ไปร่วมกับเขา อย่าลืมว่าข้าวแต่ละจานย่อมมีค่า ข้าว ๑ กาละมังใหญ่ก็มีค่า ข้าวแต่ละจานแม้จะน้อยกว่ากาละมัง แต่หลายๆจานเข้าก็สามารถเต็มกาละมังได้ฉันใด


@@@@@@

บุญกุศลท่านทั้งหลายทำบุญกับสวนสาธารณะ หรือที่สาธารณประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในเขตสงฆ์ ถ้ามีโอกาสทำบ่อยๆ ก็ชื่อว่าจะเป็นการสั่งสมบุญให้เต็มที่ได้เหมือนกัน

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ฝนตกทีละหยาดๆ สามารถทำภาชนะให้เต็มได้ฉันใด บุญกุศลที่เราทำแล้วไซร้ แม้จะครั้งละน้อยๆ แต่ว่าทำบ่อยๆ ก็สามารถจะทำให้บุญบารมีของเราเต็มบริบูรณ์ได้"

ฉะนั้น ขอทุกคนจงอย่าเลือกเฉพาะที่สงฆ์อย่างเดียว ส่วนใดที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนไม่จำกัด หมายความว่าเป็นสาธารณะ ให้ทำด้วย น้อยก็เอา มากก็เอา อย่างนี้เราจะไม่เสียทีในการเกิด เพราะเป็นปัจจัยของความสุข ความสวยสดงดงามเป็นการให้ความสุขแก่คนที่เห็น คนได้ใช้ ได้ดม ได้กิน ผลอย่างนี้ถือเป็นทาน
 



ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/426844
วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 19.50 น.
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อเราโตขึ้นเราจะเข้าใจว่า “การมีเพื่อนเยอะไม่สำคัญเท่ากับการมีเพื่อนดี” เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2019, 08:21:11 PM



เมื่อเราโตขึ้นเราจะเข้าใจว่า “การมีเพื่อนเยอะไม่สำคัญเท่ากับการมีเพื่อนดี”

“อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา เหมือนเกลือดีมีน้อยด้อยราคา ยังดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล” วันนี้ขอยกเอาคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่เป็นบทกลอนสอนใจเรื่องเกี่ยวกับ “เพื่อน” ขึ้นมาพูดสักหน่อยนะคะ เพราะด้วยสถานการณ์และผู้คนที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน หรือแม้แต่ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทำให้เรากลับมานั่งคิดทบทวนว่า เวลาเรามีเรื่องทุกข์ใจ หรือเศร้าใจ มีใครบ้างที่เหลืออยู่กับเราในเวลานั้น และเขาคนนั้นแม้จะเป็นเพียงคนคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ขอให้จงดีใจเอาไว้เถอะค่ะ ว่านั่นแหละคุณได้เจอเพื่อนแท้แล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เค้าคือเพื่อน “คุณภาพ” ที่แท้จริของคุณ

ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทันสมัยขึ้นทำให้คนเรามีการสื่อสารกันง่ายมากขึ้น คนเราจึงมีเพื่อนมากมายในสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุคเป็นร้อย บางคนนี่มีเพื่อนเป็นพันๆ คน แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็จะคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ในโลกออนไลน์หากเราพอใจที่จะให้เพื่อนคนไหนอยู่ในชีวิตเราก็แค่เก็บเขาเอาไว้ หรือหากไม่พอใจใครก็แค่ลบหรือบล็อคออกไปจากเฟสบุคก็เท่านั้น แต่ในชีวิตจริงเรามีเพื่อนที่พูดคุยด้วยได้ทุกเรื่องสักกี่คน เรามีคนที่รับฟังปัญหาที่เราเจอมีกี่คน เคยลองนั่งคิดกันบ้างหรือเปล่า ถึงเวลาแล้วค่ะที่เราจะคัดเลือกเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้ข้างกายแบบเพื่อนคุณภาพ  แม้ว่าคัดออกมาแล้วจะเหลือจำนวนน้อยมากเพียงไม่กี่คน หรือบางคนอาจจะเหลือแค่คนเดียว แต่จงดีใจเถอะว่าคุณเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีเพราะที่เหลือเพื่อนน้อยๆ นั่นแหละ แต่เค้าคือเพื่อนแท้ค่ะ

เวลาที่คนเรามีปัญหา หรือมีเรื่องอยากระบายให้ใครสักคนฟัง เชื่อหรือไม่คะว่าเรามักต้องการเพียงแค่คนคนเดียวเท่านั้นที่รับฟัง ฉะนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าข้อดีของการมีเพื่อนน้อย แต่เป็นเพื่อนคุณภาพนั้นมีอะไรบ้าง แล้วไปดูว่าเมื่อเราเจอคนคนนั้นแล้ว เราควรรักษาเค้าเอาไว้อย่างไร

>> เชื่อเถอะว่าเพื่อนยิ่งเยอะ ยิ่งมากปัญหา <<

เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก หรือเมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่น เราจะมีความรู้สึกว่าถ้าไปไหนแล้วได้ไปกันเป็นกลุ่ม เป็นแก๊งค์ใหญ่ๆ คนเยอะๆ มันช่างเป็นอะไรที่สนุกสนานเหลือเกิน ยิ่งคนเยอะยิ่งมันส์สุดๆ แต่เมื่อเราโตขึ้นด้วยภาระหน้าที่ที่ทุกคนต้องมี การมีเพื่อนเยอะๆ หลายๆ คน การจะรวมกลุ่มกันแต่ละทีนั้นเป็นเรื่องยาก บางครั้งกว่าจะนัดเจอกันได้ คนนั้นติดธุระ คนนี้ติดงาน ไม่ลงตัวสักที นัดกันจนปวดหัว ยิ่งถ้าต้องรวมตัวกันให้ครบจำนวนแก๊งค์ที่เคยมีตอนวัยรุ่นยิ่งยากเลยค่ะ บางทีไม่ได้เจอกันเป็นเดือนๆ ก็เพราะมัวแต่นัดกันนี่แหละ แต่หากเรามีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวหรือสองคน เวลาจะนัดกันก็ง่าย คนหนึ่งไม่ว่างก็รอกันได้ มันต้องมีสักวันที่ว่างตรงกัน การตัดสินใจเลือกสถานที่นัดเจอก็ไม่วุ่นวาย

เห็นหรือยังคะว่าเพื่อนน้อยมันดีแค่ไหน ทางที่ดีที่เราจะเอาเวลามานั่งนัดเพื่อนเยอะๆ เจอคนนั้นคนนี้ ควรหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของเพื่อนมากกว่าปริมาณค่ะ มีเพื่อนสนิทไม่ต้องมาก แต่พึ่งพาอาศัยได้ทุกคน มีคนที่เราสามารถไว้ใจบอกเล่าความลับได้  ก็เป็นเพื่อนที่ประเสริฐและควรค่าแก่การถนอมรักษาไว้ที่สุด มีเพื่อนไม่มากแต่ดีทุกคน เท่านี้ก็ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ

>> เพื่อนน้อยลง ชีวิต (อาจ) ดีขึ้น <<

การลดจำนวนผู้คนในชีวิตลงอาจนำพาความสงบมาสู่ชีวิตเราได้ เพราะคนจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะนำพาความสุขมาให้เราได้เสมอไป บางทีคนที่แวดล้อมเราจำนวนมากมายนั้นอาจเข้ามาด้วยความคาดหวัง ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่รวมตัวเพื่อนจำนวนมากอาจเต็มไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา แต่ความเฮฮานั้นกลับไม่ได้ทำให้คุณเป็นตัวของตัวเองมากนัก ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของคุณอาจเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ เพราะคุณไม่สามารถพูดคุยกับใครได้เลย เพราะต่างคนต่างก็อยากจะเล่าเรื่องของตัวเองกันทั้งนั้นจริงมั้ยคะ

ในทางกลับกันเมื่อไปงานที่ไหนสักที่ที่มีเพียงเพื่อนสนิทที่เป็นกลุ่มสนทนาเล็กๆ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ในการพูดคุยที่แสดงออกถึงความใส่ใจ ความเห็นอกเห็นใจกันนั่นแหละค่ะจะมีมิตรภาพที่แท้จริงอยู่เสมอ เพราะคนจำนวนน้อยที่นั่งฟังเรานั้นเขาจะมีความตั้งใจ มีการรับฟังความทุกข์ของกันและกันอย่างเข้าใจ มีการปลอบใจ มีกำลังใจเล็กๆ ให้กัน แบบนี้ย่อมดีกว่าคนมากมายแต่ไม่มีใครอยากรับฟังเราพูดเลยแน่ๆ ค่ะ บางทีคำแนะนำดีๆ อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มสนทนาเล็กๆ ที่มีเพียงเพื่อนมี่คนนั้นก็ได้

>> หันไปจะเจอคนที่คอยอยู่ข้างเราเวลาสุข และเศร้าใจแน่ๆ <<

เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณไม่ได้เหลือเพื่อนน้อยลง เพียงแค่คุณชัดเจนขึ้นว่าใครคือเพื่อนของคุณจริงๆ มีคนมากมาย ที่อยากได้ประโยชน์จากเรา แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อยากให้ประโยชน์กับเรา อยากให้เราได้ดี มีความสุข มีความสำเร็จในชีวิต เพื่อนแบบนี้ต่างหากที่เราควรแคร์ และ ต้องรักษาไว้ให้ดีค่ะ ใครเคยเจอเหตุการณ์แบบที่ว่าเมื่อถึงเวลาเดือดร้อน จะหันหน้าไปพึ่งใครก็ไม่เจอสักคน ตอนแรกเราก็ว่าเพื่อนเรามีหลายคน แต่คนนั้นก็หาย คนนี้ก็ไม่ว่างที่จะมาช่วย นั่นแหละค่ะเมื่อเราถึงเวลาเดือดร้อนจริงๆ ไม่ต้องไปนึกถึงเพื่อนหลายๆ คนหรอกว่าจะมาช่วย เพราะจะมีเพียงคนเดียวหรือคนสองคนเท่านั้นที่ยังคงทำให้เราเห็นว่าเรามีกันและกัน จะมีคนที่คอยช่วยคิดหาหนทางแก้ไข เพื่อนที่เข้าใจจำนวนไม่กี่คน หรือแม้แต่คนเดียวนั้น ต่อให้ไม่ได้เอ่ยปากบอกเรื่องทุกข์ร้อนในใจแต่เพื่อนก็ยังรับรู้ได้จากความใกล้ชิด ดังนั้น เพื่อนจึงเป็นสิ่งที่มีค่า และควรที่จะรักษามิตรภาพดี ๆ ไว้ให้นานที่สุดค่ะ



>> มีคนที่คอยห่วงใยเราจากใจ <<

การมีเพื่อนแท้สักคนนนั้นเชื่อเถอะค่ะว่าทั้งเราและเพื่อนจะมีความสำนึกถึงความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบที่ว่าก็คือต่างฝ่ายต่างจะต้องมีความรับผิดชอบในตัวของกันและกัน จะมีความห่วงใยกันจริงๆ แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายต้องรู้สึกแบบเดียวกัน ต่างฝ่ายจะทุ่มเทและเสียสะ ลองถามตัวเองดูสิคะว่าเรามักจะคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่ตลอดเมื่อทำอะไร อยากให้เขาได้มาอยู่ตรงนี้ อยากเล่าสิ่งที่เจอให้ฟัง และเชื่อเถอะว่าเพื่อนคนนั้นของคุณก็ต้องรู้สึกไม่ต่างกับคุณแน่นอน

ถ้าอยากให้มิตรภาพงอกงามก็ต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่และให้เวลามาก ๆ เหมือนกับการดูแลต้นไม้ในสวนให้สวยงาม เริ่มจากทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีก่อน ทำให้เพื่อนเห็นเสมอว่าคุณรักและสนใจพวกเขา และเต็มใจสละเวลาให้เพื่อนตอนที่เขาต้องการคุณ สังคมทุกวันนี้สอนให้คนคิดถึงแต่ตัวเองแทนที่จะสนใจคนอื่น ดังนั้น ถ้ามีใครสนใจและเป็นห่วงเราจริง ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน มันจึงมีความหมายและทำให้เรารู้สึกดีมาก ๆ

>> พร้อมเปิดใจพูด และเต็มใจฟัง <<

คนที่เป็นเพื่อนแท้ของเราที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดคนนั้น สังเกตสิคะว่าเขาคิดอย่างไรเขาก็จะพูดอย่างนั้นกับเราตรงๆ เพราะเราต่างรู้ใจกันดีว่าคนนั้นชอบอะไร คนนี้ไม่ชอบอะไร เพื่อนแท้คนนั้นจะพูดความจริงกับคุณแม้ว่าสิ่งนั้นมันอาจทำให้คุณเจ็บ แต่เชื่อเถอะว่าเขาหวังดีกับคุณจริงๆ อย่าลืมว่ามิตรภาพแท้จะงอกงามได้ถ้าขาดการพูดคุยกันอยู่เสมอ คุณและเพื่อนคนนั้นจะมีการพูดคุยกันบ่อย มีการหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอมาเล่าสู่กันฟัง รู้เรื่องของกันแทบจะทุกเรื่อง เวลาคุยกันสองคนจะตั้งใจฟังกันมากกว่าคนหลายๆ คน บางครั้งคนใดคนหนึ่งทำอะไรบางอย่างไม่ถูกไม่ควร ถ้าคุณเป็นเพื่อนที่ดี และเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจะกล้าเตือนและบอกให้อีกฝ่ายปรับปรุงตัว เพื่อนที่รักกันจริงจะไม่พูดให้เพื่อนเสียใจ และหวังดีกันเสมอ

>> คบคนเช่นไรเป็นคนเช่นนั้น <<

ยอมรับกันตรง ๆ เลยว่าสังคมทุกวันนี้ตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอกเป็นส่วนใหญ่ คบคนเช่นใด เราจะถูกเหมารวมไปว่าเป็นคนแบบนั้นโดยปริยาย เพราะคนที่มีความสนใจเหมือนกันจะถูกดึงดูดเข้าหากัน นอกจากนี้การที่รอบตัวเราแวดล้อมไปด้วยคนที่มีทัศนคติกว้างไกล คิดดีคิดบวก มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานในด้านดีๆ ก็จะทำให้เราซึมซับเอาความคิด ทัศนคติแบบนั้นมาด้วย ทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้จนประสบความสำเร็จ และมีความสุขในชีวิตได้เช่นกัน

บางครั้งคนอื่นที่ไม่รู้จักตัวตนของเราจริงๆ ถ้าเรามีเพื่อนกลุ่มใหญ่คนนั้นนิสัยแบบหนึ่ง อีกคนนิสัยแบบหนึ่ง สิบคนก็สิบแบบ แต่ถ้าเรามีเพื่อนสนิทที่นิสัยเหมือนกับเรา เราไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวตนของเราให้ใครรับรู้มากนักเลยค่ะ คนภายนอกจะมองเราออกจากเพื่อนของเรานี่แหละ เพราะคนที่จะคบกันได้มักจะต้องมีอะไรที่คล้ายๆ กัน เช่น อุปนิสัย หรือแนวคิด เพราะฉะนั้นการมีเพื่อนน้อยทำให้คนมองเราง่ายขึ้นกว่าการไปไหนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แน่นอน เพราะในกลุ่มใหญ่นั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเพื่อนคนไหนเคยไปทำพฤติกรรมไม่ดีใส่คนอื่นเอาไว้ จนทำให้เราถูกมองว่าร้ายไปด้วย แบบนี้ไม่ดีแน่ คนเยอะเรื่องแยะ คนน้อนสบายใจกว่าเชื่อเถอะค่ะ

มีเพื่อนน้อยแต่จริงใจถึงจะมีไม่มากก็ไม่เป็นไร เพราะคำว่าเพื่อนเขาวัดกันที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ เพื่อนแท้เขาจะอยู่กับคุณเสมอ เวลาที่คุณลำบากเขาจะไม่ทิ้งคุณไว้ลำพัง เขามักเสียสละแบ่งปัน มอบสิ่งดีๆ ให้คุณ เขาจะชื่นชมและยินดีกับทุกเรื่องราวของคุณอย่าลืมนะคะว่าการมีเพื่อนมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ามี “เพื่อนแท้” นะคะ แต่ก็นั่นแหละค่ะ เอาเป็นว่าคบกับใครแล้วสบายใจก็คบไป ถ้าคบแล้วไม่สบายใจก็กันตัวเองออกมา อยากประสบความสำเร็จก็เลือกคบเพื่อนที่เขามีความมุ่งมั่น มีความเพียร ชี้นำเป็นตัวอย่างในทางที่ดี จำไว้ว่าเพื่อนดีจะไม่ทิ้งให้คุณหลงทางอยู่ในปัญหาที่มืดมิด เพื่อน   ดีๆ จะไม่มีความสุขเมื่อเห็นคุณทำสิ่งผิด เพื่อนดีๆ จะคอยผลักดันให้คุณไปสู่ความสำเร็จ ในวันที่ทุกข์ยากลำบากใจ เพื่อนคนไหนที่ยังไม่ปล่อยมือหรือเดินหนีไปจากคุณ คนนั้นแหละเพื่อนแท้ แม้จะน้อยก็คือเพื่อนแท้ค่ะ


ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/knowledge-work-inspiration/161440.html
By pant ,1 July 2019
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดห้องลับ ‘ประตูชุมพล’ น้อยคนที่จะรู้ สถานที่เก็บดาบของ ‘ย่าโม’ เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2019, 07:50:45 PM


เปิดห้องลับ ‘ประตูชุมพล’ น้อยคนที่จะรู้ สถานที่เก็บดาบของ ‘ย่าโม’ (มีคลิป)


เปิดห้องลับ / คุณ พงศธร พนาสรรค์ อดีตเลขานุการ รมว.แรงงาน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก พงศธร พนาสรรค์ เรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้ ระบุว่า “มีเรื่องประตูชุมพล ลานอย่าโมเป็นเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นและครั้ง1ในชีวิตของผมจริงๆ” 2-3 วัน ก่อนประมาณ 4 ทุ่มผมมากราบย่าโมและฝนตกผมเห็นน้ำขัง ผมเลยเอาไม้ถูพื้นมาถูพื้นลานย่าโม มีพี่คนหนึ่งเดินมาทัก ได้คุยกันซึ่งผมไม่รู้จักมาก่อนครับ พอถูพื้นเสร็จผมก็มานั่งสักพักมองประตูชุมพลซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโคราช

แกก็เอ่ยขึ้นมาว่า เป็นพนักงานเทศบาลคอยดูบริเวณนี้ กุญแจข้างบนมี 3 ดอก คนที่ดูแลสถานที่ตรงนี้ถือไว้อยู่กับแกดอกหนึ่ง แกบอกกับผมว่าข้างบนเป็นที่เก็บรูปและมีดดาบของย่าโม น้อยคนจะได้ขึ้นไปส่วนใหญ่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เวลามีงานเขาขึ้นไป เป็นบุญของผมแท้ๆ ที่แกบอกว่าพี่พาขึ้นไปดูไหม ผมตื่นเต้นดีใจสุดๆด้วยความสงสัยว่าข้างบนมีอะไรเป็นยังไง

พอขึ้นไปขนลุกทั้งตัวแบบบอกไม่ถูกครับ ใจสั่น ผมไม่ได้กลัวความสูงนะ รู้สึกได้อะไรหลายๆอย่างเลยนำคลิปวีดีโอมาฝากว่าข้างบนเป็นยังไงครับ




สำหรับประตูเมืองชุมพลนั้น ได้สร้างขึ้นในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงพ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231 ไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ชื่อประตู “ชุมพล” นั้นหมายความถึง ที่ชุมนุมพลส่วนใหญ่ เป็นประตูสำหรับเตรียมไพร่พลและออกศึก เนื่องจากมีภูมิประเทศเปิดกว้าง ไม่มีป้อมปราการตามธรรมชาติเหมือนประตูอื่นๆ ในอดีตมีความเชื่อว่า เมื่อลอดผ่านประตูชุมพลไปทำศึกแล้ว จะแคล้วคลาดได้กลับบ้านเมือง

เนื่องจากตัวเมืองปัจจุบัน ได้มีขยายออกไปยังบริเวณรอบนอกไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่าเดิม ส่งผลทำให้ปัจจุบัน ประตูชุมพลจึงเสมือนตั้งอยู่กลางเมือง ต่อมาทางหน่วยราชการของจังหวัดนครราชสีมาได้สร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) แล้วนำมาประดิษฐานบนแท่นสูง ตรงบริเวณหน้าประตูชุมพล ซึ่งได้มีการถมคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกบางส่วน เพื่อทำเป็นพื้นที่ก่อสร้าง

@@@@@@

สำหรับหอยามรักษาการณ์ทรงไทย, ประตูเมือง และกำแพงเมืองโบราณที่ชำรุดทรุดโทรมพังลงไปมากนั้น ทางราชการได้บูรณะซ่อมแซม และสร้างขึ้นมาใหม่บางส่วน โดยคงไว้ซึ่งรูปแบบและศิลปะการก่อสร้างตามของเดิมไว้ทั้งหมด พร้อมกับได้อัญเชิญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ทั้งหมดมาสร้างและตั้งขึ้น ณ บริเวณที่ปัจจุบัน ตราบเท่าทุกวันนี้

ประตูชุมพล ทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480 และกำแพงเมืองโคราช ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479

ชมวิดีโอได้ที่ : https://www.facebook.com/100025414723943/videos/238341037023052/



ขอบคุณที่มา : พงศธร พนาสรรค์ wikipedia Korat Next Step
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เบลล่า ราณี ถวายกุฎิเรือนไทย ไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2019, 06:52:06 AM


เบลล่า ราณี ถวายกุฎิเรือนไทย ไว้ในพระพุทธศาสนา – Secret

นอกจากจะเป็นนางเอกขวัญใจมหาชนแล้วยังเป็นนางเอกใจบุญสุนทานอีกด้วย เบลล่า ราณี ถวายกุฎิเรือนไทย แด่วัดพระยาสุเรนทร์ ซีเคร็ตขออนุโมทนาด้วยค่ะ

เพจเฟซบุ๊คชื่อว่า “วัดพระยาสุเรนทร์” โพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายว่า
”มงคลชีวิตเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการสร้างกุศลใส่ตัว วันเสาร์ที่ ๑๓ ก.ค ๖๒ เวลา ๐๗:๐๙ น.

#เบลล่า_ราณี และ #คุณแม่ปราณี
ได้ทำพิธีถวายกุฏิเรือนไทย ไว้ใช้งานในพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ อุ้มชูอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองให้คงอยู่สืบทอดต่อไปกาลนาน….สาธุ

ผู้ใดให้ที่พักอาศัย ผู้นั้นชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง ”(สังยุตตนิกาย สคาถวรรค) ผู้ให้ที่พักอาศัย ฯลฯ ย่อมมีบุญเจริญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน เขาตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ (วนโรปสูตร)“




เบลล่า ราณี นางเอกผู้มีชื่อเสียงจากผลงานหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณชายพุฒิภัทร เพลิงบุญ บุพเพสันนิวาส กรงกรรม และอื่น ๆ ได้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาด้วยการถวายกุฏิเรือนไทยแด่วัดพระยาสุเรนทร์ และสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์

มีเรื่องเล่าถึงอานิสงส์แห่งการถวายกุฏิไว้ในพระพุทธศาสนาว่า ครั้งสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลก มีพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ถือจาริกแสวงหาสถานที่จำพรรษา จนมาบริเวณชายป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสิกราช




ในหมู่บ้านแห่งนี้มีนายช้างคนหนึ่ง หาเลี้ยงชีพด้วยการขายเศษไม้ เขาและลูกชายจะเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้นำมาขาย ระหว่างที่กำลังเดินเข้าไปในป่าลึก ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพำนักอยู่ใต้ร่มไม้ จึงเข้าไปทำความเคารพและสนทนาด้วย พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า เรากำลังแสวงหาสถานที่สำหรับอยู่จำพรรษา นายช้างกับลูกชายจึงอาสาสร้างกุฏิถวาย

เขาและลูกชายช่วยกันสร้างกุฏิจากเศษไม้ขึ้นในบริเวณใกล้สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ อานิสงส์แห่งการถวายกุฏิแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ส่งผลให้พ่อลูกคู่นี้เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ในวิมานทอง มีเทพบุตรและเทพธิดาเป็นบริวาร เจริญด้วยทิพยสมบัติมากมาย




ที่มาและภาพ : www.facebook.com/วัดพระยาสุเรนทร์ , www.84000.org/อานิสงส์ถวายกุฏีวิหาร
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/164917.html
By Alternative Textnintara1991 ,17 July 2019
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ 2000 ปี โผล่ขึ้นกลางน้ำโขง จ.นครพนม เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2019, 06:14:19 AM



รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ 2000 ปี โผล่ขึ้นกลางน้ำโขง จ.นครพนม


ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้พบว่าระดับน้ำโขงลดลงต่อเนื่อง หลังเข้าสู่ฤดูแล้ง ล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 3 - 4 เมตร  ทำให้หลายจุดเกิดสันดอนทรายเป็นบริเวณกว้างกลางลำน้ำโขง 

ถึงแม้จะเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบภัยแล้ง แต่ยังส่งผลดีต่อเรื่องการท่องเที่ยวช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะบริเวณกลางลำแม่น้ำโขง หน้าวัดบ้านเวินพระบาท ต.เวินพระบาท  อ.ท่าอุเทน ตรงข้ามกับบ้านเวินเหนือ ฝั่งเมืองหินบูน  แขวงคำม่วน สปป. ลาว ขณะนี้ระดับน้ำโขงลดลง จนทำให้โขดหินที่ประทับรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์กลางน้ำโขง อายุราว 2,000 ปี  ได้เริ่มโผล่ขึ้นเหนือน้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า รอยพระพุทธบาทเวินปลา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทย-ลาว เคารพนับถือมาตั้งแต่ยุคโบราณ

ซึ่งในช่วงหน้าแล้งของทุกปี ถือว่าในรอบ 1 ปี จะโผล่ขึ้นมาให้ประชาชน นักท่องเที่ยว กราบไหว้บูชา ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญที่ประชาชน  นักท่องเที่ยวจะเดินทางมากราบไหว้สรงน้ำในช่วงหน้าแล้ง และช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี






ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1414273/
By Peeranut.P ,09 ก.พ. 62 (14:00 น.)
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดภาพน้อยคนเคยเห็น.!! ภายในองค์พระปฐมเจดีย์ ดูลึกลับ-หาดูยากมาก เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2019, 09:19:44 PM


เปิดภาพน้อยคนเคยเห็น.!! ภายในองค์พระปฐมเจดีย์ ดูลึกลับ-หาดูยากมาก


องค์พระปฐมเจดีย์ / สำหรับองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นปูชนียสถานอันสำคัญของประเทศไทย อยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร โดยมีประวัติความเป็นมายาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และตั้งอยู่คู่นครปฐมมาช้านาน

โดยองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ รูป ระฆังคว่ำ ปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐ ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร 4 ทิศ กำแพงแก้ว 2 ชั้น ถือเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยอีกด้วย

แต่เชื่อเลยว่า หลายคนคงอาจไม่เคยได้เห็นภายในองค์พระปฐมเจดีย์ และคงอยากทราบว่าแท้จริงแล้วภายในองค์พระปฐมเจดีย์มีอะไรและเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้เพจ Thai Architecture me ได้เผยแพร่ภาพภายในองค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อครั้งเข้าไปสำรวจและซ่อมระหว่างปี 2549-2552 ซึ่งเป็นอีกภาพที่เชื่อเลยว่ายากที่หลายคนจะได้เห็นกัน













ขอบคุณที่มา Thai Architecture me , คุณ เดียว ทัพหลวง และนครปฐม ที่คิดถึง
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2718125
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ออนซอน นครพนม เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2019, 03:09:11 PM


ออนซอน นครพนม

"พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูผู้ไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง จรรโลงวัฒนธรรม เชื่อมโยงอินโดจีน"



ถ้าให้พูดถึง "นครพนม" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นวลมีโอกาสได้มาเยือน นวลมาจังหวัดนี้ครั้งแรกกับคุณพ่อ ด้วยความที่นวลเองเป็นคนเหนือ และที่บ้านยึดถือประเพณีไหว้พระธาตุประจำปีเกิด ทำให้นวลได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคุณพ่อมากราบพระธาตุพนมบ่อยครั้ง (พระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีวอก ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ทำให้นครพนมแทบจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ผูกพันกับนวลมา

ถ้าให้เทียบนครพนม ณ ตอนนี้กับเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน นครพนมยังคงเสน่ห์ และความงดงามอยู่เสมอ แม้สังคมโลกจะพัดพาเอาความเจริญเข้ามามากมาย แต่คนนครพนมยังคงความงดงามอยู่เสมอไม่รู้คลาย

จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ความสวยงามของธรรมชาติ มีความหลากหลายของวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ รวมทั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายร้อยปี มีพระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง พื้นที่ด้านเหนือและตะวันออกของจังหวัดติดกับแม่น้ำโขงเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวนครพนมครับ

วันนี้นวลจะพาแฟนจ๋าไปเลาะเลียบโขงชมความงามของ นครสุขริมโขงกัน จะพาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง พาไปชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม ประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกิน และความเป็นอยู่ของชาวนครพนม แล้วแฟนจ๋าจะสัมผัสได้ว่า นครพนมเป็นนครแห่งความสุขจริงๆ ตามนวลมาเลย...

จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ความสวยงามของธรรมชาติ มีความหลากหลายของวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ รวมทั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายร้อยปี มีพระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง พื้นที่ด้านเหนือและตะวันออกของจังหวัดติดกับแม่น้ำโขงเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวนครพนม

พระธาตุพนม



มาถึงนครพนม สิ่งแรกที่ต้องทำคือการมานมัสการพระธาตุพนม ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระธาตุประจำของคนเกิดปีวอก และคนที่เกิดวันอาทิตย์อายุกว่า 2300ปี มีความเชื่อกันว่า ถ้าใครมานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง จะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” ได้รับอานิสงส์บุญบารมี มีคนเคารพนับถือ ชีวิตดีมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ในช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จะมีเทศกาลงานประเพณีต่างๆ อาทิ งานประเพณีไหลเรือไฟกลางแม่น้ำโขง

หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์



เป็นสัญลักษณ์ อีกแห่งหนึ่งของเมืองนครพนมโดดเด่นเป็นสง่า ตัวอาคารถูกทาสีด้วยสีชมพูอ่อนสะดุดตา หากใครมาตัวเมืองนครพนมต้องไม่พลาด หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ หลังชนะสงครามภายในประเทศ เมื่อครั้งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามเดียนเบียนฟู ชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาอาศัยในนครพนมได้ร่วมกันสร้างหอนาฬิกาขึ้นเพื่อระลึกถึงไมตรีจิตของคนไทย สร้างเมื่อ พ.ศ.2503 สูงประมาณ 50 เมตร จุดนี้เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามที่ได้สร้างขึ้น

ถนนสุนทรวิจิตร



นครพนมมีถนนที่ทอดยาวเลียบฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อว่า ถนนสุนทรวิจิตร ถนนเส้นนี้ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินและเส้นทางจักรยาน บรรยากาศสุดชิล ชมบรรยากาศริมโขงที่มองไปฝั่งลาวจะเป็นแขวงคำม่วน


มีจุดให้ถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆ หลายจุดเลยนะครับ

วัดนักบุญอันนา หนองแสง



เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์คของนครพนมเลยก็ว่าได้ วัดนักบุญอันนาหนองแสง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 ถือเป็นสัญลักษณ์ของคนญวน ไทย จีน ลาว ที่นับถือคริสต์ศาสนามาอาศัยอยู่ร่วมกัน ที่เที่ยวนครพนมที่นอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพี่น้องคริสต์ศาสนิกชนของชาวนครพนมแล้ว ยังมีความสวยงามของสถาปัตยกรรมให้ได้ถ่ายรูปชิค ๆ กันอีกด้วย

พระธาตุประสิทธิ์



พระธาตุประจำวันเกิด วันพฤหัสบดี ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของวันพฤหัสบดี นับเป็นอีกหนึ่งพระธาตุที่มีความสำคัญที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดมาช้านาน สำหรับพระธาตุประสิทธิ์ เป็นที่เลื่องลือกันว่าหากผู้ใดได้ไปกราบไหว้นมัสการพระธาตุแห่งนี้แล้วนั้น ผู้นั้นก็จะได้รับอานิสงส์ให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้ไปกราบไหว้อธิษฐานขอพรเรื่องการงานกันเป็นอย่างมาก


ไฮไลท์ของวัดพระธาตุประสิทธิ์คงจะหนีไม่พ้น ศาลาการเปรียญหลังเก่ามีรูปทรงสวยงามแปลกตา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ เคยใช้เป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้ากฐินส่วนพระองค์ (พระกฐินต้น) ณ วัดธาตุประสิทธิ์เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๕ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติที่เขียนด้วย สีฝุ่นที่เขียนโดยหม่อมหลวงมรกต บรรจงราชเสนา ณ อยุธยา

อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์


นครพนม ถือเป็นจังหวัดที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเวียดนาม รวมถึงเป็น เส้นทางท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากของ ลุงโฮ หรือ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เคยเดินทางเข้ามาอยู่ในพื้นที่นครพนม ช่วงปี 2466 –2474 โดยพำนักอยู่ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม จึงทำให้บ้านนาจอกเป็นสถานที่สำคัญด้านประวัติศาสตร์ของชาวนครพนม และชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม มีการก่อสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนามขึ้น เมื่อปี 2547


เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในประเทศเวียดนามเลยก็ว่าได้ มีทั้งความสงบ ความสวยงาม และมุมถ่ายรูปมากมาย ใครมาเที่ยวนครพนมต้องแวะมาให้ได้เลย

บ้านลุงโฮ



หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า บ้านท่านโฮจิมินห์ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ครั้งหนึ่ง อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส


"หัวใจลุงโฮ" ต้นไม้รูปหัวใจที่เด่นตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา ริมถนนทางไปบ้านลุงโฮจิมิน

พระธาตุเรณู



เป็นพระธาตุประจำวันของคนเกิดวันจันทร์ โดยมีรูปร่างลักษณะเป็นการจำลองรูปแบบของพระธาตุพนมมาเป็นส่วนใหญ่ สร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2460 เชื่อกันว่าภายในได้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ พระไตรปิฎก พระพุทธรูปสำคัญ และแก้วแหวนเงินทองอีกมากมาย ที่ผู้มีจิตศรัทธาในสมัยก่อนถวายไว้เป็นพุทธบูชา ภายนอกองค์พระธาตุสวยสะดุดตาด้วยสีชมพูงดงามสบายตา เชื่อกันว่าใครได้มากราบไหว้จะมีรูปร่างหน้าตาสวยงามผิวพรรณผ่องใส หล่อสวยกันได้แบบไม่ต้องใช้มีดหมอเลย


บริเวณรอบ ๆ มีผลิตภัณฑ์ OTOP ขายผ้าพื้นเมืองสวยงามให้ได้ซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดกันกลับไปอีกด้วย

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)



เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก ก่อสร้างสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2455-2457 ผู้สร้างเป็นชาวญวน ชั้นบนและล่างไม่มีเสา และไม่มีการตอกตะปูแม้แต่ดอกเดียว ใช้การเข้าเดือยไม้


เคยเป็นสถานที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทอดพระเนตรงาน ประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรกและประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 มีความสวยงามด้วยศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้าง จากฝรั่งเศสช่วงสมัยสงครามอินโดจีน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม ปรับปรุงให้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวนครพนม

พญาศรีสัตตนาคราช



แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของนครพนม ประดิษฐานบน ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าเพราะมี 7 เศียร ลำตัวเดียว ซึ่งต่างร่ำลือว่า หากใครมาขอพรหรือบนบานองค์พญาศรีสัตตนาคราช อาจสัมฤทธิ์ผลเพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์



ในยามเย็นบริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช ยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวนครพนม และนักท่องเที่ยว อีกหนึ่งจุดที่สามารถมาถ่ายภาพสามมิติบนพื้นได้ด้วยนะครับ

พระธาตุท่าอุเทน



เป็นการจำลองแบบมาจากองค์พระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็กกว่า ด้านในองค์พระธาตุมีการบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์

พระธาตุท่าอุเทนได้ชื่อว่าเป็นพระธาตุประจำวันของคนที่เกิดในวันศุกร์ โดยเชื่อกันว่าหากใครได้มากราบนมัสการแล้ว จะทำให้ชีวิตรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามรุ่งเช้า

ถนนคนเดินเมืองนครพนม



เป็นศูนย์รวมความชิลของคนนครพนมยามเย็นครับ สินค้าที่วางขายนั้นหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของพื้นเมือง ขนม ของกิน

ถนนคนเดินตั้งอยู่บนถนนสุนทรวิจิตร เลียบไปกับแม่น้ำโขง จุดเริ่มต้นคือบริเวณหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ เปิดเฉพาะวันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ราว 17:00 น. เป็นต้นไป

ต้นก้ามปูยักษ์ วัดจอมศรี ต.นามะเขือ



ต้นก้ามปูต้นนี้ตั้งเด่นอยู่กลางวัด ปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียว ดูทั้งขลัง ทั้งร่มรื่นเลยละ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3



นวลพามาเช็คอินกันต่อกับที่เที่ยวนครพนมชื่อดัง สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ถือว่าเป็นสะพานที่สวยงามมาแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรและขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว สะพานแห่งนี้ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิว และจุดถ่ายภาพที่ใครเดินทางเที่ยวนครพนมต้องห้ามพลาดเลยละครับ


ปิดท้ายกันที่สตรีทอาร์ทเล็กๆ ของเมืองนครพนม บริเวณเรือนจำเก่านครพนมครับ เป็นอีกจุดเช็คอินเก๋ๆ ที่ไม่ควรพลาดเลย

รวมร้านอร่อยห้ามพลาด

กองทัพต้องเดินด้วยท้องจริงๆ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ชิคๆ แล้ว นครพนมยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยด้วยนะครับ

ก๋วยเตี๋ยวป้าแก้ว



มาเริ่มต้นกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าแก้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแสนอร่อย บอกเลยว่าถ้ามาช่วงเที่ยงอาจต้องรอคิวนานเลยละ เมนูเตี๋ยวเนื้อที่ทานคู่กับพริกย่าง และกะปิ เสิร์ฟพร้อมผักสด สาวๆ ชอบเลยละ เห็นควักกะปิกันเต็มที่เลย นวลได้แต่มองตาปริบๆ  ตามประสาคนไม่กินกะปิ

76A The Club



ร้านคาเฟ่สีขาวที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายสะอาดตา มีที่นั่งทั้งด้านในและด้านนอก อยู่ย่านถนนคนเดิน เดินช็อปเหนื่อยๆก็แวะตากแอร์กินกาแฟกันก่อน

เป๋นปลาเป็น



ร้านอาหารท้องถิ่นที่เรียกว่าเอาไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองกันเลยทีเดียว เมนุขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้นปลาคังแม่น้ำโขงที่เอามาทำเมนูจิ้มจุ่มน้ำซุปเข้มข้น หรือจะเป็นลาบปลาคังก็แซ่บเว่อร์

ปากหม้อศรีเทพ



ร้านปากหม้อญวนแสนอร่อยอีกเจ้าที่อยากแนะนำให้มาทานกันครับ ทำสดๆจากเตา บีบมะนาวนิดนึง จิ้มน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน อร่อยลืมเลยละ

76A The Space



ถ้าพูดถึงคาเฟ่ชิคๆ ของนครพนม ทุกคนต้องรู้จัก 76A The Space คาเฟ่เก๋ๆ ที่เปลี่ยนบ้านเก่าริมน้ำโขงเป็นคาเฟ่น่านั่ง มีกาแฟ และเบเกอรี่คอยเสิร์ฟ จะนั่งรับลมชิลๆ ชมแม่น้ำโขง หรือจะนั่งเย็นๆในห้องแอร์ก็มีจ้า

ผัดไทยหนองแสง


ร้านผัดไทย และอาหารตามสั่งอีกร้านที่อยากแนะนำครับ ผัดไทยไข่ห่อว่าดีแล้ว ยำไข่เยี่ยวม้าที่นี่เด็ดมากบอกเลย

206 Road Cafe&Cuisine



อีกหนึ่งเรโทรคาเฟ่ที่น่านั่งมากๆของนครพนม มีกาแฟ เบเกอรี่ และอาหารพร้อมเสิร์ฟครับ

ส้มตำร้านปองเต



ร้านตำเส้นชื่อดังของนครพนม ที่ใครผ่านไปผ่านมาต้องแวะชิมกัน ทีเด็ดอยู่ที่ตำเส้นที่อร่อยเด็ดไม่แพ้ฝั่งลาวเลย เคล็ดลับอยู่ที่น้ำปลาร้าสูตรเด็ดของทางร้านเอง


ถ้าให้พูดถึง "นครพนม" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นวลมีโอกาสได้มาเยือน นวลมาจังหวัดนี้ครั้งแรกกับคุณพ่อ ด้วยความที่นวลเองเป็นคนเหนือ และที่บ้านยึดถือประเพณีไหว้พระธาตุประจำปีเกิด ทำให้นวลได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคุณพ่อมากราบพระธาตุพนมบ่อยครั้ง (พระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีวอก ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ทำให้นครพนมแทบจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ผูกพันกับนวลมา

ถ้าให้เทียบนครพนม ณ ตอนนี้กับเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน นครพนมยังคงเสน่ห์ และความงดงามอยู่เสมอ แม้สังคมโลกจะพัดพาเอาความเจริญเข้ามามากมาย แต่คนนครพนมยังคงความงดงามอยู่เสมอไม่รู้คลาย


 
ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416167/
By Peeranut.P. ,07 ก.ค. 62 (10:00 น.)
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระปฏาจาราเถรีภิกษุณี..จาก "หญิงเสียสติ สู่ ภิกษุณีผู้บรรลุอรหันต์" เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2019, 09:34:16 AM

พระปฏาจาราเถรีภิกษุณี จาก "หญิงเสียสติ" สู่ "ภิกษุณีผู้บรรลุอรหันต์"  ด้วยความโศกเศร้า วิ่งแก้ผ้าทั่วเมือง จนเมื่อพบพุทธองค์ จึงฟื้นคืนสติ.!

พระนางปฏาจาราเถรีนั้น เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ ในกรุงสาวัตถี มีรูปร่างสวยงาม ในเวลานางมีอายุ ๑๖ ปี มารดาบิดาเพื่อจะรักษาไม่ให้เกิดข้อครหานินทา จึงให้นางอยู่บนชั้นบนปราสาท ๗ ชั้น. ถึงแม้เป็นเช่นนั้น นางก็ยังลักลอบได้เสียกับคนรับใช้คนหนึ่งของตน.

กาลต่อมา มารดาบิดาของนางตกลงจะยกนางให้แก่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ในสกุลที่มีชาติเสมอกันแล้ว กำหนดวันวิวาหะ (วิวาห์) เมื่อวันวิวาหะใกล้เข้ามา นางจึงพูดกะคนรับใช้ผู้นั้นว่า
     “ได้ยินว่า มารดาบิดาจักยกฉันให้แก่สกุลโน้น เมื่อเวลาที่ฉันไปสู่สกุลผัวแล้ว แม้ท่านจะถือบรรณาการมาเพื่อฉัน ก็เข้าไปในที่นั้นไม่ได้ ถ้าท่านมีความรักในฉัน ก็จงพาฉันหนีไปโดยทางใดทางหนึ่งในบัดนี้นี่แล”

คนรับใช้นั้นรับคำว่า “ดีละ นางผู้เจริญ” แล้วกล่าวว่า
     “ถ้าอย่างนั้นฉันจักยืนอยู่ที่ประตูเมืองแต่เวลาเช้าตรู่พรุ่งนี้ หล่อนพึงออกไปด้วยอุบายอย่างหนึ่งแล้ว มาในที่นั้น”
ในวันที่ ๒ ก็ได้ยืนอยู่ในที่นัดหมายกันไว้


@@@@@@

นางปฏาจาราหนีไปกับคนใช้

ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นนุ่งผ้าปอน ๆ สยายผม เอารำทาสรีระ ถือหม้อน้ำ ออกจากเรือนเหมือนเดินไปกับพวกทาสี ได้ไปยังที่นั้นแต่เช้าตรู่. ชายคนรับใช้นั้นพานางไปไกลแล้ว อาศัยอยู่บ้านแห่งหนึ่ง ไถนาในป่าแล้ว ได้นำฟืนและผัก เป็นต้น มา. ธิดาเศรษฐีเอาหม้อน้ำมาแล้ว ทำกิจมีการตำข้าวและหุงต้ม เป็นต้นด้วยมือตนเอง เสวยผลแห่งความชั่วของตน.

ครั้งนั้น นางได้ตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว ต่อมาเมื่อครรภ์แก่แล้วนางจึงอ้อนวอนสามีว่า “ใคร ๆ ผู้อุปการะของเราไม่มีในที่นี้ ธรรมดามารดาบิดา เป็นผู้มีใจอ่อนโยนในบุตรทั้งหลาย ท่านจงนำฉันไปยังสำนักของท่านเถิด ฉันจักคลอดบุตรในที่นั้น.”

สามีนั้นคัดค้านว่า “นางผู้เจริญ เจ้าพูดอะไร.? มารดาบิดาของเจ้าเห็นฉันแล้ว พึงลงทัณฑ์ด้วยประการต่างๆ ฉันไม่อาจไปในที่นั้นได้.”

นางแม้อ้อนวอนแล้วๆ เล่าๆ เมื่อไม่ได้ความยินยอม.
นางรอเวลาที่สามีนั้นไปป่า จึงเรียกคนผู้คุ้นเคยมาสั่งว่า
“ถ้าเขามาไม่เห็นฉัน จักถามว่า ‘ฉันไปไหน.?’
"พวกท่านพึงบอกความที่ฉันไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตน” ดังนี้แล้วก็ปิดประตูเรือนหลีกไป

ฝ่ายสามีนั้นมาแล้ว ไม่เห็นภรรยานั้นจึงถามคนคุ้นเคย ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็ติดตามไปด้วยคิดว่า “จักให้นางกลับ” เมื่อพบนางแล้วแม้เขาจะอ้อนวอนประการต่าง ๆ ก็มิอาจทำให้นางกลับได้

ทีนั้น ลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่วนแล้วในที่แห่งหนึ่ง. นางเข้าไปในระหว่างพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง พูดว่า
“นาย ลมกัมมัชวาตของฉันปั่นป่วนแล้ว”
นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นดิน คลอดเด็กโดยยากแล้ว คิดว่า
“เราพึงไปสู่เรือนแห่งตระกูลเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้ว”
จึงกลับมาสู่เรือนกับสามี อยู่กันอีกเทียว

สมัยต่อมา ครรภ์ของนางตั้งขึ้นอีก. นางเป็นผู้มีครรภ์แก่แล้วจึงอ้อนวอนสามีโดยนัยก่อนนั่นแล เมื่อไม่ได้ความยินยอม จึงอุ้มบุตรด้วยสะเอวหลีกไปอย่างนั้นนั่นแล แม้ถูกสามีนั้นติดตามไปพบแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะกลับ

ครั้งนั้น เมื่อชนเหล่านั้นเดินไปอยู่ มหาเมฆอันไม่ใช่ฤดูกาล (พายุนอกฤดู) เกิดขึ้น. ท้องฟ้าได้มีท่อธารตกลงไม่มีระหว่าง (ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก) ดังสายฟ้าแผดเผาอยู่โดยรอบ ดังจะทำลายลงด้วยเสียงแผดแห่งเมฆ.

ในขณะนั้น ลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่วนแล้ว นางเรียกสามีมากล่าวว่า
“นาย ลมกัมมัชวาตของฉันปั่นป่วนแล้ว ฉันไม่อาจทนได้ ท่านจงรู้สถานที่ฝนไม่รดฉันเถิด.”
สามีนั้นมีมีดอยู่ในมือ ตรวจดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นพุ่มไม้ซึ่งเกิดอยู่บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง เริ่มจะตัด.

ลำดับนั้น อสรพิษมีพิษร้ายกาจเลื้อยออกจากจอมปลวก กัดเขาในที่นั้นนั่นแล สรีระของสามีสีเขียวดังถูกเปลวไฟอันตั้งขึ้นในภายในไหม้อยู่ ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.

ฝ่ายภรรยาก็ได้เสวยทุกข์อย่างมหันต์ เฝ้ามองดูการมาของสามีอยู่ โดยไม่ทราบว่าเขาได้ตายไปแล้ว ก็มิได้เห็นเขาเลย ในที่สุดก็คลอดบุตรคนที่ ๒ อีก. ทารกทั้ง ๒ ทนกำลังแห่งฝนและลมไม่ได้ ก็ร้องไห้ลั่น.

นางเอาทารกทั้ง ๒ คนนั้นไว้ที่ระหว่างอุทร ยืนคร่อมเด็กทั้งสองด้วยเข่าและมือทั้ง ๒ เพื่อบังฝนให้จนตลอดราตรี.ร่างกายทั้งสิ้นได้ซีดเป็นดังสีใบไม้เหลือง เหมือนไม่มีโลหิต.

ครั้นเมื่ออรุณขึ้นนางก็อุ้มบุตรคนที่เพิ่งคลอดซึ่งมีสีดังชื้นเนื้อสดด้วยเอว จูงบุตรคนโตด้วยนิ้วมือพลางกล่าวว่า “มาเถิด พ่อ บิดาเจ้าไปโดยทางนี้” แล้วก็เดินไปตามทางที่สามีไป ครั้นเมื่อเห็นสามีนั้นล้มตายบนจอมปลวกมีสีเขียวตัวกระด้าง ก็ร้องไห้รำพันว่า

“เป็นเพราะเราทีเดียว สามีของเราจึงต้องตายที่หนทางเปลี่ยว” ดังนี้แล้วก็เดินไป

นางเห็นแม่น้ำอจิรวดี เต็มเปี่ยมด้วยน้ำสูงประมาณเพียงหน้าอก เพราะฝนตกตลอดคืนยังรุ่ง นางไม่อาจลงน้ำพร้อมด้วยทารกทั้ง ๒ คนได้ เพราะตนมีความรู้อ่อน จึงให้บุตรคนใหญ่รออยู่ที่ฝั่งนี้ แล้วอุ้มบุตรคนเล็กข้ามแม่น้ำไปที่ฝั่งโน้น ปูลาดกิ่งไม้ไว้ให้บุตรนอนแล้วคิดว่าจะข้ามรับบุตรคนโต แต่ใจของก็ไม่อาจจะละความเป็นห่วงบุตรอ่อนได้ กลับแลดูแล้ว ๆ เล่า ๆ เดินไป.

ครั้นในเวลาที่นางถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งก็เห็นลูกคนเล็กซึ่งมีผิวแดงดังชิ้นเนื้อนอนอยู่ จึงโฉบลงมาจากอากาศ ด้วยสำคัญว่าเป็นชิ้นเนื้อ นางเห็นมันโฉบลงเพื่อต้องการบุตร จึงยกมือทั้งสองขึ้น ร้องไล่ด้วยเสียงอันดัง ๓ ครั้งว่า “สู สู” เหยี่ยวไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยเพราะไกลกัน จึงเฉี่ยวเด็กบินขึ้นสู่เวหาสไปแล้ว.

ส่วนบุตรผู้ยืนอยู่ที่ฝั่งนี้ เห็นมารดายกมือทั้งสองขึ้น ร้องเสียงดังท่ามกลางแม่น้ำ จึงกระโดดลงแม่น้ำโดยเร็วด้วยสำคัญว่ามารดาเรียกจึงถูกกระแสน้ำพัดหายไป เหยี่ยวเฉี่ยวเด็กอ่อนของนางไป บุตรคนโตก็ถูกน้ำพัดไป ด้วยประการฉะนี้

@@@@@@

นางทราบข่าวว่ามารดาบิดาตายอีก

นางเดินร้องไห้รำพันว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีก็ตายเสียในที่เปลี่ยว” เมื่อพบบุรุษผู้หนึ่งเดินมาจากกรุงสาวัตถี จึงถามว่า “พ่อ ท่านอยู่ที่ไหน?”

บุรุษ : ฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี แม่
ธิดาเศรษฐี : ตระกูลชื่อโน้นเห็นปานนี้ ใกล้ถนนโน้น ในกรุงสาวัตถีมีอยู่ ทราบไหม.? พ่อ
บุรุษ : ฉันทราบ แม่ แต่อย่าถามถึงตระกูลนั้นเลย ถ้าท่านรู้จักตระกูลอื่น จงถามเถิด
ธิดาเศรษฐี : ฉันไม่มีธุระที่เกี่ยวกับตระกูลอื่น ฉันถามถึงตระกูลนั้นเท่านั้นแหละ พ่อ
บุรุษ : แม่ ฉันบอกก็ไม่ควร
ธิดาเศรษฐี : บอกฉันเถิด พ่อ
บุรุษ : วันนี้ แม่เห็นฝนตกคืนยังรุ่งไหม.?
ธิดาเศรษฐี : ฉันเห็น พ่อ ฝนนั้นคืนยังรุ่งเพื่อฉันเท่านั้นไม่ตกเพื่อคนอื่น แต่ฉันจักบอกเหตุที่ฝนตกเพื่อแก่ท่านภายหลัง โปรดบอกความเป็นไปในเรือนเศรษฐีนั้นแก่ฉันก่อน
บุรุษ : แม่ วันนี้ ในกลางคืน พายุได้พัดเอาเรือนล้มทับ คนที่อยู่ข้างในตายหมด วันนี้คนทั้งสามเหล่านั้นก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน แม่เอ๋ย ควันนั่นยังปรากฏอยู่

นางได้ฟังดังนั้น ถึงความเป็นคนวิกลจริตยืนตะลึงอยู่ ร้องไห้รำพันบ่นเพ้อเซซวนไปว่า:-
“บุตร ๒ คน ตายเสียแล้ว สามีของเรา ก็ตายเสียที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน.”

เที่ยวกระเซอะกระเซิงไป ไม่รู้สึกถึงผ้าที่นุ่งซึ่งได้หลุดลง คนทั้งหลายเห็นนางแล้ว เข้าใจว่าหญิงบ้า จึงเอาหยากเยื่อ กอบฝุ่น โปรยลงบนศีรษะ ขว้างด้วยก้อนดิน พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้ทอดพระเนตรเห็นนางผู้บำเพ็ญบารมีมาแสนกัลป์ สมบูรณ์ด้วยอภินิหารเดินมาอยู่



นางได้ตั้งความปรารถนาไว้ในชาติก่อน

ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ นางปฏาจารานั้น เห็นพระเถรีผู้ทรงวินิจฉัยรูปหนึ่ง อันพระปทุมุตตรศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ จึงทำคุณความดีแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า
    “แม้หม่อมฉันพึงได้ตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินิจฉัยทั้งหลายในสำนักพระพุทธเจ้าเช่นกับด้วยพระองค์.”

พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงเล็งอนาคตตั้งญาณไป ก็ทรงทราบความปรารถนาจะสำเร็จจึงทรงพยากรณ์ว่า
    “ในอนาคตกาลหญิงผู้นี้จักเป็นผู้เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินิจฉัยทั้งหลาย มีนามว่า ปฏาจารา ในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า.”

พระศาสดา ทรงเห็นนางผู้มีความปรารถนาตั้งไว้แล้วอย่างนั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร กำลังเดินมาแต่ที่ไหนเทียว ทรงดำริว่า
       “เว้นเราเสีย ผู้อื่นชื่อว่าสามารถจะเป็นที่พึ่งของหญิงผู้นี้ได้ ไม่มี”
        จึงได้ทรงบันดาลให้นางเดินบ่ายหน้ามาสู่วิหาร

พวกพุทธบริษัทเห็นนางแล้วจึงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าให้หญิงบ้านี้มาที่นี้เลย.”
พระศาสดาตรัสว่า “พวกท่านจงหลีกไป อย่าห้ามเธอ”
ในเวลานางมาใกล้ จึงตรัสว่า “จงกลับได้สติเถิด น้องหญิง.”
นางกลับได้สติด้วยพุทธานุภาพในขณะนั้นเอง. ในเวลานี้ นางกำหนดความที่ผ้านุ่งหลุดได้แล้ว ให้เกิดหิริโอตัปปะขึ้น จึงนั่งกระโหย่ง ลำดับนั้น บุรุษผู้หนึ่งจึงโยนผ้าห่มไปให้นาง.

นางนุ่งผ้านั้นแล้วเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แทบพระบาททั้งสองซึ่งมีพรรณะดังทองคำแล้วทูลว่า
     “ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า เพราะว่าเหยี่ยวเฉี่ยวบุตรคนหนึ่งของหม่อมฉันไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีตายที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับตายเขาเผาเชิงตะกอนเดียวกัน.”

พระศาสดาทรงสดับคำของนาง จึงตรัสว่า
     “อย่าคิดเลย ปฏาจารา เธอมาอยู่สำนักของผู้สามารถจะเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของเธอได้แล้ว เหมือนอย่างว่า บัดนี้ บุตรคนหนึ่งของเธอถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีตายแล้วที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับฉันใด น้ำตาที่ไหลออกของเธอผู้ร้องไห้อยู่ในสงสารนี้ ในเวลาที่ปิยชนมีบุตรเป็นต้นตาย ยังมากกว่าน้ำแห่งมหาสมุทรทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
    “น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า.? แม่น้อง.”

เมื่อพระศาสดาตรัส อนมตัคคปริยายสูตร อยู่อย่างนั้น ความโศกในสรีระของนาง ได้ถึงความเบาบางแล้ว ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบที่นางผู้มีความโศกเบาบางแล้ว ทรงเตือนอีก แล้วตรัสว่า
     “ปฏาจารา ขึ้นชื่อว่าปิยชนมีบุตรเป็นต้น ไม่อาจเพื่อเป็นที่ต้านทาน เป็นที่พึ่ง หรือเป็นที่ป้องกันของผู้ไปสู่ปรโลกได้ ; เพราะฉะนั้น บุตรเป็นต้นเหล่านั้นถึงมีอยู่ ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีทีเดียว ส่วนบัณฑิตชำระศีลแล้ว ควรชำระทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพานของตนเท่านั้น”

เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
    “บุตรทั้งหลาย ไม่มีเพื่อต้านทาน บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี เมื่อบุคคลถูกความตาย ครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี ; บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นั้นแล้ว สำรวมในศีลพึงชำระทางไปนิพพานโดยเร็วทีเดียว.”

ในกาลจบเทศนา นางปฏาจาราเผากิเลสมีประมาณเท่าฝุ่นในแผ่นดินใหญ่แล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล

@@@@@@

นางปฏาจาราทูลขอบวช

ฝ่ายนางปฏาจารานั้นเป็นโสดาบันแล้ว ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา. พระศาสดาทรงส่งนางไปยังสำนักของพวกภิกษุณีให้บรรพชาแล้ว. นางได้อุปสมบทแล้วปรากฏชื่อว่า “ปฏาจารา” เพราะนางกลับความประพฤติได้.

วันหนึ่ง นางกำลังเอาหม้อตักน้ำล้างเท้า เทน้ำลง. น้ำนั้นไหลไปหน่อยหนึ่งแล้วก็ขาด. ครั้งที่ ๒ น้ำที่นางเทลง ได้ไหลไปไกลกว่านั้น. ครั้งที่ ๓ น้ำที่เทลง ได้ไหลไปไกลกว่าแม้นั้น ด้วยประการฉะนี้. นางถือเอาน้ำนั้นนั่นแลเป็นอารมณ์ กำหนดวัยทั้ง ๓ แล้ว คิดว่า

     “สัตว์เหล่านี้ ตายเสียในปฐมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เราเทลงครั้งแรก ตายเสียในมัชฌิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เราเทลงครั้งที่ ๒ ไหลไปไกลกว่านั้น ตายเสียในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เราเทลงครั้งที่ ๓ ไหลไปไกลแม้กว่านั้น.”

พระศาสดาประทับในพระคันธกุฎี ทรงแผ่พระรัศมีไป เป็นดังประทับยืนตรัสอยู่เฉพาะหน้าของนาง ตรัสว่า
    “ปฏาจารา ข้อนั้นอย่างนั้น ด้วยความเป็นอยู่วันเดียวก็ดี ขณะเดียวก็ดี ของผู้เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมแห่งปัญจขันธ์เหล่านั้น ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมแห่งปัญจขันธ์” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

    “ก็ผู้ใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมอยู่พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น.”

นางครั้นบวชแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต เรียนพุทธวจนะ. ท่านเป็นผู้ช่ำชองชำนาญในวินัยปิฏก. ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณีไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระปฏาจาราเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้ทรงวินัย แล

@@@@@@

ผลงานของพระปฏาจาราเถรี

พระปฏาจาราเถรี ท่านมีเมตตาและได้อนุเคราะห์แก่สตรีหลายท่าน ภายหลังสตรีเหล่านั้น ได้มาบวชเป็นภิกษุณี และท่านได้สอนและเตือนสติแก่สตรี ด้วยท่านเป็นผู้ทรงพระวินัยและฉลาดในคาถาธรรม ทำให้สตรีหลายท่าน เช่น อุตตราเถรี จันทาเถรี ปัญจสตมัตตาเถรี เป็นต้น ฯลฯ ได้บรรลุพระอรหันต์และแนะนำสอนสตรี ๕๐๐ คน ให้เกิดความสังเวชใจจึงพากันบวชในสำนักของพระเถรี ครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔

@@@@@@

บุรพกรรมของท่านในอดีตชาติ

ดังได้สดับมา พระเถรีนั้น ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครัว กรุงหังสวดี ต่อมา กำลังฟังพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้ทรงวินัย ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.

@@@@@@

ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์

ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็นพระธิดาพระองค์หนึ่งระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขุนี (ภิกขุณี) นางภิกขุทาสิกา นางธัมมา (ธรรมา) นางสุธัมมา (สุธรรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗.

พระราชธิดาเหล่านั้น ในบัดนี้ [ครั้งพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสีเถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถรี) พระกิสาโคตมีเถรี พระธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขา ครบ ๗. ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณถวายภิกษุสงฆ์ บังเกิดในเทวโลกอีก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในครอบครัวเศรษฐี กรุงสาวัตถี ดังกล่าวมาแล้ว


คัดลอกจากสารานุกรม พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน
ที่มา : dharma-gateway.com
เรียบเรียงโดย จินต์จุฑา เจนสระคู
ขอบคุณ : https://www.tnews.co.th/religion/357424/พระปฏาจาราเถรีภิกษุณี...จาก-หญิงเสียสติ-สู่-ภิกษุณีผู้บรรลุอรหันต์-...ด้วยความโศกเศร้า--วิ่งแก้ผ้าทั่วเมือง-จนเมื่อพบพุทธองค์-จึงฟื้นคืนสติ!
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / องค์พญานาคขึ้นรับบุญ "หลวงปู่สูนย์ จันทวัณโณ" วาจาสิทธิ์ เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2019, 07:42:29 AM


องค์พญานาคขึ้นรับบุญ "หลวงปู่สูนย์ จันทวัณโณ" วาจาสิทธิ์

ปูมประวัติ…หลวงปู่สูนย์ จันทวัณโณ วาจาสิทธิ์ แห่งวัดป่าอิสระธรรม ต.บ้านวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ตำแหน่งครั้งสุดท้าย คือ พระครูธรรมคุณาทร ปัจจุบันอายุ 88 ปี

ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก ที่วัดป่าอิสระธรรม ซึ่งในครั้งนั้นหลวงปู่สีลา อิสสโร เป็นเจ้าอาวาสและเป็นผู้สร้างวัดป่าแห่งนี้ หลวงปู่สีลาเป็นพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาจารย์สายป่าทุกครั้งที่ไปพบหลวงปู่มั่น สามเณรสูนย์ก็จะเดินทางไปด้วยทุกครั้ง ธรรมะจากหลวงปู่มั่นข้อหนึ่งคือ…“ให้บำเพ็ญเพียรพิจารณาเนื้อหนังเท่านั้น” พออายุครบบวชก็บวชเป็นพระปฏิบัติในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

หลวงปู่สูนย์เมตตาเล่าให้ฟังว่าการเดินธุดงค์ไปประเทศกัมพูชา ลาว พม่า อยู่ในป่าลึกองค์เดียวนาน 16 ปี พบกับความลี้ลับหลายเรื่อง บางเรื่องก็เล่าให้ฟังได้ แต่บางเรื่องก็เล่าไม่ได้เดี๋ยวจะกลายเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม หลายคนอาจมีคำถาม “ในป่าดงดิบที่หลวงปู่อยู่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่บ้างไหม” หลวงปู่บอกว่า “ไม่มี” ถามต่อไปอีกว่า…“แล้วตอนเช้ามีคนมาใส่บาตรไหมครับ” หลวงปู่บอกว่า “มี”…???



การออกบิณฑบาตในป่าต้องเดินอยู่ในระเบียบของสงฆ์ ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด…

ต้องเดินก้มหน้าจะเห็นได้ก็แค่ปลายมือและปลายเท้าของผู้มาใส่บาตรเท่านั้นจึงจะได้อาหารนั้นกลับมาฉัน ถ้า…เงยหน้ามองคนที่มาใส่บาตรเมื่อไร อาหารในบาตรก็จะหายไปทันที!…ตามตำนานเล่าขานที่หลายๆคนเคยรู้มาว่าในป่าลึก ถ้าพระผู้มีบุญญาธิการปฏิบัติกรรมฐานสำเร็จชาญชั้นสูงแล้วถึงจะมีหมู่เหล่าเทวดามาคอยรับบุญ คอยดูแลและทุกวันนี้หลวงปู่ก็ปฏิบัติกรรมฐานแต่ละวันไม่ว่างเว้น จะพักผ่อนในเวลากลางวันแค่ 1 ชั่วโมง และกลางคืนก็ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลวงปู่มักจะสอนเหล่าลูกศิษย์อยู่เสมอๆว่า…“ให้ทุกคนสร้างบุญ สร้างความดี ละเว้นความชั่ว สะสมบุญเอาไว้มากๆ จะได้สบาย…ในทุกภพทุกชาติ”

อีกครั้งหนึ่งที่ “ถ้ำผาจรุย” หรือ “ถ้ำพระอภิรมย์” ต.ป่าแงะ อ.ป่าแดง เป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก…ได้พบชายหญิงรูปร่างงาม แต่งกายด้วยชุดผ้ามัดหมี่โบราณ มาเข้าแถวที่หน้าปากถ้ำอย่างเป็นระเบียบ 40-50 คน แล้วก็มาก้มกราบหลวงปู่ในถ้ำก็ถามว่า “…มายังไงกัน” เสียงตอบจากชายคนหนึ่งว่า “ข้าน้อยเหาะมา (ลอยมา)”



หลวงปู่ก็ไม่ถามต่ออีกและได้พูดคุยกันประมาณ 30 นาที คนเหล่านั้นก็กราบลากลับ

…ก็ได้แต่มองไปที่ปากถ้ำ หญิงชายเหล่านั้นพอเดินพ้นปากถ้ำก็ลอยขึ้นไปจนหมด เป็นคำที่หลวงปู่กล่าวให้ฟัง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คนเหล่านั้นก็คือ? “เทวดา”…ได้ลงมากราบหลวงปู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเวลาเย็นย่ำเกือบค่ำแล้ว เชื่อศรัทธากันถึงบารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติกรรมฐานมาโดยตลอด

กระทั่งบรรดาศิษย์ได้กล่าวขานเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านคือพระผู้สำเร็จธรรม หรือเรียกตามภาษาหมู่เหล่าศิษย์ คือ “พระอรหันต์” นั่นเอง ซึ่งเกศาหลวงปู่สูนย์นั้นที่ได้นำมาบูชาก็กลับกลายเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์ต่อเหล่าลูกศิษย์ที่นำเกศาหลวงปู่ไปบูชา



อีกครั้งหนึ่งที่หลวงปู่ได้เดินทางมาทำบุญบ้านริมน้ำที่แม่น้ำท่าจีน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้มีลูกศิษย์ที่นับถือนิมนต์มาสวดมนต์ตอนเช้า ขณะที่มาถึงชายแม่น้ำท่าจีนก็เกิดปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นกลางแม่น้ำ ว่ากันว่านี่คือเหตุการณ์… “พญานาคโผล่! ขึ้นมากลางแม่น้ำท่าจีน” ทำให้ทุกคนที่มาร่วมงานทำบุญบ้านริมแม่น้ำท่าจีนในวันนั้นประมาณ 30 คน ได้เห็นอยู่พักหนึ่ง ตามตำนานความเชื่อ…ในบึงบาดาลทั่วพิภพจะมีหมู่เหล่าพญานาคอาศัยอยู่ใต้บึงบาดาล และจะปรากฏให้เห็นนี้ยากมาก อาจจะกล่าวได้ว่า ทั้งในอดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดมีภาพจริงของพญานาคโผล่ให้เห็นเหมือนครั้งนี้ จนได้บันทึกภาพและวิดีโอเอาไว้ได้

ถือว่า…เป็นบุญญาธิการของหลวงปู่สูนย์ ที่พญานาคยังขึ้นมาสักการะหลวงปู่ ทำให้ผู้ที่มาร่วมงานทำบุญบ้านในวันนั้น รู้สึกว่าเป็นบุญอันสูงยิ่ง น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก



ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับ “ดาบธี ภาค 7” (fb : ดาบธี ภาคเจ็ด) บอกเล่าสื่อให้รู้กันเป็นสาธารณะว่าครั้งหนึ่งไม่นานนักมีโอกาสได้เดินทางไปกราบหลวงปู่สูนย์ จันทวัณโณ วาจาสิทธิ์ ที่วัดป่าอิสระธรรม ในขณะที่ได้สนทนากับหลวงปู่อยู่นั้น ท่านก็ได้กล่าวเตือนผมว่า “ระวัง! เส้นสมองแตก! หัวระเบิด! นะ” ผมก็ตกใจ!! ก็ไม่รู้ว่าหัวระเบิดคืออะไร จากนั้น…ก็ได้คุยกับหลวงปู่ต่อไปอีก ไม่ได้เอะใจอะไรอีก…ไม่นานนักหลวงปู่ก็บอกเตือนผม อีกครั้งหนึ่งว่า “ให้พักผ่อนเยอะๆ เดี๋ยวหัวระเบิด” หลวงปู่เตือนซ้ำอีกครั้ง…นับเป็นช่วงเวลาที่สนทนากับหลวงปู่อยู่นานแล้ว ก็เลยชวนกลุ่มเพื่อนๆที่ไปด้วยกราบลาหลวงปู่แล้วเดินทางกลับจังหวัดนครปฐม

กลับถึงบ้านได้ 4 วัน ผมช็อก “เส้นสมองแตก!”…เป็นตามคำกล่าวของหลวงปู่ที่ได้ทักไว้จริงๆ นอนสลบ…ไม่รู้สึกตัว 5 วันเต็มๆ หลวงปู่ท่านรู้ว่าผมล้มป่วยเส้นสมองแตก ท่านเมตตาได้เดินทางโดยรถประจำทางจากสกลนครมาเยี่ยมถึงห้องไอซียูที่โรงพยาบาล แล้วท่านได้นำสายสิญจน์ของท่านที่อธิษฐานจิตแล้วมาผูกที่ข้อมือผม แล้วก็กล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวก็หายเป็นปกติ” หลังจากผมฟื้นขึ้นมา อาจารย์หมอประจำโรงพยาบาลจะทำการเอกซเรย์สมอง เพื่อที่จะทำการผ่าตัดเส้นสมอง ปรากฏว่า…“อาจารย์หมอแจ้งกับญาติผู้ป่วยว่า…ไม่พบรอยแตก รั่ว และสิ่งผิดปกติใดๆที่สมองซึ่งเส้นสมองที่แตกมันสมานแผลและติดเอง”



…ไม่ต้องผ่าตัดใดๆทั้งสิ้น และก็มีร่างกายที่เป็นปกติทุกอย่างเหมือนคนไม่เป็นอะไรเลยตามที่หลวงปู่พูดตามที่หมู่เหล่าศิษย์รู้ว่าหลวงปู่สูนย์รู้การณ์ล่วงหน้า และวาจาสิทธิ์ ดาบธี ภาค 7…หนึ่งในศิษย์ที่ศรัทธาและนับถือในองค์หลวงปู่สูนย์อย่างมากยิ่ง จึงขอทำบุญใหญ่ชวนผู้ศรัทธาร่วมกันสร้างกุฏิพระกรรมฐานถวาย จำนวน 5 หลัง ทักทาย ติดต่อ พูดคุยผ่านไลน์…เพิ่มเพื่อนได้ที่ Line ID : 0839162422 ด้วยความศรัทธายิ่ง

อีกทั้งหลวงปู่สูนย์ยังได้อนุญาตให้มีการจัดสร้างวัตถุมงคลของวัดตามเจตนารมณ์คือรุ่น “มหาโชคลาภ เฮง เฮง รวย รวย” ที่ให้ปลุกเสกในโบสถ์เป็นครั้งแรกของท่าน ปลุกเสกถึงสองวาระ เป็นพิธีใหญ่จัดปะรำพิธีแจ้งเทวดาอารักษ์…ครูบาอาจารย์ …สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ในพิธีมีราชวัตรทั้งสี่ครบครัน…ในขณะที่ทำการปลุกเสกก็ได้เกิดปาฏิหาริย์เกิดขึ้น วัตถุมงคลลอยเข้ามาในพานทองที่ตั้งอยู่ด้านหน้าหลวงปู่…จึงเป็นที่กล่าวขานของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นปาฏิหาริย์ มหาโชคลาภ เฮง เฮง รวย รวย

@@@@@@

…ที่เกิดปาฏิหาริย์กับตัวผม และจะได้เป็นมงคลชัยแก่ผู้ที่นำวัตถุมงคลรุ่นนี้มาบูชาติดตัว เพื่อปกปักรักษาเป็นสิริมงคลแก่ผู้ศรัทธา ที่จัดสร้างไว้มี…เหรียญรูปไข่ สมเด็จลอยองค์ พระปิดตาสามเนื้อ และทางวัดจะแจกเกศาหลวงปู่สูนย์ให้ทุกวันถ้าไปที่วัดป่าอิสระธรรม เพื่อให้นำไปบูชาเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง…ครอบครัว

ทั้งหมดเหล่านี้คือความเชื่อและศรัทธาอันเปี่ยมล้นของ “ดาบธี ภาค 7” ที่มีในองค์หลวงปู่สูนย์ จันทวัณโณ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและวาจาสิทธิ์แห่งวัดป่าอิสระธรรม จ.สกลนคร

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.

                      รัก–ยม




ขอบคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/องค์พญานาคขึ้นรับบุญ+หลวงปู่สูนย์+จันทวัณโณ+วาจาสิทธิ์-6vM3Rj 
จาก : ไทยรัฐออนไลน์ ,เผยแพร่ 14 กรกฎาคม 2562 เวลา 5.22 น.
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อัญญาโกณฑัญญะ เกี่ยวข้องกับ วันอาสาฬหบูชา อย่างไร.? เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2019, 07:01:11 AM

อัญญาโกณฑัญญะ เกี่ยวข้องกับ วันอาสาฬหบูชา อย่างไร.?

ทำไม อัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ใน วันอาสาฬหบูชา เพราะเรื่องราวของท่านมีความแปลกมหัศจรรย์ ทำให้คำนึงถึงเรื่องบุญกุศลและการอธิษฐาน

เมื่อถึงวันอาสาฬบูชาทำให้ย้อนระลึกไปถึงสมัยเรียน ตอนที่ยังเป็นเด็กประถมตัวน้อย ๆ มักถูกครูถามเสมอว่า วันอาสาฬหบูชาคือวันอะไร นักเรียนก็จะตอบว่า เป็นวันที่เกิดพระรัตนตรัยขึ้นครบบริบูรณ์ การตอบของเด็ก ๆ รวมทั้งผมด้วยในตอนนั้น หมายความว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันวิสาขบูชาเรื่อยมาจนถึงวันอาสาฬหบูชา พระรัตนตรัยครบถ้วนแล้วในวันอาสาฬหบูชานี้เอง ทำไมวันนี้จึงเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะเป็นวันที่อัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลขอบวช เมื่อพระพุทธเจ้าทรงบวชให้อัญญาโกณฑัญญะแล้ว พระสงฆ์จึงเกิดขึ้นบนโลก พระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์หนึ่งในองค์ประกอบของพระรัตนตรัย


พระปทุมุตรพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระญาติที่เมืองหังสาวดี

อธิษฐานขอเป็นคนแรกที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

ทำไมพระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นความมหัศจรรย์ของวันอาสาฬหบูชา เพราะเรื่องราวของท่านเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ ชวนพิศวงยิ่งนัก พระอัญญาโกณฑัญญะหากเท้าความชีวิตของท่านย้อนไปในอดีตชาติอันไกลโพ้น สมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “ปทุมุตระ” พระองค์เป็นเจ้าชายแห่งเมืองหังสาวดี ทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแสวงหาความจริงของโลก จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จโปรดพระพุทธบิดาและพระญาติยังเมืองหังสาวดี

ในขณะนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะเกิดเป็นบุตรชายเศรษฐีในเมืองนั้น เมื่อทราบว่าเจ้าชายปทุมุตระเสด็จกลับมายังพระนครแล้ว ก็ไปชมพระบารมีของเจ้าชาย แต่ครั้งนี้เจ้าชายปทุมุตระเสด็จกลับมาในครานี้ไม่เหมือนเดิม พระองค์มาในสถานะพระพุทธเจ้า คำสอนของพระองค์ทำให้พระพุทธบิดาบรรลุเป็นพระโสดาบัน บรรดาพระญาติก็เป็นพระอริยบุคคลตามลำดับผลบุญที่สะสมมาในอดีตชาติด้วย

บุตรชายเศรษฐีเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีพรรษามาก (แก่ชรา) ได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าเป็นรัตตัญญู (ผู้รู้ราตรีนาน) เพราะเป็นบุคคลแรกที่ฟังธรรมจากพระองค์แล้วยังทรงบวชให้อีก บุตรชายเศรษฐีมีจิตปรารถนาเป็นรัตตัญญูเฉกเช่นพระภิกษุรูปนี้ ก็มีจิตเลื่อมใสในคำสอนของพระปทุมุตระพุทธเจ้า สะสมบุญ ทำทานตลอดชีวิตจนสิ้นบุญไปก็เวียนว่ายในสุคติภูมิเพียงโลกสวรรค์และโลกมนุษย์ สมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้าเกิดเป็นบุตรชายเศรษฐีเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ถวายข้าวเม่าและข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุนับแสนรูป หลังจากสิ้นบุญแล้วก็เวียนว่ายไปใโลกนสวรรค์และโลกมนุษย์จนถึงสมัยของพระสมณโคมดพุทธเจ้า


อัญญาโกณฑัญญะพยากรณ์เพียงประการเดียวคือ เจ้าชายทรงเป็นพระศาสดาแห่งโลก

พราหมณ์หนุ่มนักพยากรณ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์

บุตรชายเศรษฐีมาเกิดในตระกูลพราหมณ์ในเมืองกบิลพัสดุ์ (ก็คือ อัญญาโกณฑัญญะ) ในพุทธกาลของพระสมณโคดมพุทธเจ้า แรงอธิษฐานในสมัยพระปทุมุตรพุทธเจ้าสัมฤทธิ์ผลแล้ว ด้วยแรงแห่งบุญกุศลที่บำเพ็ญมา ส่งผลให้มีโอกาสเป็นหนึ่งในคณะพราหมณ์ที่ชมพระบารมีของเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อทำนายพระชะตา

เมื่อพราหมณ์ทั้งแปดเห็นพระมหาปุริสลักษณะ (ลักษณะของพระมหาบุรุษ) ของเจ้าชายสิทธัตถะก็ต่างไม่กล้าลงความเห็นเป็นความเห็นเดียวจึงพยากรณ์เป็นสองประการคือ เจ้าชายสิทธัตถะหากดำรงพระชนม์ในทางโลกจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิ แต่หากเสด็จออกผนวชจะได้เป็นพระศาสดา

แต่อัญญาโกณฑัญญะพราหมณ์หนุ่ม (ไฟร้อน) กลับพยากรณ์เพียงประการเดียวด้วยแรงกุศลที่สะสมมาได้สุกงอมแล้วว่า เจ้าชายสิทธัตถะต้องตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านำพาเวไนยสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนั้นอัญญาโกณฑัญญะก็ตั้งเป้าหมายยึดเจ้าชายสิทธัตถะเป็นที่พึ่ง รอคอยการเสด็จออกผนวชของพระองค์จนกระทั่งเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา พระองค์ทรงตัดสินพระทัยออกผนวช


พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา

เดินตามแผนติดตามเจ้าชายหวังได้ฟังธรรมเป็นคนแรก

อัญญาโกณฑัญญะชักชวนเพื่อนพราหมณ์ที่มีอุดมการณ์เดียวกันไปปรนนิบัติเจ้าชายสิทธัตตถะ เพื่อหวังว่าพอพระองค์ตรัสรู้ พวกเราจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับคำสอนจากพระองค์ แต่ทว่าเพื่อนบางคนก็จากไปแล้ว บางคนก็แก่จนไปไหนไม่ไหว จึงส่งบุตรชายให้ติดตามไปกับอัญญาโกณฑัญญะแทน เมื่ออัญญาโกฑัญญะพร้อมกับพราหมณ์หนุ่มอีก 4 (ได้แก่ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ) คนรวมกลุ่มกันออกตามหาเจ้าชายสิทธัตถะ จึงเรียกพราหมณ์คณะนี้ว่า “ปัญจวัคคีย์” เมื่อพบเจ้าชายสิทธัตถะแล้วก็เข้าปรนนิบัติรับใช้

เจ้าชายสิทธัตถะทรงทรมานร่างกายตามอย่างโยคีในสมัยนั้นที่นิยมทรมานตนเพื่อให้ไปถึงความหลุดพ้น พระองค์ทรงทรมานร่างกายและอดอาหาร (บำเพ็ญทุกรกิริยา) จนสุดท้ายเจ้าชายสิทธัตถะมีพระปัญญาขึ้นว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง พระองค์กลับมาเสวยพระกระยาหาร คือน้ำนมจากเด็กเลี้ยงโค แล้วเปลี่ยนมาฝึกด้วยการทำสมาธิแทน เมื่อปัญจวัคคีย์เห็นเจ้าชายล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา จึงคิดว่าเจ้าชายทรงหันหลังให้กับหนทางตรัสรู้เสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็พากันจากไปโดยมุ่งหน้าไปยังป่าอิสิปตนมฤทายวัน คือป่าที่พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้เป็นเขตอภัยทานของกวางและเนื้อทราย


พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดปัญจวัคคีย์

ได้เป็นรัตตัญญูสมใจ หลังจากรอคอยมานานหลายภพหลายชาติ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงยึดหลักอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจและอารมณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นกับร่างกายจนกระทั่งเกิดพระปัญญาสูงสุดในการพิจารณาความเป็นไปของสรรพสิ่ง แล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้งทรงผ่านราตรีแห่งการถูกต่อต้านจากพญามารและสามธิดามารมาได้ ทรงระลึกถึงพระอาจารย์ที่เคยสอนพระองค์ในครั้งที่ทรงบวช แต่พระอาจารย์ได้สิ้นบุญไปเกิดบนพรหมโลกเสียแล้ว ทำให้พระองค์ไม่มีโอกาสได้แนะนำหนทางแห่งการตรัสรู้ที่พระองค์ทรงพบ พระองค์ทรงระลึกถึงคุณของปัญจวัคคีย์ จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤทายวัน

เหล่าปัญจวัคคีย์ทีแรกเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาในลักษณะที่มีพระวรกายเอิ่มอิ่ม ก็คิดว่าพระองค์คงเสด็จมาเพื่อขอให้พวกตนกลับไปรับใช้พระองค์อีกครั้ง อัญญาโกณฑัญญะบอกทุกคนห้ามเข้าไปรับเสด็จและช่วยเหลือพระองค์เด็ดขาด แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่มีใครกระทำตามที่ตกลงกันไว้

อัญญาโกณฑัญญะเป็นคนที่เข้าไปน้อมรับพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง คงถึงคราวที่การอธิษฐานแต่ครั้งสมัยพระปทุมุตระพุทธเจ้าส่งผล ด้วยกุศลของพระอัญญาโกณฑัญญะที่อธิฐานไว้ว่า ขอเป็นผู้ที่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคนแรก ได้ส่งผลให้พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นคนแรกในกลุ่มปัญจวัคคีย์ที่บรรลุธรรมหลังจากฟังคำสอนเรื่องทางสายกลางและอริยสัจ 4 ซึ่งเรียกคำสอนนี้ว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”



ทำไมฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้วบรรลุธรรม

ใจว่าของพระสูตรนี้คือ สอนเรื่องการที่ไม่ให้หมกมุ่นในกามมากไป และไม่ให้ทรมานตนให้ลำบากอย่างสุดโต่ง แสดงให้เห็นถึงพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าการบำเพ็ญเพียร (ทุกรกิริยา) ที่ทรงกระทำมา (ทรมานตน) ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพิสูจน์แล้ว เพราะหลังจากทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ล้มเลิกการทรมานตนอย่างสุดโต่ง เปลี่ยนมาบำเพ็ญทางสมาธิแทนจึงส่งผลให้พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รวมทั้งทรงบอกถึงความจริงที่พระองค์ทรงค้นพบคือ อริยสัจ 4 ทรงสอนเรื่องทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) เสนอการดับทุกข์ (นิโรธ) และข้อปฏิบัติที่สามารถดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงคือ มรรคมีองค์ 8 เป็นเส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)

การที่อัญญาโกฑัญญะเข้าใจและซาบซึ้งในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบคือ ตนเข้าใจมาตลอดว่าการทรมานตนนั้นเป็นหนทางที่ถูกต้อง แต่เมื่อพระองค์ทรงพิสูจน์และทดลองแล้วปรากฏว่า การทรมานตนไม่ใช่หนทางที่ดี สู้การบำเพ็ญที่พระองค์ปฏิบัติก็ไม่ได้ ไม่ต้องทรมาน ซ้ำยังทำให้เกิดปัญญาในการค้นพบความจริงของสรรพสิ่งอีกด้วย เช่น การระลึกชาติ การอ่านวาระจิต การอ่านใจออก การมีญาณหยั่งรู้ เป็นต้น ล้วนเกิดจากการบำเพ็ญของพระองค์

ประสมกับการอธิษฐานที่มุ่งมั่นอยากเป็นคนแรกที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าของพระอัญญาโกณฑัญญะ ถึงเหตุการณ์ตรงนั้นจะมีบุคคลอื่นร่วมอยู่ด้วยอีก 4 คน แต่ด้วยผลบุญและอธิษฐานบารมีของพระอัญญาโกณฑัญญะกลับส่งผลให้ท่านบรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว คือเข้าใจทันที ปัญจวัคคีย์คนอื่นยังต้องซักถามและไต่ถามจึงจะเข้าใจ แล้วบวชต่อจากพระอัญญาโกณฑัญญะกลายเป็นพระสงฆ์กลุ่มแรกในพระพุทธศาสนา



เป็นวันที่การเผยแผ่คำสอนเป็นครั้งแรกของพระพุทธเจ้า

เหตุการณ์ในวันอาสาฬหบูชานอกจากมีเรื่องของพระอัญญาโกณฑัญญะจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของวันนี้แล้ว ยังเป็นวันที่สำคัญมากของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระธรรมได้เผยแผ่ไปยังคนอื่นเป็นครั้งแรก คือปัญจวัคคีย์เป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ฟังคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

พระธรรมได้หมุนไปจากพระองค์สู่ผู้อื่น (การหมุนเป็นลักษณะการเคลื่อนของวงกลม จึงกลายเป็นจักร หรือ จักกะในบาลี) แล้วผู้นั้นก็เข้าใจอย่างซาบซึ้งในคำสอน นับว่าเป็นการประสบความสำเร็จครั้งที่สองของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว (การประสบความสำเร็จครั้งแรกของพระพุทธเจ้าคือการตรัสรู้เรื่องอริยสัจ 4)

ทั้งที่หลังการตรัสรู้แล้วพระองค์ไม่กล้าที่จะเผยแผ่คำสอนนี้เลย จนกระทั่งท้าวสหัสบดีพรหมต้องมาอาราธนา ขอร้องให้พระพุทธเจ้าเผยแผ่คำสอนอันเป็นความจริงของโลกนี้ เพื่อโปรดสัตว์ผู้มีดวงตามืดบอดได้เห็นธรรม (เหตุการณ์นี้เป็นที่มาของบทอาราธนาพระธรรมก่อนที่พระสงฆ์จะเทศนาอีกด้วย)


วนกลับมาเรื่องของพระอัญญาโกณฑัญญะต่อ

เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะรวมทั้งปัจญวัคคีย์คนอื่นเป็นภิกษุแล้ว ก็ช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่คำสอน ตัวอย่างเช่น พระอัสสชิที่บิณฑบาตจนพระสารีบุตรเกิดความเลื่อมใสแล้ว ชวนพระโมคคัลลานะมาบวชเพื่อศึกษาคำสอนในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นต้น

พระอัญญาโกณฑัญญะปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมในป่าหิมวัตจนกระทั่งถึงวันที่ต้องละสังขาร จึงเดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลลาเข้านิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสถาม “เธอจะละสังหารที่ไหน” พระอัญญาโกณฑัญญะว่า “จะกลับไปละสังขารยังที่พำนักในป่าหิมวัต”

หลังจากพระอัญญาโกณฑัญญะละสังขาร โดยปกติช้างในป่าจะเป็นผู้ดูแลนำผลไม้และน้ำบ้วนปากมาถวาย แต่เมื่อรุ่งเช้าไม่เห็นพระอัญญาโกณฑัญญะออกมาเดินจงกลม ไม่ออกมารับผลไม้ที่นำมาถวายไว้ ช้างตนหนึ่งใช้งวงเปิดประตูกุฎิดู จึงทราบว่าพระเถระสิ้นบุญแล้ว จึงนำร่างของพระอัญญาโกณฑัญญะท่องไปทั่วป่าหิมวัตด้วยความโศกเศร้า

พระอินทร์ทรงเห็นดังนั้นจึงโปรดให้พระวิษณุกรรมเนรมิตเรือนยอดขึ้น แล้วนำร่างของพระอัญญาโกณฑัญญะนอนบนเรือนยอดเหาะไปทั่วสวรรค์และพรหมโลก เหล่าเทวดาและพรหมรู้จึงกระทำการบูชาพระเถระด้วยเครื่องหอมนานา เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพระอัญญาโกณฑัญญะเคยสร้างเรือนยอดประดับประดาพระเจดีย์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระปทุมุตระพุทธเจ้า

จากนั้นเทวดาเนรมิตจิตกาธาน (เมรุเผาศพ) ขึ้น เพื่อเผาร่างของพระอัญญาโกฑัญญะ ร่างของพระเถระกลายเป็นพระธาตุ ลอยกลับไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับพระธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะไว้ในพระหัตถ์ เจดีย์ก็ปรากฏขึ้นจากแผ่นดิน พระองค์ทรงบรรจุพระธาตุนี้ไว้ในพระเจดีย์นั้นสืบมา (ไม่ทราบเจดีย์ที่ประดิษฐานพระธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะอยู่ที่ไหน เพราะเหตุการณ์ที่ยกมาเล่านี้ปรากฏอยู่ในอรรถกถาโกณฑัญญสูตร)



ที่มา : โกณฑัญญสูตร  www.84000.org , อรรถกถาโกณฑัญญสูตร www.84000.org
ภาพ : www.dhammajak.net , www.museumthailand.com , www.kanlayano.org , https://guru.sanook.com , https://palungjit.org
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/103622.html
By nintara1991 ,13 July 2019
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เห็นต่างไม่ใช่ความผิด แต่ผิดที่คิดใช้ความรุนแรง เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2019, 07:03:19 AM




เห็นต่างไม่ใช่ความผิด แต่ผิดที่คิดใช้ความรุนแรง

ทุกวันนี้การขับเคลื่อนทางสังคมต่างก็มีผลส่วนหนึ่งมาจากหลักความคิดของคนในสังคมนั้น ๆ และแน่นอนคำว่า “สังคม” ล้วนแล้วแต่มีความคิดทั่วไปที่แตกต่างกัน อาจมีส่วนที่คล้ายแต่ไม่มีใครคิดเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงเป็นข้อดีของการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ทางออกที่ดีได้

อีกทั้ง “ความคิด” คือสิ่งที่บุคคลนั้น ๆ เชื่อ เป็นความคิดที่พิจารณาตามความเข้าใจส่วนบุคคล แต่ด้วยความคิดนั้นจะผิดหรือถูกก็ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ การขัดเกลาทางสังคม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อ เพราะสิ่งนี้จึงทำให้แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างคละเคล้ากันในสังคม เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวจวบจนถึงสังคมใหญ่ การถกเถียงกันนับเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นหนทางสู่การทำความเข้าใจ

และท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ที่ยาวนานด้วยแกนหลักใจความเรื่องมาจากประเด็นเดียวมากว่าสิบปี แต่การปะทะกันทางความคิดเห็นได้มากยิ่งขึ้นจากเพียงไม่กี่ปีมานี้เพราะการเข้ามามีบทบาทของโซเชียลมีเดียและดูเหมือนจะปะทุรุนแรงแบบไม่จางลงง่ายๆ


@@@@@@

ระดับของการถกเถียงกันในสังคมมีอยู่หลายระดับ เช่น ในระดับเบาคือการพูดที่สื่อความหมายไม่เข้าใจกันผู้ถกเถียงทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจเชิงลึกในบริบทไม่เท่ากัน ระดับต่อมาคือความเห็นต่างที่มาพร้อมอคติเป็นการปิดป้ายให้ฝ่ายตรงข้ามว่าทุกความคิดของอีกฝ่ายนั้นผิดเสมอ ไปจนถึงระดับปิดหูปิดตาบ้าคลั่งในความคิดของตนไม่ยอมเปิดรับข้อมูลจากอีกฝ่ายแม้ความคิดนั้นจะหักล้างหรือถูกต้องกว่าความคิดของตน ซึ่งในสังคมปัจจุบันนี้อยู่ในภาวะแบบหลัง

”มองข้ามความเป็นคน เพียงเพื่อต้องการกำจัดความคิดที่ไม่เหมือนฝ่ายตนเพียงเท่านั้น และดูเหมือนว่าเราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตที่ผ่านมา“

และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในกระแสการเมืองไทยในตอนนี้ จากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาหลายต่อหลายครั้ง ความคิดเห็นที่บ้าคลั่งนำไปสู่การคิดหรือลงมือทำร้ายคนอื่น ๆ ได้อย่างไร้มนุษยธรรม มองข้ามความเป็นคนเพียงเพื่อต้องการกำจัดความคิดที่ไม่เหมือนฝ่ายตนเพียงเท่านั้น และดูเหมือนว่าเราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตที่ผ่านมาเนื่องจากอคติบังตา

@@@@@@

เห็นได้ชัดว่าความรุนแรงของการประจันหน้าเหตุเพราะความเห็นต่างในโลกโซเชียลนั้นแพร่กระจายได้กว้างขวางและรวดเร็ว ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามต่างถืออคติที่มีต่ออีกฝ่ายไว้อย่างมั่นคงและพร้อมที่จะสาดคารมโต้ตอบกันได้ทุกเวลา

ความเห็นต่างที่นำไปสู่ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยจะเห็นได้ว่ามีนักกิจกรรมทางการเมืองถูกลอบทำร้ายหลายครั้งติดต่อกัน โดยที่สุดท้ายไม่สามารถตามหาผู้กระทำผิดที่ลงมือได้ แต่สรุปสาเหตุแน่นอนว่าเป็นเพราะการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ในอีกกรณีหนึ่งคือมีความรุนแรงในความคิดและภาษา เมื่อการโต้เถียงเริ่มหาจุดจบไม่ลงตัวและเลยเถิดไปจนถึงการด่าทอกันและกัน ไปจนถึงการมีความคิดประทุษร้ายใครคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นผลของความโกลาหลทางคารมของคนในสังคม เช่น กรณีสดร้อนล่าสุดที่เกิดขึ้น เมื่อนักร้องชื่อดังมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเห็นด้วยกับการคิดทำร้ายนักการเมืองสาวคนหนึ่ง จนเกิดเป็นกระแสพิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงวุฒิภาวะและการแสดงออกทางความคิดที่มุ่งไปสู่ความรุนแรง


@@@@@@

ผลคือ แม้สุดท้ายนักร้องคนนั้นจะเคยเป็นซุปเปอร์สตาร์มีคนรักทั้งประเทศ แต่เมื่อแสดงความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับความรุนแรงสู่สายตาสาธารณชนส่วนใหญ่ จึงถูกตัดสินโดยสังคมออนไลน์เป็นที่เรียบร้อย หลายต่อหลายคนต่างผิดหวังที่เคยติดตาม ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การเกลียดชังเพราะความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นเพราะการแสดงความเห็นชอบต่อความคิดที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง

”เพราะไม่มีใครสมควรถูกทำร้ายเพียงเพราะความคิดที่ตรงกันข้าม“

ไม่ใช่ครั้งแรกที่บุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมจะถูกประณามและลงโทษโดยสังคมออนไลน์ เพราะการแสดงความเห็นในเชิงความรุนแรงหรือการเหยียดหยันผู้อื่น แต่ดูเหมือนว่าทุกบทเรียนที่เกิดขึ้นล้วนไม่ถูกหยิบยกไปทบทวนต่อผลที่เกิดขึ้นโดยยังเกิดเหตุการดราม่าซ้ำ ๆ เดิม ๆ ให้เป็นประเด็นร้อนในสังคม แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งสังคมจะบ่มเพาะความคิดและการยับยั้งชั่งใจในการแสดงออกที่อาจเป็นผลเสียในภายหลัง

การเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิดเพราะ ด้วยความคิดที่ผิดแปลกแตกต่างกันอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์หรือทางออกที่ดีได้ แต่ความเห็นต่างที่คิดริเริ่มความรุนแรงควรหมดไปจากสังคม เพราะเป็นที่มาของความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ



ขอบคุณที่มา
https://www.sanook.com/campus/1396305/
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง.? เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2019, 06:53:51 AM


ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง.?


ใกล้เข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาแล้ว ชาวพุทธนิยมถวาย ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แด่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

หลายท่านอาจสับสนว่าผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะเครื่องไทยทาน (วัตถุที่ถวายพระภิกษุโดยไม่เจาะจง แต่หากเจาะจงหรือพระภิกษุทราบแน่ชัดแล้วว่าถวายสิ่งนี้เฉพาะท่านเท่านั้นจะเรียกว่า “ไทยธรรม“) ทั้งสองนี้ ต่างเป็นที่นิยมถวายในช่วงเข้าพรรษา ซึเคร็ตจึงขอไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน


ผ้าจำนำพรรษา คือ ผ้าไตรจีวรที่พุทธศาสนิกชนรีบถวายก่อนออกพรรษา อาจเพราะมีเหตุไม่สะดวกที่จะตระเตรียมผ้าไตรจีวรถวายในช่วงออกพรรษา จึงขอถวายไว้ตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษา จึงมีอีกชื่อว่า “อัจเจกจีวร” พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุรับผ้าไตรจีวรนี้ได้ในช่วง 10 วันสุดท้ายของการเข้าพรรษา เหตุที่เรียกว่า ผ้าจำนำพรรษาเพราะเป็นผ้าที่พระภิกษุไม่สามารถใช้ได้ในขณะเข้าพรรษานั่นเอง ต้องรอให้ออกพรรษาเสียก่อนจึงสามารถใช้ได้

ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้านุ่งสำหรับพระภิกษุในขณะอาบน้ำฝน สามารถศึกษาเรื่องผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มเติมได้ที่ >>> นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้ให้กำเนิดการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน

@@@@@@

เมื่อคลายความสงสัยกันความสับสนระหว่างผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนแล้ว ลองมาฟังเรื่องอานิสงส์ของเครื่องไทยทานทั้งสองนี้กัน

ครั้งสมัยพุทธกาลมีอุบาสกชื่อว่า “ติสสะ” ชักชวนภรรยาย้อม ตัด และเย็บผ้าไตรจีวรขึ้นเพื่อถวายเป็นผ้าจำนำพรรษา แล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้ายังพระเชตวัน พระมหาโมคคัลลานะกำลังท่องไปในแดนสวรรค์ได้พบวิมานแก้วปรากฏขึ้น ภายในวิมานเต็มไปด้วยเทพธิดามากมาย แต่กลับไร้ซึ่งเทพบุตรผู้เป็นเจ้าของ จึงเหาะกลับไปยังพระเชตวันแล้วทูลถามพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจ้าของวิมานตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ และวิมานนั้นเกิดขึ้นจากกุศลที่เขาได้ถวายผ้าจำนำพรรษา เมื่อเขาสิ้นอายุขัยแล้วสถานที่ที่เขาจะไปเกิดคือวิมานแก้วนั้นเอง เมื่อติสสะสิ้นบุญก็ไปเกิดเป็นเทพบุตรสถิตในวิมานแก้ว รื่นรมย์ด้วยทิพยสมบัติ และเทพธิดาผู้เป็นบริวารนับพันนาง



อานิสงส์แห่งการถวายผ้าอาบน้ำฝน นอกจากนางวิสาขามหาอุบาสิกาจะเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการถวายผ้าอาบน้ำฝนแล้ว มีสตรีนางหนึ่งที่ได้ผลบุญยิ่งใหญ่จากการถวายผ้าอาบน้ำฝนด้วย นางมีชื่อว่า “อมัยทาสี” หรือ “นางทาสอมัย” นางเกิดศรัทธาอยากถวายผ้าอาบน้ำฝนจึงบอกแม่ไปดังนั้น แม่เตือนนางว่าเราเป็นแค่ทาสจะนำเงินที่ไหนไปซื้อผ้ามาทำผ้าอาบน้ำฝน นางอมัยร้องไห้เสียใจ แม่สงสารจึงแนะนำให้นางไปขอขึ้นค่าแรงจากเศรษฐี แล้วนำเงินนั้นไปซื้อผ้ามาทำผ้าอาบน้ำฝน แต่เศรษฐีกลับไม่ยอมขึ้นค่าแรงให้

สุดท้ายนางจึงสละผ้าห่มของตนซักให้สะอาด แล้วย้อมและตัดเย็บเป็นผ้าอาบน้ำฝน จากนั้นนางนำไปถวายพระภิกษุที่พระเชตวัน หลังจากนั้น 7 วัน นางกำลังตัดฟืนอยู่ในป่า พระเจ้าพันธุราชเสด็จผ่านมา พอได้เห็นนางก็ทรงพึงพอพระทัย และรับนางเป็นพระมเหสี เมื่อนางสิ้นอายุขัยก็ไปเกิดเป็นเทพธิดาสถิตในวิมานทองคำ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์


 
ที่มา :-
www.84000.org/อานิสงส์ถวายผ้าจำนำพรรษา
www.84000.org/อานิสงส์ถวายผ้าอาบน้ำฝน
www.museumthailand.com , https://th.wikipedia.org
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/164095.html
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/164095.html/2
By nintara1991 ,13 July 2019
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำบุญวันพระใหญ่ ได้บุญมากกว่า ทำบุญวันธรรมดา จริงหรือ.? เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2019, 06:07:52 AM




ทำบุญวันพระใหญ่ ได้บุญมากกว่า ทำบุญวันธรรมดา จริงหรือ.?

เรื่องบุญเรื่องทานนั้นอยู่ในสายเลือดของคนไทยเลยก็ว่าได้ โดยคนไทยมักเข้าใจว่า ทำบุญวันพระใหญ่ มักจะได้บุญเยอะกว่าทำบุญวันพระ หรือทำบุญวันธรรมดา ลองมาดูกันค่ะว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

เราลองมาดูคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญดูก่อนนะคะ…

@@@@@@

คำถาม : การไปทําบุญที่วัด กับการทําบุญช่วยเหลือคน ตามสถานสงเคราะห์ อย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน

คำถามนี้ตอบโดยพระพงศ์ศักดิ์ ญาณวังโส วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร ท่านตอบว่า

การไปทําบุญที่วัดได้บุญมากกว่า เพราะเป็นการทําบุญ กับพระสงฆ์ซึ่งมีศีลมากกว่า อย่างไรก็ดี การไปทําบุญที่ไหน ก็ได้บุญเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือสถานสงเคราะห์ เพียงแต่ต้องมีเจตนาที่ดีหรือมีจุดประสงค์ที่ดี ไม่มีเจตนา แอบแฝง หากเป็นการทําบุญเพื่อหวังจะเอาทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น อย่างนั้นได้บาปแน่นอน แต่ถ้าหวังเพื่อที่จะสะสม

คุณงามความดี ย่อมได้บุญเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ การไปทําบุญจะได้บุญเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องพร้อม ทั้งกาย วาจา และใจ กายดี วาจาดี ใจดี ก็ได้บุญเต็มที่แล้ว เพราะว่าจิตใสเป็นบุญ จิตขุ่นเป็นบาป เพราะฉะนั้นต้องทําจิตให้เบิกบานเพื่อรับเอาบุญที่จะทําให้เต็มที่

@@@@@@

คำถาม : คนทําบุญสลึงเดียวได้บุญ เท่ากับทําทีละล้าน ถ้ามีจิตบริสุทธิ์นั้น จริงหรือคะ

คำถามนี้ตอบโดยพระอาจารย์มานพ อุปสโม ท่านตอบว่า

จริงสิ เพราะบุญมากหรือน้อยวัดกันที่เจตนา คนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะบริจาคทีละรถสิบล้อ เขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆ ถ้าเฉยละก็ไม่ค่อยได้บุญหรอกนะในขณะที่บางคนถวายผ้าเก่าๆผืนเดียว แต่มีค่ายิ่งกว่าเงินสิบล้านเป็นไหนๆ

ไตรปิฎกกล่าวถึงพรามณ์จูเฬกสาฎก(จู-เล-กะ-สา-ดก) และนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาทั้งคู่มีผ้าห่มผืนเดียว เพราะฉะนั้นตอนไปฟังธรรมก็ต้องผลัดกันไปภรรยาไปตอนกลางวัน แล้วก็กลับมาผลัดให้สามีไปตอนกลางคืน ทีนี้พอสามีฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธาอยากถวายของแด่พระพุทธเจ้าแต่สํารวจดูจนทั่วก็ไม่มีอะไรอื่นที่พอจะถวายได้ นอกจากผ้าที่ห่มอยู่แต่เพราะมีอยู่แค่ผืนเดียว พอคิดจะให้ปุ๊บมัจฉริยะ คือ ความตระหนีก็เกิดปั๊บมันแย้งขึ้นมาทันทีว่า “จะให้ได้อย่างไร เดี๋ยวตอนเช้าภรรยาจะเอาที่ไหนห่ม”

ท่านกับการรบนั้นเสมอกัน เพราะเมื่อมัจฉริยะเกิดจาคะคือความเสียสละก็เกิดไม่ได้ จาคะกับมัจฉริยะจะรบกันจนตัวเราร้อนฉ่า พราหมณ์สามีสู้กับจิตใจตัวเอง ตั้งแต่หัวค่ําตอนยามที่หนึ่ง และยามที่สองจิตคิดจะให้เกิดครั้งเดียว แต่จิตที่คิดจะไม่ให้เกิดเป็นพันครั้งกระทั่งถึงยามที่สามจึงตัดสินใจได้เด็ดขาด นําผ้าผืนเดียวที่มีอยู่ไปถวายพระพุทธเจ้า

พอถวายเสร็จด้วยความปีติพราหมณ์ก็เปล่งเสียงอุทานว่า “ชิตํ เม ชิตํ เม” (เราชนะแล้วๆ) วันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งฟังธรรมอยู่ด้วยได้ยิน  จึงให้คนไปถามว่า ชนะอะไร พราหมณ์ก็ตอบว่า ไม่ได้ชนะอะไรหรอก แต่ชนะใจตัวเอง

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความเลื่อมใส จึงพระราชทานผ้าและทรัพย์สินให้พราหมณ์จํานวนมาก จากคนยากจนเข็ญใจจึงกลายเป็นคนมีอันจะกินในชั่วข้ามคืน

กรรมที่ได้ถวายผ้าครั้งนั้นเป็นบุญใหญ่ เพราะเป็นการสละสิ่งที่มีค่ามหาศาลสําหรับเจ้าของ บุญมากหรือน้อยวัดกันตรงนี้อันไหนที่สละยากให้แล้วหาที่ไหนไม่ได้ หรือการทําของที่ไม่มีให้เกิดมีขึ้นจะมีค่ามาก และให้ผลเร็วกรรมที่เราทําทั้งดี และไม่ดีส่งผลเร็วช้าต่างกัน


@@@@@@

กรรมที่ส่งผลในชาตินี้มีสองอย่าง คือ กรรมที่ส่งผลภายใน 7 วันเรียกว่า ปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรม

ถ้าให้ผลหลัง 7 วันเรียกว่า อปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
กรรมที่ให้ผลในภพชาติที่สอง เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม
ถ้าให้ผลในภพที่สามเป็นต้นไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
และถ้ากรรมไม่ให้ผลเลยเรียกว่า อโหสิกรรม



พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ท่านเคยได้กล่าวไว้ในเพจของท่านไว้ว่า…

“เจริญพร..การให้ทานที่มีอานิสงส์มากนั้น มีองค์ประกอบหลักคือ ผู้รับทานบริสุทธิ์ ของที่ให้ทานได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาการให้บริสุทธิ์ ดังนั้น ไม่เกี่ยวกับว่าวันนั้น วันพระ หรือวันธรรมดา ถ้าโยมว่าทำบุญวันพระได้บุญมากกว่าวันธรรมดา โยมก็ทำบุญเฉพาะวันพระ ที่จริงพระก็ฉันอาหารทุกวัน ไม่ใช่ว่าฉันวันพระแล้วอยู่ไปได้อีกหกวัน พระนะโยมไม่ใช่งูเหลือม

ไม่ว่าเราจะทำบุญวันธรรมดา หรือวันพระ จะได้บุญมาก หรือ อยู่ที่เจตนาของโยมเป็นสำคัญ ถ้าโยมปีติยินดีในบุญที่ทำ บุญก็จะชำระใจโยมให้สะอาดได้

สรุปว่า…ที่คนนิยมไปทำบุญวันพระ เพราะว่า จะได้รักษาศีล ให้ทาน และถือโอกาสในการฟังธรรมด้วย..เจริญพร”

นอกจากนี้พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ ได้เคยสอนไว้ว่า ในการทำบุญ หรือขอพร ทุกคนอยากได้สิ่งที่ดีในชีวิต แต่พรที่ดี บุญที่ดีไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหร พรที่ดี บุญที่ดีอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ทำดีเมื่อไหร่ ได้ดีทันที ขณะที่คิดดี ทำดี พูดดี ผลที่เกิดขึ้นถือเป็นพร เป็นบุญอันประเสริฐ ไม่มีใครทำอะไรให้เราได้ ถ้าเราไม่ทำด้วยตัวเอง จริงๆ แล้ว วันเทศกาลต่างๆ เป็นการสมมุติของชาวโลกว่าวันนี้ต้องทำบุญเยอะๆ วันนี้ต้องทำเช่นนี้ จริงๆ แล้ว วันที่ดีที่สุดคือวันที่เราทำความดี


@@@@@@

หากสรุปกล่าวคือ จะทำบุญวันไหนก็ได้บุญเหมือนกัน หากเราไปทําบุญด้วยความตั้งใจดี โดยไม่ลืมที่จะนึกถึงความสําคัญว่า วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในแต่ละวันนั้นมีความสำคัญอย่างไร และระลึกถึงบุญคุณที่พระองค์เผยแผ่ธรรมะที่ทําให้เราได้รู้บาปบุญคุณโทษ ได้รู้หนทางที่จะมีความสุข เราก็จะกลับบ้านพร้อมกับบุญด้วยจิตใจที่มีความสุข อิ่มบุญ อิ่มอก อิ่มใจ แต่ในวันพระนั้นจะมีการแสดงพระธรรมเทศนาและรักษาอุโบสถศีลด้วย เพราะได้ครบทั้งทานมัย ศีลมัย ภาวนามัยนั่นเอง
ทำบุญอย่างฉลาดไม่เสียสักบาท แต่ได้บุญเต็มๆ

ศีล เป็นการทำบุญที่ละเอียดขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น เพราหากผู้ใดสามารถรักษาศีลได้ครบถ้วน ศีลจะทำให้ชีวิตผู้นั้นมีความปกติสุข แต่หากผู้ใดมีศีลน้อยลงเท่าใด ความเป็นมนุษย์ในบุคคลนั้นย่อมลดน้อยลงไปด้วย

ดังนั้นการมีศีลจึงเรียกว่าเป็นการทำบุญที่เริ่มจากตนเองอย่างแท้จริง และเป็นการทำบุญที่มีขั้นตอนน้อยที่สุด อาศัยเพียงจิตที่ตั้งมั่น ก็ว่าได้  จากนั้นอาจจะเริ่มต้นด้วยการรักษาศีลห้าในวันเกิด การรักษาศีลห้าให้ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน หากทำได้สักครั้งโดยที่ศีลไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย การรักษาศีลครั้งต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก รวมถึงการรักษาศีลห้าไปตลอดชีวิตที่จะตามมาในที่สุด



ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก : นิตยสาร Secret , https://www.facebook.com/Dhammadelivery2559/
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/81059.html
By Therranuch , 28 February 2018
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ใส่บาตรตอนเช้า” ดีต่อใจ...ได้อานิสงส์ 9 ประการ เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 08:58:19 PM


“ใส่บาตรตอนเช้า” ดีต่อใจ...ได้อานิสงส์ 9 ประการ

อีกหนึ่งภาพประทับใจ สะท้อนถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย นอกเหนือจากการสืบสานมรดกวัฒนธรรมแล้ว การทำบุญตักบาตรในช่วงเทศกาล หรือแม้แต่การตักบาตรหน้าบ้านยามเช้าล้วนแล้วแต่เป็นการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม เพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต โดยอานิสงส์ของการใส่บาตรในตอนเช้า กล่าวกันว่ามีมากมายถึง 9 ประการ ดังนี้

@@@@@@

ประการที่ 1. การใส่บาตรทุกวันย่อมได้รับอานิสงส์ 5 ประการ ที่ตามพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ เป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย,เป็นคนดีมีปัญญาย่อมชอบคบค้าสมาคมด้วย,มีชื่อเสียงที่ดีงาม,เป็นผู้ไม่ห่างไกลธรรม และเมื่อตายแล้วย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

ประการที่ 2. การใส่บาตรทุกวันทำให้จิตใจเกาะอยู่กับความดี เป็นการฝึกจิตให้คลุกเคล้าอยู่กับกุศล ซึ่งเป็นทางแห่งความเจริญที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรับรองว่า "ผู้ฝึกจิตดีแล้วย่อมนำสุขมาให้"เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือจะหาอะไรใส่บาตรดี ซึ่งจุดนี้ก็เรียกว่าเป็นสังฆานุสติเพราะนึกถึงพระสงฆ์ และจาคานุสติ เพราะนึกถึงสิ่งที่จะนำใส่บาตรพระ ถือเป็นบุญการเจริญพระกรรมฐานถึง 2 กองด้วยกัน

ประการที่ 3. เป็นการลดความตระหนี่ถี่เหนียว บรรเทาความเห็นแก่ตัว สร้างใจให้เป็นสุขและสร้างสังคมให้ร่มเย็น เพราะเป้าหมายหลัก ของการให้ทานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ เพื่อกำจัดความตระหนี่ มุ่งสู่ความดีและความเสียสละ

ประการที่ 4. เป็นการต่อบุญต่อลาภให้แก่ตนเอง เพราะการใส่บาตรเป็นการเสริมทานบารมีโดยตรง เป็นการสร้างทางแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยและความคล่องตัวในโลก ยิ่งทำทุกวันกุศลก็ยิ่งส่งผลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถหลีกพ้นความยากจนได้อย่างถาวร

ประการที่ 5. เพื่อการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้ว อันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีคุณ


@@@@@@

ประการที่ 6. เป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของเรา เอาไว้ เพื่อความงดงามและมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติ

ประการที่ 7.  เป็นแบบอย่างการส่งต่อความดีจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้ลูกหลานมีแบบอย่างในการทำความดีสืบต่อไป เพราะถ้าคนเป็นพ่อแม่ไม่ทำตัวอย่างไว้ ลูกหลานก็ไม่มีตัวอย่างดู ต่อไปคนรุ่นใหม่ก็จะไม่กล้าทำ แล้ววัฒนธรรม ที่ดีงามของเราก็จะสูญสลายไปในที่สุด

ประการที่ 8. เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์สามเณรต้องอยู่ด้วยการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีใครใส่บาตรก็ไม่มีอาหาร เมื่อไม่มีอาหารย่อมไม่อาจดำรงชีพอยู่ได้ แล้วพุทธศาสนาก็อาจจะสิ้นสุดลงในยุคปัจจุบัน

ประการที่ 9. การใส่บาตรเป็นการสร้างความปรองดองให้กับชาวพุทธ เป็นการหยุดวิกฤตความศรัทธา เพราะถ้าชาวพุทธทุกบ้านพร้อมเพรียงกันใส่บาตร จะเกิดเป็นพลังแห่งความสามัคคีขึ้น ซึ่งพลังดังกล่าวนี้จะช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสงบสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ความสามัคคีของหมู่คณะ ย่อมทำให้เกิดสุข" ทำให้ชาวพุทธมีความเข้มแข็ง และสามารถจะสร้างกรอบอันดีงามให้แก่ภิกษุสามเณรทั้งหลายไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้


ขอบคุณ : http://variety.teenee.com/saladharm/78552.html
18  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / หนุ่มแชร์ โดนไวรัสเรียกค่าไถ่ จ่ายเป็นแสนยังไม่พอ ขอเงินแล้วขอเงินอีก เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 07:16:32 AM


 :32: :91: :signspamani:

หนุ่มแชร์ โดนไวรัสเรียกค่าไถ่ จ่ายเป็นแสนยังไม่พอ ขอเงินแล้วขอเงินอีก

หนุ่มแชร์ประสบการณ์ โดนไวรัสเรียกค่าไถ่จากแฮกเกอร์ ยอมจ่ายเงินเกือบ 2 แสน แต่สุดท้ายโจรได้ใจ เห็นว่าเป็นไฟล์สำคัญ กลับมาเรียกค่าเพิ่มอีก ลั่นจากนี้ดอลลาร์เดียวก็ไม่ให้
.
คนทำงานหลายคนคงรู้กันดีกว่า ไฟล์งานต่าง ๆ นั้น สำคัญแค่ไหน ไฟล์งานเกิดเสียไปบางครั้งก็ยากที่จะกู้คืน ต้องเริ่มงานใหม่หมด แต่จะเป็นอย่างไรหากไฟล์งานนั้น ตกอยู่ในมือของแฮกเกอร์ ที่ทะลุเซอร์เวอร์เข้ามาใส่รหัสไฟล์ จับเรียกค่าไถ่หรือที่เราเรียกไวรัสแบบนี้ว่า Ransomware
.
ทั้งนี้ ภาพจาก เฟซบุ๊ก Vasin Mahaphon ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พนักงานออฟฟิศแจ้งเข้ามาว่า เจอความผิดฟกติ ไฟล์งานต่าง ๆ ในเซอร์เวอร์มีนามสกุลแปลก ๆ ออกไป ตอนแรกคุณวศิณ คิดว่าเป็นไวรัสทั่วไป จึงเข้าไปดูในเซอร์เวอร์ตัวหลัก ที่พยายามให้รีบูทเซอร์เวอร์ใหม่


@@@@@@

หลังจากรีบูทแล้วนั้น ก็พบว่า แฮกเกอร์ได้ส่งจดหมายมาบอกว่า ไฟล์กว่า 60% ของบริษัท ถูกเข้ารหัสไว้หมดแล้ว เหมือนกับโจรที่เข้ามาในครัวแล้วล็อกลิ้นชัก ล็อกตู้เย็นเอาไว้ ไม่ได้ของไปแต่เราจำเป็นต้องใช้ของ ซึ่งแฮกเกอร์เองนั้น ก็เสนอเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับการเอาไฟล์กลับคืนไป ซึ่งมาถึงจุดนี้ ไอทีของบริษัทก็สั่งให้ทุกคนถอดสายแลน หยุดทำงาน ยิ่งเปิดไฟล์ ความเสียหายยิ่งเพิ่ม

ทางบริษัทเองจึงพยายามแก้ไข โดยแฮกเกอร์เองเสนอให้จ่าย 6,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 200,000 บาท) แต่บริษัทต่อรอง และขอลดจนเหลือให้จ่าย 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 185,000 บาท) และให้จ่ายเป็นสกุลเงินบิตคอยน์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเองได้มีการปรึกษากัน และสรุปว่า จะมีการต่อรองขอราคาที่ต่ำที่สุด แล้วคาดว่าจะยอมจ่ายเงินให้แฮกเกอร์ เพื่อที่จะได้ส่งงานให้ลูกค้าได้


ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จากนั้นวันที่ 9 กรกฎาคม พบว่าต้นทางของอีเมลนั้นมาจากทางจีนกับรัสเซีย ซึ่งเดาได้ว่าแฮกเกอร์คนนี้อาจจะกระจายตัวอยู่ทั่วโลก และปกติคนอื่นอาจจะจ่ายเงินกันที่ 500 - 1000 ดอลลาร์เท่านั้น แต่หากจะแก้ไขเอง อาจใช้ระยะเวลาเป็นเดือนกว่าจะกู้ไฟล์มาได้ ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องไปถอนเงินมาจ่ายแฮกเกอร์ และเพื่อความชัวร์จึงมีการส่งไฟล์ที่ใส่รหัสไปให้แฮกเกอร์ถอดรหัสมาให้ก่อน แฮกเกอร์ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการตอบกลับ ซึ่งคาดว่าแฮกเกอร์น่าจะทำแบบนี้กับหลาย ๆ บริษัท

เมื่อมั่นใจว่าแฮกเกอร์ถอดรหัสไฟล์ได้แล้ว ทางบริษัทจึงยอมโอนเงินไปให้ ทางแฮกเกอร์ก็บอกว่า ให้ลองสแกนไปก่อนว่าโดนไวรัสกี่ตัว จะได้ส่งคีย์มาให้ถูก แต่สุดท้าย ทางแฮกเกอร์เองกลับไม่ยอมถอดรหัสไฟล์ให้ แต่ขอเงินเพิ่มอีก 4,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 120,000 บาท) ทางบริษัทเองจึงไม่ยอม ทางแฮกเกอร์จึงบอกว่า จะลดให้จาก 4,000 ดอลลาร์ จนสุดท้ายเหลือ 2,000 ดอลลาร์ แต่ทางบริษัทบอกว่าไม่มีทางได้ไปเพิ่มแม้แต่ดอลลาร์เดียว


@@@@@@

จากนั้น ทางบริษัท จึงได้พยายามอธิบายสถานการณ์ให้ลูกค้ารับทราบ ลูกค้าบางคนก็เข้าใจ ซึ่งในตอนนี้ ทางบริษัทเองก็พยายามกูไฟล์กลับมา แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานเป็นปี แต่คาดว่าสักวันข้อมูลจะกลับมาแน่นอน

ทั้งนี้ ได้มีคนบอกให้คุณวศิน เจ้าของโพสต์ แบ็กอัพงานทุกวัน แต่คุณวศินเผยว่า ตนไม่สามารถแบ็กอัพงานได้ เนื่องจากเป็ยงานวิดีโอ 4k แบ็กอัพทุกวันไม่ได้จริง ๆ แต่สุดท้าย อย่างไรก็ต้องหาทางออก มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์เรียกค่าไถ่เหมือนเดิม





ภาพจาก เฟซบุ๊ก Vasin Mahaphon


ขอบคุณ : https://hilight.kapook.com/view/190774
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คำชะโนดวังน้ำเขียว สถานที่เที่ยวแห่งความศรัทธา เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 07:02:10 AM



คำชะโนดวังน้ำเขียว สถานที่เที่ยวแห่งความศรัทธา

ป่าคำชะโนด สถานที่ท่องเที่ยวอันศักดิ์สิทธิ์ที่หลายๆ คนให้ความศรัทธาเป็นจำนวนมากที่จังหวัดอุดรธานี หลายๆ คนมีความตั้งใจอยากจะเดินทางไปที่ป่าคำชะโนดสักครั้งในชีวิต แต่อาจจะด้วยหลายๆ เหตุผลทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางไกลไปถึงอุดรธานี แต่ในวันนี้ ได้มีคำชะโนดอีกแห่งหนึ่งเกิดขึ้นที่วังน้ำเขียวโคราข เป็นสถานที่เที่ยวแห่งใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า "คำชะโนดวังน้ำเขียว"


ด้วยระยะทางที่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่า ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมจากผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลกันเดินทางไปสักการะบูชา ที่คำชะโนดวังน้ำเขียวแห่งนี้

ในบริเวณคำชะโนดวังน้ำเขียวนี้มี พระบรมสารีริกธาตุ รูปปั้นปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีปทุมมา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนเคารพนับถือ รวมไปถึงองค์พญานาคขนาดใหญ่ที่ดูสวยงามน่าเกรงขาม



เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหากใครไม่สะดวกเดินทางไปไกลถึงจังหวัดอุดรธานี สามารถเดินทางมาสักการะบูชา ปู่ศรีสุทโธ และย่าศรีปทุมมา ที่คำชะโนดวังน้ำเขียวแห่งนี้กันได้ ไม่แน่คุณอาจจะได้โชคได้ลาภกลับไปก็เป็นได้



ที่ตั้ง : ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา


ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416221/
By peeranut.P. ,11 ก.ค. 62 (14:23 น.)
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ของฟรีมีในโลก 10 ไฮไลท์นั่งรถเที่ยวฟรี “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 06:30:22 AM

 :25: :25: :25:

ของฟรีมีในโลก 10 ไฮไลท์นั่งรถเที่ยวฟรี “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” วันอาสาฬฯ-เข้าพรรษานี้

วันอาสาฬฯ-เข้าพรรษา หลายจังหวัดจัดกิจกรรม นั่งรถเที่ยวฟรี “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” เพื่อความเป็นสิริมงคลรับวันพระใหญ่

ททท. เอาใจสายบุญรับวันพระใหญ่ จัดกิจกรรม “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า”เพื่อความเป็นการเสริมสิริมงคลตามวิถีไทย เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา 16-17 ก.ค.นี้ ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ งานนี้ฟรีทุกกิจกรรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” ด้วยรูปแบบการนั่งรถบัส รถราง ทัวร์ไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของจังหวัดนั้น ๆ ทั่วประเทศไทยเพื่อความเป็นการเสริมสิริมงคลตามวิถีไทย เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา 16-17 ก.ค.นี้

งานนี้มีการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ หลากหลายคอนเซ็ปต์ ด้วยรถเวียน (Hop On - Hop Off) ที่มีทั้งรถบัสและรถราง นำไหว้พระตามวัดเด่น ๆ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ๆ ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อิ่มบุญสุขใจกันอย่างเต็มที่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

และนี่ก็คือ 10 ไฮไลท์เส้นทาง “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” จากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย

@@@@@@

1.เชียงใหม่


วัดเจ็ดยอด

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ เชียงใหม่ #ตามรอยกลิ่นกาสะลอง ชวนนุ่งซิ่นเข้าวัดตามรอยละครดัง
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดเจ็ดยอด-วัดโลกโมฬี-วัดเกตการาม-วัดต้นเกว๋น



-บริการ : รถบัสฟรี วันละ 2 รอบ รอบละ 80 คน รอบเช้า 08.00-12.00 น. รอบบ่าย 13.00-17.00 น.
-กิจกรรมพิเศษ : ชวนนุ่งซิ่นเข้าวัดตามรอยละครดัง
, เพลิดเพลินอิ่มอร่อยกับกาดหมั้วล้านนา ณ วัดต้นเกว๋น
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานเชียงใหม่ : โทร. 0-5324-8624-5

@@@@@@

2.แม่ฮ่องสอน


วัดพระนอน

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ แม่ฮ่องสอน
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดกลางทุ่ง-วัดหัวเวียง-วัดพระนอน-เทวสถานวิหารเจ้าแม่กวนอิม-วัดจองคำ,วัดจองกลาง



-บริการ : รถรางฟรี พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม วันละ 2 รอบ รอบละ 75 คน รอบเช้า 09.00-12.00 น. รอบบ่าย 13.00-16.00 น.
-กิจกรรมพิเศษ : ชวนแต่งกายในชุดชนเผ่า, รับคูปองเครื่องดื่มฟรี สำหรับผู้ที่นำแก้วน้ำหรือกระบอกน้ำมาเอง เพื่อสนับสนุนการลดขยะ
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3

@@@@@@

3.ลำปาง


วัดเจดีย์ซาวหลัง

-กิจกรรม : ไหว้พระ 9 วัด @ ลำปาง
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดเชียงราย (จุดเริ่มต้น,จุดสิ้นสุด)-วัดศรีรองเมือง-วัดปงสนุกเหนือ-วัดศรีล้อมแสงเมืองมา-วัดเจดีย์ซาวหลัง-สำนักปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก-วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม-วัดประตูป่อง-วัดคะตึกเชียงมั่น



-บริการ : รถรางฟรี วันละ 2 รอบ รอบละ 2 คัน คันละ 40 คน ช่วงเช้า 09.00 ช่วงบ่าย 13.00 น.
-กิจกรรมพิเศษ : วันที่ 16-17 ก.ค. ร่วมทำบุญตักบาตรโอสถบนรถม้าวันพระใหญ่ หน้าวัดเชียงราย เวลา 07.00 น.
สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานลำปาง โทร. 0-5422-2214

@@@@@@

4.ลำพูน


วัดพระธาตุหริภุญชัย

-กิจกรรม : นั่งรถราง เมืองบุญแห่งล้านนา ไหว้สา 9 วัด
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร (จุดเริ่มต้น,จุดสิ้นสุด)-อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี-วัดจามเทวี-วัดมหาวัน-วัดพระคงฤาษี-วัดสันป่ายางหลวง-โบราณสถานกู่ช้าง,กู่ม้า-วัดพระยืน-วัดต้นแก้ว



-บริการ : รถรางฟรี วันละ 2 รอบ รอบละ 2 คัน คันละ 40 คน ช่วงเช้า 09.30 ช่วงบ่าย 13.30
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานลำปาง โทร. 0-5422-2214

@@@@@@

5. แพร่

วัดสูงเม่น

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ แพร่ อิ่มบุญ อิ่มปอด กอดชุมชน
-วันที่ : 16 ก.ค. 62***
-เส้นทาง : วัดสูงเม่น-สวนสักปลูกแห่งแรกของไทย,สถานีรถไฟ-บ้านวังวน



-บริการ : รถบัสรับ-ส่ง เวลา 08.00 น.-17.00 น. จำนวน 200 คน, เจ้าหน้าที่ดูแลตลอดงาน, ค่าเข้าชมสถานที่, ค่าเข้าร่วมกิจกรรม, อาหาร ของว่าง และเครื่องดื่ม ทุกอย่างฟรี
-กิจกรรมพิเศษ : ถวายเทียนพรรษา เวียนเทียน ชมพิพิธภัณฑ์คัมภีร์โบราณ ณ วัดสูงเม่น, ร่วมพิธีบวชป่าที่สวนสักปลูกแห่งแรก บริเวณสถานีรถไฟ เด่นชัย, สนุกกับของเล่นไม้และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ บ้านวังวน

-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1127

@@@@@@

6.สุโขทัย


พระอจนะ วัดศรีชุม

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ สุโขทัย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดตระพังทอง-พระอจนะ วัดศรีชุม-หอพระพุทธสิริมารวิชัย



-บริการ : รถรางฟรี (+อาหารว่าง) วันละ 4 รอบ รอบละ 20 คน รอบที่ 1 เวลา 09.30 น. รอบ 2 เวลา 10.00 น. รอบ 3 เวลา 10.30 น. รอบ 4 เวลา 11.00 น.
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานสุโขทัย โทร. 0-5561-6228-9

@@@@@@

7.กำแพงเพชร


วัดพระแก้ว

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ กำแพงเพชร นั่งรถรางเที่ยวชมเส้นทางประวัติศาสตร์เมืองโบราณกำแพงเพชร
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดพระแก้ว-วัดช้างรอบ-วัดพระสี่อิริยาบถ-ศาลหลักเมือง



-บริการ : รถรางฟรี (+อาหารว่าง) วันละ 4 รอบ รอบละ 20 คน รอบที่ 1 เวลา 09.30 น. รอบ 2 เวลา 10.00 น. รอบ 3 เวลา 10.30 น. รอบ 4 เวลา 11.00 น.
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานสุโขทัย โทร. 0-5561-6228-9

@@@@@@

8.ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรฯ (หลวงพ่อโสธร)

-กิจกรรม : ไหว้พระแปดริ้ว ชิลด์กับสายน้ำ ตามรอยอดีตเรือนไทย
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา-วัดวีระโชติธรรมาราม-ตลาดโบราณนครเนื่องเขต
-วัดนครเนื่องเขต – บ้านต้นตระกูลสังขปรีชา (บ้านในคลอง)-วัดโสธรวรารามวรวิหาร (หลวงพ่อโสธร)



-บริการ : รถตู้+ล่องเรือ (วันเดย์ทริป) เวลา 08.00 - 15.30 น.
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานฉะเชิงเทรา โทร. 0-3851-4009, 06-2652-5599

@@@@@@

9.จันทบุรี


วัดมังกรบุปผาราม

กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @จันทบุรี “เที่ยว ถ่าย ธรรม” เที่ยววัดสวย ถ่ายรูป ไหว้พระขอพร

-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : วัดไผ่ล้อม-วัดมังกรบุปผาราม-วัดชากใหญ่-วัดตะปอนใหญ่-วัดเกวียนหัก



-บริการ : รถมาสด้า (ปิ๊กอัพ) วันละ 100 คน ตั้งแต่เวลา 08.30 น.
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท.สำนักงานจันทบุรี โทร. 0-3948-0220

@@@@@@

10.ตราด


วัดบุปผาราม

-กิจกรรม : ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า @ตราด
-วันที่ : 16,17 ก.ค. 62
-เส้นทาง : เส้นทางวงรอบ วัดไผ่ล้อม-พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หน้าศาลากลางจังหวัดตราด- พิพิธภัณฑ์สถานเมืองตราด- ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด-วัดโยธานิมิต-วัดบุปผาราม


-บริการ : รถยนต์ (ปิ๊กอัพ) รับส่ง เวลา 09.00 น. - 16.00 น. (รับจำนวนจำกัด)
-กิจกรรมพิเศษ : 08.00 น.- 08.45 น. ของทั้ง 2 วัน ลงทะเบียน (รับเสื้อ) จากททท.ตราด หน้าเจดีย์สามท่านเจ้าคุณ วัดไผ่ล้อม
-สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ : ททท. สำนักงานตราด โทร.0-3959-7259-60

@@@@@@

และนี่ก็คือ 10 เส้นทางไฮไลท์ “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” ที่ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมดี ๆ ที่จัดบริการให้ฟรี ในช่วงวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษานี้ ซึ่งนอกจาก 10 เส้นทางที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีเส้นทางน่าสนใจอื่น ๆ อีก อาทิ จ.อุตรดิตถ์ จ.ลพบุรี จ.ระยอง เป็นต้น ใครที่สนใจในพื้นที่ในก็สามารถโทร.สอบถามได้ที่ ททท. สำนักงานจังหวัดต่าง ๆ

อย่างไรก็ดีเนื่องจากนี่เป็นช่วงวันหยุดพิเศษที่หลาย ๆ คนถือโอกาสหยุดยาว (ลาวันจันทร์ควบไปด้วย) ทำให้มีคนสนใจกิจกรรมไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้ากันเยอะ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว ดังนั้นบางเส้นทางอาจมีการจองเต็มแล้ว แต่หากใครสนใจก็สามารถขับรถไปไหว้พระตามรอยเที่ยวกันเองได้ หรือใครที่ไม่ชอบคนพลุกพล่านก็สามารถหาเวลาไปเที่ยวในช่วงวันธรรมดา ไหว้พระเสริมสิริมงคลกันได้ ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่วันพระใหญ่ แต่ก็สามารถอิ่มบุญสุขใจอย่างถ้วนทั่วหน้าได้เช่นกัน



ขอบคุณ๊ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000067000
เผยแพร่ : 14 ก.ค. 2562 14:13, ปรับปรุง : 14 ก.ค. 2562 14:28 ,โดย : ปิ่น บุตรี
โดย : ปิ่น บุตรี (pinn109@hotmail.com)
Facebook Travel Unlimited / เที่ยวถึงไหนถึงกัน
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ญาติโยมเศร้า.!! ศาลชุมแพสั่งรื้อสิ่งปลูกสร้าง ศูนย์ปฏิบัติธรรม “พระชัยชะนะ” เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 06:12:37 AM




ญาติโยมเศร้า.!! ศาลชุมแพสั่งรื้อสิ่งปลูกสร้าง ศูนย์ปฏิบัติธรรม “พระชัยชะนะ”

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-รื้อแล้วสิ่งปลูกสร้างภายในสำนักปฏิบัติธรรมบ้านดอนหัน-โนนหินแห่ อ.หนองเรือ ของ “พระชัยชะนะ ภูริญาโณ”หลังศาลจังหวัดชุมแพสั่งให้รื้อถอนเพราะสร้างรุกที่ป่าช้าสาธารณะ ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของญาติโยม หลายคนถึงกับร่ำไห้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสายวันนี้(14 ก.พ.) ที่สำนักปฏิบัติธรรมบ้านดอนหัน-โนนหินแห่ ต.โนนสะอาด อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น พระอาจารย์ชัยชะนะ ภูริญาโณ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมฯได้ทำพิธีสวดมนต์ขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง พร้อมบอกกล่าวถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องย้ายศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ไปสร้างในที่ดินผืนใหม่

โดยขณะที่พระอาจารย์ชัยชะนะสวดมนต์บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางนั้นบรรดาญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธาจากทั่วสารทิศที่มาให้กำลังใจพระอาจารย์ชัยชะนะต่างนั่งพนมมือฟังสวดด้วยความโศกเศร้า หลายคนสงสารพระอาจารย์ที่ต้องหาที่สร้างสำนักสงห์แห่งใหม่ถึงกับต้องก้มหน้าปาดน้ำตา




ภายหลังทำพิธีสวดมนต์ขอขมาเสร็จ พระอาจารย์ชัยชะนะได้ให้บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านช่วยกันทุบทำลาย อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในวัดทั้งหมด ขณะที่ญาติโยมที่นั่งในอยู่ภายในบริเวณนั้นพากันสวดมนต์แผ่เมตตาแก่เจ้ากรรมนายเวร หลายคนสะเทือนใจถึงกับร่ำไห้ เพราะผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ เคยพาครอบครัวมาทำบุญประจำทุกวันพระนานหลายปี



การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดชุมแพมีคำพิพากษาในคดีมราอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระชัยชะนะ คดีหมายเลขดำที่ 1625/2561 ในข้อหาบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์

โดยได้มีคำพิพากษาตัดสินให้รื้อถอนทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง และขนข้าวของต่างๆออกไปให้หมดภายในวันที่ 30 เดือนกรกฏาคม 2562 นี้ แต่ทางพระอาจารย์ชัยชะนะได้ขอความเห็นใจจากศาล วิตกว่าจะขนย้ายไม่ทัน ซึ่งศาลก็อนุญาตให้สามารถรื้อถอนได้จนถึงวันที่30 ธันวาคม 2562




นายไพศาล นาสิงห์ อายุ 79 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน ต.โนนสะอาด อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น บอกว่ารู้สึกเสียใจที่ได้ทราบว่าศาลมีคำสั่งบังคับ ให้รื้อถอนสำนักปฏิบัติธรรมบ้านดอนหันโนนหินแห่ และพระอาจารย์ ก็น้อมรับปฏิบัติตามคำสั่งศาล ด้วยการให้ชาวบ้านและลูกศิษย์ช่วยกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ออกจากที่สาธารณะแห่งนี้ ซึ่งตนมีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และเลื่อมใสในตัวพระอาจารย์ชัยชนะเป็นอย่างมาก



เนื่องจากเป็นสำนักสงฆ์ที่มีการปฏิบัติธรรมและกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ เช่นการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่ บริจาคสิ่งของช่วยเหลือคนทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ยังนำความเจริญมาสู่ชุมชนอีกด้วย ชาวบ้านในละแวดนี้หลังรู้ข่าวว่าต้องทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างสถานปฏิบัติธรรมพระอาจารย์ชัยชะนะแล้วต่างเสียใจและเสียดายกันมาก


ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9620000067033
เผยแพร่ : 14 ก.ค. 2562 16:00 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “5 ประเภทเครื่องใช้จำเป็น” ทำบุญถวายพระเข้าพรรษา เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 05:37:04 PM


“5 ประเภทเครื่องใช้จำเป็น” ทำบุญถวายพระเข้าพรรษา

เมื่อเทศกาลเข้าพรรษาเวียนมาถึง กิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนต่างพร้อมใจกันปฏิบัติ นั่นก็คือ การจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นนำถวายแด่พระสงฆ์ เพื่อนำไปใช้ในช่วงเข้าพรรษา โดยหากใครกำลังจัดหาสิ่งของถวายพระ ต้องไม่ลืมเครื่องใช้จำเป็นพื้นฐาน 5 ประเภทต่อไปนี้


1. เทียนพรรษา และหลอดไฟ นับเป็นของใช้ที่จำเป็นมากที่สุดที่จะขาดเสียไม่ได้ โดยปัจจุบันเทียนพรรษานั้นมีให้เลือกซื้อกันมากมายหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กปกติ ไปจนถึงขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีการแกะสลักลวดลายสวยงามด้วย ปัจจุบันวัดใน กทม.อาจมีความจำเป็นต้องใช้น้อยลง เนื่องจากมีการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้า แต่วัดในต่างจังหวัดยังคงต้องใช้อยู่

2. ผ้าอาบน้ำฝน และร่ม ถือเป็นของใช้ที่จำเป็นอย่างมากไม่แพ้กัน เพราะพระสงฆ์จะใช้สิ่งนี้ในการนุ่งห่มอาบน้ำในช่วงเข้าพรรษา รวมถึงการใช้ร่มเพื่อกันฝน

3. สบู่ ยาสีฟัน ของใช้เหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้เป็นประจำทุกวัน แน่นอนว่าหากนำไปถวาย รับรองได้ว่า พระท่านจะต้องได้ใช้แน่นอน

4. ยาสามัญประจำบ้าน ช่วงเข้าพรรษามักเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก อาจทำให้พระสงฆ์เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย จึงต้องจัดเตรียมยาเอาไว้ ได้แก่ ยาแดง ยาธาตุ ยาหม่อง ยาแก้ปวด พลาสเตอร์ปิดแผล เป็นต้น

5. ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เป็นอาหารที่เก็บไว้ได้นาน แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนซื้อคือ ควรตรวจดูวันหมดอายุข้างกระป๋องทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีวันหมดอายุเร็ว





ขอบคุณ : https://www.newtv.co.th/news/38115
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 9 โครงการงานสงเคราะห์ วัดต้นแบบของสำนักพุทธ เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 05:20:56 PM
อาหารและสิ่งของมากมายที่ประชาชนนำไปไหว้และแก้บน หลวงพ่อสมหวัง ตามความศรัทธาในแต่ละวัน เป็นทุนสนับสนุนโครงการสงเคราะห์ของวัด.


9 โครงการงานสงเคราะห์ วัดต้นแบบของสำนักพุทธ

งานสาธารณสงเคราะห์ เป็นงานที่มีความสำคัญในกิจการพระพุทธศาสนา เป็นงานที่มหาเถรสมาคมกำหนดให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือ พัฒนาสังคมยามเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย และปัญหาสังคมขาดที่พึ่ง

พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ต้นแบบวัดจัดทำโครงการสงเคราะห์.

ดังนั้น งานสาธารณสงเคราะห์จึงถือเป็น 1 ในโครงการศีล 5 ซึ่งมีหัวข้อ 8 ข้อ คือ ศีลธรรมและวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห์ สาธารณสงเคราะห์ กตัญญูกตเวทิตาธรรม และสามัคคีธรรม

โดยให้วัดต่างๆยกเอาข้อใดข้อหนึ่งไปปฏิบัติอย่างจริงจัง...


พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ร่วมกันป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จ.นครปฐม เปิดศูนย์หน่วยกู้ภัยประจำตำบลและอำเภอ ที่วัดกลางบางพระ.

ในภาวะปกติ พระสงฆ์มีหน้าที่ดำรงตนเป็นแบบอย่างและคอยให้คำปรึกษา รวมทั้งเป็นผู้นำในการพัฒนาสังคมไปในทางที่ถูกที่ควร เห็นได้จากการที่พระสงฆ์เป็นผู้นำในการจัดการชุมชน จัดการป่า จัดการน้ำ และจัดการวัด

เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชน พัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ฝึกสัมมาชีพ ซึ่งถือว่าพระสงฆ์มีส่วนในการช่วยพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง


พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ร่วมกับ ปภ.จ.นครปฐม แจกหมวกนิรภัยให้กับประชาชนไว้สวมใส่ขับขี่ จยย.เพื่อความปลอดภัย.

ในภาวะวิกฤติ ประเทศชาติมีสาธารณภัย พระสงฆ์และวัดถือเป็นองค์กรสำคัญในการประสานศรัทธาของประชาชน สนับสนุนภาครัฐในการเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทางกาย ด้วยวัตถุสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น และบรรเทาทุกข์ทางใจ ในการนำเอาหลักธรรมไปประคับประคองจิตใจให้ก้าวพ้นภาวะวิกฤติ

วัดกลางบางพระ ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งมี พระครูศรีสุตากร เป็นเจ้าอาวาส เป็นหนึ่งวัดตัวอย่างที่น้อมนำ โดยยกเอา 1 ในศีล 5 ไปปฏิบัติในเรื่องของสาธารณสงเคราะห์อย่างจริงจัง


เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระและพระสงฆ์นำสิ่งของไปแจกจ่ายให้กับหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และ ตชด.ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก.

โดยจัดโครงการงานสาธารณสงเคราะห์ ไว้ถึง 9 โครงการที่ให้ประโยชน์ต่อชุมชน รวมถึงวัด ผู้ยากไร้ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัย มีมูลนิธิหลวงพ่อสมหวัง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยบรรเทาสาธารณภัย จ.นครปฐม (ปภ.) จิตอาสาหลวงพ่อสมหวัง ให้การสนับสนุน

9 โครงการที่ว่า เริ่มจาก

1.โครงการส่งเสริมตลาดสินค้า สร้างตลาดให้ชุมชนนำสินค้าภาคเกษตรมาขายเพื่อสร้างรายได้

2.โครงการปันน้ำใจให้น้องผู้พิการ มอบรายได้จากการจัดเก็บค่าที่จอดรถคันละ 1 บาท มอบให้ศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 จังหวัด เดือนละ 1 จังหวัด


ตำรวจตรวจเยี่ยมชมเครื่องมือที่ใช้ในการดับเพลิงของ มูลนิธิหลวงพ่อสมหวัง ต้นแบบงานสงเคราะห์ของสำนักพุทธศาสนา.

3.โครงการจัดตั้งหน่วยบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกกรณี ทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น อุทกภัย อัคคีภัย รวมถึงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะบ้านไฟไหม้ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และผู้ยากไร้ที่เสียชีวิตขาดที่พึ่ง จะช่วยเหลือโดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่าย

4.โครงการวัดช่วยวัด (พี่อุ้มน้อง) เพื่องานพระพุทธศาสนา 5.โครงการช่วยเหลือสนับสนุน โรงเรียน โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา 6.โครงการปฏิบัติธรรมทุกเสาร์อาทิตย์

7.โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และผู้ยากไร้

8.โครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมผู้สูงอายุ ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในและนอกพื้นที่

9.โครงการแบ่งปันของกินของใช้ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยทั้งในและนอกพื้นที่


นำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยไฟไหม้บ้านในเขต อ.สามพราน จ.นครปฐม บรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น.

โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 ใช้เวลา 4 ปี ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐ ชุมชน และจิตอาสา จนได้รับวัดต้นแบบของสำนักพุทธศาสนาที่ให้การยอมรับ เชิญชวนเจ้าอาวาสวัดต่างๆให้มาศึกษาดูงาน

ถือเป็นวัดหนึ่งเดียวที่ประสบผลในเรื่องงานสาธารณสงเคราะห์เต็มรูปแบบ ตามโครงการศีล 5 บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน จับมือกันอย่างเหนียวแน่น

ทั้งหมดนี้ต้องชื่นชม พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ผู้จัดทำโครงการตามนโยบายของสำนักพุทธศาสนา และปณิธานของหลวงพ่อพุฒ อดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพไป ถึงกับยอมสละตำแหน่งเจ้าคณะตำบลวัดละมุด เพื่อมาพัฒนาอย่างจริงจัง

โดยมีพระพุทธรูป หลวงพ่อสมหวัง ที่ผู้คนศรัทธาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ประทานพรและเป็นกำลังใจให้สานงานสำเร็จตามที่ หลวงพ่อพุฒ อดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพ ท่านสั่งไว้ ยึดนโยบายตามคำขวัญที่ตั้งไว้...


นำสิ่งของและเงินช่วยเหลือในโครงการจอดรถคันละ 1 บาท ไปช่วยเหลือเด็กพิการ ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จ.นครสวรรค์.

“แสวงหาจุดร่วม สมานจุดต่าง ทำวัดให้เป็นที่พึ่งของประชาชน”

นี่คืออีกหนึ่งผลงานที่เกิดจากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ถือเป็น “เนื้อนาบุญ” โดยแท้ของ พระพุทธศาสนา เป็นต้นแบบให้กับวัดอื่นๆ นำไปปฏิบัติตาม

ทุกวันนี้ พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ยังคงปฏิบัติตนเหมือนเช่นที่ผ่านมา ช่วยเหลือกิจกรรมสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสุขของผู้คนในสังคม.

               ภุชงค์ ทิพยะวัฒน์




ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/news/local/1610085#cxrecs_s
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ , 9 ก.ค. 2562 05:30 น.
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "หลวงพ่อสมหวัง"ให้โชค 2หนุ่มถูกหวย รวยเงินล้าน นำหัวหมู-ไข่ไก่แก้บน เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 05:09:16 PM


"หลวงพ่อสมหวัง"ให้โชค 2หนุ่มถูกหวย รวยเงินล้าน นำหัวหมู-ไข่ไก่แก้บน

2 หนุ่มใหญ่ถูกหวยรวยล้าน นำหัวหมู 250 หัว ไข่ไก่ 1,260 ฟอง ถวายแก้บน "หลวงพ่อสมหวัง" หลังงวด 1 ก.ค.ที่ผ่านมาถูกตรงๆเลขท้าย 86 ทั้งญาติแลชาวบ้าน จึงนำของมาแก้บน ขณะที่วันนี้บรรยากาศภายในวัดวันนี้บรรดาเซียนหวยยังเดินทางมากราบไหว้เพื่อขอโชคลาภจำนวนมาก.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.62 ที่วัดกลางบางพระ ต.บางพระ อ.นครชัยศรี นายสุชาติ ชายชุ่ม อายุ 52 ปี จาก จ.นครสวรรค์ และ นายเลิดสิน เจิมสินอายุ 47 ปี จากกรุงเทพมหานคร ได้นำหัวหมูต้มสุก นำมารวมกัน 250 หัว ไข่ไก่ดิบ 1,260 ฟอง มาถวายแก้บนองค์หลวงพ่อสมหวัง พระพุทธรูปสูง 30 เมตร โดยพระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำใส่ถาดมาเรียงรายที่ลานด้านหน้าองค์หลวงพ่อสมหวังจนเต็มไปหมด จากนั้นได้ประกอบพิธีให้ พร้อมกับมอบพระพุทธรูปองค์หลวงพ่อสมหวังขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และภาพถ่ายขนาดใหญ่องค์หลวงพ่อสมหวังให้กับ ทั้ง 2 ที่นำสิ่งของมาแก้บน



นายสุชาติ และนายเลิดสิน เผยว่า ที่นำหัวหมูมารวมกันแก้บนครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.62 ก่อนวันหวยออก 1 วัน ได้มากราบไหว้หลวงพ่อสมหวัง ขอโชคลาภ ซึ่งปรากฏว่าในวันนั้นทางวัดได้นำป้ายหินอ่อน เลข 86 มาติดตั้งที่ด้านหน้าทางเข้าที่จอดรถพอดีเลยยืนดูจนกระทั่งเสร็จสิ้นจึงเดินขึ้นไปกราบไหว้องค์หลวงพ่อสมหวัง ขอโชคลาภและบนไว้หากถูกจะเอาหัวหมูมาบน หลังเสร็จสิ้นก็เดินกลับมาที่รถจอดผ่านเลข 86 ที่ทางวัดติดตั้งไว้ เลยพูดกับเพื่อนว่าเลขนี้สวยสงสัยทางวัดจะให้โชคลาภ

เมื่อกลับมาถึงบ้าน นึกขึ้นได้เลยไปหาซื้อลอตเตอรี่เลข 86 ได้มา 20 ใบ แบ่งคนละ 10 ใบ แล้วก็ไปแทงหวยอีกญาติถามว่าเอาเลขมาจากไหน ตนก็บอกว่าเป็นเลขที่วัด ชาวบ้านเลยไปแทงกันใหญ่รวมแล้วถูกร่วมล้านบาท เลยนำของมาบนตามที่บนหลวงพ่อสมหวังไว้

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสได้ให้บรรดาศิษย์ประกาศออกเสียงตามสายในหมู่บ้านให้ชาวบ้าน มารับแจกหัวหมูและไข่ไก่สดที่ทางเจ้าภาพมีจุดประสงค์ให้แจกจ่ายให้กับชาวบ้านเพื่อรับบุญกุศล 2 เท่า ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาเข้าแถวรอรับยาวเหยียด โดยเจ้าภาพทั้ง 2 คน ร่วมแจกให้กับชาวบ้านด้วย


ขณะเดียวกันบรรยากาศภายในวัด ยังเต็มไปด้วยสาธุชน และบรรดานักเสี่ยงโชคหาเลขเด็ด ยังเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย จุดธูปถวายดอกไม้องค์หลวงพ่อสมหวัง กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสี่ยงเซียมซี ขอเลขเด็ด เพราะใกล้วันหวยออก และได้พบ นางกำไล หล้าวันดี อายุ 34 ปี บ้านอยู่หมู่ 9 ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม อาชีพขายเสื้อผ้าเด็กตามตลาดนัด ได้เผยว่า

วันนี้มาขอพรหลวงพ่อสมหวัง เนื่องจากเป็นช่วงใกล้วันหวยออก กลางวันจะว่าง จะออกขายของในช่วงเย็น ตามตลาดนัดทั่วไป ช่วงเช้าถึงบ่ายก็จะว่าง เลยตั้งใจมาขอโชคลาภจากหลวงพ่อสมหวัง เพราะเป็นคนชอบเสี่ยงโชค การค้าช่วงนี้ไม่ค่อยดีต้องหันมาพึ่งหวยลงทุนน้อยได้มาก เคยเดินทางมาขอพรเสี่ยงเซียมซีมาแล้วหลายครั้งก่อนหวยออก และเคยถูกมาแล้วถึง 6 งวด ด้วยกัน 2 ตัว บ้าง 3 ตัวบ้าง เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เกิดขึ้นได้

ขณะนี้กำลังตั้งครรภ์ ด้วย หลวงพ่อสมหวังอาจจะให้โชคใหญ่ก็ได้ ลูกที่เกิดมาจะได้ไม่ลำบาก ครั้งนี้ขอตรงๆ 3 ตัว โดยครั้งนี้ได้บนไว้ด้วยหัวหมู 100 หัว ก็ขอให้ได้ตามหวังจะได้มาแก้บน.




ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/news/local/central/1614415#cxrecs_s
ไทยรัฐออนไลน์ ,13 ก.ค. 2562 18:00 น.
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เขมาเขมสรณทีปิกคาถา (แปล) เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 07:34:22 AM



เขมาเขมสรณทีปิกคาถา (แปล)

เขมาเขมสรณทีปิกคาถา เป็นพระสูตรที่สอนให้ชาวพุทธไม่หลงงมงาย

พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ แห่งวัดป่าปาลเดชธรรม จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า คนสมัยโบราณยึดถือธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ใหญ่ ภูเขา หรือแม้กระทั่งผีสางนางไม้เป็นที่พึ่งทางใจ ความเชื่ออย่างนี้เราเรียกว่าศาสนาผี ศาสนาธรรมชาติ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธมองว่าที่พึ่งดังกล่าวนี้เป็นเพียงที่พึ่งชั่วคราว ไม่มั่นคง ไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐ หรือที่พึ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดปัญญาที่ถูกต้อง ความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนานั้นต้องเป็นความเชื่อที่ก่อให้เกิดปัญญา คือเห็นความจริงของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง ไม่หลงงมงาย เช่น ความเชื่อในอริยสัจ 4 ดังปรากฏอยู่ในบทสวดเขมาเขมสรณทีปิกคาถา

@@@@@@

(หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโย ภะณามะ เส)
เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาแสดงสรณะอันเกษมและไม่เกษมเถิด


พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจตะยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง
ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้างเป็นสรณะ

เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะ ทุกขา ปะมุจจะติ
นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย, นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว
เห็นอริยสัจคือความจริงอันประเสริฐสี่ด้วยปัญญาอันชอบ

ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงพ้นทุกข์เสียได้
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐเครื่องถึงความระงับทุกข์


เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


 
Photo by Sylwia Pietruszka on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) มIG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/8975.html
By Minou ,12 July 2019
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 เครื่องรางที่ควรพกติดตัว เสริมโชคลาภแบบปังๆ เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 07:10:48 AM



5 เครื่องรางที่ควรพกติดตัว เสริมโชคลาภแบบปังๆ

ลองมาดู "เปิดกรุสิ่งของมงคล 5 อย่าง" ที่ควรพกติดตัวบูชา ช่วยเสริมเรื่องดวงโชคลาภให้ชีวิตดีแบบปังๆกันเลยทีเดียว จะมีอะไรบ้างลองมาดูกัน


1. รูปพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ (อาจจะเป็นชายผ้าถุงแม่ก็ได้สำหรับบางคน)
ความกตัญญูจะไม่มีวันทำให้เราตกอับ เมื่อยามที่เราท้อหรือเหนื่อยให้หยิบรูปของท่านขึ้นมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาต่างๆ นี้ไปได้



2. หลวงปู่ทวด
จะเป็นรูปเหมือน หรือ เป็นพระเครื่อง ใครมีหลวงปู่ทวดไว้ไม่มีตายโหง (คาถาหลวงปู่ทวด "นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา")



3. หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย
ล่าสุดเมื่อกลางปี 2561 มีผู้หญิงโดนฟ้าผ่าแต่ไม่ตาย ใส่สร้อยหลวงพ่อพระใส ตัวสร้อยละลายติดคอเลย ศักดิ์สิทธิ์มากๆราคาไม่แพงด้วยค่ะ



4. ตะกรุดสาริกามหาลาภ
เด่นด้านเงินทองค้าขายคำพูด ของครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล ควรมีติดตัวไว้หรือนำมาร้อยใส่สร้อยก็ได้นะคะ ราคาบูชาไม่แพงเลยค่ะ



5. พระสังกัจจายน์ พระสีวลี หรือพระอุปคุต
จะเด่นทางโชคลาภเงินทองค้าขาย ร่ำรวยรุ่งเรืองปลดหนี้ ฉับพลัน ควรมีติดตัวหรือติดบ้านไว้ อันนี้ได้ทุกวัดเลยค่ะ แต่ถ้าจะให้หมอฝ้ายแนะนำ ขอแนะนำวัดทุ่งเศรษฐี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

@@@@@@

ใครที่กำลังมองหาของมงคลเสริมโชคลาภมาบูชา คิดว่า 5 เครื่องรางที่หยิบมาแนะนำน่าจะเป็นประโยชน์นะคะ ลองไปหาเช่าบูชากันดู ที่สำคัญ หมั่นทำบุญทำทานบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังได้รับโชคลาภมา เพราะการเป็นผู้รับและผู้ให้จะทำให้ชีวิตของคุณรุ่งเรืองไม่มีวันอาภัพเรื่องโชคลาภทรัพย์สินอย่างแน่นอนค่ะ



ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/horoscope/164045/
13 ก.ค. 62 (11:31 น.)
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 06:46:25 AM




ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ก. ผลคือสะอาด

ดังนั้น การทำบุญให้ทานรักษาศีล การทำสมถกรรมฐานและการเจริญวิปัสสนา ต่างก็เป็นการกระทำเพื่อเอามาทำลายกิเลส คือ ความโลภความโกรธความหลง การทำลายกิเลสได้นี่แหละคือตัวบุญแท้ ๆ เป็นยอดบุญ ถ้าเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์แท้ ๆ เป็นแก่นของสวรรค์ เป็นยอดแท้ของสวรรค์ ถ้าเทียบกับพระนิพพานก็เป็นพระนิพพานแท้ เป็นแก่นเป็นยอดของนิพพาน ความหมดไปของกิเลส ก็คือ สะอาด

นิพพานแปลว่าความดับเย็นลง คือเราไม่ร้อนอกร้อนใจเพราะกิเลสดับเย็นลง ถ้าขณะนี้เราไม่มีความทุกข์มันก็เป็นนิพพานในขณะนี้เอง เมื่อเรามีนิพพานในขณะนี้แล้ว ก็ต้องได้ไปนิพพานแน่ ๆ เราควรจะรู้จักสวรรค์ที่ในใจของเรา ความไม่มีทุกข์นั่นแหละเป็นสวรรค์คือจิตใจเราร่าเริงเบิกบาน เราดูจิตดูใจเราอยู่มันเป็นเมืองสวรรค์ เมื่อเรามีสวรรค์อยู่ที่ใจอย่างนี้แล้ว พอตายไปจะได้ไปเกิดเมืองสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย

@@@@@@

ข. ผลคือสว่าง

หากใครไม่รู้จักเมืองสวรรค์ ก็ไม่สามารถไปเมืองสวรรค์ได้หรอก ตัวอย่างเช่น ในบ้านของเรามีไฟฟ้า เราอยากได้แสงสว่างแต่เอามือไปจับที่หลอดไฟแสงไฟก็จะไม่มี เมื่อเราได้เรียนรู้ว่าจะเปิดไฟต้องเปิดที่สวิตช์ไฟ เราก็ไปเปิดสวิตช์ ไฟก็ไปสว่างอยู่ที่หลอด นี่ก็เหมือนกัน วิธีที่จะจัดการกับความโลภความโกรธความหลงนั้น เราไม่ต้องไปคิดหาว่าความโกรธความโลภความหลงอยู่ที่ไหน เราเพียงกลับเข้ามาดูจิตดูใจของเราก็จะทำลายความโกรธความโลภความหลงได้เอง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า พระองค์ตรัสรู้ได้โดยการบำเพ็ญทางจิต เราก็ต้องมาดูจิตดูใจของเรา การดูจิตใจนี้แหละ เป็นการเปิดไฟฟ้าโดยจับที่สวิตช์ไฟฟ้า เมื่อเราทำบ่อย ๆ สติจะเกิดความคล่องแคล่วว่องไว สติจะไปสกัดกั้นความโกรธความโลภความหลงไม่ให้เกิดขึ้นได้ ตัวสติและตัวสมาธินั้นอยู่ด้วยกัน
     ส่วนปัญญาแปลว่าเห็น – รู้แจ้ง ภาษาบาลีว่า นัตถิ ปัญญา สะมาอาภา – อะไรจะสว่างเท่าปัญญาไม่มี
     สติ เตสัง นิวาระนัง – สติเป็นเครื่องกั้นกระแสของกิเลส ไม่มีอะไรจะไวพอที่จะกั้นกระแสอันนี้ได้นอกจากสติ สติปัญญาตัวนี้แหละที่เข้าไปสัมผัส – ไปรู้ – ไปเห็น – ไปสกัดกั้นไม่ให้เรามีความหลง

     ทั้งนี้เพราะสติ – สมาธิ – ปัญญา มันตรงข้ามกับโทสะ – โมหะ – โลภะเต็มตัวอยู่อย่างนั้น เปรียบก็เหมือนเวลากลางคืนมันมืด พอจุดเทียนสว่างขึ้น ความมืดก็หายไป เพเราะความมืดกลัวแสงไฟ พอไฟดับความมืดก็เข้ามาทันที


Image by Pexels from Pixabay

ค. ผลคือสงบ

ที่อาตมาให้ข้อคิดพร้อมกับวิธีปฏิบัติอย่างลัด ๆ มานี้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้นำเอาไปปฏิบัติและจะได้รับผลเร็วไม่ต้องเสียเวลา วิธีนี้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องหยุดงานไปปฏิบัติ บางท่านเอาไปปฏิบัติแล้ว บางท่านเพียงแต่เคยได้ฟังมา บางท่านไม่เคยได้ยินอาจรู้สึกขัดอกขัดใจ ถ้ารู้สึกอย่างนั้นก็ให้เอาความรู้สึกนั้นทิ้งไว้ก่อน ความรู้ที่เคยเรียนมาแต่เดิมก็เก็บวางไว้ก่อน แล้วทดลองทำตามที่อาตมาพูดนี้ ลองดูจะทราบผลที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร อาตมากล้ารับรองว่า วิธีนี้ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าพูดตามความรู้สึกของอาตมาเพียงผู้เดียว ก็ว่าถูก 100เปอร์เซ็นต์ เพราะ ปฏิบัติแล้วมันบรรเทาความโลภความโกรธความหลงได้ เมื่อสิ่งเหล่านี้ลดลง ความสงบก็เข้ามาแทนที่

@@@@@@

ง. ผลคือสติสมบูรณ์

จะขอยกตัวอย่างอีกสักเรื่องเพราะยังมีเวลา เอาแก้วน้ำมาวางไว้ 1 ใบ เราจะเห็นว่าในแก้วมีอากาศ พอเราเทน้ำใส่ลงไปอากาศก็ไหลออก น้ำเข้าไปแทนที่ พอเทน้ำออกอากาศก็เข้าไปแทนที่ใหม่ อันนี้ก็เปรียบได้กับเราพลิกมือ เรารู้เรามีสติ สติเข้าไปแทนที่ความไม่รู้ความหลง ความไม่รู้ก็หลุดออกไปจากจิตใจของเรา ให้เราทำบ่อย ๆ จับความรู้สึกอยู่บ่อย ๆ ทุกอิริยาบถ สติก็จะมีมากขึ้น ๆ ความหลงความไม่รู้ก็จะลดลง ๆ เหมือนน้ำเข้าไปแทนที่อากาศในแก้ว ฉันนั้น

บางท่านอาจเคยได้ยินหรืออาจได้รับการสอนมาว่า ให้ทำบุญโดยการสร้างโบสถ์สร้างวิหาร เป็นต้น แล้วจะได้บุญเท่านั้นเท่านี้กัป และคงจะเคยได้ยินว่า 100 ปีของเมืองคนเท่ากับ 1 ปีทิพย์ของเทวดา เทวดาก็จะเอาเมล็ดงา 1 เมล็ดไปทิ้งใส่ในบ่อที่กว้าง 100 โยชน์ ลึก 100 โยชน์ ถ้าเต็มเมื่อใดก็จะเป็น 1 กัป

นอกจากนี้ก็คงเคยได้ยินว่า การใส่บาตร 1 ครั้งได้อานิสงส์ 6 กัป ไปส่งปิ่นโตเช้าถวายพระได้อานิสงส์ 5 กัป ไปส่งเพลได้อานิสงส์ 4 กัป ดังนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นปริศนาธรรมทั้งนั้น แต่บางคนฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ถ้าจะเข้าใจได้เราต้องมาปฏิบัติ มาเจริญสติ โดยพลิกมือขึ้นคว่ำมือลง – รู้สึก เพราะเมื่อก่อนนั้น เราทำอะไรเราไม่มีสติ คือมันว่าง ๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย เปรียบก็เหมือนบ่อหรือเหวที่ว่าง ๆ ไม่มีอะไร อย่างเดียวกับในปริศนาธรรมนั่นแหละ แต่เมื่อมาฝึกสติจับความเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ เช่น กะพริบตา มองไปทางซ้าย มองไปทางขวา พลิกมือ คว่ำมือ ยืน เดิน นั่ง นอนก็รู้สึก ก็มีสติกำหนดรู้

เมื่อทำอยู่ดังนี้สติก็จะเพิ่มมากขึ้น เหมือนเอาเมล็ดงาไปใส่ในบ่อในเหวที่กว้าง 100 โยชน์ ลึก 100 โยชน์นั้น คำเปรียบอันนี้ก็มุ่งหมายว่า เราจะต้องฝึกสติมาก ๆ ทำมาก ๆ จึงจะได้ผล ให้สติมันเต็มอยู่จะได้ไม่เผลอไปหลง เมื่อเราได้เจริญสติปัฏฐานสี่แบบที่กล่าวนี้แล้วจะมีความดำริมีความคิดความเข้าใจ มีความสามารถที่จะขบคิดปัญหาต่าง ๆ ภายในจิตใจของเราได้จริง ๆ



ที่มา : นิพพานอยู่ที่ใจ โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Image by Pexels from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/163515.html#cxrecs_s
By ying ,10 July 2019
28  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 6G คืออะไร.? ทำไมถูกพูดถึงก่อน 5G..? เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:26:26 PM




6G คืออะไร.? ทำไมถูกพูดถึงก่อน 5G..?

เพราะทุกวันนี้ มวลมนุษยชาตินั้น ไม่สามารถขาด 1 ในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนได้อีกต่อไป สิ่งนั้นแม้จับต้องไม่ได้ แต่มันเปรียบเสมือน “เลือดเนื้อ” ที่คอยหล่อเลี้ยงให้โลกหมุนไปได้ เราเรียกมันว่า “อินเทอร์เน็ต”

@@@@@@

จุดเริ่มต้นของ “อินเทอร์เน็ต”

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) โดยเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ และได้มีเว็บไซต์แรกของโลกเกิดขึ้นมา โดยมีชื่อดังนี้ http://info.cern.ch/hypertext/WWW/TheProject.html

ซึ่งเข้าไปแล้วเราก็จะเห็นเพียงข้อความชุดหนึ่ง พร้อม Hyperlink สำหรับการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น ส่วนด้านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตครั้งแรกในประเทศไทย เกิดขึ้นในปี 1987 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่นี้เอง และถ้าพูดถึงการพัฒนาทางด้านอินเทอร์เน็ตในยุคแรก แนวทางการพัฒนาเกาะติดผ่านระบบสาย จะเป็นไปได้มากกว่า ระบบไร้สายไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่ยุค 1G เป็นยุคที่ยังไม่สามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตก้าวข้ามผ่านอากาศไปถึงผู้ใช้ปลายทางได้

@@@@@@

ยุค 1G

โดยมือถือยุค 1G ที่ถูกใช้งานครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1984 ก็คือ Motorola DynaTAC 8000X ซึ่งถือว่าเป็นมือถือเครื่องแรกของโลก แต่การติดต่อสื่อสารในยุคนั้นทำได้แค่เพียงการโทรออกและรับสายเท่านั้น

@@@@@@

ยุค 2G

และในยุค 2G เริ่มต้นในปี 1991 เราจะเริ่มเห็นอะไรที่มากกว่าการโทรออก – รับสาย นั่นคือระบบ SMS ที่สามารถส่งข้อความเบื้องต้น 160 ตัวอักษรให้กับโทรศัพท์มือถือในยุคนั้น ก้าวข้ามผ่านเพจเจอร์ที่ต้องโทรแจ้งโอเปอเรเตอร์ในการส่งข้อความ และเริ่มเห็นการพัฒนาของมือถือที่นอกจากใช้แค่รับสาย โทรออกแล้ว ยังมีขนาดที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับยุค 1G ถ้าใครจำได้ Nokia 3310 นี่แหละคือมือถือที่ดังที่สุดในยุคนี้ “เกมเจ้างูน้อย” อ่ะ เคยเล่นไหม!

@@@@@@

ยุค 3G

ยุคที่เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเชื่อมต่อไร้สายนั่นคือยุคของ 3G โดยถูกพัฒนาด้านการส่งผ่าน “Data” ขึ้นจากยุค 2G โดยใช้เวลากว่า 15 ปีในการพัฒนาขึ้นมา เชื่อมต่อบนคลื่นความถี่ตั้งแต่ 400 MHz – 3GHz ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ในระดับ 384 Kbps – 2 Mbps ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น มีระบบ GPS หรือการนำทางเป็นครั้งแรก และที่สำคัญ เป็นยุคที่ศาสดาของศาสนา Apple ได้เปิดตัวมือถือแบบ “ไร้แป้น” ที่โด่งดังที่สุดในโลก “iPhone” นั่นเอง (แต่ไม่ใช่เครื่องแรกของโลกนะ)



ยุค 4G – 4.5G

ยุคปัจจุบันหรือยุคของอินเตอร์เน็ต 4G เป็นยุคที่เรียกได้ว่าเฟื่องฟูในด้านการเชื่อมต่อเป็นอย่างมาก ถูกตั้ง Standard ขึ้นในปี 2008 ใช้งานบนคลื่นความถี่ตั้งแต่ 700 MHz – 2600 MHz สามารถรับ – ส่งข้อมูลในระดับ 300 Mbps ซึ่งได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็น LTE Advanced หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ 4.5G ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายได้ที่ความเร็วสูงสุดที่ 1.2 Gbps สามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด หรือแม้แต่การรับชม video on demand ระดับ 4K ก็สามารถทำได้แบบสบาย ๆ

@@@@@@

ยุค 5G

และล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าใครติดตามแบไต๋อย่างต่อเนื่อง เราก็ได้เปิดเผยข้อมูลของอินเทอร์เน็ตในยุค 5G ซึ่งได้จากงาน HUAWEI MBB Forum 2017 ว่า มันคืออนาคตอันใกล้ของ 5G ที่เรากำลังก้าวไปถึง มีความสามารถต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายสัญญาณได้สูงถึง 300 เมตร หรือสูงประมาณตึกใบหยกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีค่าความหน่วงของการเชื่อมต่อที่ลดลงมาจนต่ำกว่า 20 มิลลิวินาที สามารถรับ – ส่งข้อมูลได้ที่ระดับ 20 Gbps โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมใช้งานจริง “ครั้งแรก” ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค TOKYO 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น และเริ่มมีการใช้งานจริงบ้างแล้วโดย BBC (แต่เหมือนกับจะยังไม่สมบูรณ์ 100% เท่าไรนัก ภาพงี้แตกเชียว)

@@@@@@

ยุค 6G.?

และข่าวล่าสุดจากผู้นำสหรัฐอเมริกา donald trump ที่ออกมาประกาศให้โลกรู้ว่า เรากำลังมี อินเทอร์เน็ต 6G เร็ว ๆ นี้ โดยประกาศบน Twitter ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า

ซึ่งฟังดูแล้วแปลกที่อินเทอร์เน็ต 6G จะเข้ามามีบทบาทในเร็ว ๆ นี้ เพราะจากที่ผ่านมา ยุคของอินเทอร์เน็ตจะอยู่ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี ก่อนที่จะมีการเริ่มพัฒนาเครือข่าย 6G และนำมาใช้งานอย่างจริงจัง และเรื่องนี้เริ่มเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาหลังจากที่ทรัมป์ ได้ประกาศศึก Tech War กับ Huawei จึงมีความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ อยากหาทาง “ฉะ” กลับ Huawei เพราะเทคโนโลยี 5G ณ วันนี้ Huawei ถือเป็นผู้นำทางด้านนี้อย่างแท้จริง

แต่อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Samsung ก็เปิดตัวเป็นบริษัทแรกที่ประกาศการลงทุนทางด้าน R&D ของ 6G อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Research Center แห่งใหม่เพื่อการพัฒนาด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ทฤษฎีด้านโครงข่ายดาวเทียมในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่สามารถส่งได้รวดเร็วและมากกว่า 5G ไปอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง SK Telecom Ericsson และ Nokia ในการพัฒนา โครงข่ายทั้ง 5G และ 6G รวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่ายในจีน China Mobile และ Tsinghua University ได้ประกาศร่วมมือกันทดสอบอินเทอร์เน็ตและระบบอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟนแบบใหม่, AI รวมไปถึงเทคโนโลยี 6G ด้วย แต่ทุกอย่างยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเท่านั้น

และยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากกลุ่มนักวิจัยของ Jacobs University Bremen ซึ่งได้ศึกษาเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคต่อไปคือ ยุค 6G ซึ่งพบว่า จะเป็นการพัฒนาการสื่อสารเพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่องของเทคโนโลยี 5G ในเรื่องทางกายภาพของคลื่น ทำให้มันสามารถทะลุทะลวงได้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมแก้ไขปัญหาทางด้านเทคโนโลยี AI เพราะเมื่อระบบ AI ทำงานไปได้สักพัก ก็จะเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นจะมีระบบการสั่งการด้วยการเรียงลำดับความเป็นไปได้ เพื่อใช้ในการตัดสินใจของข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก มากยิ่งกว่าที่มนุษย์ใช้งานอยู่ในยุคปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้

@@@@@@

สรุป

พอมาฟังดูแล้ว อินเทอร์เน็ต 6G นั้นก็ยังดูเป็นเพียงคอนเซปต์ที่สำหรับโลกอนาคตที่กำลังถูกพัฒนาอยู่ เพราะขนาด Wikipedia ยังไม่มีคำอธิบายเรื่อง 6G เลย แต่จากกระแสต่าง ๆ ที่ทยอยเปิดตัวมาก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นอินเทอร์เน็ต 6G ในเวลาอันใกล้ก่อนปีคนเหล็ก 2029 ที่มี Skynet ก็เป็นได้



ชมวิดีโอได้ที่  https://youtu.be/XZ0eScielS8https://youtu.be/7sr-MEtcDag
ขอบคุณ : https://www.sanook.com/hitech/1479921/
10 ก.ค. 62 (10:18 น.)
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมต้องมีช่วงเข้าพรรษา กับคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:14:12 PM



ทำไมต้องมีช่วงเข้าพรรษา กับคำตอบแบบวิทยาศาสตร์

เราได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงที่มาของวันสำคัญทางศาสนา ว่ามีที่มาและมีความสำคัญอย่างไรบ้าง เช่น วันมาฆบูชา คือวันที่มีจาตุรงคสันนิบาต ครบองค์ 4 ของศาสนาพุทธ วันวิสาขบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา

แต่วันที่มีประวัติความเป็นมาสร้างความกังขาให้ผู้เขียนมากที่สุดคือ วันเข้าพรรษา ครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาให้เราท่องว่า ช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงฤดูฝนที่เกษตรกรทำนา การที่พระภิกษุเดินทางไปทั่ว ก็จะไปเหยียบข้าวกล้าในนาเสียหาย จึงกำหนดให้พระภิกษุอยู่กับวัดไม่ออกไปไหนไกลๆ ให้ประชาชนเดือนร้อน

คำอธิบายแบบนี้ขัดแย้งกับวิถีการทำนาเป็นอย่างมาก เพราะข้าวเป็นพืชที่ต้องปลูกในน้ำ วิธีการปลูกจึงต้องทำคันนาเพื่อขังน้ำ แล้วปลูกข้าวในน้ำนั่นแหละ ต้นข้าวก็โตขึ้นหนีน้ำ เติบโต ออกรวงให้เก็บเกี่ยวกันในช่วงปลายฤดูทำนา


@@@@@@

วิธีการทำนาก็เห็นๆ กันอยู่ว่า ต้นข้าวอยู่ในน้ำ ไม่ได้อยู่บนเส้นทางใดๆ ที่คนจะเดินผ่านไปเหยียบได้ ชาวนาเองเขายังเดินบนคันนา พระภิกษุก็คงไม่คิดพิสดารขนาดลงไปเดินลุยน้ำในนา เพื่อเหยียบข้าวที่เขาปลูกไว้ให้หักเสียหายเล่นแน่นอน ดังนั้นความเชื่อเดิมๆ ที่ครูสอน ไม่น่าจะถูกต้องในเชิงวิทยาศาสตร์

ผู้เขียนเคยตั้งคำถามนี้ตอนเรียนอยู่มัธยม ครูก็นิ่งไป ตอบไม่ได้ แล้วก็เลยเปลี่ยนความไม่รู้เป็นความโกรธ หาว่าผู้เขียนกระด้างกระเดื่อง ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่ดี ทั้งๆ ที่เป็นคำถามปกติ และเป็นคำถามที่เกิดจากการตั้งใจฟังครูสอนแล้วคิดต่อไปด้วยซ้ำ

ครูตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ลองหาคำตอบเองดูก็ได้ มีหลายๆ สมมติฐานที่ฟังขึ้นกว่าการป้องกันไม่ให้พระภิกษุไปลุยน้ำในนาแล้วเหยียบข้าวเสียหายมากมายนัก เช่น

@@@@@@

1. ช่วงเวลาหน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่เดินทางลำบาก
เส้นทางต่างๆ ในสมัยก่อนก็คงไม่ได้ทนได้ทุกสภาพอากาศแบบในปัจจุบัน พระภิกษุอาจเอาชีวิตไปทิ้งกลางทางด้วยอุทกภัย หรือโดนสัตว์ร้ายที่หนีน้ำขึ้นมาอยู่บนที่ดินขบกัดเอาได้ ถ้าให้พระอยู่กับที่ก็จะปลอดภัยต่อชีวิตมากกว่า

2. เป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
การเรียนพระพุทธศาสนาในสมัยก่อน เป็นการตีความพระไตรปิฎกโดยพระผู้อาวุโสเป็นหลัก แล้วผู้เรียนก็ท่องจำเอา เวลาผ่านไปก็อาจลืมกันได้ ก็ต้องมาทบทวนกันทุกปีเพื่อให้ไม่ลืม และยังยึดมั่นในแนวทางเดิมต่อไป

3. นำความรู้ที่ได้จากการเดินทางจาริกไปตามที่ต่างๆ กลับมาปรับแต่งและเผยแพร่ให้กับชุมชน
ต้องเข้าใจก่อนว่า สมัยโบราณ ฆราวาสไม่ค่อยออกไปจากชุมชนของตัวเองกันหรอก เพราะงานในไร่ในนาที่ต้องพึ่งพาเมตตาจากธรรมชาติก็ยุ่งมากพอแล้ว การเดินทางก็ลำบากยากเย็นเหลือเกิน แต่พระภิกษุเป็นอาชีพเดียว ที่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะมีคนตักบาตรทำบุญให้โดยปกติ

พระภิกษุจึงเป็นผู้นำความรู้ต่างๆ จากนอกชุมชน เข้ามาสู่ชุมชน สถานศึกษาและสถานพยาบาลจึงอยู่ที่วัด โดยมีพระภิกษุทำหน้าที่ครูและแพทย์ ช่วงเข้าพรรษาจึงเป็นช่วงที่พระภิกษุได้เผยแพร่ความรู้จากการจาริกไปที่อื่น ให้กับคนในชุมชนได้รับทราบ ว่าโลกภายนอกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง

@@@@@@

นอกจาก 3 สมมติฐานที่ฟังดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลกว่าการป้องกันพระไปเหยียบข้าวในนาของชาวบ้าน ยังมีสมมติฐานอื่นๆ อีกมากมาย เราพยายามพร่ำบอกกับประชากรโลกว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผล

แต่ถ้าผู้สอนศาสนาของเรายังสอนด้วยเนื้อหาที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ และไม่เปิดกว้างพอที่จะตอบคำถามต่างๆ เราจะพัฒนาจิตใจของพุทธศาสนิกชนอย่างมีเหตุผลได้อย่างไรกัน


ขอบคุณที่มา : https://www.rabbittoday.com/th-th/articles/smart-living/buddhist-lent
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชวนตักบาตรอาหารสุขภาพ อิ่มบุญ พระสงฆ์มีสุขภาพดี เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:08:48 PM



ชวนตักบาตรอาหารสุขภาพ อิ่มบุญ พระสงฆ์มีสุขภาพดี

กรมอนามัย ชวนคนไทยทำบุญตักบาตร ด้วยเมนูชูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และเลือกซื้ออาหารที่สะอาด ปลอดภัย ปรุงประกอบถูกสุขลักษณะ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์


พญ.พรรณพิมล วิปุลากร

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร* อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงวันเข้าพรรษา หลายคนมีการวางแผนที่จะไปทำบุญ การทำบุญในแต่ละครั้งควรใส่ใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และถูกหลักโภชนาการเนื่องจากในปัจจุบันพระสงฆ์อาพาธสูงมากขึ้นด้วยโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

ดังนั้นการถวายอาหารที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์ จะช่วยให้พระสงฆ์มีสุขภาพที่ดีได้ พระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ต้องฉันอาหารตามที่ฆราวาสตักบาตร หรือนำอาหารมาถวาย รวมถึงสถานภาพของพระภิกษุไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย การฉันภัตตาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ มีรสหวานมัน เค็มมากเกินไป จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น



พญ.พรรณพิมล ย้ำว่า หลักการเลือกอาหารถวายพระสงฆ์ ได้แก่
- ถวายข้าวกล้องสลับข้าวขาว ข้าวกล้องอุดมด้วยวิตามินบี และใยอาหาร
- เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลาเป็นหลัก
- ถวายผัก และผลไม้เป็นประจำ ผัก ผลไม้ต่างๆ ที่มีใยอาหารช่วยในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยในการขับถ่าย ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน อาทิ ฝรั่ง ส้ม แก้วมังกร และมะละกอ
- เลือกถวายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย หรือปราศจากน้ำตาล เช่น นมจืด นมถั่วเหลือง หรือน้ำเปล่า น้ำสมุนไพรหวานน้อย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวานมาก
- ปรุงประกอบอาหารควรทำด้วยวิธีต้ม นึ่ง ยำ อบ หรือทำเป็นน้ำพริก หากจำเป็นต้องผัด หรือใช้กะทิประกอบอาหาร ควรใช้ในปริมาณน้อย รสชาติอาหารต้องไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัด
- ควรลดถวายขนมหวาน เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง

@@@@@@

ส่วนอาหารกระป๋อง ควรเลือกซื้อที่มีเครื่องหมาย อย. สถานที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และวันเดือนปีที่หมดอายุ ลักษณะของกระป๋องต้องไม่บวม ไม่บุบ ตะเข็บกระป๋องต้องไม่มีรอยรั่วและไม่เป็นสนิม

สำหรับประชาชนที่ปรุงประกอบอาหารด้วยตนเอง ควรใส่ใจ ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ และการปรุงประกอบอาหารที่มีรสชาติไม่หวาน มัน เค็ม หรืออาหารประเภทปรุงสำเร็จ รวมถึงคำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัย และได้คุณค่าทางโภชนาการ

หรือควรเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกใหม่ มีการปกปิดป้องกันแมลงวันตอมใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด ปลอดภัย สังเกตผู้ขายที่มีสุขอนามัยที่ดี คือ ต้องสวมผ้ากันเปื้อนหมวกคลุมผม ตัดเล็บสั้น และใช้อุปกรณ์ หรือสวมถุงมือในการหยิบจับอาหาร และอาหารที่เลือกตักบาตร ควรเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะอิ่มบุญแล้ว ยังช่วยให้พระสงฆ์ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกด้วย



ขอขคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/ชวนตักบาตรอาหารสุขภาพ+อิ่มบุญ+พระสงฆ์มีสุขภาพดี-v2xGrK
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "วัดเขาวงษ์" ที่แห่งนี้มีตำนานนับพันปี เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:52:10 AM



"วัดเขาวงษ์" ที่แห่งนี้มีตำนานนับพันปี

ในทุกคืนเพ็ญ เมื่อจันทร์กระจ่างเต็มดวง ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงจะได้ยินเสียงปีพาทย์ เครื่องดนดนตรีไทยดังแว่วออกมาจากถ้ำลับแล ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตวัดเขาวงษ์แห่งนี้มาเนิ่นนาน ในหลายๆครั้งชาวบ้านและพระที่บวช ณ วัดแห่งนี้จะพบเห็นกลุ่มชนที่แต่งองค์ทรงเครื่องดูหมดจด ที่มาพร้อมดอกไม้สวยงามแลแปลกตามาร่วมทำบุญในวันพระสำคัญๆ อันเป็นตำนานที่ซ่อนตัวกลางขุนเขานับพันปี........แม้วันนี้เสียงนั้นอาจจางไปตามยุคสมัยของกาลเวลา แต่ใช่ว่า ตำนานแห่งนี้จะสิ้นมนต์ขลัง เพราะคราใดที่ใดมีโอกาสเยือน หลายคนจะสัมผัสได้ว่าเหมือนมีพลังงานบางอย่างวนเวียนอยู่รอบตัวคุณ

นั่นคือตำนานจากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษที่เล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นของคนพื้นถิ่น ในย่านตำบลช่องแค อ.ตาตลี จ.นครสวรรค์ อันเป็นที่ตั้งของ "วัดเขาวงษ์ " ที่ได้ฟังครั้งใดเป็นต้องมีอาการขนลุกและตื่นตาตื่นใจไปทุกครั้ง

เดิมทีบริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบันนั้น เป็นหนึ่งป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมามีพระธุดงค์องค์หนึ่งเดินทางผ่านมา ได้เห็นสภาพความสับปายะในการเจริญสมณะธรรมเป็นอย่างยิ่งของพื้นที่แห่งนี้ จึงเริ่มสร้างกุฏิอยู่อย่างง่ายๆ เป็นจำนวน ๒ หลัง โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชาวบ้านจนแล้วเสร็จ ซึ่งการเริ่มสร้างวัดเขาวงษ์นั้นไม่อาจจะทราบได้แน่ชัดว่าเริ่มสร้างวันอะไรเดือนอะไร ทราบแต่ปีที่เริ่มสร้าง ว่าเป็นช่วงปีพุทธศักราช ๒๔๓๖








โดยวัดเขาวงษ์ แห่งนี้ ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ ๓๕ หมู่ ๘ ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดมหานิกาย มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๓๗.๓/๑๐ ตารางวา ทิศเหนือติดต่อกับหมู่บ้านเขาวงษ์ ทิศใต้ติดต่อกับ ภูเขา ทิศตะวันออกติดต่อกับภูเขา ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนช่องแค-ตาคลี มีโฉนดที่ดิน และ น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๘๗

ท่านพระครูนิยมสิริทัต (สงัด ทตฺตสิริ) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ - ปัจจุบัน ได้เล่าความในปัจจุบันให้ฟังเพิ่มเติมว่า .....

    หลายสิ่งที่มนุษย์ไม่เห็น ...ใช่ว่าไม่มีอยู่จริง แต่เหนืออื่นใดคือ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสรู้และถ่ายทอดพระธรรมคำสอนมายาวนานกว่า 2500 ปี ตราบใดที่ปุถุชนยังมีศีลธรรมประจำใจ สังคมโลกสังคมไทยก็จะเปี่ยมสุข แต่เมื่อศีลและธรรมเริ่มถดถอยไปความวุ่นวายในสังคมก็เพิ่มมากขึ้นดังที่เห็นอยู่มากมายในยุคนี้ ดังนั้นทางวัดจึงให้ความสำคัญกับกิจกรรมการศึกษาพระปริยัติธรรม , จัดทำสังฆกรรมงาน ปริวาสกรรม,การศึกษากรรมฐาน, การอนุเคราะห์สงเคราะห์พระสงฆ์รวมทั้งการให้ทุนการศึกษาประจำปีแก่โรงเรียนรวมถึงสนับสนุนปัจจัยบางส่วนแก่โรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อเป็นการช่วยเหลืออนุเคราะห์ชาวบ้านที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ด้วยยึดมั่นในปณิธานในอันที่จะสืบสานพระศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันจึงดำริที่จะสร้างมหาเจดีย์ "พระเจดีย์ศรีเขาวงษ์ " เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เหนือพระเจดีย์ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยองค์มหาเจดีย์จะเป็นเจดีย์ที่ถ่ายทอดความงดงามตามคติการก่อสร้างของศิลปกรรมสมัยสุโขทัย ด้วยขนาดความสูง 29 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐานพระเจดีย์มีความกว้าง 16 เมตร ซึ่งยังรอให้ญาติธรรมผู้มีใจกุศลได้ร่วมสมทบทุนบุญใหญ่ในครั้งนี้ รวมไปถึงโครงการสร้างบันไดสู่เชิงเขาด้านหลังของวัดเพื่อทอดไปสู่รอยพระพุทธบาท ให้สาธุชนได้มีโอกาสไปร่วมสักการะได้โดยง่าย





ยิ่งไปกว่านั้น ณ วัดเขาวงษ์แห่งนี้ ยังมีตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทันใจซึ่งประดิษฐาน ณ โบสถ์หลังเก่า รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของถ้ำเมืองลับแลโบราณ ซึ่งเป็นถ้ำเก่าแก่ของวัด ที่ว่ากันว่า ถ้ำแห่งนี้มีความยาวเชื่อมต่อไปอีกยังอำเภอตากฟ้า อันเป็นอำเภอใกล้เคียงกันเลยทีเดียว พร้อมตำนานจากปากคำของคนโบราณที่เล่าขานเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานนับพันปี และอีกตำนานที่ขาดไม่ได้ของวัดเขาวงษ์ก็คือ "ฝูงลิง" ซึ่งมีจำนวนนับพันๆตัว ซึ่งอาศัยอยู่ที่วัดเขาวงษ์และแนวเทือกเขาที่รายล้อมด้านหลังของวัด ผู้ที่เดินทางมาจึงได้ทั้งกิจกรรมทำบุญและทำทานไปพร้อมกัน คือทำบุญกับพระ และ ทำทานกับลิง

นอกจากการเป็นศาสนสถานแล้ว วัดแห่งนี้ยังถือเป็นสถานที่ ที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งของย่านนี้ นั่นคือ"ถ้ำค้างคาว"ซึ่งอยู่เหนือวัดเขาวงษ์ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร เป็นถ้ำเก่าแก่มีค้างคาวมานานแล้ว ซึ่งค้างคาวที่ถ้ำวัดเขาวงษ์นั้นใช้เวลาออกจากถ้ำจนหมดทุกตัว ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่งโมง ซึ่งจะมีค้างคาวจำนวนนับล้านๆ ตัวที่อาศัยอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ นับว่าเป็นจุดที่ดูค้างคาวที่สวยที่มีสายค้างคาวออกต่อเนื่องกันนานนับชั่วโมง น่าจะเป็นภาพที่คุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง

ลำดับเจ้าอาวาสที่ทราบนามมี ๓ รูป คือ
รูปที่ ๑ หลวงพ่อช่วย พ.ศ. ๒๔๗๘ - พ.ศ. ๒๔๘๗
รูปที่ ๒ พระครูนิทานธรรมวิจัย (ตี่) พ.ศ. ๒๔๘๗ - พ.ศ. ๒๕๓๓
รูปที่ ๓ พระครูนิยมสิริทัต (สงัด ทตฺตสิริ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ - ปัจจุบัน







ขอบคุณที่มา : คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ "วัดเขาวงษ์" ที่แห่งนี้มีตำนานนับพันปี ,12 ก.ค. 2562
http://www.nationtv.tv/main/content/378725005/?ago=
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:26:20 AM



หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์

หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร หรือพระครูนิวาสธรรมขันธ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองโพ เกิดเมื่อวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2403 ที่จังหวัดนครสวรรค์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ. 2423 ตามประเพณีเมื่ออายุ 20 ปี ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหานุศาสก์) วัดมะปรางเหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีนามฉายาว่า พุทฺธสโร มีความหมายว่า ผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นศรชัยแห่งชัยชนะ

เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงพ่อเดิมได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองโพ ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ท่านศึกษาวิชาจากทั้งพระและฆราวาสมากมาย เช่น หลวงพ่อแก้ว หลวงตาชม หลวงพ่อมี ฯลฯ ได้รับการยกย่องเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” เพราะเป็นทั้งพระนักพัฒนาและเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน

ท่านมีความเพียรสูง เป็นอยู่เรียบง่าย สมถะ ไม่ปรารถนาลาภยศสักการะ มีเมตตาสูง อารมณ์ดี เทศนาน่าฟัง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เชี่ยวชาญทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน และพุทธาคมต่าง ๆ

@@@@@@

หลวงพ่อเดิมท่านเทศน์เก่ง สามารถแยกแยะข้อธรรมให้ฟังเข้าใจง่าย จึงมีผู้นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์อยู่เสมอ  หลวงพ่อเป็นนักเทศน์อยู่หลายปีก็เลิก ท่านบอกว่า มัวแต่ไปเที่ยวสอนคนอื่น และเอาสตางค์เขาด้วย ส่วนตัวเองไม่สอน ต่อไปนี้ต้องสอนตัวเองเสียที

เมื่อเลิกเป็นพระนักเทศน์ ท่านได้ไปเรียนกรรมฐานกับ หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว  หลวงพ่อเดิมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง  ตั้งกายตรง ตั้งสติกำหนดไว้เฉพาะหน้า  หลวงพ่อนั่งตัวตรงเสมอจนอายุเก้าสิบเศษ ก็ยังนั่งตัวตรง

นอกเหนือจากเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว หลวงพ่อเดิมยังทำวิชาขลังจนเป็นที่เลื่องลือ ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา มีประชาชนหลั่งไหลกันไปกราบหลวงพ่อเดิม ขอให้ท่านรดน้ำมนต์ เป่าหัว ขอของขลัง ขอวิชาอาคม ฯลฯ  หลายคนนำผ้าขาว ผ้าแดง กว้างยาวประมาณ 12 นิ้ว เอาน้ำหมึกทาฝ่าเท้าหลวงพ่อ แล้วยกฝ่าเท้าของท่านกดลงไปให้รอยเท้าติดบนผืนผ้า แล้วเอาผ้านั้นไปเป็นผ้าประเจียดสำหรับคุ้มครองป้องกันตัว


@@@@@@

เวลามีงานที่วัดไม่ว่าจะเป็นวัดหนองโพหรือวัดอื่นที่นิมนต์หลวงพ่อเดิมไปเป็นประธานของงาน จะมีผู้คนมาขอแป้ง น้ำมนต์ น้ำมันมนต์ และของขลังต่าง ๆ ล้นหลาม บางครั้งท่านเหนื่อยมาก แต่ก็สงเคราะห์ให้ด้วยเมตตา ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายระอิดระอา

วัตถุสิ่งของหรือเงินทองที่มีผู้ถวายหลวงพ่อเนื่องในกิจนิมนต์หรือถวายด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน ท่านนำไปทำสาธารณประโยชน์ ใช้เป็นทุนในการก่อสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาและสถานศึกษาเล่าเรียนจนหมด  หลวงพ่อสร้างโรงเรียนขึ้นในวัด หาครูมาสอนและเป็นผู้จัดหาเงินเดือนค่าสอนให้แก่ครูเอง และยังจัดการศึกษาด้านศิลปะ สอนดนตรีปี่พาทย์ ฝึกหัดยี่เก ฝึกรำ ฯลฯ  วัดหนองโพซึ่งเคยเสื่อมโทรมลงตั้งแต่หลวงพ่อเฒ่าเจ้าอาวาสรูปแรกล่วงลับไป ก็กลับมาเป็นสำนักศึกษาศิลปวิทยาการที่สำคัญขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อเดิมจึงเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งพาอาศัยของผู้คนทุกชั้นวรรณะ

อย่างไรก็ตาม จากการตรากตรำทำงานสาธารณประโยชน์มานานหลายสิบปี ในช่วงสิบกว่าปีก่อนมรณภาพ หลวงพ่อเดิมก็อาพาธด้วยโรคลมและโรคชรา ร่างกายของหลวงพ่อทรุดโทรมจนเดินไม่ไหว ต้องมีคนพยุงให้ลุกนั่ง เวลาเดินทางไปไหนก็ต้องขึ้นคานหามหรือขึ้นเกวียนไป แต่ก็ยังมีผู้เลื่อมใสศรัทธามานิมนต์หลวงพ่อไปงานบุญงานกุศลอยู่เสมอ ในที่สุดหลวงพ่อเดิมก็มรณภาพในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 เมื่ออายุ 91 ปี ณ วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์


หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร

เรื่องเล่า “คาถาน่ะไม่ขลังหรอก”

หลวงพ่อจรัญเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์จำนวนมากมาให้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร เป่ากระหม่อม ท่านก็ว่าแค่ “เพี้ยง ดี” หลวงพ่อจรัญนึกสงสัย เพราะหลวงพ่อเดิมสอนคาถาให้ท่านไปท่องตั้งมากมาย แต่เป่ากระหม่อมให้คนอื่นไม่เห็นท่องคาถาอะไร

หลวงพ่อเดิมให้คำตอบที่กระจ่างว่า “คาถาน่ะไม่ขลังหรอก เขาเอาไว้ท่อง เอาไว้เป็นองค์ภาวนาเพื่อให้จิตเป็นหนึ่งต่างหาก เหมือนเราจะเดินข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เปรียบเหมือนกำลังจิตที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นอำนาจอันมหาศาล ต้องอาศัยการภาวนาคาถาเพื่อให้จิตเป็นหนึ่ง ใช้คาถานั่นแหละเป็นองค์ภาวนาต่างสะพานข้ามฟากไป

“พอจิตข้ามฟากไปถึงจุดหมายปลายทาง คือเป็นหนึ่ง เป็นพลังมหาศาลแล้วก็รื้อสะพาน คือคาถาที่ภาวนาทิ้งไป จิตเป็นหนึ่ง เป็นพลังมหาศาล แล้วเขาเรียกว่าจิตตานุภาพ ฉันจึงไม่ต้องท่องคาถา แต่ใช้เจริญจิตให้เป็นหนึ่งแล้วเป่าลมปราณ อธิษฐานให้เขาสมหวังว่า เพี้ยง ดี เพี้ยง ดี เข้าใจหรือยังล่ะ ไปท่องต่อไป ท่องให้จิตมันข้ามฟากให้ได้”


@@@@@@

คำสอน

คุณฟังฉันให้ดี ๆ นะ คนที่มาวัดนั้นร้อยละแปดสิบเป็นพวกคนโง่ จ้องจะมาเอาแต่ของขลัง เพราะเขายังห่างธรรมะ
ร้อยละยี่สิบเข้ามาหาธรรมะ มาสนทนาธรรมกับฉัน มีเพียงไม่กี่คนที่ถามฉันเหมือนที่คุณถาม ฉันก็จะบอกกับเขาว่า เอารอยเท้าฉันไปนะ ฉันเป็นอุปัชฌาย์ของเธอ ฉันเป็นพระที่เธอนับถือ ฉันไม่เก่งอะไรหรอก แต่ฉันสร้างความดีเธอจงเอารอยเท้าฉันไปดูให้ติดตา แล้วทำความดีตามรอยเท้าฉัน แล้วจะประสบความสุขความเจริญทั่วหน้า


 

ที่มา : ๑๐๐ พระสงฆ์ ๑๐๐ เรื่องเล่า ๑๐๐ คำสอน สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ,
thaprajan.blogspot.com, dharma-gateway.com
ภาพ : กูเกิ้ล
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบ่คุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/164096.html
By ying ,12 July 2019
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศิลปะของการภาวนา โดย หลวงพ่อโพธินันทะ เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 06:14:27 AM



ศิลปะของการภาวนา โดย หลวงพ่อโพธินันทะ

ผู้ที่ไม่ได้ตระหนักถึงมหันตภัยแห่งสังสารวัฏย่อมไม่อาจสละโลกียทรัพย์ทั้งปวงได้ ย่อมถูกตัณหา ราคะ ครอบงำ การกระทำต่าง ๆ ย่อมออกนอกวิถีทางของมัชฌิมาปฏิปทา และล่วงสู่สายธารอันเชี่ยวกรากแห่ง โลกธรรม 8 ประการ ศิลปะของการภาวนา

จงเฝ้าเรียนรู้กระบวนการความคิด และตรวจตราดวงจิตอยู่เสมอ จนรู้แจ้งชัดถึงเอกสภาวะของสรรพสิ่งที่อยู่เหนือความสุดโต่งทั้งสอง เหมือนปล่อยโคกินหญ้าในทุ่งกว้าง นาน ๆ ขึ้นยอดไม้ดูสักครั้ง ความเข้าใจตนเองย่อมแจ่มชัดขึ้น ในการปฏิบัติภาวนา หากไม่สามารถลดละปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการปฏิบัติภาวนา

@@@@@@

การบรรลุพุทธภาวะเป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ ก็คือการดำเนินชีวิตไปตามปกติธรรมดา หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็อาบน้ำ บนประสบการณ์ของการตื่นเห็นแจ้งธรรมชาติที่แท้ (จิตประภัสสร อันติมสัจจะ) แห่งความเป็นพุทธะภายในตน เป็นการรู้แจ้งถึงบางสิ่งที่มีในตนอยู่แล้วตลอดเวลา เมื่อเห็นแจ้งสิ่งนี้ ตัวตนแห่งความยึดถือก็จะสิ้นสุดลง ตัวตนแห่งจิตสำนึกที่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาจะถูกขจัดด้วยปัญญาญาณ ตัวตนที่แท้ มนุษย์ที่แท้ อันติมสัจจะก็จะเผยตัวมันออกมา

เพียงลืมตาต่อจิตประภัสสรของเราเท่านั้น ความคิดปรุงแต่งที่เกิดจากอวิชชาก็จะสิ้นสุดลง ธรรมชาติที่แท้ที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งก็จะแสดงตัวของมันเองออกมาร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ความเป็นพุทธะก็จะฉายแสงออกมา นี่คือศิลปะของการปฏิบัติภาวนา



ที่มา : ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Image by : Bessi from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/163000.html
By ying ,9 July 2019
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วันปรินิพพานของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญา เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2019, 06:45:53 AM



วันปรินิพพานของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญา

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 นอกจากเป็นวันลอยกระทงที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็น วันปรินิพพานของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศทางปัญญา ที่หาใครเสมอเหมือนมิได้

ในอรรถกถากล่าวว่า พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

@@@@@@

ทูลลาพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน

เมื่อพระสารีบุตรทราบว่าในอีก 7 วันข้างนอกท่านจะดับขันธปรินิพพาน จึงนึกถึงมารดาบังเกิดเกล้า มารดาของท่านมีบุตรทั้งหมด 7 คน ล้วนบรรลุอรหัตตผล เว้นแต่มารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้นที่ยังไม่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงไม่ได้เป็นอริยบุคคล

พระสารีบุตรตรวจดูอุปนิสัยของมารดา เห็นว่าสามารถบรรลุได้อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน ท่านจึงเข้าเฝ้าทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกลับไปโปรดมารดาและเข้าพระนิพพาน ณ บ้านนาฬกะ แคว้นมคธ

พระสารีบุตรทูลขอขมาพระพุทธเจ้าหากเคยล่วงเกินพระองค์มาทั้งทางกายและวาจา พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เห็นพระสารีบุตรจะล่วงเกินพระองค์ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือวาจาเลย จึงประทานอนุญาตให้กลับไปดับขันธ์ที่บ้านเกิด พระสารีบุตรมีพระภิกษุรูปอื่นติดตามไปด้วย 500 รูป

ด้วยบ้านนาฬกะ อยู่ไกลจากพระเชตวันมาก ต้องใช้เวลาเดินทาง เกือบ 7 วันจึงจะถึง ระหว่างทางพระสารีบุตรก็สงเคราะห์มนุษย์ที่พบระหว่างทางจนกระทั่งถึงบ้านเกิด

@@@@@@

เทวดาเฝ้าอาการอาพาธของพระสารีบุตร


เมื่อมารดาเห็นพระสารีบุตรกลับมาบ้าน ก็คิดประหลาดใจว่าพระลูกชายบวชเรียนมานานหลายพรรษา (44 พรรษา) จะมาสึกเอาตอนแก่ละกระมังถึงกลับมาบ้าน  มารดาจัดห้องให้พระสารีบุตรพักเป็นห้องที่เคยทำคลอดพระสารีบุตร รวมทั้งจัดที่พักให้พระภิกษุอีก 500 รูปที่ติดตามมาด้วย

พระสารีบุตรเกิดอาพาธถ่ายเป็นเลือด พระภิกษุที่ติดตามมาต้องเปลี่ยนภาชนะถ่ายมูตรทิ้งตลอดเวลา มารดาไม่สบายใจเมื่อเห็นอาการป่วยของพระลูกชาย

ในค่ำคืนนั้นท้าวจตุโลกบาล ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) และท้าวมหาพรหม มาเฝ้าพระสารีบุตรถึงในห้อง มารดาสงสัยจึงถามพระสารีบุตรว่า

“ลูกแม่ เจ้าใหญ่กว่าจอมเทพทั้ง 4 ท้าวสักกะจอมสวรรค์ และท้าวมหาพรหมที่แม่นับถืออีกหรือ”

“หาไม่เช่นนั้นหรอกท่านแม่ ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าจอมเทพเหล่านั้นคือพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาของลูกเอง ท้าวจตุโลกบาล เป็นผู้คอยพิทักษ์พระพุทธเจ้าตั้งแต่พระองค์ประสูติ ท้าวสักกะเทวราช เป็นผู้คอยรับใช้พระพุทธเจ้า ตอนพระองค์เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากโปรดพระพุทธมารดา ท้าวสักกะเทวราชคอยถือบาตรและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ให้พระพุทธเจ้า ส่วนท้าวมหาพรหม เป็นผู้นำตาข่ายเงินมารองรับพระองค์ไว้หลังจากประสูติ”

@@@@@@

มารดาของพระสารีบุตรได้ยินดังนั้นก็เกิดจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
“แม้บุตรชายเรามีอานุภาพจนกระทั่งจอมเทพและมหาเทพยังเคารพถึงเพียงนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของบุตรชายยังมีอานุภาพยิ่งกว่า”

จากนั้นมารดาบังเกิดปีติ 5 ได้แก่
1. ขุททกาปีติ หมายถึง ปีติเล็กน้อย พอขนชูชันน้ำตาไหล หลั่งสารทางเพศ
2. ขณิกาปีติ หมายถึง ปีติชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบ ๆ เป็นขณะ ๆ ดุจฟ้าแลบ เสียวซ่านถึงรูขุมขน
3. โอกกันติกาปีติ หมายถึง ปีติเป็นระลอก หรือปีติเป็นพัก ๆ ทำให้รู้สึกซู่ลงมา ๆ ในกายดุจคลื่นซัดต้องฝั่ง
4. อุพเพคาปีติ หรือ อุพเพงคาปีติ หมายถึง ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรง ให้รู้สึกใจฟู แสดงอาการหรือทำการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือให้รู้สึกตัวเบา เหมือนลอยขึ้นไปในอากาศ
5. ผรณาปีติ หมายถึง ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ ท่านมุ่งเอาข้อนี้

@@@@@@

พระสารีบุตรโปรดมารดา

พระสารีบุตรจึงเทศนาเรื่องพุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนประสูติถึงตอนประกาศพระธรรม ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเรื่องพระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างพิสดาร มารดารับฟังจนจบก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสารีบุตรทำหน้าที่ของบุตรให้บุพการีได้เป็นพระโสดาบัน เกิดอีก 7 ชาติก็จะบรรลุอรหัตตผล

จากนั้นพระสารีบุตรเข้าพระนิพพาน มารดาเห็นพระสารีบุตรนอนนิ่ง จึงเข้าไปดูอาการและทราบว่าบพระลูกชายสิ้นลมแล้ว นางจึงครวญด้วยความเสียใจว่า ไม่เคยรู้คุณของบุตรผู้บรรลุอรหัตตผล ไม่รู้คุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้ว จึงขอเข้าถึงพระรัตนตรัยตลอดไป


 

ที่มา : วันพุทธ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ไม่มีในปฏิทิน
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/124818.html#cxrecs_s
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธาตุกรรมฐาน : กำจัดตัวตนด้วยการพิจารณารูปขันธ์เป็นมหาภูตรูป 4 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2019, 06:37:05 AM



ธาตุกรรมฐาน : กำจัดตัวตนด้วยการพิจารณารูปขันธ์เป็น มหาภูตรูป 4


ธาตุกรรมฐาน เป็นหนึ่งใน 40 กรรมฐาน มีอีกชื่อว่า “จตุธาตุววัฏฐาน” เป็นกรรมฐานที่พิจารณาร่างกายตามคุณลักษณะของธาตุ 4 ร่างกายของมนุษย์อันเป็นที่อยู่ของจิต เกิดขึ้นจากการรวมตัวจนกลายเป็นรูปของธาตุ 4 จึงเรียกว่า “มหาภูตรูป” เพื่อให้เข้าใจกรรมฐานประเภทนี้ และมีปัญญาแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น จึงขออัญเชิญธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร เรื่องธาตุกรรมฐาน ซึ่งพระองค์อธิบายไว้ดีแล้วว่า

    ”โดยปกติคนเราย่อมมีความยึดถือร่างกายอันนี้ว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเรา เมื่อมาพิจารณาโดยความเป็นธาตุ คือแยกออกไปว่า ส่วนที่แข็งก็เป็นธาตุดิน ส่วนที่เอิบอาบก็เป็นธาตุน้ำ ส่วนที่อบอุ่นก็เป็นธาตุไฟ ส่วนที่พัดไหวก็เป็นธาตุลม และส่วนที่เป็นช่องว่างก็เป็นอากาสธาตุ เมื่อเป็นเช่นนี้ ตนหรือของตนที่ยึดถืออยู่นี้ ก็กลายเป็นธาตุ และถ้าลองพิจารณาแยกธาตุเหล่านี้ออกไปทีละอย่าง คือเมื่อพิจารณาดูส่วนที่แข็งอันเรียกว่าเป็นธาตุดิน แยกเอาธาตุดินออกไปเสียจากร่างกายอันนี้ ก็จะเหลืออยู่แต่ธาตุน้ำเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุน้ำออกไปเสียอีก ก็จะเหลืออยู่แต่ธาตุไฟเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุไฟออกเสีย ก็จะเหลือแต่ธาตุเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุลมออกไปเสียอีก ก็จะเหลือแต่ช่องว่างไปทั้งหมด”

@@@@@@

จากการอธิบายลักษณะของมหาภูตรูป (ร่างกายมนุษย์) แล้ว ทำให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์มีลักษณะของธาตุ 4 เช่น จุดที่แข็งเป็นธาตุดิน ได้แก่ ผิวหนัง กระดูก ฟัน จุดที่อาบเอิบเป็นธาตุน้ำ ได้แก่ เลือด น้ำไหล หนอง จุดที่อบอุ่นเป็นธาตุไฟ เช่น ใช้มือสัมผัสไปที่ท้องแล้วมีความรู้สึกอุ่น แสดงให้เห็นถึงระบบเผาพลาญกำลังย่อยอาหารอยู่ จุดที่พัดไหวคือธาตุลม ได้แก่ ลมหายใจ การแยกรูปเป็นธาตุ 4 แบบนี้ช่วยให้เราสามารถลดอัตตา หรือเข้าใจเรื่องความว่าง (สุญญตา) ได้อย่างไร สมเด็จพระญาณสังวร อธิบายว่า

     “การพิจารณาโดยความเป็นธาตุนี้ จะพิจารณาตามที่ท่านแสดงไว้ดังกล่าวมานี้ก็ได้ หรือจะพิจารณาโดยวิธีอื่นวิทยาในบัดนี้ได้กล่าวไว้อย่างละเอียด จนถึงเป็นอณูหรือปรมาณูก็ได้ เมื่อพิจารณาดูดังนี้และแยกเอาธาตุออกไปเสียทีละอย่าง ๆ ในที่สุดสิ่งที่สมมติที่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรานี้จะกลายเป็นอากาสธาตุ คือเป็นช่วงว่างไปทั้งหมด ไม่มีเราไม่มีของเรา ไม่มีตัวตนของเรา การพิจารณาธาตุกรรมฐานแยกร่างกายออกโดยความเป็นธาตุดังกล่าวมานี้ จึงเป็นอุบายที่จะระงับความยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา และแม้ในภายนอกคือบุคคลอื่น สิ่งอื่น ก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้ไม่ยึดถือในบุคคลอื่นสิ่งอื่น ว่าเป็นตัวเป็นตน ทำให้เกิดความปล่อยวาง ทำจิตให้เกิดความสงบตั้งมั่น

    นี้ก็เป็นวิธีหนึ่งในฝ่ายสมถะ แต่ว่าสติที่พิจารณาไปในกายดังที่กล่าวมาแล้วในคราวก่อนก็ดี การพิจารณาแยกธาตุดังกล่าวมาแล้วในคราวก่อนก็ดี การพิจารณาแยกธาตุดังที่กล่าวในบัดนี้ก็ดี เป็นฝ่ายสมถะคือทำใจให้สงบตั้งมั่นด้วย เจือวิปัสสนา คือความรู้แจ้งเห็นจริงด้วย แต่มุ่งให้เกิดความรู้แจ้งขึ้น โดยไม่ได้แกล้งจะให้เห็น เพราะว่าเมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นธาตุปรากฏขึ้นอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็จะเห็นสักว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวเราเขา ทำให้จิตใจที่เคยหมกมุ่นอยู่ ที่เคยเป็นทุกข์อยู่ในความเป็นตน ในความเป็นของตน ตลอดจนถึงในภายนอกพลอยสงบไปด้วย จึงเป็นเหตุให้ได้ความสงบใจ ความเย็นใจ”


@@@@@@

นอกจากเป็นกรรมฐานที่ทำให้สามารถละตัวตนของเราลงได้ เพราะได้สลายรูปคืนสู่ธาตุ 4 เราสามารถนำวิธีนี้ไปพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อีกด้วย ทำให้เราปลงและเข้าใจในเรื่องของการพลัดพราก ตัวอย่าง เช่น เมื่อคนรักตายจากก็ไม่ทุกข์ เพราะสิ่งที่ตายคือธาตุ 4 ต่างหาก เมื่อเราพิจารณากรรมฐานประเภทนี้บ่อยครั้ง รูปขันธ์ย่อมสลาย กิเลสก็เบาบางลง เพราะเกิดปัญญา (วิชชา) รู้และเข้าใจในสรรพสิ่งว่าล้วนเป็นอนัตตา  (ไม่มีตัวตน)



ที่มา : แนวปฏิบัติในสติปัฏฐาน โดย สมเด็จพระญาณสังวร
เรียบเรียงและอธิบายโดย : กองบรรณาธิการซีเคร็ตออนไลน์
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/162977.html
By nintara1991 ,8 July 2019
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวมของทำบุญวันเข้าพรรษา เสริมชีวิตสว่างไสว ได้ลาภยศ เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 05:42:59 PM




รวมของทำบุญวันเข้าพรรษา เสริมชีวิตสว่างไสว ได้ลาภยศ


วันเข้าพรรษาในปีนี้ตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 พุทธศาสนิกชนล้วนเดินทางไปทำบุญเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต สำหรับการทำบุญวันเข้าพรรษานั้นขึ้นอยู่กับความศรัทธาว่าจะทำบุญด้วยวิธีไหน แต่วิธีหนึ่งที่นิยมกันไม่น้อยคือการทำบุญด้วยแสงสว่าง เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ชีวิตของผู้ทำบุญนั้นสว่างไสว อุดมไปด้วยลาภยศ ว่าแต่มีของประเภทใดบ้างที่สามารถนำไปทำบุญเพิ่มความเรืองรองแห่งชีวิต

@@@@@@

1. เติมน้ำมันตะเกียง - เป็นหนึ่งในรูปแบบการทำบุญที่แฝงความหมายว่าการเติมน้ำมันให้ตะเกียงนั้นก็เหมือนการเติมเชื้อให้แสงไฟที่ตะเกียงลุกโชติช่วงตลอดเวลา ก็เหมือนกับชีวิตที่จะไร้ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งยังเชื่อว่าจะช่วยต่ออายุและดวงชะตาให้นานยิ่งขึ้นด้วย

2. เทียนพรรษา หลอดไฟ โคมไฟ ไฟฉาย - สิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งให้แสงสว่าง ซึ่งแสงสว่างประดุจปัญญา และจะนำมาซึ่งลาภยศต่างๆ

3. หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ - สิ่งเหล่านี้เป็นแสงสว่างในเชิงนามธรรม เพราะการมีความรู้ นำไปสู่ปัญญา ซึ่งก็คือแสงสว่างแห่งชีวิตเช่นกัน


@@@@@@

นอกจากนี้การทำบุญด้วยอุปกรณ์ซ่อมแซมไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นคีมตัด ปอกสายไฟ สตาร์ทเตอร์ อุปกรณ์ซ่อมแซมไฟฟ้าต่างๆ ก็เป็นของจำเป็นสำหรับใช้งานภายในวัน ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมแหล่งกำเนิดแสงสว่างๆ ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการบริจาคค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวัดอย่างค่าน้ำ และค่าไฟ บริจาคน้ำมันตะเกียงสำหรับเติม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการทำบุญเพื่อทำให้เกิดแสงสว่างได้ด้วยเช่นกัน




ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/163929/
ฺัBy Suwimol L.
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไหว้พระอิ่มใจ ไปตามกลิ่นกาสะลอง ที่ “เชียงใหม่” เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 05:06:37 PM


 :25: :25: :25:

ไหว้พระอิ่มใจ ไปตามกลิ่นกาสะลอง ที่ “เชียงใหม่”

ซุ้มประตูด้านหน้าวัดโลกโมฬี หนึ่งในสถานที่ถ่ายทำละครกลิ่นกาสะลอง

หนึ่งในฉากสำคัญของละคร ถ่ายทำที่วัดโลกโมฬี (ภาพ : ละครออนไลน์)

ช่วงหลังๆ มานี้ กระแสความนิยมการท่องเที่ยวตามรอยละครมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งละครเรื่องไหนเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ใครๆ ก็อยากมาสัมผัสกับสถานที่ถ่ายทำจริง บ้างก็สร้างบรรยากาศด้วยการแต่งตัวให้เข้ากับเนื้อเรื่อง แล้วมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก อย่างในช่วงต้นปีที่แล้ว ก็เกิดปรากฏการณ์บุพเพสันนิวาส ทำให้แหล่งท่องเที่ยวในอยุธยาคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึงร้านให้เช่าชุดไทยก็ขายดิบขายดีไม่น้อย

มาถึงในช่วงนี้ ละครอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพูดถึงกันก็คือ “กลิ่นกาสะลอง” ที่มีบรรยากาศของเชียงใหม่เป็นฉากหลัง โดยเฉพาะในยุคอดีตที่งดงามด้วยวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และการแต่งกาย หลายๆ ฉากก็ใช้สถานที่ในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นจุดถ่ายทำ ซึ่งเราได้รวบรวมวัดงามๆ 4 วัด ในเมืองเชียงใหม่ ให้สามารถไปถ่ายรูปตามรอยกันได้


มหาวิหาร (พระเจดีย์เจ็ดยอด)

ด้านในมหาวิหาร วัดเจ็ดยอด

“วัดเจ็ดยอด” ปรากฏในฉากยุคปัจจุบันที่ตัวละครเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน และไปไหว้พระที่วัดเจ็ดยอด

วัดเจ็ดยอด หรือ วัดโพธารามมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช โดยโปรดฯ ให้สร้างพระอารามชื่อวัดโพธารามมหาวิหาร เพื่อเฉลิมฉลองพระพุทธศาสนา 2000 ปี โดยโปรดฯ ให้หมื่นด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่แม่กองผู้คุมการก่อ สร้างพระเจดีย์หลวง ไปจำลองแบบมหาวิหาร และ สถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา 7 แห่งที่เรียก ว่า สัตตมหาสถานจากประเทศอินเดีย แล้วก่อสร้าง สัตตมหาสถาน ณ วัดโพธารามมหาวิหาร

และยังมีความสำคัญในด้านพระพุทธศาสนา โดยเป็นสถานที่กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 8 ของโลก เมื่อ พ.ศ. 2020 นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าติโลกราชมหาราชผู้ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งของล้านนา


ภายในวัดเจ็ดยอด

พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช

เมื่อเข้ามาด้านในวัดจะเห็น “มหาวิหาร (พระเจดีย์เจ็ดยอด)” ซึ่งเป็น ที่มาของชื่อวัดเจ็ดยอด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช รูปทรงและลักษณะโดยทั่วไปคล้ายมหาวิหารพุทธคยา ในประเทศอินเดีย มหาวิหารหลังนี้มีโครงสร้างก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งแตกต่างไปจากพระเจดีย์และพระธาตุต่างๆ ในล้านนาและเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างด้วยอิฐ มีลายปูนปั้นแบบนูนต่ำ และกึ่งลอยตัว เป็นรูปเทวดาในอิริยาบถ ยืนและนั่ง พนมมือคล้ายกระทำทักษิณาวัฏอยู่รอบผนังมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมขึ้นสำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่

นอกจากนี้แล้วก็ยังมี สัตตมหาสถาน คือ สถานที่สำคัญเนื่องในพระพุทธประวัติ 7 แห่ง ได้แก่ ปฐมโพธิบัลลังก์ อนิมิสเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ มุจจลินทเจดีย์ รัตนจงกลมเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ และ ราชาตนเจดีย์ รวมถึง “พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช” ซึ่ง พระยอดเชียง พระราชาธิบดีลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราช โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระราชอนุสาวรีย์ที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการ คือ พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิติลภ หรือสมเด็จพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ.2031


ภายในวัดโลกโมฬี

“วัดโลกโมฬี” ปรากฏในฉากงานยี่เป็งและงานวัดแบบล้านนา

วัดโลกโมฬี ไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใด แต่ได้ปรากฏชื่อวัดโลกโมฬีอยู่ในตำนานของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ในยุคล้านนา สมัยพระเจ้ากือนาธรรมมิกราช ทรงโปรดอาราธนาให้คณะของพระอุทุมพรบุปผมหาสวามีเจ้า เมืองเมาะตะมะ จำนวน 10 รูป มาสืบทอดพระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา ซึ่งคณะสงฆ์เหล่านั้นได้จำพรรษาที่วัดโลกโมฬี อันเป็นสถานที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างเมือง


พระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี

เจดีย์ขนาดใหญ่ภายในวัดโลกโมฬี

กระทั่งต่อมาในปีพ.ศ. 2070 พญาแก้ว ได้โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์และพระวิหารหลวง ในปีพ.ศ. 2088 ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระเมืองเกษเกล้า ทางด้านกำแพงทิศเหนือของพระอาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์ จากนั้นเสนาอำมาตย์จึงได้ทูลเชิญพระนางจิรประภามหาเทวี ขึ้นครองราชในปี พ.ศ. 2088 – 2089 อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าขุนนางเรืองอำนาจทำให้เมืองเชียงใหม่อ่อนแอ เป็นเหตุให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตรย์อยุธยายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งมีความรักและความเป็นห่วงไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ จึงทรงรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ โดยไม่เกิดความสูญเสียใดๆ แม้แต่น้อย พร้อมกับทูลเชิญพระไชยราชาธิราชเสด็จมาทำบุญที่วัดโลกโมฬี และยังพระราชทานทรัพย์สร้างกู่พระเมืองเกษเกล้าให้สมพระราชเกียรติ ด้วยเหตุนี้พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งความรัก” ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา ซึ่งภายในวัดก็ยังมีพระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐานอยู่

สิ่งที่สำคัญภายในวัดคือ พระเจดีย์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลดหลั่นกัน 3 ชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายย่อเก็จ องค์เรือนธาตุทรงสี่เหลี่ยมย่อเก็จ มีซุ้มจระนำ 4 ด้าน ที่องค์ เรือนธาตุประดับด้วยรูปเทวดารูปปั้นกึ่งลอยตัวที่ย่อมุม ด้านละ 2 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังสิบสองเหลี่ยม พระเจดีย์และลวดลายปูนปั้นที่วัดโลกโมฬีนี้ จัดได้ว่าเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาชิ้นเอก ชิ้นหนึ่งในเมืองเชียงใหม่

ซุ้มประตูแบบล้านนา

วิหารหลวงวัดโลกโมฬี

ด้านข้างของวิหารหลวง

พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ ภายในวิหารหลวง

ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูศิลปะล้านนา มีลวดลายปูนปั้นที่งดงาม หากมองเข้ามาด้านในจะเห็น “วิหารหลวง” เป็นวิหารไม้สักศิลปะแบบล้านนา ลักษณะงดงาม ประณีต มีลายแกะสลักอย่างสวยงาม ที่แปลกตาและเด่นมากก็คือตรงหน้าบันรูปจั่วได้ประดับกระจกสี ซึ่งทำให้เกิดสีสันหลากสีบนหลังคาวิหารที่มีพื้นโทนสีดำ ซึ่งพื้นดำนี้มีส่วนช่วยขับกระจกสีแดง ขาว น้ำเงิน เขียว เหลือง จนดูระยิบระยับ พระประธานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร มีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม พระพุทธรูปมีนามว่า “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ” และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนพระเมาลี


พระเกษแก้วจุฬามณี

“วัดเกตการาม” ที่นี่เป็นสถานที่หลักที่ถูกกล่าวถึงในละครว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของหมอทรัพย์ กาสะลอง และ ซ้องปีบ โดยในยุคอดีตนั้นเป็นย่านการค้าสำคัญ มีพ่อค้าชาวจีนอาศัยอยู่มาก เพราะเป็นจุดพำนักของชาวจีนที่ล่องเรือขึ้นมาค้าขายยังเชียงใหม่ สินค้ามีทั้งเสื้อผ้า แพรพรรณ และพืชผลทางการเกษตร

สำหรับวัดเกตการามในปัจจุบัน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ฝั่งตรงข้ามกับตลาดวโรรส ภายในวัดมี “พระเกษแก้วจุฬามณี” ที่คนเกิดปีจอ นิยมไปทำบุญสักการะกันเพราะเป็นพระธาตุประจำปีจอ โดยมีความเชื่อว่า พระเกษแก้วจุฬามณี ประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นสวรรค์ที่อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นเจดีย์ที่บรรจุเครื่องทรงและพระเมาฬีของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งทรงสละทิ้งเมื่อคราวออกผนวช และยังเป็นที่เก็บรักษาพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ หลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพอีกด้วย


อุโบสถวัดเกตการาม

ภายในพระวิหารวัดเกตการาม

เมื่อเจดีย์จุฬามณีเป็นเจดีย์ที่อยู่ไกลถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงมีการสมมติให้เจดีย์องค์หนึ่งในประเทศพม่า เป็นที่กราบไหว้แทน โดยมีตำนานเล่าว่าพระอินทร์เป็นผู้นำลงมาแขวนไว้ริมหน้าผาให้ผู้คนบูชา คนไทยจึงเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุอินทร์แขวน” ดังนั้นพระธาตุเจดีย์เกษแก้วจุฬามณี แห่งวัดเกตการาม จึงถูกกำหนดให้เป็นองค์แทนเจดีย์จุฬามณีอีกองค์หนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสะดวกในการเดินทางมากราบไหว้แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ชื่อของวัดเสียงเหมือนคำว่า “เกศ” แก้วจุฬามณี

สำหรับ “อุโบสถ” ของวัด ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เพราะถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อุโบสถหลังนี้จะเปิดใช้เฉพาะในงานพิธีอุปสมบทเท่านั้น และที่สำคัญห้ามสุภาพสตรีขึ้นไป แม้จะไม่ได้เข้าชมแต่ก็สามารถชมความงดงามของศิปกรรมที่ประดับอยู่ด้านหน้าได้ ส่วน “พระวิหาร”

มีประตูทางเข้าสามทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น ศิลปกรรมงดงามทั้งภายในและภายนอก


วัดต้นเกว๋น

วิหารวัดต้นเกว๋น

“วัดต้นเกว๋น” อีกหนึ่งสถานที่ถ่ายทำที่ถูกสมมติให้เป็นวัดเกตการามในอดีต มีฉากสำคัญหลายฉาก เช่น ฉากฟ้อนเจิง ฉากรำฟ้อน ฉากงานปีใหม่ เป็นต้น

วัดต้นเกว๋น หรือ วัดอินทราวาส เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญในอดีตเพราะเป็นที่พักขบวนพระบรมธาตุศรีจอมทอง จาก อ.จอมทอง มาที่เชียงใหม่ ในอดีตเป็นประเพณีที่เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ มีการสรงน้ำพระธาตุ คือจากวัดพระธาตุจอมทองมาก็เดินทางมาด้วยขบวนช้าง ขบวนม้า แล้วแวะมาที่วัดต้นเกว๋น ให้ประชาชนแถวนี้สรงน้ำพระธาตุศรีจอมทอง หลังจากนั้นก็อัญเชิญไปที่วัดสวนดอก 3 วัน 7 วัน แล้วก็ขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นประจำทุกปี เป็นเรื่องของเจ้านายฝ่ายเหนือในอดีต

วัดต้นเกว๋นถือว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็นวัดที่งามที่สุดในประเทศไทย ซึ่งได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพฯ เมื่อปี 2532 ซึ่งวัดต้นเกว๋นมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงแบบแผนทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง โครงสร้างและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของวัดจะใช้ไม้แกะสลัก โดยนายช่างที่มีความสามารถและชำนาญการแกะสลักในสมัยนั้น


พระประธานในวิหาร

มณฑปจัตุรมุข

ภายในวัดต้นเกว๋น มีสิ่งที่น่าสนใจ มี “วิหารวัดต้นเกว๋น” ที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมแบบล้านนาโบราณที่มีความงดงามเป็นยิ่งนัก จนได้รับการนำไปเป็นต้นแบบของหอคำหลวงที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ วิหารหลังนี้มีความสวยงามด้านงานศิลปกรรมเป็นอย่างมาก หน้าบันวิหารประดับตกแต่งด้วยกระจกแก้วสีแบบฝาตาผ้าหรือฝาปะกน โก่งคิ้วจำหลักไม้ลายเครือเถาสอดสลับรูปเศียรนาค มีลายปูนปั้นรูปเทพนมและดอกไม้อยู่หัวเสา ด้านหน้าบันปีกนกแกะสลักเป็นเศียรนาคในลายเครือเถาผสมกนก ตีเป็นช่องตารางเพื่อระบายอากาศ ปั้นลมและหางหงส์แกะรูปมกรคายนาคอย่างงดงาม คันทวยหูช้างจำหลักไม้เป็นรูปกินนรฟ้อนรำ

ด้านในวิหารมีพระประธานประดิษฐานอยู่บนชุกชีเป็นลายรูปปั้นดอกกูด ฝาหนังด้านหลังพระประธานเป็นซุ้มและมีพระพิมพ์โลหะติดฝาผนัง ซึ่งหล่อเป็นองค์ๆ เอาติดฝาผนังเป็นรูปคล้ายซุ้ม พระพิมพ์มี 2 แบบคือ แบบใบโพธิ์ปางมารวิชัยขนาด 2x4 ซม. และแบบนาคปรก ขนาด 3x5 ซม. แล้วยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่วาดด้วยสีน้ำทซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และด้านนอกวิหารยังมีศาลารายในเขตพุทธาวาส

มี “มณฑปจัตุรมุข” เป็นมณฑปจัตุรมุขแบบพื้นเมืองล้านนาซึ่งพบเพียงหลังเดียวเท่านั้นในภาคเหนือ ลักษณะเป็นศาลามีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน ส่วนกลางของศาลามีจั่วซ้อนอยู่สองชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผาที่เรียกว่ากระเบื้องดินขอ ส่วนช่อฟ้าของหลังคามีความพิเศษตรงที่ช่างโบราณจะออกแบบให้มีความโค้งงอซึ่งนกสามารถมาเกาะได้ และที่กลางสันหลังคามีซุ้มมณฑปเล็กๆ ซึ่งทางภาคเหนือเรียกว่า ปราสาทเฟื้อง ลักษณะเดียวกับที่พบในภาคอีสานและลาว


ตามรอยละครกลิ่นกาสะลองที่วัดต้นเกว๋น

นอกจาก 4 วัด ที่ชวนมาตามรอยละครกันแล้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ยังมีวัดงามๆ ให้แวะเข้าไปไหว้พระกันอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดเชียงมั่น เป็นต้น และเมื่อมาถึงเชียงใหม่แล้ว อย่าลืมขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันด้วย



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000065423
เผยแพร่ : 9 ก.ค. 2562 17:30 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook :Travel @ Manager
38  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 5G มาเปลี่ยน.! เพิ่มแนวทางให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีขึ้น เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 06:54:44 AM



5G มาเปลี่ยน.! เพิ่มแนวทางให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีขึ้น

อีริคสันเผยผลสำรวจครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคไทยจะย้ายไปหาผู้ให้บริการที่มี 5G ภายใน 6 เดือน หากผู้ให้บริการเดิมไม่เปิดให้บริการ 5G พร้อมทั้งเชื่อว่า 5G จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กับผู้บริโภคได้ดีขึ้น

วานนี้ (9 ก.ค.)​ อีริคสัน เผยรายงานวิจัยผู้บริโภคฉบับล่าสุดเรื่อง ศักยภาพของผู้บริโภค 5G พร้อมข้อมูลเชิงลึกสำหรับประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ 5G ที่อุตสาหกรรมยังตั้งคำถามถึงสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับคุณค่า และชี้ให้เห็นโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ให้บริการเครือข่าย สำหรับประเทศไทย รายงานชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลมาจากการสัมภาษณ์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวน 1,500 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปี ซึ่งในเชิงสถิติผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์กลุ่มนี้คือตัวแทนของคนจำนวน 19 ล้านคนในประเทศไทย


@@@@@@

จากรายงานพบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคคนไทยจะเปลี่ยนผู้ให้บริการภายใน 6 เดือน หากผู้ให้บริการปัจจุบันที่พวกเขาใช้งานอยู่ไม่เปิดให้บริการ 5G นอกจากนี้ผู้บริโภคในประเทศไทยยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับบริการ 5G ที่ตอบโจทย์ความต้องการอันดับแรก ๆ และจากการคาดการณ์รูปแบบการใช้งานในอนาคตของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า ปริมาณการใช้งานข้อมูลบนมือถือที่รองรับ 5G โดยเฉลี่ยจะเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่า ไปเป็น 70 กิกกะไบท์ต่อเดือน โดยผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างจริงจังจะมีการใช้งานข้อมูลบนเครือข่าย 5G มากถึง 130 กิกกะไบท์ต่อเดือนภายในปี 2568

ด้านนางนาดีน อัลเลน ประธาน บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การตระหนักและการรับรู้ต่อประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับในประเทศไทย ผู้บริโภคต่างก็กำลังเฝ้ารออยู่เช่นกัน ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่เริ่มให้บริการ 5G ได้ก่อนจะมีความได้เปรียบอย่างมากในช่วงเริ่มต้น อีริคสันเป็นผู้นำรายแรกที่ช่วยผู้ให้บริการเครือข่าย 5G เปิดให้บริการใน 4 ทวีป ด้วยความเชี่ยวชาญและความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ ในหลายประเทศทั่วโลก อีริคสันจึงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลของประเทศไทย และส่งเสริมให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีบนเครือข่าย 5G ได้

@@@@@@

5G กำลังจะเข้ามายกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สร้างความกลมกลืมระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัลอย่าง AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) จากผลวิจัยประมาณ 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่ให้สัมภาษณ์เชื่อว่า แว่น AR จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายภายในปี 2568 และคาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อดูวิดีโอบนมือถือและอุปกรณ์พกพา ซึ่ง 1 ใน 3 ชั่วโมงนี้ จะเป็นการใช้งานผ่านอุปกรณ์แว่น AR และ VR นั่นเอง

นอกจากนี้ ประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อว่าพวกเขาจะสื่อสารทางโทรศัพท์ในแบบโฮโลแกรม 3 มิติ เป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะที่ราว 13 เปอร์เซ็นต์คาดว่าการโทรศัพท์สนทนาแบบเห็นหน้ากัน หรือ Video call จะถูกแทนที่อย่างสิ้นเชิงด้วยการสื่อสารแบบโฮโลแกรม 3 มิติ และ 86 เปอร์เซ็นต์ชี้ให้เห็นว่าเกมคอนโซลจะล้าสมัย สมาร์ทโฟนจะมาแทนที่ในไม่ช้าและกลายมาเป็นเกมคอนโซลใหม่ในที่สุด


@@@@@@

นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริการ 5G จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน เทคโนโลยีมือถือรุ่นใหม่จะให้บริการแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ยกระดับคุณภาพการเชื่อมโยงในทุกอุปกรณ์ด้วยอินเทอร์เน็ต (หรือ Internet of Things) ไปสู่อีกระดับที่รวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม คนไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจาก 5G ก็ต่อเมื่อเรามีระบบนิเวศทางด้านเทคโนโลยีที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของกฏระเบียบ ความปลอดภัย และพันธมิตรทางอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประเทศไทย


ขอบคุณ : https://www.tnnthailand.com/content/11936
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปลี่ยนความคิดเท่ากับเปลี่ยนกรรม ธรรมะไขข้อข้องใจเรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 06:45:31 AM



เปลี่ยนความคิดเท่ากับเปลี่ยนกรรม ธรรมะไขข้อข้องใจเรื่องกฎแห่งกรรม

“กรรมฉันเอง กรรมฉันเอง” บทสรุปสุดท้ายที่คนพูดให้ได้ยิน เมื่อประสบปัญหาชีวิตที่หนักสุด ๆ การเปลี่ยนความคิดช่วย เปลี่ยนกรรม ได้จริงหรือไม่ ท่าน ส.ชิโนรส จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง

กรรม แปลสั้น ๆ ว่า การกระทำ การกระทำที่คนแสดงออกทางกาย พฤติกรรม บุคลิกลักษณะ ท่าทาง และอากัปกิริยาต่าง ๆ เรียกว่า “กายกรรม” ส่วนการกระทำที่คนแสดงออกทางคำพูด น้ำเสียง ทำนองการพูด ภาษาที่พูด เรียกว่า “วจีกรรม”

ทำ และ พูด หรือกายกรรมและวจีกรรมคือความหมายอย่างหนึ่งของกรรม คนทั่วไปจะวัดว่าความเป็นคน หรือความเป็นมนุษย์ที่คำพูด และการกระทำ หลายคนเชื่อว่า คำพูดและการกระทำ คือหน้าต่างหัวใจ ตัวบ่งชี้บุคลิกและตัวตนของบุคคลผู้นั้น

แม้คำพูดและการกระทำจะวัดค่าคนแต่ละคนได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราเห็นด้วยตา และได้ยินด้วยหู คือความคิดในใจของแต่ละบุคคล


@@@@@@

พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่าคำพูดและการกระทำ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า

 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมะแม้แต่ข้อเดียวที่จะมีโทษรุนแรงมากเท่ากับการคิดผิด”

คิดผิดเสียตั้งแต่ต้น คำพูดและการกระทำทั้งหมดก็ผิด แก้ไขได้ยากที่สุด คิดถูกเสียตั้งแต่ต้น คำพูดและการกระทำก็ถูกไปทั้งหมด ชีวิตก็ราบรื่น

พระพุทธองค์จึงให้ความสำคัญกับความคิดมากที่สุด ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของคำพูดและการแสดงออก เปรียบเหมือนเข็มทิศชี้ทางให้คนเดินหรือเป้าหมายชีวิต

@@@@@@

หากเข็มทิศชี้ผิด การเดินทางก็ผิดไปทั้งหมด แต่หากเข็มทิศชี้ถูก การเดินทางก็ถูกทั้งหมด พระพุทธองค์จึงตรัสว่า…

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าความคิด เป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงแสดงออกทางคำพูด พฤติกรรม และจิตวิญญาณ”

นั่นคือ ความคิดนั่นแหละคือตัวกรรม ตัวตนที่แท้จริงของกรรม หรือแก่นแท้ของกรรม ส่วนคำพูดและการแสดงออกเป็นเพียงผลที่เกิดจากความคิดเท่านั้น

ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระพุทธองค์ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความคิดว่า หากคิดผิด หรือคิดไม่ถูกกับความเป็นจริงแล้วจะมีโทษร้ายแรงมากที่สุด มากกว่าอนันตริยกรรม คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธองค์จนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกสามัคคีเสียอีก

@@@@@@

อนันตริยกรรม แปลว่า กรรมที่ผู้ทำได้รับผลอย่างต่อเนื่อง หรือ กรรมที่แก้ให้หนักเป็นเบาไม่ได้ ถือเป็นกรรมหนักที่สุดในบรรดากรรมต่าง ๆ ปิดกั้นไม่ให้ผู้ทำไปสวรรค์หรือนิพพาน ผู้ทำอนันตริยกรรมจะต้องเสวยผลกรรมในนรกนานเป็นกัปเป็นกัลป์ แต่กระนั้นก็ยังมีเวลาพ้น

ส่วนคนคิดผิดหรือคนมีมิจฉาทัศน์ไม่มีเวลากำหนดพ้นนรก ตราบใดที่เขายังคงยึดถือความคิดนั้นอยู่อย่างเดิม ฉะนั้น แก่นแท้ของกรรม หรือตัวตนที่แท้จริงของกรรมจึงไม่ใช่คำพูดและการกระทำ แต่คือความคิดของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง


 
ที่มา : กรรม รหัสลับที่แก้ได้ โดย ส.ชิโนรส
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/163212.html
By nintara1991 ,9 July 2019
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวมงานบุญ “อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา” สุขใจอิ่มบุญทั่วไทย เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2019, 06:20:41 AM


ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาอุบลราชธานี


รวมงานบุญ “อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา” สุขใจอิ่มบุญทั่วไทย

ในช่วงวันอาสาฬหบูชา (16 ก.ค.62) และวันเข้าพรรษา (17 ก.ค.62) ที่กำลังจะถึงนี้ เป็นอีกหนึ่งงานบุญใหญ่ประจำปี ที่หลายๆ พื้นที่มีการจัดงานประเพณีที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละแห่ง เหล่าพุทธศาสนิกชนต่างรอคอยที่จะเข้าร่วมงานบุญประเพณีนี้ด้วย

สำหรับงานบุญในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ที่โดดเด่นและน่าสนใจได้รวบรวมมาไว้ ดังนี้

งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาอุบลราชธานี "118 ปี ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา เทอดราชาขวัญแผ่นดิน" ระหว่างวันที่ 12-17 ก.ค. 62 ณ ทุ่งศรีเมือง และจุดต่างๆ ใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมเยือนชุมชนคนทำเทียนภายในคุ้มวัดต่าง ๆ พร้อมศึกษาเรียนรู้และร่วมทำเทียนกับชาวอุบลชมขบวนแห่ต้นเทียนพรรษาเมืองอุบลฯ สุดยิ่งใหญ่ตระการตา ขบวนฟ้อนรำ สัมผัสวิถีชีวิตชาวอีสานที่ฟ้อนรำอย่างพร้อมเพรียงสวยงาม ร่วมชมการจัดแสดงต้นเทียนที่ชนะการประกวดที่บริเวณถนนหน้าเทศบาลนครอุบลฯ พร้อมกับกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ


ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาอุบลราชธานี

วันที่ 1 - 17 กรกฎาคม 2562 เยือนชุมชนคนทำเทียน ชมวิถีวัฒนธรรมตกแต่งเทียน ณ คุ้มวัดต่างๆ
วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 พิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทาน และ พิธีเปิดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ณ หน้าศาลหลักเมือง

วันที่ 12 - 17 กรกฎาคม 2562 ถนนสายเทียน และงานอุโมงค์เทียน ณ หน้าศาลหลักเมือง ทุ่งศรีเมือง
วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 ชมการประกวดหนูน้อยเทียนพรรษาอุบลราชธานี ณ หน้าศาลหลักเมือง
วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ชมประกวดสาวงามเทียนพรรษา ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์
วันที่ 16 - 17 กรกฎาคม 2562 เวลา 19.00 น. ชมการแสดงขบวนแห่เทียนภาคกลางคืน ประกอบ แสง สี เสียง และ ขบวนเรือชักพระ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ บริเวณหน้าศาลากลาง (หลังเก่า) ในคืนวันที่ 16 กรกฎาคม 2562เวลา 18.00 น. กิจกรรมรวมเทียนโชว์ต้นเทียนทุกต้น ณ บริเวณรอบทุ่งศรีเมือง และพิธีมหาเวียนเทียน วันอาสาฬหบูชา ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม

วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.30 - 12.00 น. ชมขบวนแห่เทียนพรรษาที่สวยงามตระการตา ประกอบด้วยเทียนพรรษา ประเภทแกะสลัก ประเภทติดพิมพ์ และเทียนโบราณ ตามเส้นทางถนนอุปราช-ถนนชยางกูร ซึ่งมีการแสดง 5 จุด คือ 1. หน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม 2. ศาลากลางหลังเก่า 3. หน้าโรงแรมบัวบูติก 4. หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ (กิโลศูนย์) 5. หน้าปั้มน้ำมัน Esso

วันที่ 20 กรกฎาคม - 20 สิงหาคม 2562 กิจกรรมเทียนอุบล ยลได้ตลอดเดือน ณ วัดหนองบัว

ในการนี้ เทศบาลนครอุบลราชธานีได้จัดประดับตกแต่งเมือง และติดตั้งที่นั่งอัฒจันทร์บริการนักท่องเที่ยวฟรี

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครอุบลราชธานี โทร. 0-4524-6060 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี โทร. 0-4524-3770


ตักบาตรดอกเข้าพรรษา จ.สระบุรี

“ตักบาตรดอกเข้าพรรษา” ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก อันงดงามเป็นเอกลักษณ์ของชาวพระพุทธบาท จ.สระบุรี โดยปีนี้มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 - 17 ก.ค. 62 ณ วัดพระพุทธบาทฯ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาท” อันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความเคารพบูชา

รอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี ถือเป็นหนึ่งในรอยพระพุทธบาทที่สำคัญยิ่ง มีความเชื่อในคติของชาวลังกาว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ 5 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือรอยพระพุทธบาทแห่งนี้

รอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทฯ ถูกค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของประเทศไทย อีกทั้งในพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่าพระมหากษัตริย์เกือบทุกพระองค์ตั้งแต่มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทนี้ ได้เสด็จมานมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีทุกปี ทำให้เกิดเป็นประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาที่ได้จัดสืบทอดกันมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาจนถึงปัจจุบัน


ตักบาตรดอกเข้าพรรษา จ.สระบุรี

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น (อำเภอพระพุทธบาท) ที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมานาเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก มีความเก่าแก่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ นอกจากพุทธศาสนิกชนจะได้บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ กับการถวายดอกเข้าพรรษาแด่พระภิกษุสงฆ์แล้ว ยังได้ตื่นตาตื่นใจกับการจำลองขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค นมัสการรอยพระพุทธบาทสมัยกรุงศรีอยุธยา ขบวนรถบุปผชาติ และที่ขาดเสียมิได้คือ ความงดงามของ “ดอกเข้าพรรษา” ที่บานสะพรั่งทั่วทั้งวัดพระพุทธบาท ตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าหลังมณฑปพระพุทธบาทแลลับทิวเขาสุวรรณบรรพตไป

หลังจากที่พระภิกษุสงฆ์เดินรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนแล้ว จะนำดอกเข้าพรรษาไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเชื่อกันว่าจะส่งผลบุญให้ผู้ทำบุญตักบาตรได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ “ดอกเข้าพรรษา” หนึ่งปี จะออกดอกเพียงครั้งเดียว เฉพาะในช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษาเท่านั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวอำเภอพระพุทธบาทจะพากันไปเก็บดอกเข้าพรรษาตามไหล่เขาโพธิลังกาหรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวง และเขาพุ ในเขตอำเภอพระพุทธบาท นำดอกเข้าพรรษามาจัดรวมกับธูปเทียนเพื่อใส่บาตรถวายพระ

ในระหว่างที่ พระภิกษุสงฆ์เดินลงจากพระมณฑปนั้น พุทธศาสนิกชนจะนำน้ำสะอาดมาล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งถือว่าน้ำที่ได้ชำระล้างเท้าให้พระภิกษุสงฆ์นั้นเสมือนหนึ่งได้ชำระบาปของตนด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลเมืองพระพุทธบาท โทร. 0 3626 7111 หรือ ททท. สำนักงานพระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3524 6076 – 7 ทุกวันเวลา 08.30 – 16.30 น. www.เที่ยวภาคกลาง.com หรือ Facebook: Tat Ayutthaya


มหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้างจังหวัดสุรินทร์

มหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้างจังหวัดสุรินทร์

“มหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้างจังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2562” หนึ่งเดียวในโลก ณ จังหวัดสุรินทร์ วันที่ 15-16 กรกฎาคม 2562 ณ บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมือง จ.สุรินทร์

ไฮไลท์สำคัญ คือ งานบุญใหญ่วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.00 น. ร่วมทำบุญตักบาตรบนหลังช้างหนึ่งเดียวในโลก ณ บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เวลา 09.00 น. ร่วมถวายเทียนพรรษาโดยพร้อมเพียงกันเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนวันเข้าพรรษา ณ วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายอำนวยการ โทร. 0-4451-2039 www.surin.go.th องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ โทร. 0-4451-1975 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447 E-mail : tatsurin@tat.or.th www.tourismthailand.org หรือโทร. 1672


แห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด

"งานแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด" งานประเพณีเก่าแก่ของชาวอยุธยา ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ณ คลองลาดชะโด ตำบลหนองน้ำใหญ่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ชาวบ้านจากชุมชนต่าง ๆ จะมาร่วมแรงร่วมใจกันจัดขบวนเรือโบราณที่จะนำเทียนพรรษาไปถวายที่วัด ตกแต่งรอบๆ เทียนพรรษาด้วยดอกไม้ และของตกแต่งสวยงาม ในอาสาฬหบูชาชาวบ้านก็จะพายเรือหลายสิบลำไปด้วยกัน พร้อมกับมีการร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนที่หาชมได้เพียงแค่ที่นี่เท่านั้น


แห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด

กำหนดการงานแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ณ คลองลาดชะโด อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา
วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562 (วันอาสาฬหบูชา)
08.30-09.00 น. เรือทุกลำลงทะเบียน บริเวณด้านหน้าตลาดลาดชะโด
09.00-09.30 น. เรือทุกลำ รวมตัวบริเวณด้านหน้าตลาดลาดชะโดจะมีการแสดงของเรือ
แต่ละลำสลับกัน ร้องรำและชมเห่เรือพื้นบ้านลาดชะโด
10.39 น. พิธีเปิดงานแห่เทียนทางน้ำ ณ คลองลาดชะโด (ด้านหน้าตลาดลาดชะโด)
11.00 น. ขบวนเรือจะเริ่มทยอยแห่ผ่านบ้านเรือนริมสองฝั่งคลองลาดชะโด โดยผ่านจุด (highlight) บริเวณศาลเจ้าลาดชะโด โดยช่างภาพสามารถยืนถ่ายภาพได้
11.20 น. ขบวนเรือกลับลำและตั้งขบวนใหม่ที่ บ้านคุณป้าลิ้นจี่ ครุฑธาพันธ์ และขบวนเรือเคลื่อนผ่าน จุด highlight อีกครั้ง
12.00-12.25 น. ขบวนเรือจะผ่านตลาดลาดชะโดอีกครั้งให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภาพความประทับอีกครั้ง
13.00 น. นำเทียนขึ้นจากเรือทุกลำและนำขึ้นไปถวาย ณ วัดลาดชะโด
13.30 น. ชมการแข่งขันการละเล่นพื้นบ้านลาดชะโด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก งานแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ลาดชะโด หรือเทศบาลตำบลลาดชะโด โทร.0-3574-0263 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอยุธยา โทร.0-3524-6076


ประเพณีเดินเทียนและตักบาตรดอกไม้

"ประเพณีเดินเทียนและตักบาตรดอกไม้"

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ 16 -17 ก.ค. 2562 พบกับกิจกรรมและสืบสานวัฒธนธรรมอันดีงาม ซึ่งเป็นประเพณีที่หาชมได้ยากในกรุงเทพมหานคร

กำหนดการ วันที่ 16 ก.ค.62 กิจกรรมประเพณีเดินเทียน (เวียนเทียน) เริ่มเวลา 09.00-20.00 น. วันที่ 17 ก.ค.62 กิจกรรมประเพณีตัดบาตรดอกไม้ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เริ่มเวลา 16.00-18.30 น.

โดยส่วนมากในกรุงเทพฯ จะใช้ดอกไม้ที่หลากหลายมาใส่บาตร ไม่ว่าจะเป็นดอกบัว ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้ ดอกพุทธรักษา ดอกมะลิ ดอกเบญจมาศ เป็นต้น แล้วแต่ความสะดวกและศรัทธา ซึ่งแต่ละคนก็จะพยายามทำดอกไม้ของตนให้งามที่สุด บ้างก็นำดอกบัวมาบรรจงพับกลีบให้สวยงาม บ้างก็นำดอกมะลิมาร้อยเป็นพวงมาลัย บ้างก็นำดอกกุหลาบมาเด็ดหนาม หรือจัดรวมช่อให้สวยงาม


ประเพณีเดินเทียนและตักบาตรดอกไม้

ส่วนการตักบาตรดอกไม้ก็คล้ายการตักบาตรตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนจากภัตตาหารต่างๆ มาเป็นดอกไม้ โดยญาติโยมและพุทธศาสนิกชนจะมารอจับจองพื้นที่เตรียมใส่บาตรกันก่อนเวลา บ้างก็เตรียมเสื่อผืนเล็กๆ มาปูนั่งรอ และเมื่อได้เวลาพระสงฆ์จะเดินเรียงแถวออกมารับบาตรบริเวณรอบพระอุโบสถหรือพระวิหารของแต่ละวัด เมื่อรับบาตรดอกไม้จากญาติโยมเสร็จเรียบร้อยก็จะเข้าไปสวดมนต์ทำวัตรกันต่อไป

สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกรุงเทพมหานคร เฟซบุ๊ก TAT Bangkok หรือ โทร.0-2276-2720


ประเพณีใส่บาตรเทียน

“ประเพณีใส่บาตรเทียน” วันที่ 18 ก.ค.62 ณ วัดบุญยืน พระอารามหลวง ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ประเพณีใส่บาตรเทียน ถือเป็นประเพณีอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แห่ง อ.เวียงสา จ.น่าน เป็นประเพณีที่มีทั้งฝ่ายพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ใส่บาตรร่วมกัน โดยเอกลักษณ์ของประเพณีคือการใส่บาตรด้วยเทียน เพื่อส่งเสริมพระวินัยบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่อง การแสดงสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ) ความเคารพระหว่างพระภิกษุผู้มีพรรษากาลอ่อนกว่าต่อพระเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่า และเพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมแสดงสามีจิกรรมต่อพระภิกษุที่จะอยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส

การใส่บาตรด้วยเทียนนั้นเพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้มีเทียนไว้จุดบูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัตรเช้า - เย็น และพิธีกรรมอื่นๆ ที่ไม่ขัดต่อพระวินัยบัญญัติ ประเพณีใส่บาตรเทียน ได้กำหนดพิธีหลังจากวันเข้าพรรษา 1 วัน หรือในวันแรม 2 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี


ประเพณีใส่บาตรเทียน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน “ประเพณีใส่บาตรเทียน” พิธีจะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป คือ พระภิกษุสามเณรในอำเภอเวียงสา และคณะศรัทธาสาธุชน จะเตรียมเทียน ดอกไม้ น้ำส้มป่อยหรือน้ำอบน้ำหอม และเตรียมสำรับกับข้าวใส่ปิ่นโตไปด้วย เพื่อเตรียมถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสามเณรที่ไปร่วมพิธี พระภิกษุสามเณรจะมีการเตรียมบาตรและผ้าอาบน้ำฝนหรือผ้าสบงไปปูไว้บนโต๊ะและตั้งบาตรบนผ้าอาบน้ำฝน เพื่อรองรับเทียนที่คณะสงฆ์และคณะศรัทธาสาธุชนใส่บาตรเทียน

ในภาคบ่าย เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ก็จะเริ่มพิธีใส่บาตรเทียน โดยมีพระภิกษุสามเณรนำคณะศรัทธาสาธุชน เดินใส่บาตรเทียนเวียนรอบโต๊ะที่ตั้งบาตรและวางผ้าอาบน้ำฝน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีใส่บาตรเทียน ก็จะกลับเข้าไปภายในพระอุโบสถเพื่อทำพิธีสูมาคารวะ (ขอขมา) หรือทำสามีจิกรรม ต่อพระเถระผู้มีอายุพรรษากาลมากเป็นลำดับไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลตำบลเวียงสา โทร. 0-5478-1681 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1127

@@@@@@

นอกเหนือจากงานบุญประเพณีที่กล่าวไปแล้ว ยังมีการจัดงานบุญวันอาสาฬหบูชาและงานบุญเข้าพรรษาในอีกหลายพื้นที่ หากใครอยู่ในพื้นที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมบุญกันได้ตามสะดวก




ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000063832
เผยแพร่ : 4 ก.ค. 2562 19:22 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook : Travel @ Manager
หน้า: [1] 2 3 ... 560